การเรียนรู้จากประสบการณ์ของมนุษย์มักมีหนทางที่ยากลำบาก แต่ในขณะที่มีการเรียนรู้และเกิดความเสี่ยงขึ้นนั้น ความเสี่ยงอาจแปรเปลี่ยนไปเป็นโอกาสได้ ยกตัวอย่าง การเกิดแผ่นดินไหวและพายุไต้ฝุ่นอย่างรุนแรงในประเทศญี่ปุ่น ได้นำไปสู่การพัฒนาระบบการจัดการฉุกเฉินที่มีความทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและยังมีการนำขีปนาวุธที่ใช้ในการป้องกันประเทศมาใช้งานเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งปัจจุบันทางการสามารถส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในประเทศและสามารถส่งข้อความแทรกไปยังการกระจายเสียงทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ได้ด้วย

ในยุคที่โลกเข้าสู่ความเป็น “อัจฉริยะ” เช่นนี้ เทคโนโลยีจึงเป็นกลุ่มความเสี่ยงใหม่ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ Artificial Intelligence, machine learning หรือ IoT  ดังนั้น องค์กรน้อยใหญ่ทั่วโลกจึงจำเป็นต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเหล่านั้น ซึ่งต้องรวมเอาการจัดการความเสี่ยงเข้าไปไว้ในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ซึ่งขอบข่ายของมาตรฐาน ISO 31000 ซึ่งเป็นมาตรฐานตัวแรกในกลุ่มของมาตรฐานการจัดการความเสี่ยงนั้น ไม่ได้มีการพัฒนาไว้สำหรับอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ หรือสำหรับระบบการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องในสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่เป็นการจัดเตรียมแนวทางและโครงสร้างวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดให้กับส่วนปฏิบัติการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง

กลุ่มเธลส์ เป็นตัวอย่างขององค์กรชั้นนำในภาคส่วนของธุรกิจด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งระบุว่าการจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมและพัฒนามาตรฐานใหม่และกระบวนการถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันความเสี่ยง

เจสัน บราวน์ ผู้อำนวยการด้านความมั่นคงและความปลอดภัยแห่งชาติของเธลส์ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประธานของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 262 – การบริหารความเสี่ยง กล่าวว่า มาตรฐาน ISO 31000 สามารถนำไปใช้ในการการวางแผนและการตัดสินใจในด้านต่างๆ เช่น การเงิน วิศวกรรม การบินอวกาศ และความมั่นคงปลอดภัยระหว่างประเทศ เป็นต้น

ไอเอสโอได้บุกเบิกมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงและอยู่ในระหว่างการทบทวนมาตรฐาน ISO 31000 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2561

ในการทำให้มั่นใจว่าหลักการและแนวทางในมาตรฐานดังกล่าวยังคงเกี่ยวข้องกับผู้ใช้งาน มาตรฐาน ISO 31000 และ ISO Guide 73  ไอเอสโอจึงได้กำหนดนิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการ ซึ่งในการทบทวนมาตรฐานครั้งใหม่นี้นับเป็นอีก

ก้าวหนึ่งในการทำให้การบริหารความเสี่ยงง่ายขึ้นและชัดเจนขึ้น ข้อความได้ถูกลดทอนลงให้เป็นแนวคิดพื้นฐานเพื่อสร้างเอกสารใหม่ที่สั้น  ชัดเจนขึ้น และมีความกระชับมากขึ้นเพื่อให้อ่านได้ง่ายแต่ก็ยังคงใช้งานได้ดีด้วย

บราวน์ได้เน้นในความจริงที่ว่าโมเดลที่อยู่บนหลักการของมาตรฐาน ISO 31000 ที่เน้นในเรื่องของการประเมินความเสี่ยงนั้น จะทำให้มีความมั่นใจในมาตรฐาน ซึ่ง “รัฐบาล องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็ก และองค์กรที่มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการบรรลุเป้าหมายมากขึ้นในโลกที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นนั้น จะได้ใช้ประโยชน์จากการใช้มาตรฐาน ISO 31000 มาเป็นแนวทางในการจัดการความเสี่ยง”

เขาแนะนำว่ามาตรฐานฉบับใหม่มีการทำให้กระชับขึ้นและได้รวมเอาองค์ประกอบหลักและเน้นในเรื่องธรรมชาติของกระบวนการ ประเด็นความสำคัญของโมเดลนี้ก็คือความเกี่ยวข้องในการลดความไม่แน่นอนในสภาพแวดล้อมเชิงปฏิบัติการที่มีความรุนแรงสูงและมีความไม่แน่นอน ซึ่งข้อกำหนดสำหรับการติดตามและการประเมินอย่างต่อเนื่องของความเสี่ยงนั้นบ่อยครั้งมักเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ภายนอก

ภูมิภาคหนึ่งของโลกที่มีการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของมาตรฐาน ISO 31000 คือ ลาตินอเมริกา จอร์จ เอสคาเลร่า สมาชิกของผู้เข้าร่วมประชุมชาวเม็กซิกันในคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 262, Risk management และ ISO/TC 292, Security and resilience ระบุว่าหัวข้อของการบริหารความเสี่ยงอาจมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องใหม่ในลาตินอเมริกาแต่มันก็มีการเติบโนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เขาเปิดเผยว่าองค์กรกำลังดำเนินงานในเชิงรุกมากขึ้นในการพิจารณาที่จะนำมาตรฐาน ISO 31000 ไปใช้บริหารความเสี่ยงร่วมกับระบบการจัดการทั่วไปขององค์กร

เอสคาเลร่า เป็นผู้อำนวยการของ Risk Mexico ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษา การออกใบรับรองและการให้คำปรึกษาทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน เขากล่าวว่า Risk Mexico ส่งเสริมการนำการจัดการความเสี่ยงไปใช้ในมาตรฐาน ISO 31000 และในการปรึกษาแต่ละครั้ง มีหลักการในการปฏิบัติงานพื้นฐานคือการอิงอยู่บนการจัดการความเสี่ยงที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน

ความร่วมมือในการจัดการความเสี่ยงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญทั้งหมด และแม้ว่าการพัฒนาวัฒนธรรมที่มีความเข้มแข็งนั้นไม่ใช่งานที่ง่าย มาตรฐาน ISO 31000 เป็นก้าวสำคัญในทิศทางนี้ แน่นอนว่าจำเป็นต้องมีมากกว่าการนำ ISO 31000 ไปใช้งานเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ เช่น ปัญหาด้านการเงิน แต่ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยในการทำความเข้าใจถึงสาเหตุและระบุการจัดการที่จำเป็นเพื่อลดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตด้านการเงิน

เจสัน บราวน์กล่าวว่า มีความจำเป็นที่หุ้นส่วนต้องเต็มใจในอันที่จะปฏิบัติการที่จำเป็นเพื่อลดความไม่แน่นอน ปฏิบัติการบางอย่างต้องรวมไปถึงความโปร่งใสของปฏิบัติการด้านการเงิน กฎระเบียบและความสอดคล้องที่ดี ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ และสำคัญที่สุดคือ ธรรมาภิบาลด้วย

