ถ้าเราจะมองหาแหล่งกำเนิดในเมืองที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นจำนวนมาก อาคารระฟ้าที่เราเห็นอยู่ทั่วไปในเมืองนั่นเองที่เป็นแหล่งกำเนิดที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึงหนึ่งในสามของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายทั้งหมดและนับเป็นครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก
จากข้อมูลขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) พบว่าการใช้พลังงานในอาคารจำเป็นจะต้องลดลงถึง 50% หากเราต้องการลดค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิลงให้ได้ 2 องศาภายในปี 2050 ปัจจุบัน โลกของเรามีแนวทางการจำกัดอุณหภูมิโลกให้เป็นไปตามเป้าหมายนี้ด้วยการทำให้อาคารสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยนำชุดมาตรฐาน ISO 52000 ไปใช้งาน
มาตรฐาน ISO 52000-1 Energy performance of buildings – Overarching EPB assessment – Part 1: General framework and procedures ถือเป็นเอกสารตัวแรกที่ช่วยนำทางไปสู่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับมาตรฐานในตระกูล ISO 52000 นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานในอาคารนับตั้งแต่ระบบการทำความร้อน การทำความเย็น การระบายอากาศ และการควบคุมอัจฉริยะ ไปจนถึงการใช้พลังงาน หรืออุปกรณ์การผลิตต่างๆ มาตรฐานชุดนี้จะช่วยให้สถาปนิก วิศวกร และผู้ควบคุมกฎเข้าถึงประสิทธิภาพด้านพลังงานของอาคารที่มีอยู่แล้วหรืออาคารใหม่โดยมองเป็นภาพรวมซึ่งจะไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายและยังสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในอาคารไม่ให้เพิ่มขึ้นได้ด้วย
Dick van Dijk และศาสตราจารย์ Essam E. Khalil ผู้ประสานงานร่วมของคณะกรรมการร่วมของไอเอสโอด้านประสิทธิภาพพลังงานด้านอาคาร (Energy Performance of Buildings (EPB) กล่าวว่าชุดมาตรฐาน ISO 52000 จะช่วยให้เข้าถึงประสิทธิภาพพลังงานโดยรวมของอาคาร ซึ่งหมายความว่าการรวมเอาเทคโนโลยีใดก็ตามเข้าด้วยกันสามารถนำมาใช้เพื่อเข้าถึงระดับของประสิทธิภาพพลังงานโดยมีค่าใช้จ่ายต่ำสุดตามที่ตั้งใจได้
ISO 52000 ประกอบด้วยวิธีการที่รัดกุมในการประเมินประสิทธิภาพด้านพลังงานซึ่งเป็นพลังงานปฐมภูมิที่ใช้ในการทำความร้อน ความเย็น ระบบแสงไฟ การระบายอากาศ รวมทั้งการใช้น้ำร้อนภายในอาคาร ซึ่งจะช่วยเร่งให้มีความก้าวหน้าในการใช้วัสดุ เทคโนโลยี และแนวทางการออกแบบอาคาร การก่อสร้าง และการจัดการ
สำหรับการก่อสร้างที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้น สิ่งสำคัญประการแรก คือ การออกแบบที่มีคุณภาพสูงและฝีมือแรงงาน อาคารที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงในการก่อสร้างอาคาร ร่วมกับระบบอาคารทางเทคนิคที่มีคุณภาพสูงและเทคโนโลยีการใช้พลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้
หัวใจของเรื่องดังกล่าวคือแนวทางเชิงระบบที่ประเมินประสิทธิภาพด้านพลังงานซึ่งต้องนำมาพิจารณาร่วมกันระหว่างปฏิสัมพันธ์ในระบบ ผู้ใช้งาน และสภาพอากาศภายนอกที่มีการผันแปรอยู่เสมอ
แนวทางเชิงระบบมีความสำคัญสำหรับนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีและการนำไปใช้ ประเทศที่ใช้แนวทางนี้มาหลายปี เช่น เนเธอร์แลนด์ มีประสบการณ์ในการนำพลังงานไปใช้ในสเกลใหญ่ๆ และทำให้เกิดการประหยัดได้จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความหลากหลาย รวมถึงแนวคิดของการใช้ฉนวนกันความร้อน หน้าต่าง กระจก ความร้อน ความเย็น แสง การระบายอากาศ หรือระบบน้ำร้อนภายในอาคาร การควบคุมอาคารด้วยระบบอัตโนมัติ และแหล่งพลังงานหมุนเวียน
มาตรฐาน EPB สามารถนำมาใช้เสริมร่วมกับชุดมาตรฐานที่ประกอบด้วยวิธีการคำนวณความร้อน ความเย็น สมรรถนะขององค์ประกอบอาคาร รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น ตัวชี้วัดสมรรถนะด้านพลังงาน การจัดอันดับและใบรับรอง นอกจากนี้ ในอนาคต มาตรฐานนี้จะพิจารณาขยายองค์ประกอบเพิ่มเติมสำหรับแนวทางเชิงองค์รวมสำหรับอาคารประหยัดพลังงานด้วย
มาตรฐานชุด ISO 52000 ได้รับการพัฒนาจากคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ 2 คณะ ร่วมกับ คณะกรรมการยุโรปด้านการมาตรฐาน (European Committee for Standardization: CEN) ดังนี้ 1) คณะกรรมการวิชาการไอเอสโอISO/TC 163, Thermal performance and energy use in the built environment ซึ่งมีสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน (SIS) เป็นเลขานุการ 2) คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 205, Building environment design ซึ่งมีสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (ANSI) เป็นเลขานุการ และ 3) CEN/TC 371, Energy Performance of Buildings project group, and CEN/TC 89, Thermal performance of buildings and building components
ชุดมาตรฐาน 52000 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของ ISO ISO Store.
