กระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมแถลงข่าว “การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ด้วยการรับรองตนเอง (Self-Declaration) ในสถานประกอบการอุตสาหกรรม เพื่อควบคุม ติดตามและป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” โดยมีนายอนุทิน  ชาญวีรกูล  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  และนายสุพันธุ์  มงคลสุธี  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  ร่วมแถลงข่าว  ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  เมื่อ 21 มกราคม 2564  ซึ่งสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.)  หรือ  MASCI  โดยนางพรรณี  อังศุสิงห์  ผู้อำนวยการสถาบัน  ร่วมงาน

นายกอบชัย-ปกอ

การระบาดของโควิด-19 ที่สมุทรสาคร การระบาดระลอกใหม่ไปหลายจังหวัดทั่วประเทศ  และแรงงานจำนวนหนึ่งในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลติดเชื้อ  ทำให้เกิดความวิตกกังวลของผู้บริโภคในด้านความปลอดภัยในการซื้อและบริโภคอาหารทะเลแปรรูป และส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ   โดยผู้ประกอบการได้เพิ่มมาตรการดำเนินมาตรฐานตามสุขอนามัยขั้นสูงสุดในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  เพื่อยืนยันว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารของไทยได้มีการจัดทำระบบคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารอย่างเข้มงวดในระดับสากล   ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการสร้างความมั่นใจในอีกระดับ โดยร่วมกันจัดทำกระบวนการรับรองตนเองและให้มีการทวนสอบ  เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคและคู่ค้า

นายอนุทิน-รัฐมนตรี-สธ        3. นายสุพันธ์ ประธาน สอท.

กระทรวงอุตสาหกรรมได้สนับสนุนภารกิจเร่งด่วนในครั้งนี้เพื่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค โดยมีสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) และสถาบันอาหาร (สอห.) อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ  ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการจัดทำเกณฑ์การประเมินตนเอง และร่วมเป็นคณะทำงานทวนสอบการรับรองตนเองของสถานประกอบการอุตสาหกรรม เพื่อควบคุม ติดตาม และป้องกันการปนเปื้อนของโควิด-19 ในสถานประกอบการอุตสาหกรรม โดยการบริหารจัดการสุขอนามัยใน 3 ด้าน คือ
1) สถานประกอบการ  2) กระบวนการผลิต  และ 3) บุคลากรที่เกี่ยวข้อง  ตามมาตรฐาน IPHA: Industrial and Production Hygiene Administration

4. แถลงข่าว -1

นอกจากนี้  สรอ. จะจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมภาพรวม และความเชื่อมโยงของข้อกำหนดมาตรฐานระบบการจัดการสุขลักษณะที่ดีในสถานประกอบการ (GMP) และระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติที่ต้องควบคุมในอุตสาหกรรมอาหาร (HACCP) กับเกณฑ์การประเมินตนเอง หรือ Check List การรับรองตนเอง (Self-Declaration)  และฝึกอบรมให้ความรู้แก่สถานประกอบการที่ยังไม่ได้รับการรับรอง GMP, HACCP หรือ ISO 22000 เมื่อคณะทำงานดำเนินโครงการการรับรองตนเอง (Self-Declaration) ในสถานประกอบการ ตามหลักเกณฑ์การประเมินตนเอง IPHA ได้พิจารณาเนื้อหาหลักสูตรร่วมกันแล้ว   ซึ่งจะมีการขยายผลจากมาตรการในครั้งนี้โดยการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารเข้าสู่ระบบมาตรฐานต่อไป

ท่านชุตาภรณ์

นางชุตาภรณ์ ลัมพสาระ ประธานกรรมการ คณะกรรมการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ กล่าวว่า คณะกรรมการสถาบันฯ  พร้อมส่งเสริมและสนับสนุน สรอ. ภายใต้อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ในการดำเนินภารกิจครั้งนี้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและคู่ค้าต่อมาตรการด้านสุขอนามัยของสถานประกอบการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19  และการขยายผลการดำเนินการโดยการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมอาหาร และภาคการผลิตอื่น การค้า การบริการและการเกษตรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน  รวมทั้งการสร้างความตระหนักและการให้ความรู้ด้านมาตรฐานระบบ/การบริหารจัดการตามแนวทางสากล และการพัฒนาบุคลากรของสถานประกอบการและผู้ให้บริการ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของคณะกรรมการสถาบันฯ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและคุณภาพของภาคอุตสาหกรรมตามวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้ง สรอ.  และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิในเรื่องการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากมาตรฐานระบบ/การบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้สถานประกอบการดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ การเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินการรวมทั้งการลดต้นทุนการและการใช้ทรัพยากร การดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง  ความปลอดภัยของบุคลากร ชุมชนและสังคม การจัดการความเสี่ยง การจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมรวมทั้งสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะรองรับการเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรม/การผลิต การค้า การบริการและการเกษตร และช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

6. ผอ.สรอ. 7. ผอ. สอห.