แล้วอนาคตของมาตรฐานนี้จะเป็นอย่างไร  เกี่ยวกับเรื่องนี้ กิจกรรมของคณะกรรรมการวิชาการจะเน้นไปที่การเพิ่มความเข้าใจในมาตรฐานไปยังทั่วโลก จริงๆ แล้ว ตัวอย่างของความสนใจในมาตรฐาน ISO 31000 มีมากขึ้นในลาตินอเมริกา บราวน์กล่าวว่ายังมีแนวคิดจากประเทศสมาชิกจำนวนหนึ่งซึ่งรวมถึงการแปลเป็นภาษาสเปนของคณะทำงานเฉพาะกิจและจะขยายไปสู่อเมริกาเหนือ อเมริกากลางและอเมริกาใต้ สเปน อัฟริกาและยุโรปด้วย

อย่าลืมทำความรู้จักกับมาตรฐาน ISO 31000 ให้มากขึ้นแล้วมาร่วมกันเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสเพื่ออนาคตที่ดีขององค์กร

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2239.html

ธุรกิจที่ยังคงสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้ได้ตามที่ลูกค้าคาดหวัง จำเป็นจะต้องมีการจัดการข้อมูลสารสนเทศที่มีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมหาศาลได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องคำนึงถึงเพื่อผู้บริโภคและบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยสารสนเทศซึ่งอาจถูกคุกคามด้วยโจรไซเบอร์อัจฉริยะ

ความเสียหายที่ได้รับผลกระทบจากภัยทางไซเบอร์นั้นมีนับตั้งแต่เรื่องทั่วไปอย่างการแฉภาพที่ทำให้ดาราหรือคนดังต้องรู้สึกอับอายไปจนถึงการสูญเสีย
บันทึกข้อมูลทางการแพทย์ และการคุกคามเพื่อเรียกค่าไถ่ซึ่งโจมตีองค์กรยักษ์ใหญ่ต่างๆ

ในเมื่อข้อมูลขององค์กรประกอบไปด้วยข้อมูลสารสนเทศส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางการแพทย์หรือการเงิน บริษัทจึงจำเป็นต้องมีข้อบังคับทั้งในเชิงกฎหมายและจริยธรรมเพื่อให้ข้อมูลปลอดภัยจากอาชญากรรมทางไซเบอร์   ดังนั้น มาตรฐานชุด ISO/IEC 27000  จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถจัดการกับความมั่นคงปลอดภัยของทรัพย์สิน เช่น ข้อมูลทางการเงิน ทรัพย์สินทางปัญญา ข้อมูลลูกจ้างหรือข้อมูลที่องค์กรได้ดำเนินไปเพื่อลูกจ้างและ
ได้รับการรับรองจากบุคคลที่สาม เป็นต้น

ISO/IEC 27001 เป็นมาตรฐานที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในกลุ่มมาตรฐานที่เป็นข้อกำหนดสำหรับระบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ (Information Security Management System: ISMS) ซึ่งองค์กรต่างๆ สามารถขอรับการรับรองได้ตามความสมัครใจ

สำหรับคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจประเมินบริษัท มาตรฐานดังกล่าวอาจเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน การเตรียมความพร้อมสำหรับการตรวจประเมิน
จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวและใส่ใจในรายละเอียด  ซึ่งมาตรฐาน ISO/IEC 27007 Information technology —Security techniques — Guidelines for information security management systems จะช่วยในเรื่องการตรวจประเมินให้มีความแม่นยำ และยังช่วยให้ทั้งผู้ตรวจประเมินและผู้ได้รับการตรวจประเมินมีแนวทางการเตรียมตัวที่ชัดเจน

มาตรฐานดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) และได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO/IEC 27001: 2013

มาตรฐานนี้เป็นการจัดเตรียมแนวทางการตรวจประเมินระบบการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ซึ่งเป็นปฏิบัติการตรวจประเมินระบบ
ที่มีความสอดคล้องกับ ISO/IEC 27001และความสามารถและการประเมินของผู้ตรวจประเมินระบบ ISMS

นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังเป็นการเตรียมแนวทางสำหรับการตรวจประเมินข้อกำหนดทั้งหมดที่ระบุใน ISO/IEC 27001 ซึ่งตั้งใจใช้ร่วมกับแนวทางที่อยู่
ในมาตรฐาน ISO 19011: 2011 และเป็นไปตามโครงสร้างมาตรฐานของไอเอสโอ

มาตรฐาน ISO/IEC 27007 เป็นประโยชน์สำหรับธุรกิจทุกธุรกิจและได้รับการออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานทุกประเภทรวมทั้งองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก
ผู้สนใจสามารถศึกษามาตรฐานนี้ได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ https://www.iso.org/standard/67398.html

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2232.html  

เมืองอัจฉริยะเป็นสิ่งที่มีการกล่าวถึงกันมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  และเนื่องจากพื้นที่ในเมืองคาดว่าจะมีประชากรเพิ่มมากขึ้นถึง 70% ภายในปี 2050

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “มาตรฐาน” จะเป็นสิ่งที่ทำให้เมืองมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น  (Standards make cities smarter) หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ร่วมกับไออีซีหรือคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอเทคนิกส์ และไอทียู หรือสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ กำหนดให้เป็นวาระสำคัญในการเฉลิมฉลองวันมาตรฐานโลกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2560 ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้
MASCI Innoversity ได้นำเสนอไว้ในบทความเรื่อง “14 ตุลาคม วันมาตรฐานโลก”

สิ่งที่เมืองสมัยใหม่ต้องทำให้สำเร็จเพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของพลเมือง ได้แก่ น้ำใช้ที่เพียงพอ การเข้าถึงน้ำ
ที่สะอาดทั่วโลก ความสามารถในการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ และความรู้สึกของความมั่นคงและปลอดภัย

การสร้างเมืองอัจฉริยะ ไม่ใช่งานที่ง่ายเลย ทุกๆ เมืองมีศูนย์กลางที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายและต้องการการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองแบบองค์รวม มาตรฐานสากลเป็นสิ่งที่จะช่วยได้เนื่องจากประกอบด้วยความรู้ของผู้เชี่ยวชาญและวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดที่เมืองสามารถใช้ในการพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหา
ที่ออกแบบมาสำหรับแต่ละเมืองที่มีการปรับให้เข้ากับความต้องการที่เฉพาะเจาะจง

มาตรฐานสากลมีความสำคัญในการทำให้เชื่อมั่นในคุณภาพและสมรรถนะ หากปราศจากมาตรฐาน เทคโนโลยีที่แตกต่างกันจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ มาตรฐานเป็นการอำนวยความสะดวกให้สามารถเปรียบเทียบบริการและผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันได้ ซึ่งสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันและนวัตกรรม
เมื่อมาตรฐานมีการทำงานกับระบบร่วมกัน จะทำให้เกิดการผสมผสานของโครงสร้างและแนวทางการแก้ไขปัญหาจากซัพพลายเออร์ที่แตกต่างกัน

หากไม่มีมาตรฐานระหว่างประเทศ เมืองจะมีความยากลำบากในการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยและสร้างบริการที่สะดวกสบาย มาตรฐานจึงเป็นพื้นฐานสำหรับการเข้าถึงด้านไฟฟ้าและอุปกรณ์อีกหลายอย่างรวมทั้งระบบที่ใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มาตรฐานสากลเป็นตัวช่วยสนับสนุนให้ข้อมูลและเทคโนโลยีการสื่อสารสามารถทำการเก็บรวบรวมข้อมูล แลกเปลี่ยนและวิเคราะห์ข้อมูล และดูแลความมั่นคงปลอดภัยด้านข้อมูลได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมแนวทางที่สำคัญในทุกแง่มุมสำหรับชีวิตในเมือง  เช่น อาคารที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การขนส่งอัจฉริยะ การบริหารจัดการของเสียที่มีการปรับปรุง
ให้ดีขึ้น และชุมชนที่มีความยั่งยืน เป็นต้น

มาตรฐานสากลยังสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะแบบผสมผสานและทำให้มีความสะดวกสบายราบรื่นมากขึ้น ด้วยมาตรฐานสากลนี้เอง จะทำให้เราสามารถสร้างเมืองที่มีความเป็นอัจฉริยะมากยิ่งขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

วันมาตรฐานโลกจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาข้อตกลงทางเทคนิควิชาการแบบสมัครใจซึ่งมีการตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาเป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วโลกได้นำไปประโยชน์ต่อไป

ที่มา:  https://www.iso.org/news/ref2231.html  

การสอบเทียบ เป็นการปฏิบัติประจำวันของห้องปฏิบัติการทดสอบ เช่นเดียวกับการทดสอบและการวิเคราะห์ตัวอย่าง กว่า 60,000 แห่งทั่วโลก แล้วเรา
จะทำให้ลูกค้ามั่นใจในผลของมันได้อย่างไร

เป็นเวลานานหลายปีมาแล้วที่มาตรฐาน ISO/IEC 17025 ข้อกำหนดทั่วไปสำหรับความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ (General requirements for the competence of testing and calibration laboratories) ได้กลายเป็นแหล่งอ้างอิงระดับสากลสำหรับการทดสอบและห้องปฏิบัติการสอบเทียบที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะในการส่งมอบผลที่เชื่อถือได้

มาตรฐานสากลนี้ ไอเอสโอและไออีซีได้ร่วมกันตีพิมพ์เผยแพร่ ประกอบด้วยชุดของข้อกำหนดที่สามารถทำให้ห้องปฏิบัติการทดสอบมีการปรับปรุงความสามารถในการดำเนินการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมของห้องปฏิบัติการทดสอบได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่มาตรฐานได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2548 (ค.ศ.2005) ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจที่จะทบทวนมาตรฐานและรวมเอการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญเข้าไปด้วย  สตีฟ ซิดนีย์ หนึ่งในผู้ประสานงานของกลุ่มงานที่ทบทวนมาตรฐานอธิบายว่า นับตั้งแต่ ISO/IEC 17025 ฉบับล่าสุดได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2548 เป็นต้นมา เงื่อนไขของตลาดก็ได้เปลี่ยนแปลงไปและจำเป็นต้องมีการปรับปรุงมาตรฐานให้ดีขึ้น

แฮริแบร์ท ชอร์น ผู้ประสานงานกลุ่มงานที่เข้าร่วมในระบบโครงการประเมินความสอดคล้องสำหรับอุปกรณ์และองค์ประกอบอิเล็คทรอเทคนิกส์ (System of Conformity Assessment Schemes for Electrotechnical Equipment and Components) ระบุว่าการทบทวนมาตรฐานมีความจำเป็นเพื่อให้ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิค ซึ่งการพัฒนาเชิงเทคนิคและการพัฒนาในเทคนิคด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่อุตสาหกรรมได้ประสบมานับตั้งแต่มาตรฐานฉบับสุดท้าย นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังได้นำเอามาตรฐาน ISO 9001 ฉบับใหม่ล่าสุดเข้าไปพิจารณาร่วมด้วย

มาตรฐานนี้มีนัยสำคัญเป็นอย่างสูงสำหรับชุมชนการประเมินความสอดคล้องของไออีซีเนื่องจากเป็นการร่างเค้าโครงข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับการทดสอบในโครงการการประเมินความสอดคล้องทั้งหมดและโปรแกรมที่ทำงานภายในระบบการประเมินความสอดคล้องกันของไออีซี ได้แก่ IEC System of Conformity Assessment Schemes for Electrotechnical Equipment and Components (IECEE),  IECEx ซึ่งเป็นระบบการเตรียมความพร้อมด้วยการพิสูจน์ถึงความสอดคล้องกับมาตรฐานไออีซีด้วยความสมัครใจ, International Electrotechnical Commission Quality Assessment System for Electronic Components (IECQ) และ IEC system for Certification to Standards Relating to Equipment for Use in Renewable Energy Applications (IECRE)

การทบทวนได้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 (ค.ศ.2015) อันเป็นผลมาจากข้อเสนอร่วมระหว่างองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองห้องปฏิบัติการ (International Laboratory Accreditation Cooperation: ILAC) และสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแอฟริกาใต้ (the South African Bureau of Standards: SABS) ซึ่งเป็นสมาชิกของไอเอสโอและเป็นเจ้าภาพในคณะกรรมการแห่งชาติของไออีซี

ขณะนี้ กระบวนการทบทวนมาตรฐานระหว่างประเทศ ได้มาถึงร่างมาตรฐานสุดท้ายแล้วและจะมีการตีพิมพ์เผยแพร่ต่อไป

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของการทบทวนมาตรฐาน ISO/IEC 17025 มี 6 ประการ ดังต่อไปนี้

  1. แนวทางกระบวนการ (process approach) ซึ่งตรงกับแนวทางของมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9001, ISO 15189 (คุณภาพของห้องปฏิบัติการทดสอบทางการแพทย์) และ ISO/IEC 17021-1 (ข้อกำหนดสำหรับการตรวจประเมินและหน่วยรับรอง)  มาตรฐานฉบับใหม่เน้นที่ผลของกระบวนการแทนที่จะเน้นในคำอธิบายในรายละเอียดของงานและขั้นตอน
  2. โฟกัสไปที่เทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น ปัจจุบัน มาตรฐานนี้ยอมรับว่ามีการใข้ระบบคอมพิวเตอร์ บันทึกอิเล็กทรอนิกส์ และการสร้งผลและรายงานทางอิเล็กทรอนิกส์ ห้องปฏิบัติการยุคใหม่ทำงานกับข้อมูลและเทคโนโลยีการสื่อสารเพิ่มขึ้นและกลุ่มงานก็รู้สึกได้ถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาในหัวข้อนี้
  3. มีเรื่องของการคิดบนพื้นฐานของความเสี่ยง และอธิบายไว้อย่างง่ายๆ ด้วยมาตรฐาน ISO 9001 ฉบับใหม่ ปี 2015
  4. มีการใช้คำศัพท์ที่ทันสมัยเพื่อให้ก้าวทันปัจจุบัน บันทึกคุณภาพและคู่มือที่เป็นเอกสารกำลังค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ตัวอย่างนี้รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของคำศัพท์สากลในด้านมาตรวิทยาที่เรียกว่า VIM ( International Vocabulary of Metrology) และความสอดคล้องกับคำศัพท์ของ ISO/IEC ซึ่งเป็นชุดของคำศัพท์และนิยามศัพท์ทีใช้ร่วมกันสำหรับมาตรฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความสอดคล้อง
  5. มีการรับเอาโครงสร้างใหม่ไปใช้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินความสอดคล้องของไอเอสโอและไออีซีที่มีอยู่แล้ว เช่น ชุดมาตรฐาน ISO/IEC 17000 ด้านการประเมินความสอดคล้อง
  6. ขอบข่าย ซึ่งได้รับการทบทวนให้ครอบคลุมกิจกรรมของห้องปฏิบัติการทั้งหมดรวมทั้งการทดสอบ การสอบเทียบ และการสุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับผลการทดสอบและการสอบเทียบ

การใช้มาตรฐาน ISO/IEC 17025 เป็นการอำนวยความสะดวกความร่วมมือระหว่างห้องปฏิบัติการทดสอบและหน่วยงานอื่นๆ นอกจากนี้ ยังช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์และช่วยให้มาตรฐานและขั้นตอนการดำเนินงานมีความสอดคล้องกลมกลืนกันอย่างที่วอร์เรน เมอร์เคล ผู้ประสานงานอีกคนหนึ่งของกลุ่มงานได้กล่าวไว้ว่า มาตรฐานนี้ส่งผลกระทบถึงห้องปฏิบัติการทดสอบในหลายด้าน  มาตรฐานจำเป็นต้องถึงเกณฑ์ของความสามารถในด้านบุคลากร การสอบเทียบ และการบำรุงรักษาอุปกรณ์รวมถึงกระบวนการทั้งหมดที่ใช้ในการสร้างข้อมูล ซึ่งจำเป็นต้องมีห้องปฏิบัติการที่คิดและทำงานในแบบที่ทำให้มั่นใจว่ากระบวนการนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมและข้อมูลนั้นเชื่อถือได้  และผลนั้นยังทำให้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางระหว่างประเทศต่างๆ ด้วย

มาตรฐาน ISO/IEC 17025 ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่างไอเอสโอและไออีซีในคณะกรรมการการประเมินความสอดคล้องที่เรียกว่า CASCO
(Committee on conformity assessment) และมาตรฐานนี้จะใช้แทนฉบับเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2005 ซึ่งคาดว่ามาตรฐานฉบับที่พัฒนานี้จะแล้วเสร็จ
ภายในปลายปีนี้

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2212.html

MASCI Innoversity เคยนำเสนอเรื่อง “มาตรฐานการจัดซื้ออย่างยั่งยืน” เมื่อเร็วๆ นี้มาแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ผู้จัดซื้อจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญปัญหากับ “การจัดซื้ออย่างยั่งยืน” แม้ว่าผู้บริหารจะประกาศนโยบายให้มีการจัดซื้อจากซัพพลายเออร์ที่คำนึงถึงความยั่งยืนและใช้แนวทางตามมาตรฐาน ISO 20400 แล้วก็ตาม แต่ผู้จัดซื้อก็ยังพบว่ามีความยากลำบากในการหาซัพพลายเออร์ดังกล่าว

ซัพพลายเออร์บางรายมีพันธสัญญาในการปกป้องสิ่งแวดล้อม บางรายก็มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีเลิศสำหรับพนักงาน และรายอื่นๆ ก็เสนอราคาต่ำ แต่ทั้งหมดก็อาจจะไม่สามารถตอบสนองข้อกำหนดขั้นต่ำทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้ และผู้จัดซื้อก็มีหน้าที่ต้องซื้อหาสินค้าหรือบริการที่บริษัทจำเป็นต้องใช้ต่อไป

อันที่จริงแล้ว ความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการคิดและการปฏิบัติที่ก้าวไปไกลกว่าการคิดเพียงแค่ภายในบริษัทของตนเอง และต้องใช้เวลาในการดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งต้องมีกลยุทธ์ในระยะยาวและมีความเข้มแข็ง รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสจะต้องให้ความใส่ใจในเรื่องของความยั่งยืนด้วย

วารสาร Sloan Management Review ได้นำเสนอแนวทางของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนในโลกของความเป็นจริงเอาไว้ว่าการจัดซื้อต้องเริ่มต้นด้วยการรับรู้ถึงสถานการณ์ปัจจุบันของบริษัท ความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนมักจะอยู่ภายใต้กรอบของคำว่า “win-win” ยกตัวอย่างเช่น บริษัทเชื่อว่าเราสามารถทำให้ต้นทุนต่ำได้แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมลงและปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานด้วย เป็นต้น

สิ่งนั้นคือเป้าหมายที่เป็นไปได้ แต่ในทางปฏิบัติ บ่อยครั้งมักมีความขัดแย้งระหว่างวัตถุประสงค์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เราอาจจะต้องการประนีประนอมในเรื่องหนึ่งเพื่อให้ได้ประโยชน์ในอีกเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องนี้เป็นจริงได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น รองเท้าไนกี้ได้ออกรองเท้ารุ่นไนกี้ฟลายนิตซึ่งไม่ได้ทำการตัดเย็บเหมือนรองเท้าทั่วไป แต่เป็นการถักทอจากเส้นด้ายเดี่ยว ด้วยเทคโนโลยีการถักทอเช่นนี้หมายถึงการใช้วัสดุที่ลดลง ของเสียที่ลดลง  จึงเป็นการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมพร้อมไปกับการลดค่าใช้จ่ายอันเป็นผลดีในเชิงเศรษฐกิจด้วย แต่ถ้าเทคโนโลยีนี้นำไปสู่การขายรองเท้าในปริมาณมากขึ้นและไปถึงจุดที่ว่ารองเท้าไม่ได้มีการนำไปรีไซเคิลล่ะ ผลกระทบต่อโลกอาจเป็นผลเสียในระยาวมากกว่า เป็นต้น ซึ่งยังมีคำถามต่อไปว่าอะไรคือวัสดุที่เหมาะสมกับรองเท้าฟลายนิต โมเดลรองเท้าในอนาคตเป็นอย่างไร และอะไรคือกระบวนการรีไซเคิลผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้ว

บริษัทส่วนใหญ่มักจะมีความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ชนิดที่เรียกว่าไม่สามารถทิ้งกันได้ ในบางกรณี ทางเลือกที่จะเลือกซัพพลายเออร์รายอื่นอาจจะไม่มีอยู่จริง ดังนั้น จึงอาจจะไม่มีทางเลือกที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนเลย และบริษัทก็มีความต้องการไปถึงจุดที่ว่าไม่จำเป็นต้องเลือกวัตถุประสงค์ด้านหนึ่งเพื่อทดแทนกับวัตถุประสงค์อีกด้านหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจทำได้ง่าย

วารสาร Sloan Management Review จึงได้นำเสนอวิธีการที่บริษัทระดับโลกจัดการในเรื่องการจัดซื้ออย่างยั่งยืนดังต่อไปนี้