ที่มา: https://www.iso.org/standard/65601.html
พลังงานเป็นหนึ่งในเรื่องที่ท้าทายมากที่สุดสำหรับการเผชิญหน้าสำหรับชุมชนในระดับนานาชาติ ซึ่ง MASCI Innoversity ได้เคยนำเสนอไว้ในบทความเรื่อง “ทั่วโลกส่งเสริมพลังงานสะอาดด้วย ISO 50001” เมื่อปีที่แล้ว
การทบทวนมาตรฐาน ISO 50001 – Energy management systems นับว่ามีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเรื่องของการใช้พลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานสะอาด ซึ่งในปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 6 – 8 มิถุนายน 2560 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
การประชุมดังกล่าวมีการพูดคุยและอภิปรายเกี่ยวกับการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพและความร่วมมือในโครงการพลังงานสะอาดต่างๆ
นอกจากนี้ ยังมีอีเว้นท์ต่างๆ รวมถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับระหว่างประเทศในเรื่องการปรับปรุงการบริโภคสีเขียวซึ่งสะท้อนถึงประโยชน์ของมาตรฐาน ISO 50001 ด้วย
ในงานประชุมดังกล่าว นักพัฒนามาตรฐานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับมาตรฐาน ISO 50001 ได้มาประชุมประจำปีในนามของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 301- Energy management and energy savings และผลลัพธ์ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ การทบทวนมาตรฐาน ISO 50001 หลังจากที่มีการใช้งานไปแล้ว 6 ปี เพื่อให้มั่นใจว่ายังคงเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์สำหรับทุกธุรกิจและทุกองค์กรทั่วโลก
ความก้าวหน้าและความเห็นพ้องต้องกันของมาตรฐานที่ได้ทบทวนดังกล่าวทำให้ขณะนี้ มาตรฐาน ISO 50001ได้มาถึงขั้นร่างมาตรฐานแล้ว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในอีก 3 เดือนข้างหน้า และจะตีพิมพ์เผยแพร่ได้ในราวเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม 2560 ซึ่งทางไอเอสโอได้ระบุว่าหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงหลักของมาตรฐาน ISO 50001 ฉบับปี 2018 คือ การรวมเอาโครงสร้างระดับสุง หรือ High-Level Structure: HLS เข้าไปซึ่งจะทำให้มีแนวทางของการทำให้เกิดความเข้ากันได้กับมาตรฐานระบบการจัดการอื่นๆ เมื่อมีการนำไปใช้ร่วมกัน และยังมีการปรับปรุงอื่นๆ ในมาตรฐานฉบับปรับปรุงใหม่นี้ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าแนวคิดมีความกี่ยวข้องกับสมรรถนะด้านพลังงานมีความชัดเจนสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กด้วย
สำหรับมาตรฐาน ISO 50001: 2011 (ประกาศใช้เมื่อ พ.ศ.2554) เป็นมาตรฐานที่ทำให้องค์กรสามารถจัดกับพลังงานโดยมีแนวทางที่รัดกุมในการปรับปรุงสมรรถนะด้านพลังงานอย่างต่อเนื่องรวมทั้งความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้สร้างคุณค่าทั้งในเชิงของวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและปฏิบัติการด้านพลังงานสะอาด ซึ่งมีองค์กรเกือบ 12,000 องค์กรทั่วโลกที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานนี้นับถึงปลายปี 2558 และมีสถิติสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้านั้นถึง 77%
นอกจากนี้ ยังมีผลการคำนวณแบบ CEM ที่แสดงให้เห็นว่าการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ในภาคส่วนอุตสาหกรรมและในเชิงพาณิชย์จะสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการประหยัดพลังงานได้มากถึง 62 เอกซาจูลส์ (สามารถคำนวณเป็นจูลส์ได้จากเว็บไซต์ http://www.convertunits.com/from/exajoule/to/joule) ภายในปี 2030 (2573) ซึ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 600 พันล้านเหรียญสหรัฐและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 6,500 เมตริกตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการย้ายเอายานพาหนะโดยสารบนท้องถนนจำนวน 215 ล้านคันออกไปจากท้องถนน
ในการประชุม CEM 8 ยังมีการมอบรางวัลด้านความเป็นเลิศในด้านการจัดการพลังงานเพื่อเป็นเกียรติให้กับบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ซึ่งเป็นโครงการของกลุ่มงานการจัดการพลังงานจากที่ประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานสะอาดซึ่งมีส่วนร่วมในคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 301 ด้วย
ISO 50001 จึงนับว่าเป็นเครื่องมือหลักเพื่อปฏิบัติการลดภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการหยิบยกเรื่องนี้ผ่านการประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานสะอาดซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
และอีกไม่นานต่อจากนี้ เราก็จะได้พบกับมาตรฐาน ISO 50001 ฉบับปรับปรุงใหม่ที่มีความเหมาะสมและสะดวกสำหรับผู้ไปใช้งานมากยิ่งขึ้น
ที่มา:
1. https://www.iso.org/news/ref2193.html
2. http://www.cleanenergyministerial.org/Events/CEM8
เพื่อให้มาตรฐานมีความทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานทั่วโลก ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน จึงทำการทบทวนมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ มาตรฐาน ISO 22000 ก็เช่นกัน ปัจจุบัน ไอเอสโอได้ทบทวนมาถึงขั้นร่างมาตรฐานแล้ว
มาตรฐานที่ทำการทบทวนใหม่จะรวมเอาโครงสร้างหลักอันใหม่เข้าไปพร้อมกับองค์ประกอบหลักเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของอาหารในทุกๆ ขั้นตอนของห่วงโซ่อาหาร