 

เนื่องด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ดำเนินงานโครงการตรวจประเมินสถานประกอบการที่ขอเทียบระดับหรือเลื่อนระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 3-5 (ภายใต้ค่าใช้จ่ายในการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม) ในปีงบประมาณ 2564 โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 8 เดือน (เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม ถึง 10 กันยายน 2564) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3 ถึงระดับที่ 5

โครงการดังกล่าว เป็นโครงการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งได้รับความสนใจจากสถานประกอบการทั่วประเทศในการขอรับการตรวจประเมินเพื่อการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว โดยในปี 2564 นี้ เป็นการตรวจประเมินสถานประกอบการที่มีความประสงค์ขอรับการตรวจประเมินอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3-5 ซึ่งมีสถานประกอบการส่งใบสมัครเพื่อขึ้นทะเบียนรอรับการตรวจประเมินไว้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ จึงขอเรียนเชิญสถานประกอบการที่มีความสนใจและมีความพร้อมในการตรวจประเมินอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3-5 เข้าร่วมโครงการเพื่อรับการตรวจประเมินในปี 2564 นี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินและค่าใบรับรอง โดยกรอกใบสมัครเข้าร่วมโครงการ พร้อมแนบเอกสารประกอบการรับสมัครตามระดับที่ขอการรับรอง และส่งกลับทาง e-mail : [email protected]; [email protected]; [email protected]  ดังนี้

รายการเอกสารที่ต้องส่ง 11 รายการ :

  1. ใบสมัครการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว
  2. ใบสมัครเข้าร่วมโครงการ
  3. ใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (ระดับปัจจุบันที่ยังคงสถานะการรับรอง/ยังไม่หมดอายุ)
  4. ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.) หรือ ใบอนุญาตให้ใช้ที่ดินและประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) (ทั้งฉบับ)
  5. หนังสือแจ้งยืนยันจากอุตสาหกรรมจังหวัด หรือเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เรื่องไม่พบข้อร้องเรียนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
  6. แบบประเมินเบื้องต้นอุตสาหกรรมสีเขียว (กรุณาเลือกใช้แบบประเมินฯ ตามระดับที่ขอการรับรอง)
  7. Presentation ฉบับเต็ม นำเสนอผลการดำเนินงาน ณ วันตรวจประเมิน โดยมีเนื้อหาครบถ้วนตามแบบประเมินเบื้องต้นตามระดับที่ขอการรับรอง
  8. ข้อมูลการใช้ทรัพยากรของโรงงานย้อนหลัง 2 ปี (ปี 2562-2563)
    1. แบบฟอร์มข้อมูลการใช้ทรัพยากรของโรงงาน.xlsx
    2. ตัวอย่างการกรอกแบบฟอร์มข้อมูลการใช้ทรัพยากรของโรงงาน บมจ ABC.xlsx
  9. ข้อมูลโครงการลดการใช้พลังงาน หรือ โครงการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (ถ้ามี) เช่น T-VER, CDM, VCS เป็นต้น
  10. รายการตรวจสอบกฎหมายด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
  11. Presentation ฉบับสรุป นำเสนอคณะอนุกรรมการส่งเสริมและรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว
    (กรุณาเลือกใช้แบบฟอร์มตามระดับที่ขอการรับรอง และส่งให้กับผู้ประสานงานหรือทีมตรวจหลังจากตรวจประเมินเสร็จ)

    1. ตัวอย่าง นำเสนอคณะอนุกรรมการ GI3 -2021.pptx
    2. ตัวอย่าง นำเสนอคณะอนุกรรมการ GI4 – 2021.pptx
    3. ตัวอย่าง นำเสนอคณะอนุกรรมการ GI5 – 2021.pptx

สิทธิประโยชน์โดยสรุป

หมายเหตุ

*     ต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ ตามกำหนด โดยสามารถศึกษาได้ที่ http://www.thailandtrustmark.com

