ตามแถลงการณ์ด้านแผนยุทธศาสตร์ปี 2563-2566 (ค.ศ.2020 – 2023) ขององค์การสหประชาชาติ ได้ระบุกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่จะช่วยให้โลกของเราสามารถเปลี่ยนสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืน ผ่านกระบวนทัศน์ใหม่ที่มีความยั่งยืน (Green transition) มีการขับเคลื่อนการพัฒนาและสันติภาพโดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก วัตถุประสงค์หลักของแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวคือเพื่อส่งเสริมอนาคตของเมืองที่ยั่งยืน เนื่องจากการเติบโตของเมืองมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เรามาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนข้อเสียให้เป็นโอกาส
ทักษะที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจสีเขียว
ในขณะที่โลกยังคงดำเนินต่อไปเพื่อก้าวไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวการ โลกก็ต้องการคนที่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แล้วมาตรฐานสามารถช่วยสนับสนุนการปฏิวัติทักษะได้หรือไม่ เมื่อเร็วๆ นี้ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้เน้นย้ำถึงความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสร้างบุคลากรที่มีทักษะเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสีเขียว ซึ่งยังคงมีไม่เพียงพอ
จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จะมีการสร้างงานใหม่ประมาณ 24 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2573 (ค.ศ. หากมีการวางนโยบายที่เหมาะสมในการส่งเสริมเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการเติบโต 8% ต่อปีของการประกาศรับสมัครงานด้านสิ่งแวดล้อมใน LinkedIn ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้มีความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเพียง 6% เท่านั้นในแต่ละปี
งานด้านความยั่งยืน
เมื่อพูดถึงงานด้านความยั่งยืน เราอาจคิดถึงช่างเทคนิคแผงโซลาร์เซลล์หรือวิศวกรกังหันลม แต่อันที่จริงแล้ว ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมครอบคลุมเกือบทุกอุตสาหกรรมและมีหลายรูปแบบ รายงานของ LinkedIn ที่มีชื่อว่า Global Green Jobs Report ได้แยกความแตกต่างระหว่างงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และงานที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
งานสิ่งแวดล้อมไม่สามารถทำได้หากไม่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อม แต่งานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ ส่วนงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมเลย
แนวโน้มงานสีเขียวยอดนิยม
ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมที่เติบโตเร็วที่สุดคือการจัดการระบบนิเวศ นโยบายสิ่งแวดล้อม และการป้องกันมลพิษ แต่นอกเหนือจากการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยความรับผิดชอบแล้ว ทักษะด้านพลังงานสะอาด การเงินที่ยั่งยืน การก่อสร้าง เทคโนโลยี และการวางผังเมืองก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม รายงาน LinkedIn ได้กล่าวถึงงานบางอย่างเช่น ผู้จัดการกองยานพาหนะ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ เป็นตัวอย่างของงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งจะต้องใช้ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
สำหรับเศรษฐกิจสีเขียว ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้สงวนไว้เฉพาะสำหรับผู้ที่ทำงานด้านพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น แต่จะมีอยู่ทั่วไปในทุกหนทุกแห่ง ดังนั้น ภาครัฐและองค์กรจำเป็นต้องวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับฝีมือแรงงานตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว
เติมเต็มทักษะให้เพียงพอ
มาตรฐานสากลสามารถช่วยลดช่องว่างระหว่างความต้องการแรงงานฝีมือของผู้ว่าจ้างและความต้องการงานของคนที่มีทักษะเหล่านั้น ซึ่งได้รับการยืนยันในงานวิจัยล่าสุดของ LinkedIn ว่าความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ได้รับการระบุว่าเป็น 1 ในทักษะ 10 อันดับแรกที่เพิ่มลงในโปรไฟล์สมาชิก LinkedIn ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
เห็นได้ชัดว่ามาตรฐานสากลเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อนของตลาดแรงงาน มาตรฐานเป็นช่องทางในการยกระดับทักษะ เช่นเดียวกับกรณีของ ISO 14001 ตลอดจนเป็นรากฐานสำหรับการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและความก้าวหน้า ดังนั้น เพื่อเร่งให้เกิดทักษะด้านสิ่งแวดล้อมในการทำงานมากขึ้น จึงมีการเสนอให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของมาตรฐานสากลให้กว้างขวางยิ่งขึ้นโดยการผสมผสานทักษะสีเขียวเข้ากับการพัฒนางานตั้งแต่เริ่มต้น
การรวมทักษะ “สีเขียว” ไว้ในมาตรฐานไอเอสโอ ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการยอมรับในวงกว้างเท่านั้น แต่ยังช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าทักษะใดที่จำเป็นในงานต่างๆ เพื่อให้พนักงานสามารถสำรวจตลาดแรงงานได้อย่างมีจุดมุ่งหมาย
ปัจจุบันนี้ LinkedIn ได้รายงานเมื่อเปรียบเทียบทักษะสีเขียวที่สำคัญที่สุดสำหรับนายจ้างกับทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้สมัครแล้ว พบว่าตรงกันเพียง 50% เท่านั้น แต่มาตรฐานที่ใช้ร่วมกันสามารถช่วยลดช่องว่างระหว่างทักษะที่จำเป็นและทักษะที่มีอยู่ และทำให้การเปลี่ยนแปลงสีเขียวประสบความสำเร็จสำหรับทุกคนได้
อนาคตสีเขียวสำหรับทุกคน
การค้นพบที่สำคัญอีกประการหนึ่งในรายงานของ LinkedIn คือ ยังคงมีช่องว่างที่สำคัญในการพัฒนาบุคลากรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและงานที่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นทางภูมิศาสตร์ เพศ ยุคสมัยของกลุ่มคนในช่วงอายุต่างๆ และระดับการศึกษา ตัวอย่างเช่น ประเทศที่มีรายได้ต่ำมีการยกระดับฝีมือแรงงานในอัตราที่ช้ากว่าประเทศที่เจริญกว่า และมีทักษะเฉพาะกลุ่มน้อยกว่า เป็นต้น
สำหรับการลงทุนในทักษะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น นายจ้าง รัฐบาล และแรงงานทั่วโลก จะทำให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวนั้นมีความเป็นธรรมเพื่อทุกคน และไม่ทำให้ใครถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ในฐานะที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคม เราทุกคนต้องมั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านสีเขียวไม่ได้ให้ประโยชน์กับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่จะให้ประโยชน์กับคนในสังคมซึ่งมาตรฐานสากลสามารถช่วยลดช่องว่างโดยการสร้างกรอบที่ทุกคนสามารถปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี
ที่มา : https://www.iso.org/contents/news/2022/12/skills-for-the-green-economy.html
“กล้อง CCTV ในประเทศสหราชอาณาจักรมีอยู่กว่า 6 ล้านตัว แต่เราจะเชื่อในสิ่งที่เรามองเห็นผ่านกล้องนั้นได้จริงหรือ” เพราะสิ่งที่เรามองเห็นอาจเป็นเรื่องลวงก็ได้ นี่คือสิ่งที่ภาพยนตร์แนวสืบสวนฆาตกรรมของช่อง BBC One เรื่อง The Capture ได้สื่อให้ผู้ชมคิดถึงมุมมองที่แตกต่างออกไปเดิม
จากตัวอย่างของภาพยนตร์ดังกล่าว การโจรกรรมข้อมูลระบุตัวตนด้วยเทคโนโลยีมัลติมีเดียเสมือนจริงหรือดีปเฟก (Deepfake Technology) ได้กลายเป็นปัญหาในศตวรรษที่ 21 ไปแล้ว ทำให้เกิดการคุกคามความมั่นคงของชาติ ทำลายรากฐานของรัฐและความไว้วางใจ ผู้คนจึงหันมาตั้งข้อสงสัยว่าสิ่งที่เห็นนั้นแท้จริงแล้วเชื่อถือได้หรือไม่
ปัจจุบัน เราจำเป็นต้องรู้ถึงความสำคัญของความปลอดภัยทางไซเบอร์และภัยคุกคามจากการโจมตีทางไซเบอร์บนคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อื่นๆ เรามักได้รับการเตือนอยู่เสมอว่าอย่าเปิดเผยรหัสผ่านและให้ระวังอีเมลฟิชชิ่งและอีเมลสแปมที่พยายามหลอกล่อให้เราเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เช่น วันเดือนปีเกิด รายละเอียดธนาคาร ประกันสังคม หรือข้อมูลทางการแพทย์ เป็นต้น
เมื่อเราเข้าสู่ยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ทำให้เรามองเห็นและตระหนักถึงความเสี่ยงและภัยคุกคามดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น
แนวโน้มของความเสี่ยงเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้รับการยืนยันจากรายงาน Global Cybersecurity Outlook 2022, ซึ่งระบุว่าต้นทุนอาชญากรรมทางไซเบอร์ทั่วโลกจะสูงถึง 10.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปีภายในปี 2568 (ค.ศ.2025)
การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ในโลกที่เชื่อมต่อถึงกันมากขึ้น เรามีความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้นสำหรับผู้คน องค์กร บริการ และระบบ เมื่อเทคโนโลยีเติบโตขึ้นอย่างซับซ้อน อาชญากรไซเบอร์ก็เก่งกาจมากขึ้นเช่นกัน ความไม่แน่นอนเหล่านั้นมีอยู่มากมาย การสร้างความไว้วางใจในความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงควรอยู่ในระดับสูงสุด ซึ่งในการสร้างความมั่นใจว่าระบบขององค์กรจะมีความมั่นคงปลอดภัย ไอเอสโอได้นำมาพิจารณาจัดทำอยู่ในข้อกำหนดสำหรับมาตรฐานสากล 2 ฉบับอย่างครอบคลุม ได้แก่ ISO/IEC 15408 และ ISO/IEC 18045
ในส่วนของตลาดเทคโนโลยีเองก็ให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ตามข้อกำหนดเช่นกัน มิเกล บานอน ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินและรับรองความปลอดภัยทางไซเบอร์ และผู้ประสานงานของคณะทำงานด้านการประเมินความปลอดภัย การทดสอบ และข้อกำหนดจำเพาะ ได้กล่าวไว้ว่าการดำเนินงานภายใต้การดูแลร่วมกันขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน หรือไอเอสโอ (International Organization for Standardization) และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยมาตรฐานเทคนิคทางไฟฟ้าระหว่างประเทศ หรือไออีซี (International Electrotechnical Commission) ได้ทำงานร่วมกันจนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
การทำงานของทั้งสององค์กรร่วมกันทำให้สามารถนำมาตรฐาน 2 ฉบับนี้ขึ้นมาใช้ร่วมกันได้ คือ ISO/IEC 15408, Information security, cybersecurity and privacy protection – Evaluation criteria for IT security – Part 1: Introduction and general model ซึ่งกำหนดเกณฑ์การประเมินสำหรับความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และ ISO/IEC 18045, Information technology – cybersecurity and privacy protection – Evaluation criteria for IT security – Methodology for IT security evaluation ซึ่งกำหนดวิธีการสำหรับการประเมินความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ในการนำมาตรฐานทั้ง 2 ฉบับไปใช้งานจริง มิเกล บานอนกล่าวว่า มาตรฐานทั้งสองฉบับเป็นสิ่งเดียวกัน เปรียบเสมือนคันเร่งของจักรยานที่ต้องมีควบคู่ไปกับตัวจักรยานโดยไม่อาจขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปได้ ซึ่งคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอได้ทำการปรับปรุงแก้ไขเมื่อไม่นานมานี้เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนำไปจัดการข้อมูลและใช้แนวทางแบบองค์รวม มีความทันสมัย สามารถตอบสนองต่อเทคโนโลยีและความต้องการในการใช้งานที่ซับซ้อนมากขึ้นโดยมรากฐานที่สำคัญคือเทคโนโลยีมีความปลอดภัย
ในสหภาพยุโรป ก็ได้ออกกฎหมายใหม่เพื่อเสริมสร้างระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ และกำลังจะมีโครงการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 15408 ด้วย มิเกล บานอนชี้ให้เห็นว่าการใช้มาตรฐานเพื่อความมั่นคงปลอดภัยได้ส่งผลดีต่อผลิตภัณฑ์ในตลาดดังจะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน เช่น ระบบปฏิบัติการหรืออุปกรณ์เครือข่าย มีการพัฒนาและปรับปรุงจนถึงขั้นที่แฮ็กเกอร์ต้องกำหนดเป้าหมายไปที่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถโจมตีได้ง่ายกว่า หากผลิตภัณฑ์ไม่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ก็จะกลายเป็นจุดอ่อนให้แฮ็กเกอร์เข้าโจมตีได้ง่าย
มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวจะช่วยสร้างความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ขององค์กรรวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยียุคดิจิทัลที่มีข้อมูลไม่ถูกต้องรวมทั้งข่าวปลอมมากมายรวมอยู่ด้วย โดยความไว้วางใจจะเกิดขึ้นหลังจากผลิตภัณฑ์ได้รับการตรวจประเมินอย่างเข้มงวด เป็นอิสระ และมีความเป็นกลางจนกระทั่งได้รับการรับรอง ไอเอสโอเชื่อมั่นว่ามาตรฐานดังกล่าวจะมีส่วนช่วยให้โลกของเราก้าวข้ามความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับความเชื่อมั่นในเทคโนโลยียุคดิจิทัลไปได้ในที่สุด
ที่มา: https://www.iso.org/contents/news/2022/11/incorporate-cyber-resilience.html
จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยเรื่อง พฤติกรรมและมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อปัญหาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งแนวโน้มความสนใจลงทุนด้านความยั่งยืน (ESG) ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 พบว่าผู้บริโภคตระหนักและมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และยินดีจ่ายเงินมากขึ้นไม่เกิน 20% จากราคาปกติเพื่อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังพิจารณาตัดสินใจลงทุนในบริษัทที่ดำเนินการด้าน ESG ราว 10-20% ของพอร์ตการลงทุนด้วย
งานวิจัยของรอฟ โฟเทนฮาวอา จากมหาวิทยาลัยวิคตอเรียเมลเบิร์น เรื่อง Socially Responsible Investors: The Rise of ESG ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ยังกล่าวด้วยว่าความสนใจของภาคการเงินในการลงทุนเพื่อสนับสนุน ESG ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วเป็นอย่างมาก โดยมีวิกฤตการเงินโลกที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ ESG ว่าเมื่อปราศจากการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจแล้ว (หรือทำไปด้วยความประมาทเลินเล่อ) สามารถส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียต้นทุนความยั่งยืนและต้นทุนการใช้ทรัพยากร การสูญเสียความไว้วางใจของลูกค้า ผลกระทบต่อสุขภาพและขวัญและกำลังใจของบุคลากรไปจนถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด
ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใด องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงประเด็นความยั่งยืน โดยองค์กรสามารถบูรณาการตามแนวทางด้านความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินกิจการ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ทั่วโลกบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป
หากองค์กรต้องการนำไปใช้ ก็มีมาตรฐานเป็นจำนวนมากที่องค์กรสามารถพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม ตามความต้องการขององค์กรได้ เช่น มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 มาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO 50001 มาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม มอก.9999 มาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก.14061-1 มาตรฐานการบริหารการจัดการงานอย่างยั่งยืน ISO 20121 มาตรฐานการจัดซื้ออย่างยั่งยืน ISO 20400 มาตรฐานแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กร มตช. 2 เล่ม 2 มาตรฐานการทวนสอบการวัดปริมาณและการรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร ISO 14064-1 มาตรฐานการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก การติดตามตรวจสอบ และการรายงานกิจกรรมในระดับโครงการ ISO 14064-2 เป็นต้น
ผู้บริโภคและภาคการผลิตหรือภาคบริการ สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านความยั่งยืนได้ ซึ่งการขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะด้านการผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ หรือ SDG12 (Sustainable Consumption and Production) ซึ่งทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องทำควบคู่กันไปเพื่อให้โลกของเราสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด
ที่มา:
จากสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ทำให้องค์กรหลายแห่งต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน และความไม่มั่นคงปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อวัตถุประสงค์ขององค์กร ยกตัวอย่างเช่น การขาดแคลนวัตถุดิบในช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่ของ COVID-19 เป็นต้น ดังนั้น องค์กรจึงจำเป็นต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบซึ่งหากองค์กรมีแนวทางอย่างเป็นทางการในการจัดการความมั่งคงปลอดภัยแล้ว ก็จะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถทางธุรกิจและความน่าเชื่อถือขององค์กร ซึ่งแนวทางเช่นนั้น มีการระบุไว้อย่างชัดเจนในมาตรฐาน ISO 28000, Security and resilience – Security Management Systems – Requirements
ไอเอสโอได้ประกาศใช้มาตรฐาน ISO 28000 ครั้งแรกเมื่อปี 2550 (ค.ศ.2007) และเพื่อให้มาตรฐานยังคงมีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่เสมอ ไอเอสโอจึงได้ทำการปรับปรุงมาตรฐาน ISO 28000 ให้สอดคล้องกับมาตรฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001, ISO 22301, , ISO 31000, ISO/IEC 27001 เป็นต้น และได้ประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคม 2565
เอกสารนี้ระบุข้อกำหนดสำหรับระบบการจัดการความปลอดภัย รวมถึงประเด็นที่มีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งองค์กรจำเป็นต้อง
การจัดการความปลอดภัยนี้เชื่อมโยงกับการจัดการธุรกิจในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงกิจกรรมทั้งหมดที่องค์กรควบคุมหรือได้รับอิทธิพลจากองค์กร ซึ่งรวมถึงกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน
กิจกรรม หน้าที่ และการปฏิบัติการทั้งหมดควรได้รับการพิจารณาว่ามีผลกระทบต่อการจัดการความปลอดภัยขององค์กร ซึ่งรวมถึงห่วงโซ่อุปทานขององค์กรด้วย
มาตรฐาน ISO 28000 สามารถนำไปใช้เป็นกรอบการทำงานโดยเป็นวิธีปฏิบัติในการลดความเสี่ยงให้กับผู้เกี่ยวข้องตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทำให้สามารถบรรเทาความเสี่ยงและจัดการความมั่นคงปลอดภัยได้เป็นอย่างดี สามารถปกป้องบุคลากร สินค้า โครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์ รวมทั้งการขนส่ง การป้องกันอุบัติเหตุ และการป้องกันผลกระทบที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น โดยสามารถใช้ได้ตลอดทั้งวัฏจักรขององค์กรในกิจกรรมใดก็ได้ทั้งภายในและภายนอกองค์กรในทุกระดับ
ดังนั้น องค์กรที่นำมาตรฐาน ISO 28000 ไปใช้จะทำให้สามารถจัดการความไม่แน่นอนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้นได้โดยมีแนวทางการจัดการอย่างเป็นระบบ ทำให้มีความน่าเชื่อถือ และสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กรรวมถึงแง่มุมต่าง ๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมากในการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายการดำเนินงานขององค์กร ห่วงโซ่อุปทานที่มีความมั่นคงปลอดภัยถือเป็นส่วนสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจซึ่งสามารถป้องกันความเสียหายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้
