แม้ว่าการระบาดของ COVID-19 จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาใดที่รายงานว่า COVID-19 แพร่กระจายผ่านผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากนี้ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังระบุว่าไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าไวรัสที่ติดเชื้อทางเดินหายใจสามารถถ่ายทอดผ่านอาหารหรือบรรจุภัณฑ์อาหารได้ และดูเหมือนว่าการแพร่กระจายของ SARS-CoV และ MERS-CoV ผ่านการบริโภคอาหารก็ยังไม่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบริการอาหาร (Food Service) เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประกอบการแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 เนื่องจากมีผู้บริโภคมีความกังวลในการสัมผัสอาหารที่พวกเขาคิดว่าเป็นไปได้ที่อาจปนเปื้อนเชื้อไวรัส COVID-19 แต่จริงๆ แล้วมีเพียงหลักฐานบ่งชี้ว่า SARS-CoV-2 สามารถแพร่เชื้อผ่านทางพื้นผิวสัมผัสเนื่องจากความสามารถของไวรัสสามารถอยู่รอดบนพื้นผิวได้เป็นเวลาหลายวัน (ซึ่งไม่ใช่การติดเชื้อผ่านการรับประทานอาหาร แต่อาจติดเชื้อจากการหายใจเอาเชื้อที่อยู่รอดบนพื้นผิวนั้นเข้าไป)
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 จากทางเดินหายใจไปยังพื้นผิวบรรจุภัณฑ์อาหารหรือผ่านการบริโภคอาหาร ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการอาหารให้ความสำคัญกับแนวทางสำหรับผู้บริโภคในระหว่างการซื้ออาหาร การจัดการอาหาร และการเตรียมอาหาร ซึ่งผู้จับต้องอาหาร และบุคลากรของสถานประกอบการอาหารและผู้บริโภคจำเป็นต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยที่ดีเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อและปฏิบัติตามข้อกำหนดขั้นต่ำของระบบความปลอดภัยของอาหารเป็นอย่างน้อย ซึ่งผู้ผลิตอาหารและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารทั้งหมดต้องตระหนักถึงหน้าที่รับผิดชอบอย่างใหญ่หลวงในการจัดการความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อสร้างความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้บริโภคซึ่งหากอาหารไม่มีความปลอดภัยก็จะเกิดความเสี่ยงสำหรับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ จึงมีการปฏิบัติตามแนวทางสุขอนามัยที่ดีรวมไปถึงการนำมาตรฐานเกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยของอาหารไปใช้งาน
สำหรับมาตรฐานระบบการจัดความปลอดภัยของอาหารของไอเอสโอ ช่วยให้องค์กรสามารถระบุและควบคุมอันตรายด้านความปลอดภัยของอาหารได้ และในขณะเดียวกันยังสามารถนำไปใช้งานร่วมกับมาตรฐานการจัดการไอเอสโอฉบับอื่นได้ด้วยโดยสามารถนำไปใช้กับผู้ผลิตทุกประเภทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถส่งข้ามพรมแดนไปยังผู้บริโภคซึ่งทำให้พวกเขาไว้วางใจได้
มาตรฐาน ISO 22000, Food safety management systems — Requirements for any organization in the food chain เป็นมาตรฐานระบบการจัดการความปลออดภัยของอาหาร ข้อกำหนดสำหรับทุกองค์กรในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนาขึ้นเพื่อกำหนดกรอบมาตรฐานสากลที่ครอบคลุมข้อกำหนดทุกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพด้านอาหารและความปลอดภัยของอาหารที่มีการบังคับใช้สำหรับการค้าสินค้าอาหารที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารมีมาตรฐานที่มีความสอดคล้องกัน นับตั้งแต่ธุรกิจที่ทำการผลิตวัตถุดิบ ส่วนประกอบของอาหาร ภาชนะบรรจุอาหาร ไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป และยังส่งเสริมให้องค์กรดำเนินธุรกิจอย่างสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาหารด้วย
ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์อาหารก็ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทุกแห่งว่าควรปฏิบัติตามแนวทางระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหารที่กำหนดโดยหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างเคร่งครัด และควรปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อตอบสนองต่อหลักฐานชิ้นใหม่เกี่ยวกับการป้องกันไวรัสเมื่อจำเป็น
มาตรฐาน ISO 22000 ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผน ดำเนินการ ดำเนินการ บำรุงรักษา และปรับปรุงระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารรวมทั้งช่วยให้สื่อสารประเด็นด้านความปลอดภัยของอาหารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในห่วงโซ่อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิต หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ค้าปลีก รวมทั้งผู้บริโภคด้วย
ที่มา:
ธุรกิจองค์กรต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นผู้สร้างผลกระทบหรือผู้ได้รับผลกระทบนั้นเองก็ตาม ปัจจุบัน ธุรกิจองค์กรต่างก็ตระหนักถึงความจำเป็นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์ของตนเอง ดังนั้น การรวมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไว้ในการออกแบบและการพัฒนาโดยคำนึงถึงวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้โดยทั่วไปเรียกว่า “การออกแบบเชิงนิเวศ” บางครั้งก็ใช้คำว่า การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ การออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หรือการออกแบบที่ยั่งยืน/เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การออกแบบและการพัฒนาถือเป็นกระบวนการที่สำคัญซึ่งการออกแบบเชิงนิเวศได้รวมอยู่ในมาตรฐานฉบับนี้แล้ว คือ ISO 14006 – Environmental management systems — Guidelines for incorporating eco-design มาตรฐานฉบับนี้เป็นส่วนเสริมของมาตรฐานชุด ISO 14000 ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อให้คำแนะนำสำหรับองค์กรที่ต้องการรวมการออกแบบเชิงนิเวศเข้ากับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ที่ใช้ ISO 14001 รวมทั้งองค์กรที่ใช้ระบบการจัดการอื่นๆ ก็สามารถนำไปใช้ร่วมกันได้เช่นกัน นอกจากนี้ ธุรกิจองค์กรสามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานไอเอสโอที่มีอยู่แล้วได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ISO/TR 14062 – Environmental management — Integrating environmental aspects into product design and development และ IEC 62430 – Environmentally conscious design (ECD) – Principles, requirements and guidance เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มาตรฐานฉบับนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับการรับรอง แต่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบเชิงนิเวศได้
ISO 14006 ซึ่งได้รับการปรับปรุงเมื่อเดือนมกราคม 2563 (ค.ศ.2020) เป็นมาตรฐานที่เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้องค์กรนำไปใช้ในการจัดตั้ง การบันทึก การนำไปใช้ การบำรุงรักษา และปรับปรุงการจัดการการออกแบบเชิงนิเวศอย่างต่อเนื่องโดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการสิ่งแวดล้อมซึ่งจะใช้กับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการขององค์กรที่ควบคุมดูแล
มาตรฐาน ISO 14006 เป็นแนวทางที่เป็นระบบซึ่งพิจารณาถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในการออกแบบและการพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่พึงประสงค์ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ในเอกสารนี้ เป็นที่เข้าใจกันว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมควรคำนึงถึงการออกแบบและการพัฒนา และภายในเรื่องนี้ การออกแบบเชิงนิเวศเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นั้น
การออกแบบเชิงนิเวศควรนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ใหม่และผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ รวมถึงการดัดแปลงกระบวนการตามความจำเป็นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์
มาตรฐานนี้ได้รับการพัฒนาโดย คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management, คณะอนุกรรมการ SC 1, Environmental management systems
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
1. https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/news/magazine/ISO%20Focus+%20(2010-2013)/en/2010/ISO%20Focus+,%20January%202010.pdf
2. https://www.iso.org/standard/72644.html
ทุกวันนี้ เราอาจประสบกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เสมอ นอกจากโรคระบาดใหญ่ และสงครามในต่างประเทศแล้ว ยังมีภัยพิบัติจากธรรมชาติหรือน้ำมือมนุษย์ที่อาจเกิดขึ้นได้อีก เช่น ภัยจากการก่อการร้าย การโจมตีทางไซเบอร์ หรือแม้แต่ความบกพร่องของมนุษย์ ความไม่แน่นอนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้เช่นนี้ทำให้ธุรกิจและองค์กรเกิดการหยุดชะงัก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง และหากปัญหาต่างๆ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที ก็จะส่งผลต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพของการดำเนินงาน หรือแม้แต่ทำให้ธุรกิจล้มเหลวได้
ดังนั้น ธุรกิจและองค์กรจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเพื่อให้องค์กรมีความสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน มีการดำเนินงานด้วยความแม่นยำ สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในองค์กรได้ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย ภาพลักษณ์ ชื่อเสียง รวมทั้งกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าขององค์กรด้วย
มาตรฐานสากลที่จะช่วยให้ธุรกิจและองค์กรสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี คือ BCMS หรือ ISO 22301, Security and resilience — Business continuity management systems — Requirements มาตรฐานสากลนี้เป็นข้อกำหนดฉบับแรกของโลกที่ช่วยให้องค์กรสามารถรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถฟื้นตัวจากการหยุดชะงักทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
ความสำคัญของ BCMS มีความชัดเจนยิ่งขึ้นท่ามกลางการระบาดใหญ่ซึ่งผู้นำองค์กรต่างก็ตระหนักดีถึงผลกระทบเป็นอย่างมากเนื่องจากไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นปกติอีกต่อไป
ดังนั้น การป้องกันองค์กรที่ดีที่สุดจึงเป็นการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ โดยให้แนวทางพนักงานว่าต้องทำอย่างไรหากกระบวนการทำงานปกติได้รับผลกระทบ โดยให้แนวทางที่ครอบคลุมเพื่อความยืดหยุ่นขององค์กร เช่นการปรับเปลี่ยนการทำงานไปสู่ยุคนิวนอร์มอลด้วยการทำงานระยะไกล การให้บริการที่ต้องคำนึงถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพความเป็นอยู่ของพนักงานมากขึ้น และการนำเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้ เป็นต้น
