น้ำคือชีวิต หากน้ำไม่มีความปลอดภัยและไม่มีสุขลักษณะที่ดี น้ำอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ คนนับล้านคนต้องเผชิญกับความจริงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วันที่ 22 มีนาคมของทุกปีถือเป็นวันอนุรักษ์น้ำโลก ซึ่งจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาให้กับคนที่ไม่สามาถเข้าถึงการใช้น้ำตามที่พวกเขาต้องการได้
ปัจจุบัน คนจำนวน 663 ล้านคนไม่อาจเข้าถึงน้ำที่มีความปลอดภัย หากไม่มีบริการพื้นฐานเรื่องน้ำที่ปลอดภัยแล้ว คนเหล่านั้นจะไม่มีทางเลือก และจะต้องดื่มน้ำที่สกปรกซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้ ประชากรถึงหนึ่งในสามของโลก (ประมาณ 2.4 พันล้านคน) ไม่สามารถเข้าถึงการใช้ห้องน้ำที่เหมาะสม ประชากรจำนวนมากจำเป็นต้องใช้บริเวณที่เปิดโล่งแทนห้องน้ำซึ่งทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และถ้าเราไม่มีน้ำดื่มที่ปลอดภัยแล้ว ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร
ทุกๆ ปีในวันที่ 22 มีนาคม ประชากรทั่วโลกมีการเฉลิมฉลองวันอนุรักษ์น้ำโลก และที่ไอเอสโอ เป็นวันที่ชาวไอเอสโอตระหนักดีว่ามาตรฐานไอเอสโอทำให้คนทั่วโลกที่ไม่มีน้ำใช้ได้รับประโยชน์อย่างไรบ้างจากมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่มนับพันล้านแกลลอนที่รั่วไหลจากท่อส่งน้ำ หรือการนำไปสู่พิษปนเปื้อนจากน้ำเสียที่ไม่ได้ผ่านการบำบัด มาตรฐานไอเอสโอได้มีส่วนสำคัญในทางปฏิบัติเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว
สำหรับหัวข้อการรณรงค์วันอนุรักษ์น้ำโลกในปีนี้ คือ ทำไมต้องเป็นน้ำเสีย ซึ่งทำให้เราได้ทบทวนว่ามาตรฐานไอเอสโอช่วยตอบสนองเรื่องของน้ำเสียอย่างไรในแง่ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งที่มาตรฐานเน้นย้ำนั้นคือการเสนอแนวปฏิบัติที่ดีในการบำบัดน้ำและการใช้น้ำ การจัดเตรียมบริการที่เกี่ยวข้องกับน้ำ และการชลประทานสำหรับการเกษตร การผลิต และการก่อสร้าง
การบำบัดน้ำและการนำน้ำเสียมาใช้ซ้ำในการเกษตรไม่เพียงแต่ช่วยทำให้เกิดบ่อน้ำในทะเลทรายเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ และช่วยให้ชุมชนเกิดการประหยัด
ปัจจุบัน อนุกรมมาตรฐาน ISO 16075 (ซึ่งพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 – Water Reuse ซึ่งให้แนวทางสำหรับการใช้น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดในโครงการชลประทาน นอกจากนี้ ข้อตกลงใหม่ที่เรียกว่า IWA 20 (International Workshop Agreement) ซึ่งพัฒนาร่วมกับสถาบันมาตรฐานของประเทศอิสราเอล ก็ได้นำเสนอข้อมูลที่ทันสมัยเกี่ยวกับวิธีการใช้น้ำอย่างยั่งยืนในด้านชลประทานแบบหยดน้ำ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ ด้านที่มาตรฐานไอเอสโอกำลังทำเพื่อตอบสนองความท้าทายเรื่องของน้ำเสียของโลก
“น้ำ” เป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับชีวิต น้ำมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้น “น้ำ” จึงเป็นหัวใจของวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 ซึ่งเน้นเป้าหมายที่ 6 ในการทำให้มีการบริหารจัดการด้านน้ำและด้านสุขลักษณะอย่างยั่งยืน
เป้าหมายที่ว่า ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) การทำให้น้ำดื่มมีความปลอดภัยและคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงหรือซื้อหามาได้นั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างเพียงพอ ต้องมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขาภิบาล และกระตุ้นในเรื่องสุขลักษณะในทุกระดับ
สำหรับมาตรฐานสากลไอเอสโอที่เกี่ยวข้องกับงานด้านน้ำซึ่งจะช่วยให้ทุกชีวิตดีขึ้นนั้นมีอยู่มากกว่า 500 มาตรฐาน และสำหรับท่านที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับมาตรฐานน้ำ สามารถศึกษาได้จากเอกสารเผยแพร่ของไอเอสโอในเว็บไซต์ https://www.iso.org/publication/PUB100293.html
ทุกชีวิตไม่อาจมีชีวิตโดยโดยปราศจาก “น้ำ” จึงขอเชิญชวนผู้เกี่ยวข้องมาร่วมกันให้ความสำคัญกับมาตรฐานน้ำและนำไปใช้เพื่อส่งเสริมการใช้นำที่ปลอดภัยของประชาชนและส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/contents/news/2017/03/Ref2173.html
เรือบางลำทางยุโรปเหนือได้ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) เป็นแหล่งเชื้อเพลิงมานานนับสิบปีแล้ว และมีบันทึกด้านความปลอดภัยที่สูงมาก แต่เมื่อมีการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานสากลสำหรับปฏิบัติการเกี่ยวกับถังก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่ง
ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้พัฒนามาตรฐานดังกล่าวที่ทำให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัยและมีความยั่งยืน