การทบทวนมาตรฐาน ISO 22000 มุ่งไปสู่การรวบรวมประเด็นใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารเพื่อให้เหมาะสมกับภาคส่วนอาหารในปัจจุบัน ซึ่งมีกระบวนการที่รัดกุมและกลุ่มงานที่ทำการทบทวนมาตรฐานก็ได้ค้นพบแนวคิดที่ขยายวงกว้างออกไปอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญได้มาประชุมร่วมกัน 3 ครั้งและได้รับข้อคิดเห็นจำนวน 1,800 ข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลกซึ่งเป็นผู้แทนขององค์กรที่ทำหน้าที่ต่างๆ กัน
ปัจจุบัน หน้าที่หลักของผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นก็คือการแปลแนวคิดที่ได้มีการปรับปรุงแล้วในมาตรฐานและทำการสื่อสารให้กับผู้ใช้งานอย่างชัดเจนและตรงประเด็นซึ่งทำให้สามารถเข้าใจมาตรฐาน ISO 22000 ได้ง่ายขึ้นและทำให้ทุกองค์กรมีการนำไปใช้ได้ในทุกแง่มุมของห่วงโซ่อาหาร
มาตรฐาน ISO 22000 ที่มีการทบทวนใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยซึ่งทำให้สามารถอ่านได้ง่ายขึ้นและชัดเจนขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญที่มีโครงสร้างเป็นธรรมชาติมากขึ้น สิ่งที่สำคัญได้แก่
ไอเอสโอคาดว่ามาตรฐาน ISO 22000 ที่อยู่ระหว่างการทบทวนและปรับปรุงนี้จะตีพิมพ์เผยแพร่ได้ภายในเดือนมิถุนายน 2561
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2192.html
ความยืดหยุ่นหรือความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ต้องการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไอเอสโอตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 22316 ขึ้นมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รออยู่เบื้องหน้า
ISO 22316: 2017 – Security and resilience – Organizational resilience – Principles and attributes เป็นมาตรฐานที่ให้แนวทางการทำงานสำหรับองค์กรเพื่อช่วยให้องค์กรพิสูจน์ได้ว่าจะมีความสามารถในการปรับตัวและอยู่รอดในอนาคต ประกอบด้วยหลักการสำคัญในรายละเอียด คุณลักษณะ และกิจกรรมที่สนับสนุนองค์กรให้เกิดความยืดหยุ่น
เจมส์ คราสต์ ผู้ประสานงานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292 กลุ่มงาน WG 2 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าว ระบุว่าการปรับปรุงให้องค์กรให้มีความยืดหยุ่น จะทำให้มั่นใจได้ว่าองค์กรจะไม่เพียงแต่สามารถสร้างความคาดหวังในการตอบสนองความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เท่านั้น แต่ยังสามารถประสานการสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นอีกด้วย
มาตรฐานนี้ให้มุมมองที่กว้างขวางที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดความยืดหยุ่นในองค์กร แต่หลายองค์กรมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไป ดังนั้น มาตรฐานนี้จึงเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญในการช่วยให้องค์กรพัฒนาวัฒนธรรมที่สนับสนุนให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งมีการอธิบายคุณลักษณะขององค์กรที่ให้หลักการในการนำไปปรับใช้ กิจกรรมที่ให้แนวทางในการใช้งาน การประเมินผล รวมทั้งการสนับสนุนคุณลักษณะที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่นด้วย
นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างรูปแบบของการบริหารความเสี่ยงซึ่งมีคุณค่าร่วมและความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องบริบท ซึ่งผู้นำจะต้องร่วมสร้างพลังให้เกิดขึ้นด้วย เพราะความยืดหยุ่นขององค์กรนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จากปฏิสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนใครและเกิดจากปัจจัยทั้งในเชิงกลยุทธ์และในเชิงปฏิบัติการขององค์กร
จะเห็นได้ว่าไม่มีแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นในองค์กรได้ แต่ความยืดหยุ่นขององค์กรเกิดขึ้นได้จากหลักการบริหารจัดการของตนเองที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากคุณลักษณะ กิจกรรม และการมีส่วนร่วมที่เกิดจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมทั้งวิธีที่จะจัดการกับความไม่แน่นอนและการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร
มาตรฐานดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มงาน WG 2 – Continuity and organizational resilience ของคณะทำงานวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience ซึ่งเลขานุการที่ดูแลรับผิดชอบ คือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน (Sweden Standards Institute: SIS) ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา:
1. https://www.iso.org/news/Ref2189.htm
2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:22316:ed-1:v1:en
การจัดซื้อที่ยั่งยืนสามารถสามารถช่วยพัฒนาความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์และธุรกิจได้ และมาตรฐานสากลของไอเอสโอ “ISO 20400 การจัดซื้ออย่างยั่งยืน” เพิ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินการจัดซื้อโดยการคำนึงถึงความยั่งยืนอันเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ
การจัดซื้อมีบทบาทสำคัญยิ่งในทุกองค์กรไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก องค์กรที่ได้รับการสั่งซื้อสินค้านั้นจะเป็นผู้ที่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะการทำงานของลูกค้ารวมทั้งสินค้าที่สั่งซื้อนั้นก็จะส่งผลกระทบต่อลูกค้าด้วยเช่นกัน การทำให้มั่นใจว่าซัพพลายเออร์มีวิธีปฏิบัติที่ดีและมีจริยธรรมนั้นเกี่ยวข้องกับทุกๆ เรื่องนับตั้งแต่เงื่อนไขในการทำงาน การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่จะทำให้ธุรกิจดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนที่อยู่รอบข้างด้วย
การจัดซื้ออย่างยั่งยืนส่งผลต่อการตัดสินใจในการซื้อซึ่งตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรในแบบที่องค์กรให้ประโยชน์ต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมถึงการทำให้มั่นใจว่าซัพพลายเออร์ของบริษัทมีการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม
ส่วนผลิตภัณฑ์และบริการที่ซื้อนั้นก็จะมีความยั่งยืนและการตัดสินใจซื้อนั้นจะส่งผลดีต่อประเด็นต่างๆ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
ISO 20400 : 2017 แนวทางการจัดซื้อที่คำนึงถึงความยั่งยืน (Sustainable procurement – Guidance) เป็นมาตรฐานสากลฉบับแรกที่เป็นมาตรฐานด้านการจัดซื้อซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาและนำนโยบายและวิธีปฏิบัติด้านการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้งาน
ชาคส์ ชแรมม์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/PC 277 ที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวบอกว่าประโยชน์ของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนนั้นมีผลที่ยาวไกลกว่าที่คิด ธุรกิจปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่คิดว่าซื้อของจากซัพพลายเออร์แล้วก็แล้วกัน ไม่ต้องมีคำถามอะไรอีก แต่อันที่จริงแล้ว ธุรกิจสามารถได้รับประโยชน์เป็นอย่างมากจากการที่ได้รู้จักซัพพลายเออร์ การมีความเข้าใจในข้อกำหนดที่ต้องการเป็นอย่างดี เพื่อทำให้มั่นใจในความต้องการอย่างแท้จริงและซัพพลายเออร์ที่ธุรกิจติดต่อด้วยนั้นมีวิธีปฏิบัติที่ดีและมีจริยธรรม
ความเสี่ยงของความไม่รู้และไม่มีการบริหารจัดการตลอดทั้งห่วงโซ่นั้นจะทำให้เกิดปัญหาเป็นอย่างมาก อย่างโชคดีที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพจะส่งผลให้สต๊อกสินค้าเสียหาย อย่างโชคร้ายที่สุด ก็อาจเกิดความสูญเสียตามมาอย่างมากมาย เช่นที่เคยเกิดขึ้นในโรงงานแห่งหนึ่งในประเทศบังคลาเทศเมื่อปี 2556 (ค.ศ.2013) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่าพันคนและบาดเจ็บอีกหลายพันคน ดังนั้น การจัดซื้ออย่างยั่งยืนจะช่วยให้ลดความเสี่ยงเหล่านั้นลงได้ด้วยการกระตุ้นให้ผู้ซื้อและซัพพลายเออร์ทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีตามความต้องการ
ISO 20400 : 2017 ให้แนวทางสำหรับการนำเอาความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนไปใช้กับนโยบาย กลยุทธ์ และกระบวนการการจัดซื้อขององค์กร โดยระบุหลักการสำหรับการจัดซื้ออย่างยั่งยืน เช่น ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส การเคารพต่อสิทธิมนุษย์และพฤติกรรมด้านจริยธรรม
ผู้สนใจมาตรฐาน ISO 20400 : 2017 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
ภาคเกษตรกรรมถูกท้าทายเป็นอย่างมากในการที่จะต้องเลี้ยงดูผู้คนทั่วโลกเป็นจำนวนมากในอนาคต ซึ่งองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ทำนายว่าจะมีประชากรโลกเพิ่มขึ้นราว 9.6 พันล้านคนภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) และแนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ก็คือ “ฟาร์มอัจฉริยะ” นั่นเอง
ไอเอสโอได้กล่าวถึงเทคนิคการทำฟาร์มด้วยเทคโนโลยีระดับสูงและเทคโนโลยีที่สามาถปรับปรุงการผลิตและผลผลิตโดยที่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรด้วย ซึ่งผู้นำขององค์การสหประชาชาติและบุคลากรที่เป็นมืออาชีพด้านมาตรฐานจากทั่วโลก ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ฟาร์มอัจฉริยะ การผลิตโกโก้ การผลิตผลิตภัณฑ์นมที่เปี่ยมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่า เป็นต้น
ดร.ฟรังซัว โคลิเยร์ ซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลรับผิดชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของไอเอสโอในคณะกรรมการวิชาการ ISO/IEC JTC1 (คณะกรรมการวิชาการร่วม)และทำงานด้านนี้มานานนับปีแล้วได้กล่าวว่าตอนนี้ข้อจำกัดของการปฏิวัติสีเขียวได้มาถึงสังคมโลกในศตวรรษที่ 20 แล้ว โลกเราจำเป็นต้องค้นหาหนทางเพื่อทำให้ประชากรโลกมีวิถีชีวิตที่มีความยั่งยืน และแนวทางประการหนึ่งที่จะทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็คือ การผลิตอาหารโดยคำนึงถึงซัพพลายเชนและการดูแลเรื่องการกำจัดของเสียซึ่งต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ตัวอย่างของมาตรฐานที่ไอเอสโอกำลังพัฒนาอยู่ในคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 23, Tractors and machinery for agriculture and forestry และคณะอนุกรรมการ Subcommittee SC 19, Agricultural electronics และ คณะอนุกรรมการ ISO/IEC JTC1 SC 41, IoT and related technology เป็นต้น
ไอเอสโอถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมที่มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ซึ่งบริษัทเป็นจำนวนมากได้ช่วยสร้างการเจริญเติบโตให้สูงขึ้น สามารถสร้างความได้เปรียบในการทำการเกษตรด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้รวมทั้ง IoT