**    ต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ ตามที่กำหนด โดยสามารถศึกษาได้ที่ http://gp.pcd.go.th

***  ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ตามประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง การรับรองผู้บำบัดและกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วเพื่อการอนุญาตนำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกนอกบริเวณโรงงานแบบอัตโนมัติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2561

กรุณาติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  :

ด้วยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ได้รับมอบหมายจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมในการเป็นหน่วยจัดอบรมหลักสูตรบุคลากรเฉพาะด้านความรับผิดชอบต่อสังคมประจำโรงงาน” จึงกำหนดการจัดอบรม ดังนี้

ประเภท 1 หลักสูตรบุคลากรเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชน

ประเภท 2 หลักสูตร บุคลากรเฉพาะด้านการบริหารรับผิดชอบต่อสังคมระดับทั่วไป

ประเภท 3 หลักสูตรบุคลากรเฉพาะด้านการบริหารความรับผิดชอบต่อสังคมระดับอาวุโส

หมายเหตุ:

  1. กลุ่มเป้าหมาย
  2. เอกสารประกอบการสมัครและการชำระเงิน

สิ้นสุดการรอคอยกับโอกาสการเข้าสู่ช่องทางการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ! กับแต้มต่อสินค้า Made in Thailand

การรับรองสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย [Made in Thailand : MiT]
ตามประกาศกฎกระทรวง กำหนดพัสดุและวิธีกำรจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 (ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา 22 ธันวาคม 2563) ให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่ผลิตในประเทศ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของพัสดุที่จะใช้ ที่ได้ขึ้นบัญชีรายชื่อไว้กับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สินค้า Made in Thailand คืออะไร

  • สินค้าที่ทำการผลิตในประเทศไทย จากโรงงานหรือธุรกิจที่มีการจดทะเบียน มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ที่ถูกต้องชัดเจนในประเทศไทย
  • มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยหลักเกณฑ์การคำนวณมูลค่าสินค้าของ MiT คิดตามหลัก ASEAN CONTENT
  • สินค้า Made in Thailand หรืออักษรย่อ MiT จะได้รับเอกสารรับรองหรือเครื่องหมายที่ ส.อ.ท. ออกให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้แสดงคุณสมบัติสินค้า Made in Thailand หรือ MiT กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คุณสมบัติผู้ยื่นขอการรับรอง Made in Thailand

  • เป็นผู้ประกอบการ ที่มีแหล่งผลิตในประเทศไทย
  • ครอบคลุมนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา(ทะเบียนพาณิชย์ หรือได้รับการจดทะเบียนตามกำหนดของหน่วยงานราชการอื่น)

ประโยชน์ของการได้รับรอง Made in Thailand
ผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรอง Made in Thailand จะได้ประโยชน์ในหลายด้านด้วยกัน อาทิ

  • สิทธิประโยชน์จากการให้แต้มต่อของภาครัฐ ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่ผลิตในประเทศ ไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบของพัสดุที่จะใช้
  • สินค้าได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้นจากคู่ค้า / ผู้บริโภค
  • สร้างโอกาสในการขยายการค้าไปยังต่างประเทศที่นิยมสินค้าไทยได้มากขึ้น
  • สิทธิประโยชน์อื่นๆ ในอนาคต

การออกใบรับรอง Made in Thailand

  • 1 ใบรับรองต่อ 1 SKU-ผลิตภัณฑ์
  • ใบรับรองมีอายุ 1 ปี นับจากวันที่อนุมัติงาน
  • อัตราค่าบริการ 100 บาทต่อใบ

เกณฑ์การพิจารณา MiT

  • สูตร 1,2 พิจารณาจากมูลค่าต้นทุนสินค้า MiT จะต้องได้เท่ากับหรือมากกว่า 40%
  • สูตร 3 พิจารณาจาก HS Code
  • สูตร 4 พิจารณาตามเงื่อนไขการผลิต Substantial Transformation (ST)

 

Asset-1-8

รายการเอกสารแนบ

1. เอกสารการลงทะเบียน

1.1) กรณีเป็นบุคคลธรรมดา

1.1.1) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขออนุญาต พร้อมลงนามรับรองเอกสาร
1.1.2) ทะเบียนพาณิชย์ หรือได้รับการจดทะเบียนตามกำหนดของหน่วยงานราชการอื่น
1.1.3) หลักฐานการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
1.1.4) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่น พร้อมลงนามรับรองเอกสาร
1.1.5) *กรณีผู้ยื่นไม่ใช่ผู้มีอำนาจในหนังสือรับรองทะเบียนนิติบุคคล ให้แนบหนังสือมอบอำนาจตามแบบฟอร์มของบริษัท (พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบ) และอากรแสตมป์ 30 บาท