มาตรฐาน ISO 22301 สามารถนำไปใช้ได้กับองค์กรทุกประเภท ทุกขนาด ซึ่งมีความต้องการให้มีการนำระบบการจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจไปใช้ มีการดูแลรักษาและปรับปรุงระบบ และมีความมั่นใจในความสอดคล้องกับนโยบายความต่อเนื่องทางธุรกิจที่องค์กรระบุไว้ นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการให้ได้ในระดับความสามารถที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในระดับที่ยอมรับได้ระหว่างการหยุดชะงักโดยสามารถเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ด้วยการใช้ BCMS ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
เอกสารนี้สามารถใช้เพื่อประเมินความสามารถขององค์กรในการตอบสนองความต้องการและภาระผูกพันทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และสามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานระบบการจัดการอื่น เช่น ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001 ซึ่งมีโครงสร้างระดับสูง (เช่น ข้อความหลัก ข้อกำหนด และคำจำกัดความที่เหมือนกัน) ของมาตรฐานที่สอดคล้องกัน เนื่องจากไอเอสโอได้ออกแบบมาตรฐานเหล่านั้นมาให้สามารถนำมาใช้ร่วมกับกระบวนการจัดการที่มีอยู่แล้วขององค์กร
ISO 22301 สามารถให้รายละเอียดมุมมองที่ชัดเจนว่าองค์กรควรดำเนินการอย่างไร และให้การนำเสนอข้อมูลเชิงลึกซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ และการจัดการทรัพยากร
ความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดจะทำให้องค์กรสามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างปกติหรือเป็นไปตามระดับการให้บริการที่กำหนดไว้ซึ่งช่วยให้ลดระดับความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นได้
ISO 22301 เป็นประโยชน์สำหรับมืออาชีพด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจและความเสี่ยงทางธุรกิจ ผู้ที่ดูแลห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งผู้พัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร เนื่องจากมาตรฐานนี้ได้รวบรวมเอาแนวปฏิบัติสากลไว้ด้วยกันเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองและฟื้นฟูจากการหยุดชะงักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการลดต้นทุนและผลกระทบต่อผลการดำเนินธุรกิจที่น้อยลงหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น องค์กรที่มีไซต์งานหรือสาขาอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ สามารถพึ่งพาความสอดคล้องของการดำเนินธุรกิจในแนวทางเดียวกันได้
นอกจากนี้ ISO 22301 ยังเป็นประโยชน์ในแง่ของการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ซัพพลายเออร์ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ การปรับปรุงประสิทธิภาพทางธุรกิจและความยืดหยุ่นขององค์กร การมีความเข้าใจในธุรกิจที่ดีขึ้นด้วยการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญและพื้นที่เสี่ยงภัย
องค์กรที่สนใจสามารถประเมินความพร้อมในการนำ ISO 22301 ไปใช้ในองค์กรด้วยการสำรวจสถานะขององค์กรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของมาตรฐานรวมทั้งระดับทรัพยากรที่องค์กรมีอยู่ และมั่นใจว่าผู้บริหารระดับสูงให้องค์กรแสดงออกถึงความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นใน BCMS
ผู้สนใจ สามารถศึกษามาตรฐาน ISO 22301 ทั้งฉบับได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอในรูปแบบ Read-only
ที่มา :
1. https://www.itgovernance.eu/blog/en/why-is-business-continuity-management-so-important
2. https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/store/en/PUB100442.pdf
โครงการชดเชยและการลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) เป็นโครงการระดับโลกเพื่อจัดการกับการปล่อยมลพิษจากการเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศ ข้อตกลงเมื่อปี 2559 โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) กำหนดให้สายการบินต้องตรวจสอบและรายงานการปล่อยมลพิษตั้งแต่ปี 2562 และซื้อหน่วยลดการปล่อยมลพิษที่สร้างขึ้นโดยโครงการในภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อให้ครอบคลุมการควบคุมการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าระดับ 2020 จากปี 2564
ตั้งแต่ปี 2570 (ค.ศ.2027) การมีส่วนร่วมใน CORSIA จะกลายเป็นข้อบังคับสำหรับรัฐส่วนใหญ่ซึ่งมีผลบังคับใช้กับเส้นทางระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด ข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวหลังจากปี 2027 จะเป็นการยกเว้นสำหรับรัฐที่มีกิจการการบินไปกลับในระดับต่ำ หรือถูกจัดอันดับว่ามีการพัฒนาน้อยที่สุดหรือการพัฒนาของเกาะเล็ก/ไม่มีทางออกสู่ทะเล
CORSIA อาจส่งผลกระทบต่อสายการบินต่างๆ หากมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ต่อไปนี้ คือ เครื่องบินมีน้ำหนักมากกว่า 5,700 กก. เมื่อบินขึ้น มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 10,000 ตันต่อปีในเส้นทางระหว่างประเทศ มีการดำเนินกิจการมากว่า 3 ปี หรือทั้งสองรัฐที่มีการเชื่อมต่อเส้นทางกับสายการบินที่กำลังบินอยู่และกำลังอยู่ในขั้นตอนนำร่องของ CORSIA
จากการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก จึงมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นสำหรับองค์กรด้านการบินให้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามเงื่อนไขดังกล่าว ดังนั้น การปฏิบัติตาม CORSIA จะช่วยให้สายการบินระหว่างประเทศสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบสากล
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ได้เปิดการบริการทวนสอบโครงการชดเชยและการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภาคการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติการบิน (Aeroplane Operator) สามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อบังคับขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ และข้อบังคับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณีโครงการการชดเชยและลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภาคการบินระหว่างประเทศ ของ ICAO ซึ่งเป็นมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมการบินเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เป็นหน่วยงานตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก (Validation and Verification Body) ซึ่งได้รับการรับรองระบบงานจาก UNFCCC สำหรับการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบโครงการ CDM และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยงานตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจกโครงการ T-VER จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
บุคลากรของสถาบันรับรองมาตรฐานไอเสโอมีความรู้ความสามารถในกิจกรรมการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก มีความเข้าใจในข้อกำหนดมาตรฐานและการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติการบิน และด้วยการบริการที่เป็นมืออาชีพ รวดเร็ว เป็นไปตามมาตรฐานการจัดการสากล
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเสโอได้พัฒนาระบบงานด้านการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจกตาม ISO 14065 และได้รับการรับรองระบบงานจากคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ให้การรับรองระบบงาน ครอบคลุมขอบข่ายการขนส่งทางอากาศ ข้อกำหนดเฉพาะของ ICAO – CORSIA
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเสโอเป็นส่วนหนึ่งในการสนันสนุนสายการบินให้สามารถปฏิบัติงานให้สอดคล้องตามข้อบังคับในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งมีส่วนช่วยในการลดปัญหาภาวะโลกร้อนตามแนวทางมาตรฐานสากล
ที่มา :
1. https://www.southpole.com/what-is-corsia-and-how-does-it-affect-your-airline
2. https://uat-web.masci.or.th/service/corsia-verification-service/
3. https://www.icao.int/environmental-protection/CORSIA/Pages/CORSIA-and-Covid-19.aspx
หนึ่งในมาตรฐานไอเอสโอที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้คือ มาตรฐาน ISO 50001 ระบบการจัดการพลังงานซึ่งเมื่อปี 2563 (ค.ศ.2020) มีผู้ได้รับการรับรองทั่วโลกเกือบสองหมื่นราย และสำหรับองค์กรที่มุ่งมั่นที่จะจัดการกับผลกระทบ การอนุรักษ์ทรัพยากร และปรับปรุงการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ISO 50001 คือคำตอบที่ดี
ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 50001, Energy Management Systems – Requirements with Guidance for Use ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนองค์กรในทุกภาคส่วนให้มีแนวทางปฏิบัติในการปรับปรุงการใช้พลังงานด้วยการพัฒนามาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (EnMS)
การพัฒนามาตรฐาน EnMS มีพื้นฐานตามรูปแบบระบบการจัดการของการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และสามารถใช้ร่วมกับมาตรฐานสากลฉบับอื่น ที่รู้จักกันดี เช่น ISO 9001 มาตรฐานระบบคุณภาพ หรือ ISO 14001 มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถบูรณาการการจัดการพลังงานเข้ากับความพยายามขององค์กรโดยสามารถรวมเข้าไปในการปรับปรุงคุณภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น
ISO 50001 เป็นมาตรฐานที่สามารถนำไปใช้เป็นกรอบสำหรับข้อกำหนดเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินการดังต่อไปนี้
หนึ่งในตัวอย่างขององค์กรทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จในการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ คือ Enigma Industrial Services ซึ่งได้ขยายขอบข่ายการรับรองเพิ่มเติมในระบบการจัดการพลังงานจากเดิมได้รับการรับรองตามมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9001: 2015 – Quality Management Systems และมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001: 2015 Environmental Management Systems และมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001: 2018 Occupational Health and Safety (OH&S) Management ต่อมา องค์กรต้องการความมั่นใจว่าจะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และได้ปฏิบัติตามแผนโอกาสการประหยัดพลังงานของรัฐบาลอังกฤษ (ESOS) ซึ่งเป็นโครงการประเมินพลังงานภาคบังคับสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ในสหราชอาณาจักร องค์กรจึงเลือกที่จะนำ EnMS ไปใช้งาน
การพัฒนาและการนำ EnMS ไปใช้ช่วยให้ Enigma Industrial Services มีแนวทางที่เป็นระบบและได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงาน และการบริโภค จึงสามารถต้นทุนด้านพลังงานและของเสียโดยไม่กระทบต่อการผลิตและคุณภาพ รวมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