ที่มา: https://www.iso.org/standard/79612.html
คลื่นลูกใหม่ที่จะกำหนดกติกาทางการค้าของโลกในระยะอันใกล้นี้ คือ การบรรลุข้อตกลงจะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2065-2070 ซึ่งทั่วโลกกำลังร่วมกันรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) นั่นเอง
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือปัญหาระดับโลกที่มีการกล่าวถึงผลกระทบในด้านต่างๆ มานานหลายปี นอกจากการแก้ปัญหานี้ในระดับบุคคลด้วยการลดใช้ทรัพยากร หรือหมุนเวียนทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว สิ่งสำคัญคือองค์กรขนาดใหญ่ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง ภาคเกษตรกรรม ต่างก็มีส่วนสำคัญในการสร้างผลกระทบดังกล่าว ดังนั้น ทุกองค์กรจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันปรับเปลี่ยนการทำงาน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด
Net Zero เป็นการสร้างสมดุลให้สภาพภูมิอากาศของโลกด้วยการ “จำกัด” การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร่วมกับการ “กำจัด” ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศไปแล้ว โดยต้องหาวิธีลดและป้องกันไม่ให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กับการหาวิธีบรรเทาความเสียหายในอดีตจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ Net Zero ไม่ใช่การห้ามปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมลพิษต่างๆ แบบ 100% ธุรกิจบางอย่างที่จำเป็นยังคงปล่อยมลพิษบางส่วนได้ ตราบใดที่สามารถชดเชยด้วยกระบวนการที่ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศได้ เช่น การปลูกป่า หรือเทคโนโลยีการดักจับมลพิษในอากาศโดยตรง เพราะยิ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากเท่าไร ก็ยิ่งต้องกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศให้ได้มากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกใหม่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกนับจากนี้จะต้องมีปริมาณต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ Net Zero อย่างแท้จริง นั่นหมายความว่าธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้อง ลด-ละ-เลิก การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ เพื่อเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เร็วที่สุด
กลุ่มธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูง เช่น ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจสาธารณูปโภคไฟฟ้า ธุรกิจอุตสาหกรรมเหล็ก ธุรกิจปูนซีเมนต์ ธุรกิจยานพาหนะและการขนส่ง ธุรกิจน้ำมันและก๊าซ ต่างก็ได้รับผลกระทบและจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เป้าหมาย Net Zero เป็นจริง
แม้ว่าธุรกิจเหล่านี้ จะถูกจับตามองว่าเป็นภาคส่วนที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดในโลก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจเหล่านี้ยังคงมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และต้องการพันธมิตรที่มีประสบการณ์เพื่อช่วยสนับสนุนให้พวกเขาเริ่มต้นวางแผนเส้นทางสู่การกำจัดคาร์บอนให้เป็นศูนย์ได้สำเร็จ
ในปัจจุบัน บริษัทต่างๆ เริ่มเข้าใจแล้วว่าการลดคาร์บอนในธุรกิจของตนเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่นักลงทุนและผู้บริโภคคาดหวัง ซึ่งบริษัทระดับโลกต่างๆ จะใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกคู่ค้า ถ้าเราทำได้ตามเป้าหมายวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ ก็จะกลายเป็นโอกาสในการคัดเลือกเป็นคู่ค้าของกลุ่มธุรกิจนั้น และถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต้องเร่งปรับตัว ด้วยเหตุนี้ Net Zero จึงเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ธุรกิจแตกต่างเหนือคู่แข่ง มีโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจและได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่มากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวย่อมมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดและความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและผู้บริโภค
วิกฤตสภาพภูมิอากาศทุกวันนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ไม่มีเวลาให้รอคอยอีกต่อไปแล้ว….มาร่วมกันพลิกวิกฤตเป็นโอกาสแล้วขับเคลื่อนให้ธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนด้วย Net Zero
ที่มา:
ปัจจุบัน การผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ของประเทศไทยมีความสำคัญมากเนื่องจากทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ลูกค้าในประเทศต่างๆ ได้หันมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากบริษัทหรือองค์กรที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือมาตรฐานที่คำนึงถึงเศรษฐกิจ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น หนึ่งในมาตรฐานนั้นคือ มาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (มอก.14061-1/TIS 14061-1)
สำหรับการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเป็นแนวทางแบบองค์รวมที่ทำให้มั่นใจว่ากิจกรรมป่าไม้จะส่งผลดีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ สามารถสร้างสมดุลให้กับความต้องการในการแข่งขัน ตลอดจนรักษาและปรับปรุงการทำงานของป่าไม้ในปัจจุบันและในอนาคตด้วย
สำหรับมาตรฐาน มอก.14061 – 1 ได้กำหนดข้อกำหนดระบบการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแนวทางในการจัดระบบการจัดการป่าไม้สำหรับผู้ประกอบการ ครอบคลุมการจัดการส่วนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในที่ดินของผู้ประกอบการในพื้นที่ที่กำหนด
มาตรฐานนี้เหมาะสำหรับเจ้าของ ผู้ประกอบการ หรือผู้จัดการสวนป่า ใช้สำหรับการยื่นสมัคร เพื่อขอการรับรองพื้นที่สวนป่าไม้เศรษฐกิจของตนเอง รวมท้ังเป็นข้อกำหนดที่บังคับใช้กับผู้รับเหมาและผู้ปฏิบัติงานอื่นๆ ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สวนป่าไม้เศรษฐกิจที่ขอการรับรองด้วย
สำหรับประโยชน์ของมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มีดังต่อไปนี้