1.2) กรณีเป็นนิติบุคคล

1.2.1) สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล พร้อมวัตถุประสงค์อายุไม่เกิน 3 เดือน และลงนามรับรองเอกสาร
1.2.2) สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการ เช่น รง.4, รง.2, กนอ., ฯลฯ
1.2.3) สำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ. 20)
1.2.4) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่น พร้อมลงนามรับรองเอกสาร
1.2.5) *กรณีผู้ยื่นไม่ใช่ผู้มีอำนาจในหนังสือรับรองทะเบียนนิติบุคคล ให้แนบหนังสือมอบอำนาจตามแบบฟอร์มของบริษัท (พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบ) และอากรแสตมป์ 30 บาท

2. เอกสารการขอรับรองรายการสินค้า MiT

2.1) รูปถ่ายสินค้า 4 มุมมอง(หน้า หลัง ซ้าย ขวา) และรูปถ่ายฉลากสินค้า (แนบรูปทุกรายการสินค้าที่ยื่นขอ MiT)
2.2) ขั้นตอน / ผังกระบวนการผลิตสินค้า
2.3) ใบรับรองมาตรฐานสินค้า
2.4) สำเนาใบกำกับสินค้า (Invoice) จาก Supplier
2.5) สำเนาใบขนสินค้าขาเข้า (Import Declaration)

138641672_3873585556040279_3629023050739862430_o

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
http://www.smi.or.th/isc…/download/2021/MiT_Intro.pdf

สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่ :  www.fti.or.th/MiT
และเปิดให้ยื่นขอใบรับรอง ตั้งแต่ 20 มกราคม 2564 เป็นต้นไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
สายงานมาตรฐานอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
☎️ 02-345-1100 หรือ 02-345-1010

อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ ทำแผนเชิงรุกรับศักราชใหม่ 2564  ผลักดันยุทธศาสตร์ 4.0  ใช้เทคโนโลยี ปรับตัวสู้ภัยโควิด-19  ส่งมอบนโยบายให้สถาบันเครือข่ายทั้ง 8 สถาบัน เร่งขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ  รวมถึง Start Up เอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชนทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม  รวมพลังฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน พร้อมยังมุ่งสนับสนุนให้ความช่วยเหลือการศึกษาวิชาการในทางอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งสร้างองค์ความรู้ในภาคอุตสาหกรรมในยุควิถีใหม่ (New Normal)

นายเผด็จภัย มีคุณเอี่ยม ประธานกรรมการอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ และคณะกรรมการอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เปิดเผยว่า ปัจจุบันวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในรอบใหม่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบ ปีนี้จึงมีนโยบายเข้มข้นที่จะให้ทั้ง 8 สถาบันภายใต้อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิเข้ามาศึกษาแนวทางบูรณาการงานร่วมกัน ตามวิถีใหม่ (New Normal)  โดยกำหนด 6 แนวทางหลักมาเป็นตัวขับเคลื่อน  ซึ่งได้แก่

1.การบริการทดสอบ/ตรวจสอบ รับรองมาตรฐานคุณภาพและการบริการรับรองมาตรฐาน ISO และมาตรฐานระบบต่างๆ  โดย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ดูแลด้านมาตรฐานการบริหารจัดการ รวมไปถึงการเพิ่มองค์ความรู้เรื่องดิจิทัล และเทคโนโลยีในเรื่องอุตสาหกรรมให้ผู้ประกอบการ ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอุตสาหกรรม/อาหารแปรรูป ดิจิทัล สุขภาพและการแพทย์, Wellness Economy/New Normal/Next Normal ตลอดจน สร้างการรับรู้และตรวจสอบรับรองผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ You Tube (MASCI Channel), Website, Facebook, Podcast รับสถานการณ์ที่ไม่ปกติจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

2.การพัฒนาบุคลากร บริการปรึกษาพัฒนาอุตสาหกรรม  ผู้ประกอบการ และองค์กร โดย สถาบันไทย-เยอรมัน  มี โครงการพัฒนาต้นแบบเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อการผลิตระดับชุมชน สมาร์ทเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย สิ่งเหล่านี้จะเป็นองค์ความรู้พัฒนาให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ใช้เป็นแนวทางการขับเคลื่อนและปรับตัว ผ่านการให้คำปรึกษา ตลอดจนยังมีโครงการผลิตช่างเทคนิคแก่ผู้พิการและด้อยโอกาส ให้มีอาชีพเลี้ยงตนเอง และครอบครัวได้