แม้ว่าผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ จะสามารถขอรับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 50001 ได้เช่นเดียวกับมาตรฐานสากลระบบการจัดการฉบับอื่น แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรด้วย บางองค์กรอาจตัดสินใจใช้มาตรฐานนี้เพื่อประโยชน์ที่จะได้รับเท่านั้น ในขณะที่หลายองค์กร ตัดสินใจขอรับการรับรองเพื่อแสดงให้บุคคลภายนอกเห็นว่ามีการนำระบบการจัดการพลังงานไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีหน่วยงานรับรองให้การรับรองอย่างเป็นทางการ
องค์กรสามารถร่วมกันปกป้องอนาคตที่ยั่งยืนของลูกหลานด้วยการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นจากการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้
ผู้สนใจสามารถศึกษามาตรฐานดังกล่าวเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ
ที่มา:
1. https://www.iso.org/iso-50001-energy-management.html
2. https://www.quality.org/knowledge/benefits-iso-500012018-energy-management-systems
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ในขณะเดียวกัน วิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ยังคงเป็นภัยคุกคามระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญด้วย ทั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์จากรายงาน Global Risks Report 2022 ซึ่งสภาพอากาศสุดขั้วเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถูกมองว่าเป็นภัยระยะสั้นที่ร้ายแรงที่สุดและเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่ร้ายแรงที่สุดเป็นอันดับสอง ตามมาด้วยเรื่องการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับสาม
จากข้อมูลของ National Oceanic and Atmospheric Administration ระบุว่าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียสตั้งแต่ก่อนยุคอุตสาหกรรม ความร้อนสะสมอันมหาศาลนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำแข็งละลาย พายุใหญ่ ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และไฟป่าที่รุนแรงซึ่งเกิดขึ้นแล้วเป็นระยะๆ รวมทั้งเมื่อปี 2564 (ค.ศ.2021)
นอกจากนี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ยังได้เปิดเผยรายงานที่ระบุอย่างชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อโลกเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ สภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่ร้อนจัด ฝนตกหนัก ภัยแล้ง ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงและบ่อยขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความมั่นคงด้านอาหาร และคาดว่าโลกร้อนจะทำให้ผู้คนกว่า 183 ล้านคนในประเทศที่มีรายได้ต่ำ อดอยากและขาดสารอาหารภายในปี 2593
เมื่อเผชิญกับความเป็นจริงเช่นนี้ จึงเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลคิดอย่างกว้างขวางขึ้นและสร้างนโยบายที่กำหนดวาระการดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศสำหรับปีต่อ ๆ ไป ซึ่ง “มาตรฐาน” จะเป็นส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีการประสานงานกันมากขึ้นกว่าเดิม
หลักการประเมินความพร้อมสำหรับ Climate Change
ทีม Climate Sense ของประเทศอังกฤษมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาขีดความสามารถสำหรับการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การทำงานของ Climate Sense ครอบคลุมในระดับระหว่างประเทศทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยมีการให้คำปรึกษา การฝึกอบรม และตัวชี้วัดสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรและเชิงระบบ
ทีมงานดังกล่าวมีการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือซอฟต์แวร์ที่อิงตามความเสี่ยงเพื่อประเมินว่าองค์กรที่ปรับตัวนั้นจะเป็นอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการกำหนดเป้าหมายไปยังช่องว่างที่เหลืออยู่โดยมีกรอบการทำงานที่เรียกว่า Capacity Diagnosis & Development (CaDD) ซึ่งได้รับการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในระดับสากลและเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการวัดและพัฒนาความสามารถในการปรับตัวขององค์กรและระบบขององค์กรได้ดี
บอลด์วิน อาร์ แอนด์ เจ แบล็ค เป็นศูนย์กลางให้กับทีม Climate Sense ที่ทำงานให้กับสหภาพยุโรป โดยพัฒนาตารางสรุป Maturity เพื่อประเมินว่าองค์กรต่างๆ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีเพียงใดซึ่งมีเมทริกซ์ 6 ระดับ ตั้งแต่ระดับที่ไม่ได้เตรียมตัวไปจนถึงการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ หลักการของเมทริกซ์นี้และกระบวนการ CaDD ได้รวมอยู่ในมาตรฐาน ISO14090, Adaptation to climate change – Principles, requirements and guidelines ซึ่งใช้เสริมกับมาตรฐาน ISO14091, Adaptation to climate change – Guidelines on vulnerability, impacts and risk management เพื่อประเมินความเปราะบางของสภาพภูมิอากาศในระดับต่างๆ เนื่องจากโลกเราต้องเตรียมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วทุกสภาพ เช่น ฝนที่ตกหนักมาก แต่ขณะเดียวกันก็ยังเกิดภัยแล้งด้วย