เจ้าของสวนป่า หรือผู้จัดการสวนป่าสามารถสมัครยื่นขอการรับรองพื้นที่สวนป่าไม้เศรษฐกิจของตนเองเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมจากการตัดไม้ รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อ 15 (Life on Land) ด้วย
ที่มา :
การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเป็นกระแสนิยมในโลกปัจจุบัน บริษัทหลายแห่งตั้งเป้าหมายในด้านความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม และกำลังก้าวสู่เป้าหมายสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศที่สัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โดยทั่วไป เมื่อนึกถึงเรื่องของความยั่งยืน การจัดซื้ออาจไม่ใช่สิ่งแรกที่เรานึกถึง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ห่วงโซ่อุปทานของบริษัท (หรือองค์กร) มีบทบาทอย่างมากในการพิจารณาว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทมีความยั่งยืนเพียงใด ตัวอย่างเช่น รายงานด้านความยั่งยืนของแม็คคินซีย์ระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทด้านการบริโภคทั่วไปมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 80 และส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าร้อยละ 90 นอกจากนั้น อุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ยังสามารถติดตามผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีต่อแนวทางการจัดซื้อได้อีกด้วย
การสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนเป็นหนึ่งในความพยายามด้านความยั่งยืนที่ส่งผลกระทบมากที่สุดที่บริษัทสามารถลงทุนได้ซึ่งในปี 2565 เป็นช่วงเวลาที่ดีในการเริ่มทำการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากบริษัทต่างๆ ต่างกำลังทำงานเพื่อปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานในขณะที่กำลังรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจหลังเกิดโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมองครั้งแรกถึงความพยายามและวางแผนสำหรับการจัดซื้ออย่างยั่งยืนในปี 2565 อาจมีคนคิดว่าพยายามมากเกินไป เพราะมีเรื่องที่ต้องกังวลมากมายเกี่ยวกับปัญหาห่วงโซ่อุปทาน แต่ถ้าเรามุ่งเน้นที่การปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานอยู่แล้ว ตอนนี้ถือว่าเป็นเวลาที่ดีในการเริ่มปรับปรุงเรื่องความยั่งยืน เราไม่จำเป็นต้องบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนทั้งหมดภายในปีเดียว ถึงแม้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะยังไม่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด แต่ทุกย่างก้าวที่ทำเพื่อความยั่งยืนจะทำให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้นสำหรับบริษัทและสิ่งแวดล้อมของเรา
บริษัท Procurement Tactics ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อได้คาดการณ์ว่าเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่โลกต้องเผชิญกับการระบาดใหญ่ทั่วโลก ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องปิดตัวลงชั่วขณะเพื่อหาแนวทางปรับตัว ทำให้ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายในปีหน้าซึ่งแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนจะสนับสนุนการเติบโตทางการเงินในระยะยาวของบริษัทได้ ในขณะเดียวกันก็ปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องสละความมั่นคงทางการเงินเพื่อหันมาใส่ใจความยั่งยืน แต่สามารถทำทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันได้
ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้มีความยั่งยืนมากขึ้นอาจทำให้ต้นทุนระยะสั้นเพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวจะช่วยปรับปรุงผลประกอบการของบริษัท ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนจะช่วยลดต้นทุน ปรับปรุงชื่อเสียงของบริษัท และปฏิบัติงานอย่างสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านความยั่งยืนทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ไม่ว่าบริษัทจะมีความยั่งยืนและมีความรับผิดชอบเพียงใด ต้องไม่ลืมว่า บริษัทอื่นๆ ที่เราทำงานด้วยก็เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของเราซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากต่อความยั่งยืนโดยรวมด้วยเช่นกัน
ดร.เวโรนิกา เอช วิลเลนนา ผู้เชียวชาญด้านระบบสารสนเทศและซัพพลายเชนพบว่าบริษัทที่มีห่วงโซ่อุปทานที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนจะใช้วิธีการจัดการแบบลดหลั่นกันไปในรูปแบบนี้ คือ ให้ซัพพลายเออร์ระดับหนึ่งของตนเองปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนบางประการ และกำหนดให้พวกเขาสร้างความต้องการเดียวกันกับซัพพลายเออร์ของตนเอง แนวทางนี้สามารถช่วยให้บริษัทต่างๆ มั่นใจได้ว่าห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนจะคงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป
ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนจะช่วยปรับปรุงการรับรู้ของผู้บริโภคของบริษัท นอกจากนี้ ยังช่วยดึงดูดผู้มีความสามารถมายังบริษัทด้วย เนื่องจากผู้สมัครงานจำนวนมากให้ความสนใจมากขึ้นที่จะเข้าไปทำงานในบริษัทที่ยั่งยืนและมีจริยธรรม ทั้งนี้ สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) พบว่าโครงการความยั่งยืนสามารถลดต้นทุนได้ 9-16% และช่วยปรับปรุงมูลค่าแบรนด์ 15-30% รวมทั้งเพิ่มรายได้ 5-20% ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
ดร.วิลเลนนา ยังชี้ให้เห็นว่าการมองข้ามความสำคัญของการจัดซื้อจัดจ้างถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่บริษัทมักจะทำเมื่อต้องทำงานเพื่อความยั่งยืน การจัดซื้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับซัพพลายเออร์ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและพนักงานคนอื่นๆ ในแผนกมีความเชื่อมโยงที่จำเป็นในการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ หากบริษัทของเราต้องการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนมากขึ้น การจัดซื้อต้องเกี่ยวข้องกับการวางแผนและการดำเนินการด้วย