3.ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรม (IU) นโยบายอุตสาหกรรมและ Industry Foresight จากการทำงานของสถาบันพลาสติก ที่จัดทำโครงการพัฒนาศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมพลาสติก (PIU) เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมพลาสติกซึ่งมีการใช้ประโยชน์อย่างหลากหลายให้ลดต้นทุนและมีนวัตกรรม ส่วน สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย  ดำเนินการโครงการพัฒนาศูนย์ข้อมูลเชิงลึกภาคอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล รวมถึงไปเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรเป็นแหล่งอาหารแห่งความยั่งยืนของโลกท่ามกลางวิกฤตโควิด19 อีกด้วย

4.การสร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์และพัฒนาช่องทางการตลาด ยกตัวอย่าง เช่น สถาบันอาหาร ปีนี้จัดทำโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลโครงการยกระดับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยนำมาตรฐานผลิตภาพและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถนักรบอุตสาหกรรมพันธุ์ใหม่ หวังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร และผู้บริโภครับประทานสะอาดปลอดภัย  และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของผู้ประกอบการส่งออกของไทย

5.การพัฒนาอุตสาหกรรม ยุทธศาสตร์และศูนย์ความเป็นเลิศ ของ สถาบันยานยนต์ ในปีนี้ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้จุดยืนการเป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้และพัฒนา ด้าน Mobility ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตสู่สังคม ในขณะที่ สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีศูนย์พัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม สนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และการปรับตัวเข้าสู่ตลาดใหม่ของคลัสเตอร์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ  รวมถึงการเข้าร่วมโครงการ Handy Sense Open Innovation เกษตรอัจฉริยะ (เนคเทค)   เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย ให้นำอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะมาใช้ในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตรมากขึ้น

6. Industry Transformation หรือการปฏิรูปอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต ของ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้พัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีหน้ากากผ้าที่มีประสิทธิภาพขั้นสูง และจัดทำมาตรฐานของหน้ากาก และชุด PPE เพื่อสนับสนุนงานทางการแพทย์ในช่วงโควิด-19 รวมถึงจัดกิจกรรมเผยแพร่องค์ความรู้การทำหน้ากากผ้าให้ได้ Smart Fabric และพัฒนาช่องทางจำหน่ายใหม่แบบ New Normal ผ่านระบบออนไลน์ ให้ผู้ประกอบการ และยังช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอให้กับ SMEs ของไทย

นายเผด็จภัย กล่าวเพิ่มเติมว่า 8 สถาบันนี้จะเป็นผู้มีบทบาทมากขึ้นในการให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา ชี้แนะแนวทาง พร้อมให้การสนับสนุน ช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ ต่ออุตสาหกรรม หรือสมาชิกของสถาบันฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาช่องทางการตลาดตามวิถี New Normal ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 หวังจะดันภาคอุตสาหกรรมในภาพรวมสามารถขับเคลื่อนฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน อาทิเช่น ช่องทางการตลาด และการขายที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ขายสินค้าได้  ทั้งระบบออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ  รวมถึง ภาคแรงงาน ซึ่งจะพบว่าการกลับมาของโควิดรอบที่ 2 ปัญหาใหญ่เกิดจากแรงงาน ฉะนั้น สถาบันภายใต้มูลนิธิที่มีความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจะเข้ามาช่วยกระตุ้นความต้องการและช่วยผลักดันให้เกิดการใช้ระบบอัตโนมัติและแขนกลมากขึ้นเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานของไทยที่เรื้อรังมานาน จนต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว อันจะเป็นการยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยจากการผลิตขั้นพื้นฐานไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอีกด้วย

“ทิศทางเหล่านี้ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมด้านต่างๆ ก็ต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ ได้มีการพัฒนาและทำงานศึกษาแนวทางบูรณาการงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศกับทั้ง 8 สถาบัน และได้จัดทำ Work Plan ร่วมกัน ยกระดับความสำคัญยุทธศาสตร์ 4.0 ตามกรอบนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงอุตสาหกรรม และร่วมฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายเผด็จภัย กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : 

  1. https://www.prachachat.net/public-relations/news-594923
  2. https://www.onlinenewstime.com/อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ/pr-news/