  1. พัฒนาการจัดลำดับของการยอมเลือกสิ่งหนึ่งเพื่อทดแทนอีกสิ่งหนึ่ง ถ้าเรายอมรับว่าการเลือกแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ (เทรดออฟ) เราต้องตัดสินใจอย่างเป็นระบบในการระบุและประเมินการจัดลำดับของสิ่งนั้น ซึ่งจะบังคับให้เราต้องบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่เราให้คุณค่ามากที่สุด เช่น การตัดสินใจที่จะนำเอาเหตุผลหลักด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้ซึ่งต้องการให้เกณฑ์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอยู่เหนือกว่าด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น ถึงแม้ว่าสิ่งนี้จะทำได้ยาก แต่มันจะช่วยให้ขับเคลื่อนไปสู่ความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนในระยะยาว  ซึ่งการเทรดออฟเป็นทางเลือกที่ทำได้ไม่ง่ายนัก
  2. เน้นถึงวิธีการจัดซื้อในช่วงที่มีการปรับเปลี่ยน การเน้นในโครงการจัดซื้ออย่างยั่งยืนด้วยความชัดเจนจะทำให้เกิดการจัดหาซัพพลายเออร์ที่มีความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าจะมีความจำเป็นต้องเน้นไปในระยะยาว เราจะต้องปักธงนำให้รู้ว่าองค์กรของเราจะทำอย่างไรบ้างในแต่ละช่วงเวลา การนำไปสู่เป้าหมายระยะกลางจะทำให้รู้ว่าเราจะทำได้ดีขึ้นหรือแย่ลง แต่นี่คือวิธีการ ไม่ใช่เป้าหมาย การจัดซื้ออย่างยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของความพยายามของซัพพลายเออร์ แต่เป็นเรื่องของการเน้นด้านสมรรถนะ
  3. สร้างสมรรถนะของซัพพลายเออร์ การจัดซื้ออย่างยั่งยืนไม่ใช่เป็นเรื่องของการบอกซัพพลายเออร์ว่าพวกเขาขาดอะไร แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทหรือองค์กรของเราควรช่วยให้ซัพพลายเออร์หลักสร้างความเข้มแข็งในสมรรถนะด้านความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืน การร่วมมือระหว่างกันเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างมากในเรื่องที่ไม่ได้สร้างการแข่งขันที่แตกต่างกันและในเรื่องที่บริษัทของเราเองก็ไม่สามารถทำได้ตามลำพัง
    เช่น หลายบริษัทที่ซื้อของจากซัพพลายเออร์รายหนึ่งอาจร่วมมือกันให้ข้อมูลเพื่อทำให้ซัพพลายเออร์นั้นทำงานมีประสิทธิภาพกับผู้ซื้อเหล่านี้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น  Electronic Industry Citizenship Coalition ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2547 (ค.ศ.2004) โดยการรวมตัวกันของกลุ่มบริษัทเล็กๆ ด้านอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมในด้านความยั่งยืนในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
  1. อย่าปล่อยให้มีความสบายใจจนเกินไปหรืออย่าหยุดพอใจในสมรรถนะที่เรามีอยู่ การมองหาซัพพลายเออร์จากผู้นำอุตสาหกรรมที่เป็นที่ยอมรับอาจไม่ใช่วิธีการที่มีความยั่งยืนเท่าใดนัก เราอาจจะเป็นองค์กรที่ดีที่สุดท่ามกลางองค์กรที่แย่ๆ อีกหลายแห่ง จงอย่าพอใจกับสมรรถนะในระดับที่ยอมรับได้เท่านั้น  ในระยะยาวแล้ว ขอให้ยึดเป้าหมายที่กำหนดไว้และมองหาวิธีการที่ดีกว่าในการทำให้บรรลุเป้าหมายแม้ว่าการจัดซื้ออย่างยั่งยืนเป็นสิ่งที่ยากในการทำให้ประสบความสำเร็จ

สุดท้ายแล้วความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนจำเป็นที่บริษัทของเราและซัพพลายเชนจะต้องสร้างเกณฑ์พื้นฐานโดยมีทางเลือกแบบ win-win และ
จะต้องมีการพัฒนาภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ รวมทั้งอย่าลืมจัดลำดับความสำคัญ และโฟกัสไปที่สิ่งที่เร่งด่วนจริงๆ  ขอให้จำไว้ว้าเราไม่จำเป็นต้องเน้นในทุกเรื่องในครั้งเดียวกัน เราจำเป็นต้องมีการปรับปรุงในการจัดซื้อในเรื่องที่เราสามารถทำได้ และแม้ว่าเราจะทำได้ดีขึ้นแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเราได้บรรลุถึงความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนแล้ว

ด้วยการนำนโยบายการจัดซื้อย่างยั่งยืนไปใช้ บริษัทของเราก็จะก้าวไปอีกขึ้นหนึ่ง เราต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถสร้างบริษัทที่ยั่งยืนได้ถ้าไม่มีซัพพลายเออร์ที่มีความยั่งยืน แต่ขอให้มั่นใจว่าทุกคนเข้าใจว่าเรากำลังเดินทางไปในระยะยาว และไม่มีวิธีการเริ่มต้นใดๆ ที่จะมีความสมบูรณ์แบบ สิ่งสำคัญคือเมื่อเราก้าวไปเราต้องมีการปรับปรุงทุกเมื่อที่เราสามารถทำได้และขอให้รักษามันไว้ให้ดี และนี่คือวิธีการจัดซื้ออย่างยั่งยืนในระยะยาวที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกองค์กร

ที่มา:

  1. http://sloanreview.mit.edu/article/sustainable-procurement-requires-perseverance/
  2. https://www.cips.org/Documents/Resources/Knowledge%20Summary/Sustainable%20Procurement.pdf

น้ำสะอาดมีความหมายสำหรับทุกชีวิตและเป็นหนึ่งในทรัพยากรอันมีค่าที่สุด แต่ 40% ของประชากรโลกก็มีน้ำใช้ไม่เพียงพอ ในขณะเดียวกัน มนุษย์เรายังทำตัวเป็นศัตรูที่ร้ายที่สุดของตัวเองโดยได้ทำให้น้ำเสียที่เราสร้างขึ้นมา กลับเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศน์เกินกว่า 80% ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้ทำการบำบัดและไม่มีการนำมาใช้ซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ทั่วโลกต่างก็ตระหนักเป็นอย่างดีถึงเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติรวมถึงเรื่องของน้ำ ซึ่งรัฐบาลและภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับแรงกดดันในการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างจำกัด แต่การจะทำเช่นนี้ได้ ประการแรก ก็จะต้องสามารถทำการวัดการใช้น้ำได้เสียก่อน

ไอเอสโอได้ร่วมกับศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (International Trade Center: ITC) ทำการพัฒนาคู่มือไอเอสโอขึ้นมาใหม่ คือ  ISO 14046 Environmental Management – Water footprint – A practical guide for SMEs เพื่อช่วยให้องค์กรทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs มีความเข้าใจในมาตรฐานได้ดีขึ้นและได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวางมากขึ้น

ผู้เขียนร่วมคือ เซบาสเตียน ฮัมเบิร์ทกล่าวว่า วอเตอร์ฟุตพริ้นท์เป็นรูปแบบใหม่ของการประเมินเชิงสัมพัทธ์ที่มีการเปรียบเทียบกับวิธีอื่น เช่น คาร์บอนฟุตพริ้นท์และมีหลายวิธีซึ่งมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป และการที่ได้ร่วมพัฒนามาตรฐานกับผู้เชี่ยวชาญกว่า 60 ประเทศรวมทั้งองค์กรเอ็นจีโออีก 20 แห่งจากทั่วโลกนั้น ทำให้ได้มาตรฐาน ISO 14046 มาเป็นกรอบการดำเนินงานที่ใช้ในการวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นผลมาจากการใช้น้ำนั่นเอง

คู่มือดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรมีการเตรียมตัวสำหรับการดำเนินการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์โดยใช้มาตรฐาน ISO 14046 ซึ่งเป็นคู่มือเชิงปฏิบัติที่ไม่เพียงแต่ให้หลักการที่สำคัญเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สามารถตีความได้ดีขี้นตลอดจนทำให้สามารถมองหาทางเลือกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่น้อยกว่าได้ด้วย

นอกจากนี้ ไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานที่ช่วยดูแลและปกป้องสิ่งแวดล้อมอีกหลายมาตรฐานซึ่งองค์กรทุกประเภทและทุกขนาดสามารถนำไปใช้ได้ เช่น

ISO 6107 Water Quality, ISO 10381 Soil Quality, ISO 4226 Air quality – General aspects – Units of measurement, ISO 14001 Environmental management systems – Requirements with guidance for use,