ถังก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นถังประเภทที่ต้องมีปฏิบัติการเฉพาะซึ่งก๊าซธรรมชาติเหลวจะถูกถ่ายจากแหล่งหนึ่งไปยังเรือเพื่อทำการบรรจุ จึงเกี่ยวข้องกับผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกันไป นับตั้งแต่เรือที่จอดอยู่ข้างๆ ซัพพลายเออร์ก๊าซธรรมชาติเหลว ท่าเรือ บุคลากร ไปจนถึงผู้ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ เป็นต้น
ความต้องการสำหรับท่อส่งก๊าซธรรมชาติกำลังเพิ่มขึ้น ดังนั้น ถังก๊าซธรรมชาติที่ใช้งานได้ดีและมีประสิทธิภาพ จึงเป็นที่ต้องการมากในทางปฏิบัติสำหรับผู้ให้บริการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานจึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำให้ปฏิบัติการส่งก๊าซธรรมชาติมีความปลอดภัย และได้พัฒนามาตรฐานใหม่ คือ ISO 20519 Ships and marine technology – Specification for bunkering of liquefied natural gas fuelled vessels ซึ่งจะช่วยให้เลือกผู้ให้บริการส่งเชื้อเพลิงทางท่อสามารถตอบสนองต่อมาตรฐานของคุณภาพเชื้อเพลิงและความปลอดภัยที่มีการระบุไว้
เมื่อไม่นานมานี้ เรือและท่อส่งเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเริ่มขยายในวงกว้างขึ้น สามารถส่งผ่านในระยะทางที่ไกลขึ้นและอาจจะทำให้ต้องลำเลียงเชื้อเพลิงในปริมาณมากไปยังท่าเรือในประเทศต่างๆ ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการลำเลียงก๊าซธรรมชาติจึงมีจำนวนมากขึ้นไปด้วย และทำให้จำเป็นต้องมีปฏิบัติการด้านความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งต้องมีข้อกำหนดที่สามารถเข้าใจได้ร่วมกันทั้งหมดนับตั้งแต่ผู้ให้บริการก๊าซธรรมชาติไปจนถึงบุคลากรเดินเรือ
ISO 20519 ประกอบด้วยข้อกำหนดซึ่งไม่ครอบคลุมถึงกฎระเบียบของไอจีซี (Code for the Construction and Equipment of Ships Carrying Liquefied Gases in Bulk: IGC Code) ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่มีมาก่อนหน้านี้ซึ่งใช้เพื่อการขนส่งก๊าซธรรมชาติอย่างปลอดภัยทางทะเล แต่รวมถึงหัวข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้
สตีฟ โอมอลลีย์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 8 – Ships and Marine Technology คณะอนุกรรมการ SC 11 – Intermodal and short sea shipping และผู้ประสานงานของคณะกรรมการวิชาการ TC 8 ซึ่งได้พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 20519 สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุประสงค์ด้านการจัดการให้เหมาะสมกับโปรแกรมการจัดการที่มีอยู่เดิมและจัดเตรียมความสอดคล้องที่สามารถทวนสอบได้ ซึ่งมาตรฐานนี้มีความสำคัญเพราะข้อกำหนดที่สอดคล้องกับมาตรฐานไอเอสโอมักจะรวมเข้าไปในสัญญาทางธุรกิจและอาจจะใช้อ้างอิงโดยระเบียบของท้องถิ่น สตีฟยังแสดงความชื่นชมคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 67 – materials, equipment and offshore structures for petroleum, petrochemical and natural gas industries ซึ่งได้เริ่มทำงานในเรื่องนี้และสรรหาผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเข้ามาทำงานในกลุ่มวิชาการ TC 8
กลุ่มการทำงานที่ได้พัฒนามาตรฐาน ISO 20519 ประกอบผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมด้านการเดินเรือ ผู้ผลิตอุปกรณ์ สมาคมที่เกี่ยวข้อง (เช่น Society for Gas as a Marine Fuel: SGMF) บริษัทที่ทำการค้า หน่วยงานจดทะเบียนสากล และหน่วยงานป้องกันชายฝั่ง เป็นต้น การแบ่งปันความรู้ในเรื่องนี้ มีความสำคัญในการสร้างมาตรฐานที่สามารถปฏิบัติได้จริงและส่งเสริมความปลอดภัยระหว่างปฏิบัติการส่งผ่านก๊าซธรรมชาติ
การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นท่อส่งเชื้อเพลิงเป็นเรื่องใหม่ ดังนั้น มาตรฐานจึงต้องมีความทันสมัยเพื่อรวมเอาบทเรียนที่มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งไอเอสโอได้สร้างกลุ่มขึ้นมาเพื่อติดตามอุบัติการณ์การขนส่งและช่วยระบุว่าเมื่อไรควรปรับปรุงมาตรฐานให้ทันสมัย
สำหรับมาตรฐาน ISO 20519:2017 ได้พัฒนาขึ้นเนื่องจากการร้องขอขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization) สหภาพยุโรป (European Commission: EU) และสมาคมทางทะเลระหว่างประเทศบอลติก (Baltic and International Maritime Council: BIMCO)
ซึ่งเป็นสมาคมการเดินเรือระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ISO 20519:2017 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 8 ซึ่งเลขานุการคือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน (Standardization Administration of China: SAC) ร่วมกับสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน (Deutsches Institut für Normung: DIN/German Institute for Standardization)
ท่านที่สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2161
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าที่เราซื้อมาจากร้านค้านั้นมีที่มาหรือแหล่งกำเนิดจากไหน? มาจากกระบวนการผลิตใด? และมีคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนอย่างไร?