นางพรรณี  อังศุสิงห์  ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI พร้อมด้วย นายปัญญ์ปภพ  ฉันทมนตรี ผู้จัดการแผนกอาวุโส แผนกตรวจประเมิน 1  ฝ่ายรับรองระบบ และเจ้าหน้าที่สถาบันฯ  มอบใบรับรอง  ISO 9001:2015,  ISO 14001:2015, ISO 45001:2018 และ มอก. 18001  แก่ศูนย์ติดตั้งและซ่อมบำรุง NGV CARE CENTER  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  ในงานสัมมนาความปลอดภัยผู้ใช้รถ NGV ประจำปี 2563  เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563  ณ ศูนย์ติดตั้งและซ่อมบำรุง NGV CARE CENTER   สาขารังสิต  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ศูนย์ติดตั้งและซ่อมบำรุง NGV CARE CENTER  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย นายศักดิ์เฉลิม สิทธิวงศ์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์  พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรของศูนย์ฯ  ให้เกียรติรับมอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ  มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015)   ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม มอก. 14001–2559 (ISO 14001:2015)  และระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย  มอก. 45001-2561 (ISO 45001:2018)  และ มอก. 18001    ขอบข่าย  1. การบริการซ่อมบำรุงรถ NGV  2. การบริการปรับปรุงข้อมูลบัตรส่วนลดราคา NGV สำหรับรถโดยสารสาธารณะ ได้แก่ รถ TAXI รถสามล้อ รถสองแถว และรถโดยสารสาธารณะร่วม ขสมก. และ บขส.   3. การจำหน่ายชุดพนักงานบริการหน้าลาน สำหรับสถานีบริการ NGV โดยศูนย์ติดตั้งและซ่อมบำรุง NGV CARE CENTER  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นศูนย์ฯ แรกที่ได้รับการรับรองระบบการจัดการ ทั้ง 4 ระบบ จาก สรอ.

News-PTT-NGV-2020-pic2

การได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ  (ISO 9001:2015)   ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม  (ISO 14001:2015)   และระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO 45001:2018 และ มอก. 18001)  พร้อมกันทั้ง 4 ระบบ ของศูนย์ฯ  แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ  ผู้บริหารของศูนย์ฯ  และการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับในการพัฒนาประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องทั้งด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานระบบการบริหารจัดการของบริษัทฯ เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยเฉพาะสายงานก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ในการเป็นผู้ให้บริการพลังงานสะอาดในภาคขนส่งและอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพองค์กรให้มีประสิทธิภาพและความยั่งยืน

News-PTT-NGV-2020-pic1

นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) หรือ MASCI พร้อมด้วย นายฐานิต ปิยะศิริศิลป์ ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายรับรองระบบ และเจ้าหน้าที่สถาบันฯ ร่วมแสดงความยินดีกับ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (โรงงานผลิตอาหารสัตว์บก บางนา กม.21) เนื่องในโอกาสได้รับเกียรติบัตร ISO 56002 ระบบการจัดการนวัตกรรม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563  ณ ห้องบอร์ดรูม ชั้น 30 ซีพีทาวเวอร์ สีลม

บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CPF  โดยคุณสิริพงศ์  อรุณรัตนา  ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจสัตว์บก  พร้อมผู้บริหารและบุคลากรของบริษัทฯ ให้เกียรติรับมอบเกียรติบัตรมาตรฐาน ISO 56002 ระบบการจัดการนวัตกรรม ในขอบข่าย “การบริหารจัดการนวัตกรรมในโรงงานผลิตอาหารสัตว์บก” ดยเป็นสถานประกอบการรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับประกาศนียบัตร ISO 56002 จาก สรอ.  จากที่ได้รับเกียรติบัตรมาตรฐาน CEN/TS 16555-1 ระบบการจัดการนวัตกรรม ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560  โดยได้เริ่มนำระบบการจัดการนวัตกรรม BS 7000 มาใช้เป็นกรอบแนวคิดในการสร้างและพัฒนาระบบการจัดการนวัตกรรมขององค์กร ต่อเนื่องด้วย CEN/TS 16555-1 และ ISO 56002 ตามลำดับ  แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารและพนักงานในระดับต่างๆ  รวมทั้งการสร้างและพัฒนานวัตกร  การจัดการองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญา  และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนานวัตกรรม หรือ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ  ซึ่งเป็นหนึ่งในค่านิยมของบริษัทฯ หรือ CPF Way