ไม่มีแผนกใดสามารถบรรลุความยั่งยืนได้ด้วยตนเอง การผลักดันเพื่อความยั่งยืนอาจเริ่มต้นจากบุคคลหรือแผนกที่เฉพาะเจาะจง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจึงจะประสบความสำเร็จ ความคิดริเริ่มในห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนอาจเริ่มต้นจากผู้บริหารระดับสูง หรือในแผนกจัดซื้อก็ได้ สำหรับผู้บริหารของฝ่ายจัดซื้อที่ดำเนินการเพื่อความยั่งยืนนั้น การวางแผนและการร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ จะช่วยให้การจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนเป็นจริงได้
การจัดซื้ออย่างยั่งยืนยังถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคมตามที่ระบุไว้ในแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000, Guidance on Social Responsibility ด้วย โดยใช้หลักการเดียวกันกับประเด็นหลักในเรื่องสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงานและการปฎิบัติที่เป็นธรรม
สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างอนาคตด้วยการจัดซื้ออย่างยั่งยืน สามารถศึกษาแนวทางได้จากมาตรฐานแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืน ISO 20400, Sustainable procurement – Guidance ซึ่งจะทำให้มีความเข้าใจเรื่องของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนและนำไปปรับใช้ในองค์กรได้เป็นอย่างดี และองค์กรยังสามารถส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อนำความรู้ไปจัดทำอย่างเป็นระบบได้เช่นกัน
ที่มา:
สังคมโลกได้รู้จัก “เศรษฐกิจแบ่งปัน” มาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วและเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังจากแอร์บีแอนด์บี (Airbnb) ได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อ 14 ปีแล้วเพื่อเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ตัวกลางระหว่างเจ้าของบ้านและนักท่องเที่ยว และมีธุรกิจหลายประเภท ได้นำแนวคิดนี้ไปใช้จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เช่น Uber, Grab, Spotify เป็นต้น
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ข่าวฐานเศรษฐกิจดิจิทัลได้รายงานว่าที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในเขตปกครองตนเอง “กว่างซีจ้วง” ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของจีน มีบริษัท 2 แห่ง คือ โรงงานผู้ผลิตน้ำตาล Liuxing Sugar Manufacturing ในเครือ Guangxi Sugar Group กับโรงงานผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอะไหล่ Liuzhou Jinjing Electric Appliance Co., Ltd. ได้ลงนามสัญญาในการแบ่งปันพนักงานร่วมกัน
ทั้งนี้ เพื่อให้พนักงานของทั้งสองบริษัทได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพโดยในเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นช่วงปิดหีบอ้อยของโรงงานน้ำตาลซึ่งพนักงานจะพักงานอยู่บ้านในขณะที่โรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ามีอัตราการผลิตสูง แต่ขาดแคลนพนักงาน จึงสามารถไปทำงานที่โรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ ส่วนในเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไปเป็นฤดูหีบอ้อยที่โรงงานน้ำตาลต้องการแรงงาน ซึ่งโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะแบ่งปันพนักงานไปทำงานที่โรงงานน้ำตาลเช่นกัน
ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก และไอเอสโอได้ศึกษาข้อมูลแนวโน้มดังกล่าวในทุกอุตสาหกรรมและจัดการงานด้านการมาตรฐานสำหรับตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสาขาที่เศรษฐกิจแบ่งปันมีศักยภาพที่จะเกิดขึ้น และไอเอสโอโดย ดร.มาซาอากิ โมชิมารุ ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 324, Sharing Economy ได้เปิดเผยเทรนด์สำคัญระดับโลกไว้ตามรายงานแนวโน้มอนาคตของไอเอสโอ ISO Foresight Trend Report ดังต่อไปนี้
โลกาภิวัตน์ทางการค้าได้ชะลอตัวลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายการค้าที่เข้มงวด ในทางกลับกัน การค้าภายในภูมิภาคกลับเพิ่มขึ้น เช่น ข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาค (RTA) สำหรับสินค้าและบริการ ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เป็นต้น
ในทำนองเดียวกัน มีการเปลี่ยนแปลงกับประเทศที่เราซื้อขายและสิ่งที่เราซื้อขายด้วย จะเห็นได้ว่าบริการมีการซื้อขายมากกว่าสินค้า และแนวโน้มนี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มขึ้นของบริการดิจิทัล เช่น การจัดการทางการเงินและความบันเทิงแบบสตรีมมิง ซึ่งมีส่วนทำให้กระแสข้อมูลข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้นมาก
ในขณะเดียวกัน การให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อธรรมเนียมปฏิบัติของการค้าแบบดั้งเดิม บริษัทต่างๆ ที่ต้องการมีส่วนร่วมในด้านการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศกำลังมองหาวิธีที่จะทำให้ห่วงโซ่อุปทานของตนเองสั้นลง เช่น การควบคุมเทคโนโลยีอย่างการพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งช่วยให้มีการผลิตที่ใกล้ชิดกับผู้ใช้ปลายทางมากขึ้น
โมเดลธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี
เทคโนโลยีทำให้เกิดการสร้างรูปแบบการค้ามาตลอด นับตั้งแต่โทรเลขไปจนถึงบล็อกเชน การเติบโตอย่างต่อเนื่องของอีคอมเมิร์ซทำให้มีผู้ขายจำนวนมากขึ้น รวมทั้งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จึงเชื่อมต่อโดยตรงกับผู้ซื้อในทุกส่วนของโลก ทำให้บทบาทของบุคคลที่สามแบบดั้งเดิมลดลง
โอกาสและความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางส่วนเกิดจากการเกิดขึ้นของ “เศรษฐกิจแบ่งปัน” หรือที่เรียกว่า Gig Economyหรือเศรษฐกิจแบบเพียร์ทูเพียร์ (P2P Economy) ซึ่งเป็นระบบที่บุคคลทั่วไปแบ่งปันสินค้าและบริการระหว่างกันโดยตรง ซึ่งโดยทั่วไปเกิดขึ้นผ่านอินเทอร์เน็ต แบบจำลองทางเศรษฐกิจนี้มีศักยภาพในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเป็นการข้ามขั้นตอนแบบเดิมๆ ในห่วงโซ่อุปทาน ดังเช่นที่เราเห็นได้จากแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีอยู่นับพันนับหมื่นแห่ง รวมทั้ง Uber และ Airbnb และแพลตฟอร์มอื่นๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นทุกปี
เศรษฐกิจแบ่งปันเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดและดิสรัพท์ธุรกิจต่างๆ ได้มากที่สุดในปัจจุบัน มีการคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เศรษฐกิจแบ่งปันในยุโรปจะเติบโตมากขึ้นเกิน 25% ต่อปี การเติบโตนี้เกิดจากแนวโน้มหลายอย่างเช่น ความต้องการของผู้บริโภคสำหรับการบริโภคที่ยั่งยืนมากขึ้นและความสนใจในการสร้างชุมชน ซึ่งจะเปลี่ยนเส้นทางของผู้บริโภคแบบดั้งเดิมไปเป็นรูปแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม มีความวิตกกังวลในเรื่องเกี่ยวกับความรับผิดและสภาพการทำงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบและมาตรฐานซึ่งเป็นประเด็นที่ไอเอสโอให้ความสำคัญและรวมอยู่ในการพัฒนามาตรฐานด้วย
การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นแสดงถึงความท้าทายใหม่ล่าสุดสำหรับหน่วยงานมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของการค้าในภูมิภาคในขณะที่การค้าโลกกำลังชะลอตัวอาจนำไปสู่ตลาดที่กระจัดกระจายซึ่งมีมาตรฐานที่ขัดแย้งกันระหว่างภูมิภาค ในขณะเดียวกัน การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของบริการดิจิทัลทำให้ต้องมีมาตรฐานใหม่ในการจัดการสินทรัพย์ในศตวรรษที่ 21 เช่น ข้อมูลผู้บริโภคและสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งไอเอสโอกำลังติดตามแนวโน้มเหล่านี้อยู่ และได้จัดตั้งคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอเรื่องเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปันเพื่อพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว
มาตรฐานมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่ารูปแบบธุรกิจใหม่ของเศรษฐกิจแบ่งปันดังกล่าวจะบรรลุตามคำมั่นสัญญาที่มีความยั่งยืนมากขึ้นไปพร้อมๆ กับป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้ปฏิบัติงานในขณะที่การค้าของโลกเราเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีดิจิทัลและแนวโน้มอื่นๆ ดังนั้น องค์กรด้านการมาตรฐานจะต้องมีส่วนร่วมกับภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย รวมทั้งผู้บริโภคเพื่อช่วยวางรากฐานสำหรับการค้าในอนาคตด้วย
ที่มา:
โลกใต้ทะเลเป็นโลกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่นักดำน้ำต้องการค้นหา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น จากข้อมูลของนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกระบุว่าโลกของเรามีส่วนประกอบของน้ำทะเลถึง 70% ส่วนน้ำบนพื้นดินมีเพียง 30% และภาพของสัตว์และพืชที่อยู่ใต้ทะเลที่เราเห็นนั้นมีสีสันสวยงามอย่างเหลือเชื่อ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะนักดำน้ำ จึงต้องการค้นหาความงดงามที่ซ่อนอยู่ใต้ทะเลด้วยสายตาของตนเอง
การดำน้ำลึกเป็นความหลงใหลอย่างยิ่งสำหรับนักดำน้ำนับล้านคนทั่วโลก พวกเขาต่างมีความรักในโลกใต้น้ำเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม กิจกรรมดำน้ำที่ขาดการฝึกฝนด้วยความรับผิดชอบ สามารถทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้กับสิ่งแวดล้อมทางทะเลได้ ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการผจญภัยใต้น้ำ และช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมให้มีการดำน้ำอย่างยั่งยืน ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานขึ้นมา 2 ฉบับ ได้แก่ มาตรฐาน ISO 21416, Recreational diving services – Requirements and guidance on environmentally sustainable practices in recreational diving และ ISO 21417, Recreational diving services – Requirements for training on environmental awareness for recreational divers
มาตรฐาน ISO 21416 ช่วยส่งเสริมเทคนิคการดำน้ำที่อนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลในขณะที่มาตรฐาน ISO 21417 ช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นของนักดำน้ำในด้านพฤติกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งมีโปรแกรมการฝึกอบรมอย่างมีมาตรฐานที่ทำให้นักดำน้ำมีพื้นฐานที่ดีและมีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและมีแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนสำหรับกิจกรรมต่างๆ อย่างครอบคลุม เช่น การดำน้ำแบบลอยตัวบนผิวน้ำ และการดำน้ำใต้ผิวน้ำ เป็นต้น ซึ่งช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ศูนย์ดำน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ไม่ว่าจะเป็นนักดำน้ำมือใหม่หรือผู้ที่ช่ำชองแล้ว นักดำน้ำต่างให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมทางน้ำอย่างเต็มที่ เป้าหมายของศูนย์ดำน้ำคือการช่วยให้นักดำน้ำเพลิดเพลินไปกับโลกใต้น้ำได้อย่างปลอดภัยและพัฒนาความตระหนักรู้ถึงธรรมชาติอันละเอียดอ่อน หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมการดำน้ำคือสถานที่ที่ผู้คนไปดำน้ำ การได้รับประกาศนียบัตรที่รับรองการดำน้ำ และการเช่าอุปกรณ์
โปรแกรมการฝึกอบรมเป็นส่วนสำคัญของการดำน้ำ ดังนั้น การที่ผู้ให้บริการดำน้ำหรือศูนย์ดำน้ำ นำมาตรฐาน ISO 24803, Recreational diving services – Requirements for recreational diving providers ไปใช้จึงเป็นการยืนยันว่าศูนย์ดำน้ำมีการยึดถือแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในทุกเรื่อง นับตั้งแต่การฝึกอบรมพนักงานไปจนถึงอุปกรณ์ฉุกเฉิน มาตรฐานนี้พัฒนาขึ้นโดยทีมผู้เชี่ยวชาญระดับระหว่างประเทศที่ช่วยสร้างมาตรฐานสำหรับเงื่อนไขการฝึกอบรมในอุตสาหกรรมที่เข้าถึงพื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดในโลก
ISO 24803 เพื่อศูนย์ดำน้ำที่มีคุณภาพและปลอดภัย
การรู้วิธีประเมินศูนย์ดำน้ำมีความสำคัญเนื่องจากความปลอดภัยส่วนบุคคลขึ้นอยู่กับการได้รับอุปกรณ์และการฝึกฝนที่ดี มาตรฐาน ISO 24803 ทำให้นักดำน้ำมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ลึกลงไป 20 เมตรใต้ผิวน้ำในทะเลแคริบเบียนหรือเริ่มดำน้ำครั้งแรกในประเทศไทยก็ตาม พวกเขากำลังดำน้ำกับผู้คนที่ปลอดภัยที่สุดและเป็นมืออาชีพมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ในอียิปต์ได้เห็นประโยชน์แล้วว่าการนำ ISO 24803 ไปใช้ทั่วประเทศส่งผลให้คุณภาพและความปลอดภัยของศูนย์ดำน้ำทั่วประเทศดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล ด้วยเหตุนี้ ประกาศนียบัตรรับรองการดำน้ำจำนวนมากที่ออกในประเทศจึงแสดงมาตรฐานไอเอสโอเพื่อยืนยันคุณภาพและความปลอดภัย
การวิจัยใต้ท้องทะเลลึก
การมีชุดทักษะของนักประดาน้ำหมายความว่าพวกเขาสามารถมีบทบาทสำคัญในการทำงานทางวิทยาศาสตร์ใต้น้ำได้ นับตั้งแต่การรวบรวมตัวอย่างไปจนถึงการปกป้องแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม นักดำน้ำเหล่านี้ต้องผสมผสานความรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์และการปกป้องสิ่งแวดล้อมเข้ากับความถนัดในการดำน้ำและความปลอดภัย