การสร้างความมั่นใจให้กับการสอบกลับ (Traceability) มีความสำคัญในการทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดในท้องตลาด
ปัจจุบัน โลกของเรากำลังให้ความสำคัญกับระบบ CoC (Chain of Custody) มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านความหมาย การนำเสนอและอุตสาหกรรมซึ่งรวมถึงระบบ CoC สำหรับความปลอดภัยของอาหาร เกษตรกรรมแบบยั่งยืน หรือความสอดคล้องในการผลิต ทั้งนี้ ลูกค้าทั่วโลกต่างก็มีความต้องการในเรื่องของการสอบกลับ (Traceability) และความโปร่งใส (Transparency) มากขึ้น ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานตระหนักถึง
ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/PC 308 – Chain of Custody ซึ่งจะช่วยดูแลมาตรฐานที่เกี่ยวข้องต่างๆ
ให้มีการสอบกลับที่ง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่อยู่ในซัพพลายเชนด้วยการใช้ ”ภาษามาตรฐาน” ของไอเอสโอให้เหมือนกันทั่วโลก
สำหรับห่วงโซ่ของการดูแลนั้น ระบบการสอบกลับมีความสำคัญอย่างยิ่ง และหากปล่อยให้เนิ่นนานไป ก็จะเกิดความสับสน ซับซ้อน และเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ การสอบกลับและความโปร่งใสยังเป็นหลักประกันสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และสามารถสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับลักษณะของการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพ อันเป็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพ ซึ่งในหลายกรณี ถือป็นข้อบังคับทางกฎหมายด้วย ดังนั้น ระบบการบริหารจัดการห่วงโซ่ของการดูแล (Chain-of-Custody: CoC Management System) จึงมีความสำคัญมากสำหรับโครงการด้านการประกันคุณภาพและการตรวจสอบรับรอง
ปัจจุบัน คณะกรรมการวิชาการ ISO/PC 308 – Chain of Custody ได้สร้างความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานจากองค์กรที่เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วน เช่น อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน และการก่อสร้าง รวมทั้งโครงการด้านการรับรองและภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้วย โดยไอเอสโอเปิดรับความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวจากผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก และผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศไทย
ที่มา:
เรื่องของความโปร่งใสขององค์กรจะต้องมีการบริหารจัดการและการควบคุมอย่างไร องค์กรควรมีทิศทางในเรื่องนี้อย่างไร และในด้านความรับผิดชอบเพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในระยะยาวควรดำเนินการอย่างไร สิ่งเหล่านี้ คณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอด้านการกำกับดูแลองค์การขึ้นมาใหม่ เพื่อตอบสนองเป้าหมายขององค์การในเรื่องของความโปร่งใส
เดฟ อดัมสัน ผู้แทนของ BSI ซึ่งเป็นสมาชิกของสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษของไอเอสโอ ผู้พิจารณาข้อเสนอต่างๆ ของการก่อตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 309 – Governance of organizations ได้กล่าวว่าคณะกรรมการนี้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับองค์การต่างๆ ในอันที่จะบรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์ในนามของประชาชนที่องค์การเหล่านั้นมีความรับผิดชอบในการให้บริการ ซึ่งหมายความว่าองค์การนั้นมีความชัดเจนในวัตถุประสงค์และคุณค่าขององค์การที่มีความรับผิดชอบในการให้บริการ รวมถึงคุณค่าที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนมีความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีการที่กำลังดำเนินกิจการอยู่
เขาเชื่อว่าทุกคนสามารถได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานของคณะกรรมการใหม่ของไอเอสโอ มาตรฐานนี้มีแนวโน้มว่าจะให้หลักการในระดับสูงและทิศทางของการกำหนดระบบการกำกับดูแลองค์การที่มีประสิทธิภาพซึ่งสามารถใช้ได้กับองค์การทุกขนาด ตั้งแต่ระดับบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ไปจนถึงธุรกิจที่มีผู้ดำเนินกิจการเพียงคนเดียว
มาตรฐานการกำกับดูแลองค์การซึ่งได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 309 ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ควบคุมกฎ กล่าวคือ จะเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนนโยบายสาธารณะ
คณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานให้มีแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการกำกับดูแลองค์การเพื่อให้มีสมรรถนะโดยครอบคลุมในทุกด้าน รวมทั้งทิศทาง การควบคุม และความรับผิดชอบในการดำเนินการ ซึ่งช่วยให้องค์การแสดงความมุ่งมั่นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านหลักฐานและการรายงาน รวมทั้งกระตุ้นให้มีการปกครองดูแลหน่วยงานให้มีการตัดสินใจที่ถูกต้อง มีการส่งเสริมวัตถุประสงค์และคุณค่าขององค์กรและทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรได้
นอกจากการพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลองค์การแล้ว คณะกรรมการนี้ยังพิจารณาการทำงานในด้านที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการรับสินบนด้วย ได้แก่ ISO 37001 มาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบน (Anti-bribery Management Systems) และ ISO 19600 มาตรฐานระบบการจัดการความสอดคล้อง (Compliance Management Systems) ซึ่งในการพัฒนามาตรฐานดังกล่าวนั้น มีผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาทำงานพัฒนามาตรฐานร่วมกันและทำให้ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการเป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องดังกล่าว
คณะกรรการได้มีการประชุมครั้งแรกไปแล้วเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และประเทศต่างๆ รวม 38 ประเทศได้แสดงความสนใจที่จะมีส่วนร่วมในงานดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการกระตุ้นให้บางประเทศ เช่น จีน ไนจีเรีย และมาเลเซีย เป็นต้น ได้ร่วมมีพันธสัญญาในการแสดงออกถึงความเป็นผู้นำและความเป็นหุ้นส่วนร่วมกันด้วย
ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2158
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรที่หนึ่งกิโลกรัมมีน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัม แล้วเราสามารถวัดกระแสไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำได้อย่างไร ความคงที่ในปริมาณและหน่วยวัดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวัดที่แม่นยำและจะทำได้ก็ต่อเมื่อทุกคนใช้ “ภาษา” เดียวกัน และภาษานั้นก็คือ มาตรฐานชุด ISO/IEC 80000 นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการทบทวนมาตรฐาน
มาตรฐานดังกล่าวได้รับการอ้างอิงโดยสำนักงาน ชั่ง ตวง วัด ระหว่างประเทศ (International Bureau of Weights and Measurements: BIPM) ได้ใช้ระบบการชั่ง ตวง วัดระหว่างประเทศเป็นแนวทางที่เรียกกันว่าโบรชัวร์ของเอสไอ ซึ่งสนับสนุนความหมายของปริมาณและหน่วยวัด ประกอบไปด้วย 13 ส่วนที่แตกต่างกัน โดย 11 ส่วนมาจาก ISO และ 2 ส่วนมาจาก IEC ซึ่งบางส่วนอยู่ในขั้นตอนร่างสุดท้ายของการพัฒนามาตรฐาน (สำหรับเอสไอเป็นระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศซึ่งมีที่มาจากประเทศอังกฤษและมีทั้งหมด 7 หน่วย ได้แก่ เมตรสำหรับวัดความยาว กิโลกรัมสำหรับวัดมวล วินาทีสำหรับวัดเวลา แอมแปร์สำหรับวัดกระแสไฟฟ้า เคลวินสำหรับวัดอุณหภูมิ แคนเดลาสำหรับวัดความเข้มของการส่องสว่าง และโมลสำหรับวัดปริมาณของสาร
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2555_189_60_p44-46.pdf )
มาตรฐานชุดดังกล่าวให้นิยามศัพท์ ความหมาย สัญลักษณ์ที่แนะนำให้ใช้ หน่วยและข้อมูลที่สำคัญอื่นๆ เกี่ยวกับปริมาณที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถนำไปใช้อ้างอิงในการเขียนเอกสารทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ มาตรฐาน และคู่มือได้
สำหรับมาตรฐานที่ไอเอสโอกำลังทบทวนอยู่นี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับเส้นทางด้านตลาดที่เป็นผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมทุกประเภท ทั้งนี้ ก็เนื่องมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในด้านการวัดในหลายสาขาที่ต้องการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น การค้าของโลก การผลิต การผลิตด้านพลังงานและสุขภาพ จึงมีความสำคัญที่ไอเอสโอต้องทำการทบทวนมาตรฐานเพื่อให้มั่นใจว่ามีความเกี่ยวข้องกันและมีความแม่นยำให้มากที่สุดและสอดคล้องกับระบบหน่วยวัดสากล
สำหรับผู้ใช้มาตรฐานนี้ก็คือ หน่วยงานด้านวิชาการและมาตรวิทยา นักการศึกษา ผู้เชียนหนังสือด้านเทคนิค นักแปลภาษา ผู้พัฒนามาตรฐานและอุตสาหกรรมในสาขาต่างๆ
สำหรับร่างมาตรฐานที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาและจะได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในเร็วๆ นี้ มีดังนี้
สำหรับร่างมาตรฐาน ISO 80000-9 เคมีเชิงฟิสิกส์และฟิสิกส์โมเลกุล และ ISO 80000-11 จำนวนคุณลักษณะ (Characteristic numbers) ได้มาถึงร่างมาตรฐานขั้นสุดท้ายแล้วซึ่งหมายความว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถส่งข้อคิดเห็นก่อนการตีพิมพ์เผยแพร่เป็นขั้นสุดท้าย
นอกจากมาตรฐานดังกล่าวข้างต้น ยังมีมาตรฐานดังต่อไปนี้ด้วย
มาตรฐานชุด ISO/IEC 80000 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ Quantities and units ซึ่งมีสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน (Swedish Standards Institute: SIS) เป็นเลขานุการ ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store หรือเว็บไซต์ของไออีซี IEC Store
ระบบหน่วยวัดเป็นระบบที่มีความเป็นมาที่ยาวนานในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และเมื่อโลกได้เปลี่ยนแปลงไป หน่วยวัดจึงต้องก้าวตามให้ทัน ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงเห็นพัฒนาการของระบบหน่วยวัดที่สอดคล้องกับโลกในปัจจุบันมากขึ้น
ที่มา:
มาตรฐาน ISO 50001 เป็นมาตรฐานที่องค์กรทั่วโลกให้ความสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงสองปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด ดังจำนวนผู้ได้รับการรับรองที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 6,765 รายในปี 2557 เป็น 11,985 รายในปี 2558 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 77% (จากผลสำรวจขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ปี 2558) อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ได้รับการรับรองในมาตรฐานอื่นๆ นับว่ายังมีปริมาณไม่มากนัก เช่น ในปี 2558 มีองค์กรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 จำนวน 1,033,936 ราย มาตรฐาน ISO 14001 จำนวน 319,324 ราย มาตรฐาน ISO 22000 จำนวน 32,061 ราย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในด้านประโยชน์ของการนำมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO 50001 ไปใช้ ในด้านหนึ่ง มาตรฐานช่วยให้เราลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ ซึ่งอาจหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซฯ ที่ปล่อยออกมาจากยานพานหะบนท้องถนนเท่ากับจำนวน 215 ล้านคันภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) และในอีกด้านหนึ่งหมายถึงช่วยในเรื่องธุรกิจขององค์กรต่างๆ ด้วย ซึ่งคาดการณ์ว่าเท่ากับการลดการใช้พลังงานที่ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปถึง 600 พันล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน
ดังนั้น หลายประเทศจึงเห็นว่า ISO 50001 เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์สำหรับอนาคตของการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้มาตรฐานเป็นส่วนหนึ่งที่ผสมผสานไปกับนโยบายด้านพลังงาน ซึ่งรัฐบาลที่ดำเนินการในเชิงรุก จะใช้มาตรการทางภาษี การเข้าถึงเงินทุนวิจัย และมาตรการทางภาษีอื่นๆ เพื่อกระตุ้นบริษัทให้มีการนำมาตรฐาน ISO 50001ไปใช้มากขึ้น (ในประเทศไทย ภาครัฐโดยบีโอไอก็มีการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อการอนุรักษ์พลังงานเช่นกัน เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เว้นภาษีเพิ่ม 3 ปีซึ่งจะต้องยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม เป็นต้น )
การใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนหรือเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ทำให้การควบคุมค่าใช้จ่ายขององค์การอาจทำได้ไม่ง่ายนัก แต่สิ่งที่องค์กรสามารถทำได้เพื่อลดค่าใช้จ่าย คือ การปรับปรุงวิธีการจัดการด้านพลังงาน ซึ่งประโยชน์ของการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้จะทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่ายและการบริโภคพลังงานในองค์กรลงได้
โรแลนด์ ริสเซอร์ ประธานของคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 242 ด้านการจัดการพลังงาน กล่าวในมุมมองของผู้พัฒนามาตรฐานว่า ความท้าทายอันยิ่งใหญ่ของเขา ก็คือ การทำให้มาตรฐานด้านการจัดการพลังงานเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน คือ สามารถนำไปใช้งานได้ง่าย และตรงไปตรงมา นอกจากนี้ ในการที่จะทำให้มาตรฐานมีพัฒนาการก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ก็คือ ต้องทำให้มั่นใจว่ามีการเพิ่มหัวข้อใหม่ๆ ลงไปที่จะช่วยให้ผลลัพธ์ที่ออกมามีประสิทธิภาพและคุ้มค่าอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยหลักที่จะกระตุ้นให้องค์กรนำมาตรฐานระบบการจัดการพลังงานของไอเอสโอไปใช้
ในอีกด้านหนึ่ง ริสเซอร์ทำนายว่ามาตรฐาน ISO 50001 ที่กำลังปรับปรุงอยู่นี้ จะเป็นมาตรฐานที่เข้ากันได้ดีกับมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับมาตรฐานทุกมาตรฐานในด้านระบบการจัดการของไอเอสโอ หมายความว่าองค์กรจะใช้เวลาน้อยลงในการโฟกัสไปที่กระบวนการทำงานและการขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือด้านมาตรฐานเพราะมีพื้นฐานของระบบที่คล้ายคลึงกันอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า ISO 50001 มีความโดดเด่นกว่ามาตรฐานระบบการจัดการอื่นในแง่ที่ว่าการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนั้นมีการโฟกัสไปที่ 2 เรื่องคือ ระบบการจัดการด้วยตัวของมันเอง กับสมรรถนะด้านพลังงาน
ท้ายที่สุด สิ่งที่จะทำให้มาตรฐาน ISO 50001 เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง คือการช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถบรรลุพันธสัญญาที่ให้ไว้ตามข้อตกลงปารีส ในขณะที่มาตรฐานนี้ก็ท้าทายองค์กรให้ค่อยๆ ก้าวไปสู่การประหยัดพลังงานและพัฒนาระบบการจัดการด้านพลังงานอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย
ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2135
องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 11 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันภูเขาสากล” (International Mountain Day) ในปีนี้ การเฉลิมฉลองวันภูเขาสากล จัดทำขึ้นเพื่อให้ความสำคัญกับประเพณีและวัฒนธรรมของชาวเขาทั่วโลกจะปรากฎในชุมชนแบบดั้งเดิมซึ่งมีธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมในการแสวงบุญ พิธีการและการบูชาทางศาสนา
แนวคิดเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรม ธรรมเนียมประเพณี และเรื่องราวของจิตวิญญาณ ยังคงเชื่อมโยงวิถีชีวิตของชาวเขาให้ดำรงอยู่
ภูเขานับว่าเป็นแหล่งของสิ่งมีชีวิตที่ทำให้เกิดการผลิดออกออกผลรวมทั้งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำซึ่งได้รับความเคารพว่าเป็นบ้านของเทพเจ้านับตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในช่วงเวลาที่แห้งแล้ง ชาวคิคูยูในประเทศเคนยาต้องเผชิญกับความอดอยากแห้งแล้งและต้องร้องขอฝนจากเทพเจ้าไง ส่วนชาวอินคาในประเทศเปรูมีการสร้างวัดบนยอดเขาที่สูงที่สุดเหนือยอดเขาอินดีสมากกว่า 6,000 เมตร และในประเทศจีน มีหมู่บ้านที่อุทิศวัดของหมู่บ้านให้กับเทพเจ้าแห่งภูเขาท้องถิ่นที่ดูแลเมฆและฝน