20201030_cer_inno_cp_201102-Pic2

ISO 56002: 2019  แนวทางระบบการจัดการนวัตกรรม  (Innovation Management System – Guidance) เป็นมาตรฐานที่ช่วยให้องค์กรมีแนวทางในการกำหนดวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ นโยบายและวัตถุประสงค์ด้านนวัตกรรม รวมทั้งกระบวนการ ทรัพยากรและสิ่งสนับสนุนต่างๆ ที่จำเป็น  และยังช่วยให้ได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ  อาทิ  การเพิ่มความสามารถในการจัดการความไม่แน่นอน   การเพิ่มการเติบโต รายได้ ความสามารถในการทำผลกำไรและความสามารถในการแข่งขัน   การลดต้นทุนและของเสีย  การเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร   การพัฒนาความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนและความสามารถในการฟื้นคืนสู่สภาพปกติ   การเพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้ ลูกค้า ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น   การมีส่วนร่วมของพนักงาน  การเพิ่มชื่อเสียงและคุณค่าขององค์กร

20201030_cer_inno_cp_201102-Pic1

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนานวัตกรรมของบริษัทฯ เพื่อสร้างความยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ “ครัวของโลก”  ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความมั่งคั่งของประเทศไทย เข้าสู่ประเทศไทย 4.0 หรือ Thailand 4.0 อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าด้วยนวัตกรรม (Innovation Driven Economy)  ในกลุ่มเกษตรอุตสาหกรรม

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI ได้จัดทำและดำเนินโครงการ “มอบถุงผ้า ใส่ยากลับบ้าน II” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการดำเนินงานจิตอาสากระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกอันเป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมและบรรเทาผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม และเพื่อแบ่งเบาภาระผู้ป่วยของโรงพยาบาล
มอบถุงผ้า-รพราชวิถี-2

สรอ. ได้ดำเนินโครงการจิตอาสา “มอบถุงผ้า ใส่ยากลับบ้าน II”  ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2  โดยมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้บริหารและพนักงานเข้าร่วมโครงการ ร่วมใจกันจัดทำ จัดหา และติดตราสัญลักษณ์บนถุงผ้าสำหรับผู้ป่วยในที่รับยาจากโรงพยาบาลเพื่อนำกลับบ้าน เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563  ณ ห้อง SHARING  ชั้น 18  สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ

และได้ร่วมกันส่งมอบให้โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์  ในวันที่  28 ตุลาคม  2563   โดยคุณอุมา วันดี รองผู้อำนวยการด้านอำนวยการ โรงพยาบาลราชวิถี พร้อมด้วย ภญ. อัมพร ฮั่นตระกูล เภสัชกรเชี่ยวชาญ หัวหน้างานเภสัชกรรมบริการผู้ป่วยใน กลุ่มงานเภสัชกรรม ให้เกียรติรับมอบถุงผ้า รวม 2,200 ใบ จากนางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบัน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน สรอ.  ณ ตึกสิรินธร ชั้น 2 สำนักงานผู้อำนวยการ โรงพยาบาลราชวิถี อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ โรงพยาบาลราชวิถี

มอบถุงผ้า-รพราชวิถี

นางพรรณี  อังศุสิงห์  ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) หรือ MASCI  พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันฯ ร่วมแสดงความยินดีกับ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)  เนื่องในโอกาสได้รับประกาศนียบัตรมาตรฐาน ISO 20400 แนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 ณ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)  อาคาร Enco A  ชั้น 12

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดยนายวิโรจน์ วงศ์สถิรยาคุณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านบริหารศักยภาพองค์กร พร้อมผู้บริหารและบุคลากรของบริษัทฯ ให้เกียรติรับมอบประกาศนียบัตรมาตรฐาน ISO 20400:2017 แนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน ในขอบข่าย การจัดซื้อจัดจ้างสำหรับธุรกิจน้ำมันปิโตรเลียมและปิโตรเคมี (ไม่รวมการจัดซื้อน้ำมันดิบ) ครอบคลุมกลุ่มวัสดุหลัก 9 กลุ่ม และกลุ่มบริการหลัก 11 กลุ่ม โดยบริษัทฯ ได้รับการทวนสอบที่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ISO 20400 จาก สรอ. โดยได้นำเกณฑ์มาตรฐานมาใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในทุกกลุ่มวัสดุหลักและกลุ่มบริการหลัก (Non–Crude Procurement) เพื่อความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ด้านการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนตามแนวทางมาตรฐานสากล

News-Cert-ISO20400-Thaioil-2

ISO 20400:2017 แนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (Sustainable Procurement- Guidance) เป็นมาตรฐานที่ช่วยให้องค์กรบูรณาการความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนเข้ากับนโยบาย วัตถุประสงค์ กลยุทธ์และกระบวนการด้านจัดซื้อจัดจ้างขององค์กร เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพ การลดต้นทุนและนวัตกรรม เนื่องจากสินค้าและบริการที่จัดซื้อจัดจ้างจะส่งผลกระทบต่อองค์กร ทั้งสมรรถนะ สวัสดิภาพของพนักงาน ชื่อเสียง และความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาศักยภาพองค์กรด้านการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างยั่งยืนของบริษัทฯ ซึ่งมีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักการงานจัดซื้อจัดจ้าง คือ ความโปร่งใส เป็นธรรม อย่างมืออาชีพ  และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจกับคู่ค้า ครอบคลุมสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นส่วนหนึ่งในการบรรลุกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัทฯ และวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน

News-Cert-ISO20400-Thaioil-3

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI ได้รับการรับรองระบบงาน ตามมาตรฐานข้อกำหนดสำหรับหน่วยตรวจประเมินและให้การรับรองระบบการจัดการหน่วยรับรองระบบการจัดการ ส่วนที่ 1 ข้อกำหนด (มอก. 17021-1-2559 (ISO/IEC 17021-1:2015)) สาขาหน่วยรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (Occupational Health and Safety Management System: OHSMS) ตามมาตรฐาน ISO 45001/มอก. 45001 จากคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (กมช.)

นางพรรณี  อังศุสิงห์  ผู้อำนวยการสถาบันฯ  พร้อมด้วยนายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร รองผู้อำนวยการสถาบันฯ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สรอ. รับมอบใบรับรองระบบงานหน่วยรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001/มอก. 45001  จากนายวันชัย  พนมชัย  เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  โดยมีผู้บริหารและบุคลากรของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมแสดงความยินดี ณ ห้อง 200 อาคาร สมอ. เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2563  โดย สรอ. เป็นหน่วยรับรอง CB: Certification Body) รายแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองระบบงานหน่วยรับรอง ISO 45001/มอก. 45001 จาก กมช. และเป็นหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานหน่วยรับรอง มอก. 18001 รายแรกและรายเดียวจาก กมช.

Cert17021-1CB_ISO45001-pic2

ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (Occupational Health and Safety Management Systems – Requirements with Guidance for Use) เป็นมาตรฐานที่ประกาศโดย ISO หรือองค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (The International Organization for Standardization) เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2561 และเป็นมาตรฐานที่จะใช้แทน OHSAS 18001:2007  โดย IAF หรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองระบบงาน (International Accreditation Forum, Inc.) ร่วมกับ OHSAS Project Group และ ISO ได้กำหนดระยะเวลาในการปรับจาก OHSAS 18001:2007 สู่ ISO 45001:2018 เป็นระยะเวลา 3 ปี นับจากวันที่ประกาศใช้ ISO 45001

ISO 45001 เป็นมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกองค์กร โดยไม่จำกัดขนาด ประเภทและกิจกรรมขององค์กร เป็นมาตรฐานข้อกำหนดสำหรับระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และแนวทางในการนำไปใช้  เพื่อให้องค์กรสามารถปรับปรุงอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OHS)  กำจัดอันตรายและลดความเสี่ยงด้าน OHS  และการใช้ประโยชน์จากโอกาสด้าน OHS   ช่วยในการส่งเสริมสถานที่ทำงานและแรงงานให้มีความปลอดภัย  การดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง  การลดต้นทุนการดำเนินงานที่เกิดจากอุบัติการณ์  เวลาที่สูญเสียจากการหยุดกระบวนการและค่าประกันภัย  การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นต้น

สรอ. ได้ดำเนินการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคการค้าและภาคการเกษตร รวมถึงภาคการศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชนในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ได้แก่ การตรวจประเมินและการรับรอง การพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานและการตรวจ  การฝึกอบรม และการให้บริการข้อมูลองค์ความรู้และการเตือนภัยด้านมาตรฐานและกฎระเบียบ อาทิ ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO 45001, มอก. 18001)  ระบบการจัดการตามมาตรฐานแรงงานไทย (มรท. 8001)  ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี (มอก. 2677 เล่ม 1)  ระบบการจัดการความปลอดภัยการจราจรทางถนน (ISO 39001)   การจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต (PSM: Process Safety Management)