ISO 14005 Environmental management systems – Guidelines for the phased implementation of an environmental management system, including the use of environmental performance evaluation, ISO 14065 – Greenhouse gases – Requirements for greenhouse gas validation and verification bodies for use in accreditation or other forms of recognition, ISO 50001 – Energy Management, ISO 14001 – Environmental Management และ ISO 14006 – Environmental management systems – Guidelines for incorporating ecodesign เป็นต้น

ผู้สนใจมาตรฐาน ISO 14046 Environmental management – Water footprint. A practical guide for SMEs และมาตรฐานดังกล่าวข้างต้น สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

1. https://www.iso.org/news/ref2209.html
2.
https://www.iso.org/iso-14001-environmental-management.html

ปัจจุบัน การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเป็นการศึกษาในห้องเรียนตามระบบอีกต่อไป การเรียนรู้ได้ก้าวไปไกลกว่าการฝึกอบรมและการศึกษาอย่างเป็นทางการ
ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ในโลกปัจจุบัน จึงได้พัฒนามาตรฐานสำหรับผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีบริการด้านการเรียนรู้ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสร้างการยอมรับและความเชื่อถือในด้านการเรียนรู้และการศึกษาทั่วโลกอีกด้วย

ISO 29993 Learning services outside formal education – Service requirements เป็นข้อกำหนดที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงในด้านความโปร่งใสและความเชื่อถือในตลาดการศึกษาด้วยการจัดเตรียมข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับระดับคุณภาพบริการด้านการเรียนรู้ที่เห็นพ้องต้องกันในระดับระหว่างประเทศ

ข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 29993 เป็นข้อกำหนดสำหรับบริการด้านการเรียนรู้นอกเหนือจากการศึกษาอย่างเป็นทางการ รวมทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น การศึกษาด้านวิชาชีพ อาชีวศึกษา การฝึกอบรมภายในบริษัท และการฝึกอบรมโดยผู้ให้บริการการฝึกอบรม (Learning Service Provider: LSP) เป็นต้น  ซึ่งมีทั้งการเรียนรู้แบบตัวต่อตัว การเรียนรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยีต่างๆ และการเรียนรู้ที่ผสมผสานทั้งสองแบบดังกล่าวเข้าด้วยกัน

แดเนียล กราฟ ประธานคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC  232 ที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าว ซึ่งมีเลขานุการคือ สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน (DIN) กล่าวว่ามาตรฐาน ISO 29993 ทำให้ผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาคุณภาพและมีการจัดเตรียมมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับระหว่างประเทศซึ่งทำให้มาตรฐานในประเทศทั้งภาคเอกชนและภาครัฐรวมไปถึงโรงเรียนในท้องถิ่นมีความสอดคล้องและเป็นไปในทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังทำให้ผู้เรียนรู้ได้รับประโยชน์จากการมีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่คาดหวังด้วย

คณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC  232 ยังได้พัฒนามาตรฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านภาษาและมาตรฐานบริการฝึกอบรมที่ไม่เป็นทางการอีกด้วย ได้แก่ ISO 29990: 2010 – Learning services for non-formal education and training — Basic requirements for service providers และ ISO 29991: 2014 – Language learning services outside formal education — Requirements

ISO 29993 ยอมรับถึงความสำคัญของผู้เรียนรู้ที่ควรจะได้รับทางเลือกที่ได้รับการบอกกล่าวให้ทราบด้วยข้อมูลของผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ที่มีความชัดเจนรวมไปถึงสิ่งที่คาดหวังจากการเรียนรู้  ตลอดจนทำให้รู้จักผู้ให้บริการมากขึ้นด้วย

ISO 29993: 2017 ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์สำหรับโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยที่ให้บริการทางการศึกษาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรด้านการศึกษาและการเรียนรู้ที่ต้องการใช้มาตรฐานเป็นเครื่องมือในการประเมินตนเองและสะท้อนให้เห็นภาพขององค์กรของตนด้วย

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

1.  https://www.iso.org/news/ref2210.html

2. https://www.iso.org/standard/70357.html  

ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ค่อนข้างคุ้นเคยกับไฟล์ PDF ซึ่งเป็นที่นิยมในการทำ e-Document  ซึ่ง Adobe Acrobat เป็นกลุ่มของโปรแกรมประยุกต์หรือซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นและบริการเว็บที่ได้รับการพัฒนาโดยระบบ Adobe ที่สามารถจัดการไฟล์ต่างๆ ได้ในรูปแบบที่เรียกว่า PDF กลุ่มของโปรแกรมประกอบด้วย Acrobat Reader, Acrobat และ Acrobat.com

รูปแบบไฟล์ PDF นี้ทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของการมีมาตรฐานเป็นอย่างมาก ถ้าหากว่าข้อกำหนดของ PDF ไม่มีการเผยแพร่จากการผลิตเทคโนโลยีในปี 2536 (ค.ศ.1993) แล้ว PDF ก็คงเป็นเพียงแค่หนึ่งในรูปแบบเอกสารธรรมดาหลายๆ แบบที่มีอยู่ทั่วไป  แต่การตัดสินใจสร้างข้อกำหนด PDF ของ Adobe นั้น ทำให้ PDF มีความพิเศษและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมให้กับนักพัฒนา

Adobe’s PDF version 1.7 ได้มีการนำมาพัฒนาเป็นมาตรฐาน ISO 32000 เมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) (ISO 32000 -Document management -Portable document format) นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สมาชิกของกลุ่มงานของคณะทำงานวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 171/SC 2/WG 8 ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่รับผิดชอบด้านมาตรฐานก็ได้เริ่มพัฒนาข้อกำหนดซึ่งเพิ่งตีพิมพ์เผยแพร่ข้อกำหนดสำหรับรูปแบบ PDF 2.0 ไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

คุณค่าของ PDF ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันคือ ทุกวันนี้ ทั่วโลกต่างใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ PDF ซึ่งเป็นมาตรฐานโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ซึ่งไฟล์ PDF ควรเป็นสิ่งที่สามารถทำงานร่วมกันได้สำหรับทุกคน ผู้ใช้งานขั้นสุดท้ายควรจะได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันไม่ว่าจะใช้ซอฟต์แวร์อะไร ดังนั้น คุณลักษณะหลักของไฟล์ PDF ซึ่งทำงานในลักษณะเดียวกันเสมอนี้ จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เทคโนโลยีนี้ประสบความสำเร็จ

สำหรับพื้นฐานการใช้งาน PDF 2.0 ยังคงเหมือนเดิม แต่คุณค่าสำหรับผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้น เช่น การแก้ไขข้อผิดพลาด การทำให้คุณลักษณะหรือฟีเจอร์มีความทันสมัย มีการอัพเดตมาตรฐานอ้างอิง เป็นต้น ซึ่งข้อกำหนดจำนวน 14%  (ของ 972 หน้า) ได้มีการทบทวนและเขียนใหม่ทั้งหมด