นอกจากนี้ สมาชิกของไอเอสโอยังมีศักยภาพเป็นอย่างมากที่จะส่งเสริมประโยชน์ในภาคเกษตรกรรม เช่น ชาร์ลส์ ผู้บริหารของสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเคนยา (Kenya Bureau of Standards: KEBS) กล่าวว่าท่ามกลางความพยายามในการสร้างสมดุลต่อบทบาทของเทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายของเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมนั้น มาตรฐานเป็นสิ่งที่ภาคเกษตรกรรมจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง มาตรฐานเหล่านี้จะให้แนวทางเพื่อนำไปใช้เป็นวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เครื่องจักร และกระบวนการที่เกี่ยวข้องในซัพพลายเชน เช่นเดียวกับหนทางสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน
คำถามที่ว่าภาคเกษตรกรรมจะเป็นอย่างไรภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) นั้น “ฟาร์มอัจฉริยะ” จะเป็นหนึ่งในคำตอบที่ช่วยหล่อเลี้ยงประชากรโลกโดยไอเอสโอได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งการสร้างปรากฏการณ์ในการพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำฟาร์มอัจฉริยะนั่นเอง
ที่มา: https://www.iso.org/news/Ref2182.htm
ปัจจุบัน สังคมผู้สูงวัยเริ่มปรากฏอย่างเห็นได้ชัดในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศญี่ปุ่น และยุโรป ซึ่งหุ่นยนต์ได้เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือผู้สูงวัยเป็นอย่างมาก เช่น การพาผู้สูงวัยออกไปเดินเล่นหรือช็อปปิ้ง นอกจากนี้ หุ่นยนต์ยังสามารถจดจำอารมณ์ของผู้สูงวัย และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าหุ่นยนต์ผู้ช่วยเหลือดูแลนี้จะยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์และแพทย์ต่างก็ทำนายว่าเทคโนโลยีหุ่นยนต์และคอมพิวเตอร์ชั้นสูงจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้และสามารถช่วยเหลือผู้สูงวัยได้อย่างเต็มรูปแบบ
ในประเทศญี่ปุ่น ช่วงชีวิตของคนยืนยาวขึ้นในขณะที่อัตราการเกิดลดลง ทำให้มีคนในวัยทำงานลดลงและมีความต้องการผู้ดูแลผู้สูงวัยมากขึ้น และเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ประเทศญี่ปุ่นจึงหันมาใช้สิ่งที่มีความถนัดมากที่สุด ซึ่งก็คือเทคโนโลยี ในยุโรปก็เช่นเดียวกัน สหภาพยุโรปเริ่มลงทุนในการวิจัยเพื่อผู้สูงวัย
โรมีโอเป็นหุ่นยนต์ที่หน้าตาคล้ายมนุษย์ มีความสูง 140 เซนติเมตร ได้รับการออกแบบมาเพื่อสำรวจงานวิจัยเพื่อใช้ช่วยเหลือผู้สูงวัยและคนที่สูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตของตนเอง
จอร์จ ดิแอส จากมหาวิทยาลัยโคอิมบรา ประเทศโปรตุเกส กล่าวว่าการศึกษาของทางยุโรปแสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายด้านการดูแลผู้สูงวัยในระดับประเทศและในยุโรปเริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สหภาพยุโรปจึงมุ่งมั่นที่จะกระตุ้นให้เกิดความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย จอร์จ ดิแอส ช่วยงานในโครงการที่ได้รับทุนจากสหภาพยุโรปที่มีชื่อว่า GrowMeUp ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ช่วยดูแลผู้สูงวัยให้มีสุขภาพดีและมีความตื่นตัว วัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือ ระบบหุ่นยนต์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการดูแลรักษาและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านได้มากกว่าที่จะต้องอยู่ในศูนย์ดูแลผู้สูงวัย
ส่วนอีกโครงการหนึ่งที่ชื่อว่า Robot-Era ก็ได้พยายามที่จะทดสอบประสิทธิผลและการยอมรับในบริการหุ่นยนต์เพื่อผู้สูงวัย ซึ่งผู้สูงวัยจำนวน 160 คนในอิตาลีและสวีเดนได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการนำร่องเป็นเวลา 4 ปีซึ่งหุ่นยุนต์ได้พาพวกเขาไปซื้อของ ช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน เช่น พาไปทิ้งขยะ ช่วยเปิด-ปิดประตู และดูแลความปลอดภัยต่างๆ อย่างระวังเรื่องแก๊สรั่ว เป็นต้น
ผู้สูงวัยรายหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการกล่าวว่าหุ่นยนต์ที่เข้ามาดูแลช่วยเหลือนั้นทำให้กิจกรรมในชีวิตประจำวันมีความสะดวกสบาย การมีชีวิตอยู่คนเดียวโดยมีหุ่นยนต์ช่วยเหลือในบ้านนั้น ทำให้รู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายมากขึ้น
โรดอล์ฟ เจลิน ผู้อำนวยการของศูนย์นวัตกรรมวิจัยของบริษัทที่ผลิตหุ่นยนต์โรมีโอกล่าวว่า หุ่นยนต์ตัวหนึ่งสามารถช่วยเหลือคนได้ใน 3 ด้าน คือ ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจว่าปลอดภัยเมื่ออยู่ที่บ้าน ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับผู้ให้ความช่วยเหลือได้ และทำงานที่ต้องทำในชีวิตประจำวันเมื่ออยู่ในบ้าน