สาขาการดำน้ำอยู่ภายใต้การควบคุมในรูปแบบต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับภูมิศาสตร์และองค์กรที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีการกำหนดให้มีความคล่องตัวด้วยกรอบการดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นหนึ่งเดียว
ปัจจุบัน ไอเอสโออยู่ระหว่างการพัฒนามาตรฐาน ISO 8804 จำนวน 3 ฉบับ โดยพัฒนาข้อกำหนดการฝึกอบรมสำหรับนักดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ นักดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ (Scientific diver) นักดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ชั้นสูง (Advanced scientific diver) และหัวหน้าโครงการดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ (Scientific diving project leader) ซึ่งให้คำแนะนำสำหรับชุมชนนักดำน้ำเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ปลอดภัยภายใต้สภาวะการทดลองและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน
มาตรฐานไอเอสโอสำหรับการดำน้ำได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 228, Tourism and related services
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา:
ยุคใหม่ของการเดินทางท่องเที่ยวได้มาถึงแล้ว นับตั้งแต่ด้านความยั่งยืน ความยืดหยุ่น ไปจนถึงการไม่แบ่งแยก เรามาดูกันว่าแนวโน้มสามประการของการเดินทางท่องเที่ยวคืออะไร และมาตรฐานสากลสามารถสนับสนุนการเดินทางได้อย่างไร
ลองนึกภาพสถานที่ที่ครอบครัวและเพื่อนฝูงสามารถพักผ่อนร่วมกันเพื่อไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เช่น การมีศูนย์ข้อมูลที่เป็นมิตรสำหรับผู้ที่ใช้อักษรเบรลล์ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง “การท่องเที่ยวที่เข้าถึงได้” จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับประสบการณ์การเดินทางของผู้คนทั่วโลกได้ และทำให้ผู้คนจากทุกสาขาอาชีพสามารถเดินทางได้อย่างเท่าเทียมกัน วิสัยทัศน์นี้สามารถเป็นจริงได้ด้วยมาตรฐาน ISO 21902, Tourism and related services — Accessible tourism for all — Requirements and recommendations ซึ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้คนทุกเพศ ทุกวัยและทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการท่องเที่ยวและสนุกสนานไปกับการเดินทางอย่างไร้ขีดจำกัด (แนวโน้มประการแรก คือ ความสามารถในการเข้าถึงได้ในการท่องเที่ยว)
ตลาดใหม่ของการท่องเที่ยว
มีการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการท่องเที่ยวที่เข้าถึงได้เป็นตลาดเกิดใหม่ที่สำคัญ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ 88.6 พันล้านยูโรภายในปี 2568 (ค.ศ.2025) มาตรฐานนี้ช่วยให้ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวส่งเสริมสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อผู้พิการและตระหนักถึงโอกาสของตลาดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นสตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ทุพพลภาพ ทุกคนมีสิทธิ์อย่างเท่าเทียมกันที่จะสนุกกับชีวิตด้วยการท่องเที่ยวแบบไร้อุปสรรค
ประโยชน์ของมาตรฐานดังกล่าว นอกเหนือจากด้านการท่องเที่ยวแล้ว ยังรวมถึงคุณค่าทางสังคมและเศรษฐกิจด้วย ส่วนในเรื่องของความยั่งยืนจะยังคงมีความสำคัญสำหรับภาคส่วนโรงแรมในปี 2565 และในอนาคตด้วย
“อาหาร” บ่งบอกอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์
อาหารคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเป็นอยู่ อาหารเป็นส่วนขยายของอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของเรา และวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นของประเทศอย่างเต็มที่คือการได้ลิ้มลองอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรอนุรักษ์อาหารไว้อย่างถูกวิธี
ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 21621, Tourism and related services — Traditional restaurants — Visual aspects, decoration and services ที่ระบุข้อกำหนดและคำแนะนำสำหรับร้านอาหารแบบดั้งเดิมทั่วโลก เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์การทำอาหารแบบท้องถิ่นแท้ๆ หัวใจของมาตรฐานนี้คือการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ตั้งแต่การระบุว่าร้านอาหารควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร ไปจนถึงวิธีการเสิร์ฟอาหารเพื่อแสดงให้เห็นว่าร้านยังคงรักษามรดกตกทอดไว้อย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวมีข้อมูลมากขึ้นในการเลือกสถานที่รับประทานอาหารและลิ้มรสความภาคภูมิใจในการทำอาหารของคนในท้องถิ่น (แนวโน้มประการที่สอง คือ อัตลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว)
การท่องเที่ยวสีเขียว
ความยั่งยืนจะยังคงมีความสำคัญสำหรับโรงแรมในปี 2565 และในอนาคต โดยผลการศึกษาล่าสุดชี้ให้เห็นว่า 76% ของนักเดินทางจะเลือกสิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักที่มีแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน และสำหรับมาตรฐาน ISO 21401, Tourism and related services – Sustainability management system for accommodation establishments — Requirements สิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักจะสามารถปรับปรุงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางสังคม และช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่นได้ (แนวโน้มประการที่สาม คือ ความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว)
โรงแรมและที่พักมีความสำคัญต่อกิจกรรมการท่องเที่ยวและมีศักยภาพมหาศาลสำหรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และทั่วโลกยังคงให้ความสนใจในด้านความยั่งยืนซึ่งช่วยทำให้ผู้คนทั่วโลกปรารถนาที่จะสัมผัสการบริการและผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนมากขึ้น เมื่อนักเดินทางตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืนมากขึ้น ก็จะสามารถเพลิดเพลินกับวันหยุดอย่างมีความสุข โดยตระหนักรู้ว่าพวกเขามีส่วนในการปกป้องโลกของเราด้วยการเลือกที่พักที่ยั่งยืนไปพร้อม ๆ กับบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอันเป็นแนวโน้มที่สำคัญด้านการท่องเที่ยวของโลก
ที่มา: https://www.iso.org/contents/news/2022/07/trending-in-global-tourism.html