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็ทำให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้ดีโดยมีการใช้งานร่วมกันได้ดีขึ้น โดยสรุป PDF 2.0 ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้นและช่วยนักพัฒนาประหยัดค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงการซัพพอร์ท PDF ในทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม  PDF 2.0 รวมทั้งฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมดได้ปรับปรุงข้อกำหนดที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้นในหลายเรื่อง  เช่น เอกสารที่ไม่ได้ใส่รหัส สามารถทำเป็นไฟล์ที่ปลอดภัยเพื่อที่จะจัดส่งกันภายในในรูปแบบของเอกสารจดหมายนำส่ง (Cover Letter) ที่สามารถอ่านได้, มีการสนับสนุนใหม่ให้ มีฟีเจอร์ที่ให้พื้นที่และรูปแบบไฟล์ทรีดี (Product Representation Compact: PRC) และมีคำอธิบายประกอบได้เป็นจำนวนมาก, ไฟล์ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับการแนะนำด้วย PDF/A-3 ในครั้งแรก แต่ปัจจุบัน ขยายไปเป็นเอกสาร PDF 2.0  ที่มีความสามารถในการรวมเอาข้อมูลขนาดมหาศาล (สามารถอ่านได้) ที่แนบไปกับ PDF และผู้ใช้งานสามารถรวมเอาแหล่งหรือข้อมูลและรูปแบบไฟล์อื่นๆ ไปเป็นส่วนหนึ่งของเอกสาร PDF ได้ เป็นต้น

มาตรฐาน ISO 32000-2, Document management – Portable document format – Part 2: PDF 2.0 เป็นข้อกำหนดแรกที่มีการพัฒนาทั้งหมดภายใต้กระบวนการและแนวทางของไอเอสโอ ทำให้มีความชัดเจนขึ้นและใช้งานได้ดีขึ้น

ISO 32000-2 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 171 Document management applications คณะอนุกรรมการวิชาการ subcommittee SC 2, Document file formats, EDMS systems and authenticity of information ซึ่งมีเลขานุการคือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (American National Standards Institute: ANSI)

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้ที่ห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2199.html

บทความเรื่อง องค์กรยุคใหม่ ใส่ใจ ISO 26000 ตอนที่ 1 ได้กล่าวว่าหลายองค์กรได้ให้ความใส่ใจในการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมก่อนที่จะมีมาตรฐาน ISO 26000 เกิดขึ้น แต่เมื่อมีมาตรฐานแล้วก็ยิ่งช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ มีแนวคิดในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้นและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางซึ่งไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานบางฉบับขึ้นมาเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบทางสังคมอีกด้วย  แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงมาตรฐานฉบับอื่นที่เกี่ยวข้อง เรามาฟังความเป็นมาของมาตรฐาน ISO 26000 กันก่อน

เมื่อปี 2548 (ค.ศ.2005) กลุ่มงานของไอเสอโอได้ร่วมกันเป็นผู้นำในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม และใช้เวลา 5 ปีในการพัฒนาและประชุมระหว่างประเทศจำนวน 8 ครั้ง นับตั้งแต่ประเทศออสเตรเลียไปจนถึงประเทศชิลีและประเทศไทย มีการพิจารณาข้อคิดเห็นมากกว่า 25,000 เรื่องที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 450 คนซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศต่างๆ จำนวน 99 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศจากทั่วโลกกว่า 40 แห่งรวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นผู้แทนจาก Global Reporting Initiative องค์กรผู้บริโภคสากลและข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ

การสร้างมาตรฐาน ISO 26000 เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าประทับใจมากที่สุดประการหนึ่งของการสร้างความเห็นพ้องต้องกันให้เกิดขึ้นด้วยผู้เชี่ยวชาญที่เต็มใจให้เวลา ข้อคิดเห็นและทุ่มเทแรงกายแรงใจไปเพื่อช่วยกันพิจารณา เจรจา อภิปรายและพัฒนามาตรฐานจนกระทั่งสามารถนำมาใช้งานได้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน การตัดสินใจทั้งหมดเกิดขึ้นจากความยินยอมร่วมกันของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและให้ความสำคัญไปกับการมีส่วนร่วมอย่างสมดุลของประเทศต่างๆ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งผู้แทนจากสหภาพยุโรปซึ่งเข้าร่วมประชุมด้วย

หลังจากที่มาตรฐาน ISO 26000 ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ สหภาพยุโรปก็ได้ประกาศเรื่องการสื่อสาร CSR แบบใหม่ซึ่งระบุว่า CSR เป็นความรับผิดชอบของธุรกิจในเรื่องผลกระทบต่อสังคม ซึ่งคล้ายคลึงกับนิยามในมาตรฐาน ISO 26000 และใช้ในการกำหนดแนวทางและหลักการในการสร้างกลยุทธ์ด้วย

7 ปีต่อมา มาตรฐาน ISO 26000 ได้ช่วยให้องค์กรนับพันทำการปรับปรุงกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งบริษัทต่าง ๆ เช่น  NEC Corporation ซึ่งได้วางนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไว้  คุณฮิโตชิ ซูซูกิ อดีตผู้จัดการทั่วไปด้าน CSR ของ NEC และปัจจุบันเป็นประธาน Think Tank IISE ของ NEC ที่ทำการวิจัยในประเด็นความสามารถในการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน ได้กล่าวว่า เมื่อได้เข้าไปจัดการในเรื่องซัพพลายเชนและมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาตรฐาน ISO 26000 จึงเกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้นไปอีก

กล่าวคือ มาตรฐานดังกล่าวทำให้บริษัทรู้จักซัพพลายเออร์ดีขึ้น สามารถเห็นว่าพวกเขาทำงานอย่างไรและทำให้สามารถระบุว่าควรปรับปรุงในจุดไหนและอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการทำงานที่มีเงื่อนไขต่างๆ รวมทั้งการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยด้วย ดังนั้น จึงได้สร้างมาตรการเชิงป้องกันและทำงานร่วมกันซึ่งทำให้เห็นถึงวิธีที่บริษัทและซัพพลายเออร์จะสามารถนำวิธีการบริหารจัดการเหล่านั้นไปปรับใช้งาน

มาร์คแอนด์สเปนเซอร์เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้บุกเบิกที่มีความโดดเด่นในด้านความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนด้วยการนำแผน A ไปใช้เมื่อปี 2550 (ค.ศ.2007) เพื่อช่วยปกป้องโลกด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ ลดของเสียและช่วยเหลือชุมชน แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากซัพพลายเออร์ ดังนั้น เมื่อปี 2556 (ค.ศ.2013) บริษัทจึงหันมาใช้ ISO 26000 เป็นแนวทางในการส่งเสริมวิธีปฏิบัติที่เป็นธรรมตลอดทั้งซัพพลายเชน

มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ใน 70 ประเทศที่มีการจ้างงานทั่วโลกถึงสองล้านคนซึ่งอยู่ในโรงงานสองหมื่นโรงและในฟาร์มอีกสองหมื่นแห่ง ดังนั้น โครงการต่างๆ จึงมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในร้านค้าปลีกของบริษัทซึ่งมีบางแห่งก็เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าในประเทศอินเย ศรีลังกา และบังคลาเทศ ซึ่งได้รับการเชื้อเชิญให้นำหลักการของ ISO 26000 ในด้านความรับผิดชอบของสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไปรวมอยู่ในกลยุทธ์ของธุรกิจ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน  2558 (ค.ศ.2015) สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับเอาเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 หัวข้อขององค์การสหประชาติไปดำเนินการเป็น “วาระการพัฒนา 2030” ซึ่งกำหนดเป้าหมายที่สร้างแรงบันดาลใจในการยุติความหิวโหย การปกป้องโลก และการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับทุกคนในโลกนี้ และแรงบันดาลใจนี้ก็สะท้อนอยู่ในมาตรฐาน ISO 2600 ซึ่งมีหลักการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและมีส่วนร่วมโดยตรงต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวด้วย