ความได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งของการมีหุ่นยนที่ใช้ชีวิตร่วมกับผู้สูงวัยก็คือ หุ่นยนต์สามารถรู้จักลักษณะนิสัยของผู้สูงวัย เช่น จำนวนชั่วโมงที่ใช้ในการนอน เวลาที่ใช้ในการรับประทานอาหาร ซึ่งมันจะสามารถติดตาม ดูแลและป้องกันปัญหาโดยสามารถรายงานให้ผู้ดูแลและครอบครัวของผู้สูงวัยทราบข้อมูลเหล่านั้นได้ เครือข่ายการดูแลเสมือนจริงจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้งานมีปฏิสัมพันธ์เชิงสังคมและทำให้การดูแลมีความสะดวกมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มคุณภาพชีวิตทั้งกับผู้สูงวัยเองและครอบครัวของพวกเขาซึ่งใช้เวลาน้อยลงในการดูแลผู้สูงวัยด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Iron Hand ซึ่งกำลังพัฒนาและทดสอบถุงมือหุ่นยนต์เพื่อใช้หยิบจับสำหรับผู้สูงวัยที่สูญเสียความสามารถในการใช้มือในชีวิตประจำวันอย่างการหยิบขวดน้ำหรือการเตรียมอาหาร ซึ่งบริษัท โฮโคม่า เป็นหนึ่งในบริษัทที่เกี่ยวข้องในโครงการดังกล่าวที่ร่วมบุกเบิกพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อการบำบัดให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวร่างกายหรืออวัยวะได้ดีขึ้น
มีคำถามว่าการใช้อุปกรณ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้สูงวัยนั้นจะทำให้พวกเขารู้สึกแปลกแยกหรือไม่ โรดอล์ฟ เจลิน กล่าวว่า ตรงกันข้ามเลย ในบ้านที่มีผู้เกษียณอายุนั้น หุ่นยนต์ได้กลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจและทำให้ผู้สูงวัยมารวมตัวเพื่อพูดคุยกัน หุ่นยนต์เหล่านั้นทำให้มีการเชื่อมโยงกันทางสังคม เช่น ทำให้ปู่ย่าตายายมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับลูกหลานมากขึ้น และทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกดีกว่าการใช้ไม้เท้าหรือเก้าอี้รถเข็น เป็นต้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ยอมรับว่าพยาบาลที่เป็นมนุษย์หรือสมาชิกในครอบครัวนั้นดีกว่าแต่ในสังคมเช่นนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะจ้างพยาบาลหรือขอให้สมาชิกในครอบครัวมาดูแลผู้สูงวัย ดังนั้น การมีหุ่นยนต์ผู้ช่วยเหลือจึงเป็นทางออกที่ดีกว่า ปลอดภัยกว่าปล่อยให้ผู้สูงวัยอยู่ที่บ้านคนเดียว
ในประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญมากเพราะวาระสำคัญที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์ก็คือ การเข้าไปเป็นเพื่อนที่ช่วยดูแล ซึ่ง Hasbro บริษัทของเล่นและบอร์ดเกมข้ามชาติของอเมริกาได้พัฒนาแมวหุ่นยนต์โดยมีเป้าหมายเฉพาะคือผู้สูงวัยเพื่อช่วยเติมเต็มความรู้สึกที่ว่างเปล่า หุ่นยนต์อีกตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่คล้ายกันและมีความคล้ายคลึงมนุษย์ของ SoftBank ก็สามารถจดจำและตอบสนองในเรื่องอารมณ์ได้ ซึ่งได้มีการใช้ในบ้านของผู้เกษียณอายุจำนวนหนึ่งในยุโรปเพื่อใช้ในการส่งข่าวสารและให้ความบันเทิงแก่ผู้เกษียณอายุ
หุ่นยนต์ยังช่วยในเรื่องของแรงงานที่กำลังมีแนวโน้มจะขาดแคลน เช่นที่สนามบินฮาเนดะที่โตเกียวก็มีการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ไซเบอร์ดีนของญี่ปุ่นเพื่อช่วยในเรื่องการทำงาน ของพนักงานที่ต้องใช้ร่างกายส่วนล่างเคลื่อนไหวโดยติดตั้งอุปกรณ์ชิ้นส่วนของหุ่นยนต์เข้าไปด้วย (เช่น ยกของหนักๆ อย่างกระเป๋า)
เทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ไอเอสโอให้ความสำคัญในการพัฒนามาตรฐานหุ่นยนต์ให้มีคุณภาพและความปลอดภัย โดยพัฒนามาตรฐาน ISO 13482 ขึ้นมาซึ่งรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามในตอนต่อไปซึ่งเป็นตอนจบค่ะ
ที่มา: https://www.iso.org/news/Ref2169.htm
เรื่องของการศึกษาไม่เพียงแต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของสังคมอีกด้วย ดังนั้น คุณภาพของผู้ให้บริการด้านการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ ถึงแม้ว่าจะไม่อาจรับประกันผลลัพธ์ของการศึกษาได้อย่างเต็มที่ แต่ก็มีสถาบันการศึกษาจำนวนมากสามารถกระตุ้นการเรียนรู้และทำให้ผู้เรียนมั่นใจได้ว่าพวกเขามีระดับคุณภาพตามที่คาดหวัง ซึ่งมาตรฐานใหม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาของไอเอสโอ จะเป็นตัวช่วยในเรื่องดังกล่าวได้
ในขณะที่หน่วยงานด้านการศึกษาไม่อาจรับประกันความสำเร็จของผู้เรียนได้ทั้งหมด แต่ยังมีอีกหลายทางที่จะทำให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ขอององค์กรและมีส่วนร่วมในผลลัพธ์ของการเรียนรู้ที่ดีขึ้นได้
มาตรฐาน ISO 21001 Educational organizations – Management systems for educational organizations – Requirements with guidance for use เป็นมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพที่มีเป้าหมายในการปรับปรุงกระบวนการ และเน้นความต้องการและความคาดหวังของผู้ใช้บริการ
มาตรฐานในอนาคตจะช่วยให้ผู้ให้บริการทางการศึกษาสามารถเชื่อมโยงกิจกรรมเข้ากับพันธกิจและวิสัยทัศน์ได้อย่างมีประสิทธิผล และทำให้การเรียนรู้ตรงตามความต้องการส่วนบุคคลมากขึ้น ซึ่งทั้งสองประการนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับปรุงกระบวนการและระบบที่มีอยู่สำหรับนักการศึกษา ผู้ปกครองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ซึ่งจะได้เก็บเกี่ยวผลลัพธ์ของการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ
ขณะนี้ การพัฒนามาตรฐานดังกล่าวได้มาถึงขั้นของมาตรฐานร่างสุดท้ายแล้ว (Draft International Standard: DIS) ซึ่งหมายความว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถส่งข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างมาตรฐานเพื่อให้มีการพิจารณาก่อนที่จะตีพิมพ์เผยแพร่เป็นมาตรฐานสากลในต้นปีหน้า
ISO 21001 มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการใช้งานสำหรับผู้ให้บริการด้านการศึกษาทุกประเภท นับตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงการศึกษาระดับสูง รวมทั้งศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพและบริการการเรียนรู้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-learning services)