สัดส่วนขนาดใหญ่ของชนส่วนน้อยของโลกอาศัยอยู่ในบริเวณภูเขา ในขณะที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยคนจำนวนน้อย แต่ก็มีคนกลุ่มใหญ่อาศัยอยู่ด้วย เช่น ชาวแคชัวในเทือกเขาแอนดีส และชาวแอมฮาราในเอธิโอเปีย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากการรังสรรค์ของธรรมชาติที่ทำให้พวกเขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและห่างไกลจากผู้คน ได้ช่วยทำให้วัฒนธรรมอันหลากหลายของชาวเขายังคงอยู่และไม่ถูกทำลายไปตามกาลเวลา แต่โชคไม่ดีที่ระบบความเชื่อ คุณค่าที่แตกต่าง ถูกทำลายไปจากการอพยพ การแผ้วถางป่าและภูเขาจนกลายเป็นเมือง รวมทั้งความขัดแย้งต่างๆ
ชาวเขาทั่วโลกได้มีบทบาทสำคัญในการจัดการระบบนิเวศน์ของพวกเขาเอง ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา พวกเขาได้พัฒนาระบบการใช้ดินที่ไม่เหมือนใคร แนวทางการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การบริโภคอาหารและผลิตภัณฑ์ของชาวเขาซึ่งมีความโดดเด่นไม่เหมือนใครและร่ำรวยในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญ
ชาวเขาส่วนใหญ่หยั่งรากลึกกับผืนแผ่นดินของตนเองและชุมชนชาวเขาในวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ทำให้สิ่งเหล่านี้นำทางพวกเขาไปใช้ชีวิตและมีกิจกรรมทางการเกษตรและใส่ใจในสิ่งแวดล้อมรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่นที่เทือกเขาแอนดีส พระแม่ธรณีที่ชาวไอมารานับถือจะเป็นประธานในการหว่านพืชผลล้อมรอบภูเขาซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว ชาวไอมาราเป็นชาวพื้นเมืองในแถบภูเขาทางตอนใต้ของประเทศเปรู ส่วนมากเป็นแคทอลิก แต่ความเชื่อของพวกเขาคือความเชื่อที่ว่า พวกเขามีความสัมพันธ์อย่างพิเศษกับแผ่นดินซึ่งพวกเขาเรียกว่า ปาชา มามา หรือพระแม่ธรณี พวกเขาเชื่อว่าโลกเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ พวกเขาต้องการติดต่อกับจิตวิญญาณเหล่านั้น และในที่สุดก็ติดต่อกับพระเป็นเจ้า ดังนั้นพิธีการทางศาสนาในการยกย่องแม่พระธรณีจึงเป็นการย้ำถึงความสำคัญระหว่างชุมชนของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ และนำมาซึ่งผู้คนจากชนเผ่าที่แตกต่างกันและจากหมู่บ้านต่างๆที่ทำการเกษตร
ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณที่ถูกภูเขาปกป้องไว้นับเป็นสถานที่แห่งการปลอบประโลมทางจิตวิญญาณ การสร้างแรงบันดาลใจ การสันทนาการและการผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสกี การไต่ภูเขาเพื่อชมวิวกอริลล่าภูเขาในประเทศรวันดาและการเยี่ยมชมโบสถ์หินในประเทศเอธิโอเปีย ภูเขาเป็นแหล่งที่ให้ความบันเทิงต่อนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
จากข้อมูลขององค์การยูเนสโก (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization: UNESCO) ระบุว่า 56% ของพื้นที่สงวนไบโอสเฟียร์ประกอบด้วยระบบนิเวศน์ของภูเขา
นักท่องเที่ยวที่เข้าไปในพื้นที่ของชาวเขาอาจส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมและความเป็นชาวเขาได้ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายและเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากชาวเขาอาจได้รับผลกระทบจากการบุกรุกทางวัฒนธรรมและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวและมีการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน สามารถลดการอพพยเข้าสู่เมืองและสร้างผลตอบแทนจากการปกป้องดูแลระบบนิเวศของชาวเขาบนภูเขา สินค้าและบริการได้เช่นกัน
ในปีนี้ องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วัฒนธรรรมของชาวเขาเป็นหัวข้อหลักเพื่อที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ชุมชนและองค์กรต่างๆ จะได้เฉลิมฉลอง “วันภูเขาสากล” ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวเขาซึ่งควรมีการให้ความสำคัญกับประเพณีและวัฒนธรรมของชาวเขาให้คงอยู่ต่อไป
ที่มา:
1. http://www.un.org/en/events/mountainday/
2. http://www.thaicath.net/diarybible/cathsuebsiri/blessing/dialog.html
การประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 22 (COP22: Conference of Parties) ระหว่างวันที่ 7-18 พฤศจิกายน 2559 ที่เมืองมาราเกซ ประเทศโมรอคโค เป็นการประชุมเจรจาระหว่างผู้นำจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท องค์กร นักลงทุนหรือรัฐบาลทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เพื่อที่จะนำข้อตกลงปารีสไปปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้ในการประชุม COP21 เมื่อเดือนธันวาคม 2558
ในการที่จะทำให้การปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสบรรลุผลนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งไอเอสโอได้ได้ร่วมผลักดันโดยพัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศใหม่ๆ ขึ้นมาซึ่งขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมอันเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน
เมื่อปีที่แล้ว ผลสำรวจของไอเอสโอรายงานว่าทั่วโลกมีผู้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO50001จำนวน 12,000 ราย และผู้ได้รับการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 จำนวนกว่า 300,000 ราย
นอกจากนี้ ไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศซึ่งได้กลายมาเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและช่วยให้องค์กรสามารถรายงานเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดที่เป็นการบังคับของแต่ละประเทศซึ่งทำให้มีส่วนร่วมในการตลาดการค้าคาร์บอนหรือแสดงถึงพันธสัญญาในการความรับผิดชอบทางสังคมขององค์กรต่างๆ ด้วย
สำหรับมาตรฐาน ISO 14080 Greenhouse gases management and related activities — Framework and principles for methodologies on climate actions เป็นมาตรฐานที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาของไอเอสโอ ซึ่งจะทำให้องค์กรมีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศในการนำมาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาและวิธีการที่มีการปรับปรุงแล้วทำให้มีแนวทางในการลดผลกระทบของสภาวะโลกร้อนและนำกิจกรรมต่างๆ ไปปรับใช้และทำให้พัฒนาการเข้าถึงด้านการเงินและทรัพยากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศจะส่งผลดีต่อสุขภาพของประชากรโลกด้วย เช่น ในหลายประเทศ อาหารที่มีการปรุงโดยใช้เชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง (เช่น ไม้ ถ่านหิน เป็นต้น) และใช้เตาปรุงอาหารจะส่งควันพิษออกมาซึ่งเป็นผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ และยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ อันมีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลกอีกด้วย
ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 285, Clean Cookstoves and Clean Cooking Solutions เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับทุกองค์กรนับตั้งแต่หน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ SME ไปจนถึงบริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว
Abderrahim Taibi ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศโมร็อกโค (Moroccan Standards Institute: IMANOR) กล่าวว่า IMANOR ตระหนักถึงความสำคัญของมาตฐานที่มีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาในการลดผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปอัฟริกาซึ่งไม่มีเครื่องมือที่จะปกป้องผลกระทบดังกล่าว ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้แทนของชุมชนมาตรฐานระหว่างประเทศของประเทศโมร็อกโค IMANOR จึงกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องในประเทศในทวีปอัฟริกาใช้โอกาสนี้มีส่วนในการแก้ไขปัญหาผ่านเวทีการประชุมต่างๆ ในระดับระหว่างประเทศ รวมทั้งในการประชุม COP22 ซึ่งประเทศโมร็อกโกก็ยืนยันถึงความเต็มใจในการส่งเสริมให้ผู้แทนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมในการพัฒนามาตรฐานเพื่อความยั่งยืน โดยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมในโครงการความร่วมมือในภูมิภาค MENA (Middle East and North Africa) ด้วย
การประชุม COP22 ที่เมืองมาราเกซจะดำเนินการระบุตัวชี้วัดที่ต้องการทำให้เห็นผลสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2030 และเร่งให้ปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการจะทำเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออย่างมาตรฐานระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์และการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ
ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2143
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2559 EU ได้ประกาศข้อเสนอเกี่ยวกับการควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับรถยนต์ขนาดใหญ่ (Heavy Duty Vehicles – HDV) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ European Strategy for Low-Emission Mobility ตามเป้าหมายของ EU ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของภาคการคมนาคมขนส่งลง 60% ภายในปี 2050 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 1990
รถยนต์ HDV คือ ยานพาหนะที่มีขนาดตั้งแต่ 3.5 ตัน หรือรถโดยสารมากกว่า 8 ที่นั่ง เช่น รถบรรทุก และรถประจำทาง เป็นต้น
ยุทธศาสตร์ฉบับนี้ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 4 ประการ ได้แก่ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการคมนาคม 2. การส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก 3. การส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานสะอาด (Zero-emission vehicle) 4. นโยบายส่งเสริมการคมนาคมที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (low emissions mobility) โดยข้อเสนอเกี่ยวกับการควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับรถยนต์ HDV อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 3 ซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอ 4 ข้อ ประกอบด้วย
1. ข้อเสนอเกี่ยวกับขั้นตอนการขอใบรับรองการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับรถยนต์ HDV
2. ข้อเสนอเกี่ยวกับระบบการติดตามและรายงานข้อมูลของรถยนต์ HDV ที่ได้รับการรับรอง