ในช่วง 7 ปีที่มาตรฐาน ISO 26000 ได้เกิดขึ้นมานั้น ยังพิสูจน์ให้เห็นว่ามาตรฐานนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังมาตรฐานอื่นๆ อีกหลายมาตรฐาน เช่น ISO 37001 มาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบน ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมของความซื่อสัตย์และความโปร่งใสในองค์กร มาตรฐาน ISO 20400 แนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนซึ่งใช้มาตรฐาน ISO 26000 มาอ้างอิงอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับระหว่างประเทศ IWA 26 ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรรวมเอาหลักการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเข้ากับมาตรฐานระบบการจัดการอื่นๆ ของไอเอสโอ

ในช่วงไม่ถึง 20 ปีที่ผ่านมา มาตรฐาน ISO 26000 ได้ให้แนวคิดที่มีการคิดร่วมกันมากขึ้นอย่างเช่นเอกสาร ISO Guide 82 – Guidelines for addressing sustainability in standards ซึ่งเป็นแนวทางในการช่วยใช้ให้ผู้เขียนมาตรฐานสามารถเน้นในประเด็นด้านความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนอันเป็นการยกระดับความตระหนักในเรื่องนี้เพื่อให้มีการนำไปใช้งานในมาตรฐานไอเอสโออย่างเป็นระบบและมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขอบข่ายของมาตรฐานที่ทำการพัฒนา

มาตรฐาน ISO 26000 จึงเป็นมาตรฐานที่ธุรกิจและองค์กรควรนำไปใช้ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมเท่านั้น  แต่ยังเป็นมาตรฐานที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่มีความโปร่งใสอันนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย

 ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2204.html

NEC Corporation เป็นบริษัทที่นำเอามาตรฐาน ISO 26000 ไปใช้อย่างสมัครใจ ซึ่งได้ช่วยให้องค์กรนับพันสามารถปฏิบัติงานด้วยการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยความรับผิดชอบ

นับตั้งแต่เมื่อมีการตีพิมพ์เผยแพร่มาตรฐานฉบับนี้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว  มีประเทศต่างๆ ทั่วโลกรับ ISO 26000 ไปใช้เป็นมาตรฐานระดับประเทศมากกว่า 80 ประเทศ และในภาษาต่างๆ 22 ภาษา และยังมีการนำไปใช้อ้างอิงในตำราของสถานศึกษากว่า 3,000 ฉบับ รวมทั้งหนังสือและเอกสารต่างๆ ก็นำไปใช้อ้างอิงด้วย องค์กรที่นำมาตรฐานนี้ไปใช้ก็มีทั้งองค์กรขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมทั้งบริษัทที่มีชื่อเสียง อย่างเปโทรบราส สายการบินฝรั่งเศส บริติชเทเลคอม โนโวนอร์ดิสค์ และมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ เป็นต้น

หลายองค์กรได้ให้ความใส่ใจในการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมก่อนที่จะมีมาตรฐาน ISO 26000 เกิดขึ้น แต่เมื่อมีมาตรฐานแล้วก็ยิ่งช่วยส่งเสริมให้มีแนวคิดในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ว่าเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมความก้าวหน้าในทุกๆ ด้านของความรับผิดชอบทางสังคม ซึ่งนับเป็นฐานรากของกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบทางสังคมด้วย

ในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งไอเอสโอในปี 2490 (ค.ศ.1947) ผู้ผลิตนับเป็นผู้ใช้มาตรฐานของไอเอสโอเป็นส่วนใหญ่ และนั่นก็คืองานหลักของไอเอสโอ แต่ในช่วงเวลาต่อมา ไอเอสโอเริ่มให้ความสนใจกับความต้องการของผู้บริโภค หลักๆ ก็คือผู้บริโภคเป็นเสียงสะท้อนความต้องการในเรื่องข้อกำหนดซึ่งไอเอสโอจำเป็นต้องนำมาพิจารณาด้วย ดังนั้น ไอเอสโอจึงแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภค (ISO Committee on Consumer Policy: COPOLCO) ในปี 2521 (ค.ศ.1978) เพื่อกระตุ้นส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้กับการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในกระบวนการด้านการมาตรฐาน

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประสบการณ์ของผู้บริโภคจึงกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการมาตรฐาน และแม้ว่าการจัดลำดับความสำคัญของคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอจะยังคงมีพื้นฐานอยู่ในเรื่องของผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค เช่น จักรยาน หรือน้ำยาล้างจาน แต่พอถึงช่วงปี 1990 – 1999 ไอเอสโอยังได้ขยายมุมมองออกไปยังประเด็นในเชิงสังคมมากขึ้น เช่น การบริการ ความสามารถในการเข้าถึง และความปลอดภัย ซึ่งในช่วงนั้น มาตรฐานและแนวทางในด้านมุมมองต่างๆ อย่างเช่น สังคมผู้สูงวัยก็เริ่มมีเข้ามามากขึ้น พร้อมกับเอกสารเช่น ประกาศนโยบายของ ISO/IEC ที่มุ่งเน้นความจำเป็นของผู้สูงวัยและบุคคลที่ไร้ความสามารถลงไปในงานด้านการมาตรฐาน ซึ่งมีการเผยแพร่ในปี 2544 (ค.ศ.2001)

ดานา คิสซิงเจอร์-มาเทรย์ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอ กล่าวว่า COPOLCO จะคอยฟังอยู่เสมอว่าผู้บริโภคต้องการอะไรและอะไรที่จำเป็นสำหรับงานมาตรฐาน การปฏิรูปของไอเอสโอในเรื่องมาตรฐานที่เน้นในด้านสังคม เป็นความคาดหวังในวงกว้างของสังคมที่ต้องนำมาพิจารณา และมีการขยายขอบข่ายไปมากกว่าข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) สำหรับผลิตภัณฑ์และองค์ประกอบ และยังประจวบเหมาะพอดีกับช่วงเวลานั้นซึ่งผู้บริโภคเองก็มีอิทธิพลต่อข้อกำหนดของตลาดด้วย

ดังนั้น ในปี 2545 (2002) คณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอ จึงแนะนำให้พัฒนามาตรฐานเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ก่อนที่จะมีคณะกรรมการบริหารทางวิชาการของไอเอสโอ (ISO Technical Management Board: TMB) เกิดขึ้น ซึ่งหน้าที่สำคัญที่ได้ก็ปรากฏชัดเจนอยู่ในประกาศครั้งแรกของคณะกรรมการฯ ที่ว่ามาตรฐานควรช่วยให้องค์กรเน้นในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อมๆ กับการเคารพในเรื่องของความแตกต่างทางกฎหมาย สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งเงื่อนไขในการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วย

ในช่วงนั้น คำว่าความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility: CSR) เป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยมาก และความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีมาตรการด้านสิทธิประโยชน์ให้กับองค์กรที่สามารถปฏิบัติได้ตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านความยั่งยืน และเมื่อมีการนำข้อเสนอเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางสังคมมาพิจารณาในสมาชิกของไอเอสโอ ก็มีข้อโต้แย้งว่าทำไมจึงให้ความสำคัญแค่ในระดับองค์กร ดังนั้น คำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร” จึงกลายเป็นคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (social responsibility)

สำหรับความสำเร็จของมาตรฐาน ISO 26000 ยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องและไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานบางฉบับขึ้นมาซึ่งส่งเสริมเรื่องความรับผิดชอบทางสังคมด้วย จะเป็นมาตรฐานอะไรบ้างนั้น โปรดติดตามต่อในครั้งหน้าซึ่งเป็นตอนจบค่ะ

 ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2204.html