ปัจจุบัน ร่างมาตรฐานสุดท้าย ISO 21001 สามารถสั่งซื้อได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือจากเว็บไซต์ของ ISO ได้ (ISO Store)
ที่มา: https://www.iso.org/news/Ref2174.html
ปัจจุบัน อีเมล์หลอกลวงที่เรียกว่า email phishing scam ระบาดไปทั่วโลกและทำให้ประชาชนและองค์กรจำนวนมากสูญเสียเงินไปกับเรื่องเหล่านี้ ไม่เว้นแม้แต่บริษัทไอทีของสหรัฐอเมริกา
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2560 สำนักข่าวบีบีซีได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับชายชาวลิธัวเนียถูกตำรวจจับกุมเนื่องจากได้เขียนอีเมล์ปลอมไปยังบริษัทด้านเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา เพื่อขอให้โอนเงินไปให้บริษัทดังกล่าวฝใไม่ได้รับการเปิดเผยชื่อแต่ระบุว่าเป็นบริษัทข้ามชาติที่มีฐานที่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และมีบริษัทที่ทำด้านโซเชียลมีเดีย
เจ้าหน้าที่กล่าวว่าบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่มีความทันสมัยและมีความรู้ความสามารถบริษัทหนึ่ง จึงเป็นเสมือนการปลุกให้องค์กรต่างๆ ลุกขึ้นมาป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรไอที โดยระบุว่ากระทรวงยุติธรรมของอเมริกากล่าวถึงชายอายุ 48 ปีชาวลิธัวเนียที่ถูกจับกุมได้ว่ามีการหลอกลวงบริษัทมาอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2556 – 2558 (ค.ศ.2013 – 2015) ชายผู้นี้ได้จดทะเบียนบริษัทในลัตเวียซึ่งใช้ชื่อเดียวกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ที่มีฐานการผลิตในเอเชียและได้เปิดบัญชีไว้หลายบัญชีและหลายธนาคาร
ด้วยเหตุนี้ อีเมล์ปลอมจึงถูกส่งไปยังลูกค้าและบริษัทต่างๆ ซึ่งมีธุรกรรมกับบริษัทในอาเซียนนับเป็นเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐและทำให้บริษัทติดกับการโอนเงินไปยังบัญชีต่างๆ ทั่วโลกที่ชายชาวลิธัวเนียเปิดบัญชีไว้ ได้แก่ ที่ประเทศลัตเวีย ไซปรัส สโลวาเกีย ลิธัวเนีย และฮ่องกง
นอกจากนี้ เขายังได้ปลอมใบเรียกเก็บเงิน สัญญาและจดหมายต่างๆ เพื่อให้ธนาคารเข้าใจว่าเป็นการทำธุรกรรมที่ถูกต้องด้วย ซึ่งทนายของสหรัฐอเมริกาที่ดูแลในเรื่องดังกล่าวระบุว่าการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการเตือนให้บริษัททั้งหลายอย่าหลงกลอาชญากรไซเบอร์ ขณะเดียวกันก็เป็นการเตือนอาชญากรไซเบอร์ด้วยว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกนี้ จะมีการติดตามตรวจสอบบัญชีเพื่อป้องกันปัญหาอาชญกรรมในโลกไซเบอร์เช่นกัน แต่ขณะนี้ ยังไม่ได้มีการนัดหมายเรื่องการไต่สวน
ในด้านของนักเทคโนโลยีก็ได้แนะนำข้อควรระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรไซเบอร์ไว้ดังนี้
เรามักได้รับการเตือนว่าอย่าคลิกอีเมล์จากคนไม่รู้จัก แต่อาชญากรก็มาเหนือเมฆโดยเข้าไปแอบใช้อีเมล์ของคนที่
เรารู้จัก ซึ่งเป็นเทคนิคที่พวกมัลแวร์และแรนซั่มแวร์ชอบใช้ ดังนั้น สิ่งที่ทำได้อย่างแรกเลยคือ ตรวจสอบที่อยู่และ
ข้อความว่ามาจาก URLs ที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หรือถ้ารู้สึกว่าอีเมล์ที่มาจากคนรู้จักนั้นมีความผิดปกติ
โดยเฉพาะการร้องขอให้ทำอะไรบางอย่างแล้วละก็ ให้คิดไว้ก่อนว่าเป็นไปได้ที่อีเมล์นั้นจะถูกแฮ็ค แล้วสอบถาม
ไปยังเจ้าของอีเมล์ว่าได้ส่งอีเมล์มาให้จริงหรือไม่ อย่างไร
แม้แต่บริษัทข้ามชาติของสหัฐอเมริกายังถูกอาชญากรไซเบอร์ล่อลวงให้ติดกับได้ ดังนั้น เรื่องราวต่างๆ ที่เราได้ยินได้ฟังมาจึงเป็นบทเรียนสำคัญของทุกคนไม่ว่าจะเป็นองค์กรหรือตัวบุคคล ใครๆ ก็อาจถูกมิจฉาชีพหลอกได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องมีความถี่ถ้วนรอบคอบโดยพยายามสังเกตถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านั้นได้
ที่มา: 1. https://www.wired.com/2017/03/phishing-scams-fool-even-tech-nerds-heres-avoid/
สังคมผู้สูงวัยในหลายประเทศที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ มักจะต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกัน คือ จะต้องมีผู้ดูแลหรือมิฉะนั้น ก็จะต้องพักอาศัยอยู่ในสถานสงคราะห์
ACPPA ซึ่งเป็นองค์กรสังคมสงเคราะห์ที่ช่วยดูแลชุมชนและช่วยเหลือสังคมในประเทศฝรั่งเศสมานานกว่า 30 ปี มีเป้าหมายในการช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถมีวิถีชีวิตอย่างอิสระ ได้ทำการบริหารกลุ่มองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรเพื่อจัดการดูแลบริการและที่พักสำหรับประชากรสูงวัย และได้มีการนำเอามาตรฐาน ISO 9001 ไปใช้บริหารจัดการด้วยทีมงานทันสมัยที่มีความรู้ความสามารถแบบสหสาขา
ในการทำให้บรรลุความเป็นเลิศด้านการบริการผู้สูงวัยดังกล่าว ACPPA ได้ใช้โมเดลคุณภาพที่หลากหลายรวมทั้งมาตรฐานการบริการระดับประเทศและ ISO 9001 ซึ่งได้นำไปใช้กับศูนย์ดูแลผู้สูงวัยทั่วประเทศฝรั่งเศส