3. ข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง (fuel efficiency standards)
4. การทบทวนเพื่อปรับปรุงข้อบังคับ Directive 2009/33 on Promotion of clean and energy-efficient road transport vehicles
ทีมงาน thaieurope.net ได้สอบถามนาย Dimitrios Savvidis ผู้เชี่ยวชาญนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) เกี่ยวกับความคืบหน้าของข้อเสนอดังกล่าว และได้รับคำตอบว่า คณะกรรมาธิการยุโรปมีแผนจะออกข้อเสนอภายในปี 2559 โดยข้อเสนอดังกล่าวจะถูกผนวกรวมอยู่ในกรอบข้อบังคับ EU Directive 2007/46/EC (Framework Directive) หรือที่รู้จักในชื่อ Framework Directive on the type-approval of motor vehicles ดังนั้น รถยนต์ HDV ที่มีแผนวางจำหน่ายหลังจากที่กฎระเบียบฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะต้องได้รับการรับรองการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ตลอดจนการรายงานและติดตามรถยนต์ HDV ที่ได้รับการรับรอง เพิ่มเติมจากมาตรฐาน Euro VI (Commission Regulation (EU) 582/2011 implements and amends Regulation (EC) No 595/2009 with respect to emissions from heavy duty vehicles) ที่ครอบคลุมเพียงก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NO และ NO2) คาร์บอนมอนน็อกไซด์ (CO) และก๊าซไฮโดรคาร์บอนต่างๆ เท่านั้น
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีสถิติการส่งออกรถยนต์ HDV ไปยัง EU ภายใต้พิกัด HS Code 8702 (Motor Vehicles for the transport of ten or more persons, including driver) HS Code 8704 (Motor Vehicles for the transport of goods) HS Code 8709 (Works trucks) และ HS Code 8716 (Trailers and semi-trailers) รวมมูลค่าถึง 21,231,715,754 บาท ในปี 2558
ที่มา :
วันที่ 28 เมษายน เป็นวันอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานของโลก (World Day for Safety and Health at Work) ในปีนี้ องค์การแรงงานโลก (International Labour Organization: ILO) กล่าวถึงเรื่องความเครียดในที่ทำงานว่าเป็นความท้าทายที่สะสมมานานและเป็น หัวข้อที่ ILO ให้ความสนใจรวมทั้งผลกระทบของความเครียดอันแนวโน้มของโลกที่เห็นได้ชัดใน ปัจจุบัน
โลกทุกวันนี้ ผู้ใช้แรงงานหรือผู้ที่ปฏิบัติงานในองค์กรต่างๆ มีการเผชิญหน้ากับความเครียดในการตอบสนองกับชีวิตการทำงานสมัยใหม่ ความเสี่ยงทางกาย เช่น การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ความคาดหวังที่สูงขึ้นจากสมรรถนะการทำงานและชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน เป็นต้น ล้วนทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่มีความเครียด เป็นต้น
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบว่ามีความสนใจในผลกระทบของความเสี่ยงทางกายและความเครียดที่เกี่ยวข้องกับ การทำงานมากขึ้นในหมู่นักวิจัย ผู้ปฏิบัติงานและผู้กำหนดนโยบาย รวมทั้งอาชีพอื่นๆ ซึ่งผู้ปฏิบัติงานทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้วในบริบทอันซับ ซ้อนดังกล่าว สถานที่ทำงานเป็นแหล่งที่มีความสำคัญในแง่ของความเสี่ยงทางกายและสถานที่ อื่นๆ ซึ่งอันที่จริงแล้ว เราสามารถปกป้องสุขภาพและสวัสดิการของผู้ปฏิบัติงานได้
ยกตัวอย่างที่ประเทศจีน วารสารข่าว ILO ได้ไปติดตามการทำงานของพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่งในเสิ่นเจิ้น ซึ่งมีวิศวกร คนหนึ่งกำลังตรวจสอบที่จุดปฏิบัติงานและกำลังมีการผลิตชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์และประเมินสภาพความปลอดภัยของเพื่อนร่วมงาน ก่อนที่จะมีการตรวจสอบในลักษณะนี้ ผู้ปฏิบัติงานคนนั้นมีการทำงานที่เกินชั่วโมงทำงานปกติ หลังจากจัดให้มีการตรวจสอบแล้ว ปัญหาการทำงานเกินชั่วโมงจึงได้รับการแก้ไข นอกจากนี้ ยังมีการดูแลในเรื่องความปลอดภัยและการยศาสตร์ด้วย (Ergonomics เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสภาพการทำงานที่สัมพันธ์ระหว่งผู้ปฏิบัติงานกับ สิ่งแวดล้อม เช่น สถานที่ทำงานและการออกแบบการทำงาน เพื่อช่วยป้องกันปัญหาด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน) ปัจจุบัน อุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้ความสนใจทั้งสองประเด็นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นใน ที่ทำงาน
ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานช่วยในเรื่องดังกล่าว ได้ อันที่จริงแล้ว มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สามารถป้องกันและจัดการกับความเครียดดังกล่าวได้
มาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของไอเอสโอที่กำลังจะมา นั้นสามารถช่วยให้องค์กรปรับปรุงสุขภาพและสวัสดิการของพนักงานรวมทั้งลดความ เครียดในที่ทำงานด้วยการนำเอามาตรฐานระบบการจัดการดังกล่าวไปใช้งาน
มาตรฐานนี้ระบุถึงอันตรายและความเสี่ยงรวมทั้งการจัดการด้วย นอกจากนี้ ยังมีการนำมาตรการที่จะทำให้ลูกจ้างมั่นใจ ว่าจะไม่ต้องทำงานหนักเกินไปและได้รับคำแนะนำที่เพียงพอรวมทั้งกระบวนการที่ ชัดเจนในการสื่อสารและการให้ คำปรึกษาระหว่างผู้บริหารและพนักงาน
ที่มา:
1. http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2071
2. http://www.ilo.org/safework/events/safeday/lang–en/index.htm