ลอเรนเชีย ปาลาสโซ ผู้อำนวยการสื่อสารและคุณภาพของกลุ่ม ACPPA กล่าวว่า ISO 9001: 2015 ได้ช่วยให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งข้อกำหนดใหม่นี้มีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารจัดการและองค์กรซึ่ง ACPPA ที่ต้องการนำไปใช้งาน และหลังจากที่ ACPPA ได้ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 มาแล้ว 3 รอบการรับรอง รวมถึง ISO 9001: 2008 แล้ว กลุ่ม ACPPA ก็มีความสนใจในโมเดลการบริหารจัดการตามแบบของมูลนิธิยุโรปเพื่อการบริหารจัดการคุณภาพที่เรียกว่า EFQM ซึ่งให้กรอบงานทั่วไปเพื่อสนับสนุนความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติงานและสมรรถนะ
ลอเรนเชียกล่าวว่าการตรวจประเมินตามมาตรฐานฉบับใหม่ก็ได้ช่วยให้เราวัดผลว่าองค์กรได้ก้าวไปไกลขนาดไหนและความก้าวหน้านี้ก็ทำให้เรามีความเป็นเลิศและรู้ถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเองเพื่อนำไปพัฒนาต่อไป
กลุ่ม ACPPA ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 ตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งการรับรองด้านการบริการส่วนบุคคลสำหรับที่พัก (อิงมาตรฐานยุโรป NF X50-056) นับเป็นหนึ่งในเครื่องหมายรับรองชั้นนำของยุโรปที่ทำให้มีความเชื่อมั่นในคุณภาพ ความเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพในงานบริการ นอกจากนี้ ยังได้รับการรับรองด้านการอำนวยความสะดวกด้านที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงวัยจากหน่วยรับรอง SGS อีกด้วย
เมื่อปี 2550 กลุ่ม ACPPA ได้เลือกที่จะรวมเอาการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 ด้านที่พักอาศัยเข้ากับงานบริการดูแลสำหรับที่พักรวมทั้งฝ่ายที่ดูแลการฝึกอบรมด้านสุขภาพและงานของสำนักงานใหญ่เข้าด้วยกัน มาตรฐานนี้จึงช่วยให้สามารถสร้างกรอบการทำงานที่มีความสม่ำเสมอในการบริหารจัดการด้านคุณภาพ
นอกจากนี้ มาตรฐานและกฎหมายของประเทศฝรั่งเศส (French Law 2002-2) ยังเอื้ออำนวยให้กลุ่มมีการพัฒนาแผนส่วนบุคคลสำหรับที่อยู่อาศัยที่มีผู้ดูแลซึ่งตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของผู้สูงวัย ข้อกำหนดเหล่านี้ยังช่วยให้เราเติบโตและก้าวหน้าจากการที่องค์กรเข้ามาดูแลระบบบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ เมื่อคำนึงถึงความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในระบบการบริหารจัดการ ซึ่งในกรณีนี้ คือ ผู้พักอาศัยและครอบครัว รวมถึงพนักงานแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ข้อกำหนด ISO 9001 ในฉบับใหม่ ต้องการทำให้แข็งแกร่งขึ้น การระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านี้ให้แม่นยำมากขึ้นก็เพื่อที่จะรวมเอาประเด็นข้อกำหนดของมาตรฐานระบบการบริหารจัดการเข้าไปให้มีความเกี่ยวข้องมากขึ้นและทำให้มั่นใจว่ามีการคำนึงถึงความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและความท้าทายต่างๆ ในอนาคต
มาตรฐานฉบับใหม่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีการประเมินผู้ตรวจประเมินแบบใหม่ การสัมภาษณ์ผู้พักอาศัยและครอบครัวได้ช่วยให้พบมุมมองที่แตกต่างไปจากเดิมและข้อมูลที่ทำให้สามารถตรวจสอบอ้างอิงเพื่อใช้ในการสร้างความแข็งแกร่งที่มีอยู่เดิมและพุ่งเป้าไปที่การปรับปรุงเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปีกำลังเพิ่มขึ้นและเป็นตัวแทนของประชากรที่หลากหลาย ซึ่งเรื่องราวและความคาดหวังของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป แต่มาตรฐาน ISO 9001: 2015 ก็สามารถช่วยให้มีการปรับตัวเข้ากับความคาดหวังและความต้องการเหล่านั้นได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการทำความรู้จักกับบริบทขององค์กรทั้งภายในและภายนอก ความเข้าใจในส่วนนี้เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จขององค์กร
การสนับสนุนผู้พักอาศัยผ่านแผนการสนับสนุนส่วนบุคคลอย่างเป็นทางการ นับเป็นนโยบายการปรับปรุงคุณภาพของกลุ่ม ACPPA ที่ได้ระบุไว้เป็นลำดับแรกในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุนจากผู้อำนวยการบริหารขององค์กร และการพัฒนาระบบบริหารคุณภาพอย่างต่อเนื่องนี้เองที่ทำให้กลุ่ม ACPPA สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร และผลจากการมีแผนสนับสนุนดังกล่าวก็สามารถวัดผลได้เป็นรายบุคคลสำหรับผู้พักอาศัยและพนักงาน
ยิ่งไปกว่านั้น ความคาดหวังและสภาพทางประชากรศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปของประชากรสูงวัยทำให้กลุ่ม ACPPA มุ่งความสนใจไปที่นวัตกรรมเพราะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ในเรื่องของเทคโนโลยี บริการ ระบบบริหารจัดการ เป็นต้น ซึ่งอันที่จริง ผู้บริหารระดับอาวุโสได้ตัดสนใจลงทุนไปกับเครื่องมือติดตามผลสำหรับระบบคุณภาพแล้ว
สำหรับทิศทางใหม่ของกลุ่ม ACPPA เกี่ยวกับ ISO 9001: 2015 คือการรวมระบบการจัดการเข้าด้วยกันโดยอิงใน 3 เรื่องคือ ธรรมาภิบาล การบริหารคุณภาพ และการบริหารความเสี่ยง
ปัจจุบัน กลุ่ม ACPPA ได้จัดส่งใบสมัครเข้าร่วมโครงการประกวดระดับภูมิภาคสำหรับรางวัลที่มีชื่อว่า Rhône-Alpes Quality & Performance Award เพื่อส่งเสริมสมรรถนะขององค์กรและดำเนินโครงการ CAP 2021 เพื่อเพิ่มความมุ่งมั่นในเรื่อง CSR ภายใน 5 ปีข้างหน้า ดังนั้น กลุ่มจึงมีทิศทางให้กับผู้ส่วนได้ส่วนเสียในการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมขององค์กร
ด้วยเหตุนี้ กลุ่ม ACPPA จึงเชื่อมั่นว่ามาตรฐาน ISO 9001: 2015 และแนวทางการพัฒนาองค์กรดังกล่าวจะนำไปสู่ความเป็นเลิศขององค์กร ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้สูงวัยรวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อไป