วอลเตอร์ คอล์เลนบอร์น ที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัท อเดลฟีฯ (adelphi) และผู้ประสานงานของคณะทำงานที่พัฒนามาตรฐาน ISO14091 อธิบายว่า การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับสิ่งที่ยังไม่ได้ดำเนินการหรือ gap ขององค์กรเป็นส่วนสำคัญของการปรับตัว ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คณะทำงานจัดหาเครื่องมือเพื่อนำมาพิจารณาในการพัฒนามาตรฐานดังกล่าว
คอล์เลนบอร์นทำงานเกี่ยวกับการประเมิน gap ในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาเป็นเวลา 15 ปี และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการประเมิน gap ครั้งแรกของเยอรมนี ตั้งแต่นั้นมา เขาได้ทำงานเกี่ยวกับการประเมินดังกล่าวทั่วโลก และได้เขียนและสนับสนุนแนวทางที่ครอบคลุมในด้านนี้ เช่น แนวทางการประเมินสำหรับ UBA หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของเยอรมนี
จากนั้น UBA ได้เสนอมาตรฐานสากลฉบับใหม่สำหรับการประเมินความเปราะบาง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา ISO 14091 ซึ่งเป็นมาตรฐานเพื่อการปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับความเปราะบาง ผลกระทบ และการประเมินความเสี่ยง
คอล์เลนบอร์นกล่าวว่ามาตรฐานนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับ ISO 14090 และอธิบายว่าผลกระทบของสิ่งเร้าทางสภาพอากาศที่แตกต่างกัน เช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และความแห้งแล้ง สามารถนำไปสู่การพิจารณาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และสังคมได้ เนื่องจากเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ฝนที่ตกหนัก รวมถึงภัยแล้งด้วย ซึ่งอาจหมายถึงการใช้หลักการ ‘เมืองฟองน้ำ’ (Sponge city) เช่น การรวบรวมน้ำในช่วงที่มีฝนตกชุก แล้วเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ความจริงก็คือ มีแนวทางมากมายในการปรับตัวและการประเมินความเสี่ยง และผู้คนก็รู้สึกหนักใจกับวิธีการทั้งหมดเหล่านี้ ดังนั้น ISO14091 ก็เหมือนกับมาตรฐานกรอบงาน ISO14090 ที่ช่วยสรุปและย่อแนวปฏิบัติและหลักการที่ดีที่สุดเอาไว้ใช้งาน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเราต้องปรับเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ ไม่ว่าจะอย่างไร การปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีตราบเท่าที่เรามีเครื่องมือและกลไกในการกำหนดเป้าหมายที่จับต้องได้และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอจะเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับแนวทางการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบนโลกของเรานี้
ที่มา :
1. https://www.iso.org/contents/news/2022/02/infrastructures-portuaires-cap-s.html
2.https://www.thairath.co.th/news/foreign/2328465
การบริหารจัดการอาคารสถานที่จัดว่าเป็นงานบริหารจัดการสมัยใหม่ที่เข้ามาทดแทนการดูแลอาคารสถานที่แบบเดิมซึ่งได้แก่ งานดูแลรักษาอาคาร งานจัดการอาคาร และการบริหารจัดการอาคารสถานที่ก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพียงแค่ดูแลอาคารให้เหมาะกับการใช้งานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน การลงทุน และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอีกด้วย
มาตรฐาน ISO 41001: Facility management — Management systems — Requirements with guidance for use เป็นมาตรฐานที่ไอเอสโอพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ทีมบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากลซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการบริหารจัดการที่ประกอบด้วยการเปรียบเทียบเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนในด้านกลยุทธ์ ยุทธวิธี และการปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างมีประสิทธิผล
มาตรฐานการจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก หรือ FM (Facility Management) ได้มีการนำเอาความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ บูรณาการเข้าด้วยกันเพื่อให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพ และการเพิ่มผลิตผลทางเศรษฐกิจของสังคม ชุมชน และองค์กร ตลอดจนรูปแบบที่ตัวบุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นซึ่งเมื่อมีการส่งมอบบริการแล้วจะส่งผลต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน การส่งมอบบริการนั้นสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมทุกประเภท ตั้งแต่สำนักงาน สถานศึกษา สถานพยาบาล โรงแรม ไปจนถึงศูนย์กีฬาและสันทนาการ และห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น
สำหรับประโยชน์ของมาตรฐาน FM คือ ทำให้มีการปรับปรุงในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
โดยสรุป มาตรฐาน FM จะช่วยให้องค์กรสามารถให้บริการที่เหมาะสม ส่งมอบบริการในคุณภาพที่เหมาะสมด้วยต้นทุนที่เหมาะสมตามที่องค์กรลูกค้ากำหนด นอกจากนี้ ยังช่วยในเรื่องการจัดการความเสี่ยงและเรื่องของความปลอดภัยในอาคารสถานที่อีกด้วย
มาตรฐานนี้เหมาะสำหรับองค์กรที่มีความต้องการประยุกต์ใช้มาตรฐาน FM โดยสามารถขอรับการรับรองจากหน่วยงานรับรอง (Certification body) หรือจะรับรองตนเองว่าได้มีการปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับนโยบายการจัดการที่ประกาศเอาไว้ก็ได้
การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นบริการสนับสนุนที่เอื้อประโยชน์ต่อการส่งมอบเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และการดำเนินงานขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลไปพร้อม ๆ กับทำให้มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและสะดวกสบายอีกด้วย
องค์กรและหน่วยงานที่สนใจนำมาตรฐาน FM ไปประยุกต์ใช้สามารถศึกษามาตรฐานดังกล่าวเพิ่มเติ่มได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสังซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
1. https://www.iso.org/news/ref2281.html
2. http://www.thaicondoonline.com/cm-fm/742-todays-facility-management
อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของประเทศ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถต่อยอดจากอุตสาหรรมเดิมที่มีอยู่และพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งหมายความว่าประชากรต้องมีรายได้มากกว่า 12,800 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ประเทศไทยจึงได้กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนดังกล่าว และใช้มาตรการต่างๆ สนับสนุนเพื่อให้มีการลงทุนในประเทศไทยและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ในการดำเนินธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในระดับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ดังนั้น “มาตรฐาน” จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งและไม่อาจมองข้ามไปได้
หลังจากไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ISO 13485 เมื่อปี 2559 (ค.ศ.2016) เพื่อให้อุตสาหกรรมการแพทย์ได้นำระบบมาตรฐานการจัดการด้านคุณภาพไปใช้งานแล้ว สามปีต่อมา ไอเอสโอก็ได้เผยแพร่มาตรฐาน ISO 14971, Medical devices – Application of risk management to medical devices ซึ่งเป็นข้อกำหนดด้านการจัดการความเสี่ยงสำหรับเครื่องมือแพทย์โดยเฉพาะ เนื่องจากอันตรายเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงกับผู้ป่วยหรือบุคลากรทางการแพทย์ได้
มาตรฐาน ISO 13485 ช่วยให้มีกระบวนการจัดการความเสี่ยงโดยมีการระบุคำศัพท์ หลักการ และกระบวนการสำหรับการจัดการความเสี่ยงของอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงซอฟต์แวร์ในฐานะเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นำตัวอย่างของเหลวหรือชิ้นส่วนจากร่างกายมนุษย์มาทำการตรวจสอบวินิจฉัยโรค
กระบวนการที่อธิบายไว้ในมาตรฐาน ISO 14971 มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ในการระบุอันตรายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ ประเมินและประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ควบคุมความเสี่ยงเหล่านั้น และติดตามประสิทธิภาพของการควบคุมด้วย ทั้งนี้ การจัดการความเสี่ยงสามารถเป็นส่วนสำคัญของระบบการจัดการคุณภาพได้ ซึ่งมาตรฐานฉบับนี้ได้ให้แนวคิดของความเสี่ยง และกระบวนการจัดการความเสี่ยงสำหรับเครื่องมือแพทย์ไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นมุมมอง ตัวอย่างอันตราย สถานการณ์ที่เป็นอันตราย ไปจนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
ข้อกำหนดของเอกสารนี้มีผลบังคับใช้กับทุกขั้นตอนในวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์ และกระบวนการที่อธิบายไว้ในข้อกำหนดนี้สามารถใช้กับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ เช่น ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความเข้ากันได้ทางชีวภาพ ความปลอดภัยของข้อมูลและระบบ ไฟฟ้า ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว การแผ่รังสี และความสามารถในการใช้งาน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานนี้ไม่ได้กำหนดให้ผู้ผลิตต้องมีระบบการจัดการคุณภาพ และไม่สามารถนำไปใช้กับการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจหรือการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือแพทย์ในบริบทของขั้นตอนทางคลินิก
โดยสรุป วัตถุประสงค์หลักของมาตรฐาน ISO 14971 คือเพื่อให้ผู้นำไปใช้งานสามารถลดความเสี่ยงและบริหารความเสี่ยงเครื่องมือแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิผล
เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน ไอเอสโอยังได้จัดทำรายงานทางวิชาการเพื่อให้คำแนะนำในการใช้งานมาตรฐาน ISO 14971 ด้วยซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรฐาน ISO/TR 24971, Medical devices – Guidance on the application of ISO 14971
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา:
1. https://bit.ly/3ri1vgY
2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:14971:ed-3:v1:en
ทุกวันนี้ ผู้คนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้มากขึ้นโดยใช้ทักษะและทรัพย์สินของตนให้ดียิ่งขึ้นจากการนำหลักการของเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) มาใช้ในกิจการของตน และเศรษฐกิจแบ่งปันก็เป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก รวมทั้งมีศักยภาพที่จะเป็นปัจจัยหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจแบ่งปันสามารถสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงบุคคลและองค์กรที่มีทรัพย์สินและทักษะที่ไม่ได้ใช้กับผู้ที่ต้องการใช้ ช่วยให้บริการและผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายขึ้น สนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการ และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วยรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นซึ่งเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนจากการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเป็นการแบ่งปันผ่านรูปแบบใหม่นั้นช่วยให้สามารถใช้ทรัพยากรจนเกิดประโยชน์สูงสุดและมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย
ล่าสุด ไอเอสโอได้พัฒนาและเผยแพร่มาตรฐานใหม่เกี่ยวกับหลักการของเศรษฐกิจแบ่งปันเพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าของเศรษฐกิจแบ่งปันดังกล่าว
ISO 42500, Sharing economy เป็นมาตรฐานหลักการทั่วไปที่ให้แนวทางเพื่อให้แน่ใจว่าการทำธุรกรรมมีความปลอดภัยและมีความเชื่อถือได้โดยการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมที่สุด และเมื่อดำเนินการตามกฎหมายและหลักการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพนี้ยังสามารถช่วยสนับสนุนวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย
ดร.เคอร์นาฮัน เวบบ์ ผู้ประสานงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวให้ความเห็นว่าปัญหาเช่นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และความคาดหวังอื่นๆ ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจการแบ่งปัน นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคอื่นๆ ได้แก่ การขาดการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ การละเมิดการปกป้องข้อมูล และไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจนในการยื่นเรื่องร้องเรียน
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจการแบ่งปันมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกของเราอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการลดการบริโภคเกิน และการสร้างชุมชน การเติบโตนี้ขึ้นอยู่กับการมีรากฐานที่มั่นคงของความไว้วางใจที่สร้างขึ้นผ่านความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เมื่อทำการพัฒนามาตรฐาน ISO 42500
มาตรฐานเศรษฐกิจแบ่งปันฉบับแรกนี้เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งซึ่งจะมีมาตรฐานที่มีรายละเอียดมากขึ้นเพื่อใช้ประกอบกัน ซึ่งเมื่อนำมาใช้ร่วมกันจะก่อให้เกิดชุดมาตรฐานที่เสนอแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปันได้อย่างแท้จริง
ISO 42500 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 324, Sharing Economy โดยมีเลขานุการคือ JISC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2774.html
องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล (International Anti-Corruption Day) ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมาตรฐานไอเอสโอที่มีส่วนช่วยทำให้โลกมีความเป็นธรรมมากขึ้นจากการให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการอย่างมีธรรมาภิบาล
การบริหารกิจการด้วยหลักธรรมาภิบาลจะทำให้เกิดการทำงานด้วยถูกต้องตามกฎระเบียบและมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และห่างไกลจากการเกิดคอร์รัปชั่น การทุจริตคอร์รัปชั่นไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน และส่งผลต่อความยากจนอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในสิ่งสำคัญที่องค์การสหประชาชาติบรรจุไว้ในวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 ได้รวมถึงการควบคุมรูปแบบและการแสดงออกของการทุจริตในทุกรูปแบบทั่วโลกด้วย
ปี 2564 เป็นปีที่สำคัญสำหรับการดำเนินการต่อต้านการทุจริตทั่วโลก โดยมีความพยายามที่จะยกระดับความคิดริเริ่มต่อต้านการทุจริตและเร่งดำเนินการตามอนุสัญญาต่อต้านการทุจริตแห่งองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นเครื่องมือเดียวที่มีผลผูกพันทางกฎหมายทั่วโลกและครอบคลุมอย่างแท้จริงต่อสิ่งที่เปรียบเสมือนอาชญากรรมนี้
เนื่องในโอกาสวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล วารสารไอเอสโอโฟกัสได้พูดคุยกับเควิน เบรียร์ผู้ซึ่งต่อสู้กับการติดสินบนและการทุจริตมากว่า 35 ปี ช่วงแรกของการทำงานได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรุงลอนดอน และปัจจุบัน ทำงานในภาคเอกชน เขาได้แสดงออกถึงความมุ่งมั่นตลอดชีวิตในการอุทิศเวลาอย่างมากมายในการช่วยให้องค์กรหลีกเลี่ยงการทำธุรกิจกับคนที่ไม่ดีและบริษัทที่ไม่ดี
นอกจากนี้ เขายังได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการไอเอสโอ ISO/TC 309, Governance of organizations ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 เบรียร์ได้ตั้งเป้าหมายที่จะวางมาตรฐานไอเอสโอให้เป็นศูนย์กลางในการต่อสู้กับการทุจริต
เควิน เบรียร์ได้เล่าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความท้าทายด้านการทุจริตที่เร่งด่วนที่สุดในปัจจุบัน ผลกระทบของการทุจริตต่อการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งวิธีที่มาตรฐานไอเอสโอสามารถช่วยให้โลกปลอดจากการทุจริต
สำหรับคำถามที่ว่า “การต่อต้านคอร์รัปชั่นเร่งด่วนหรือท้าทายที่สุดในปัจจุบันคืออะไร” เขาตอบว่าต้นทุนการคอร์รัปชั่นทางเศรษฐกิจทั่วโลกนั้นน่าแปลกใจ และบ่อนทำลายความพยายามของทุกประเทศในการพัฒนาชีวิตของพลเมือง สภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ประมาณการเมื่อปี 2561 (ค.ศ.2018) ว่า 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 5% ของ GDP โลก สูญเสียไปกับการคอร์รัปชั่น แม้จะมีความพยายามอย่างดีที่สุดในหลายประเทศเพื่อป้องกันการทุจริต แต่สถานการณ์นั้นยังไม่ดีขึ้นจริง ๆ และผู้ยากไร้และเปราะบางที่สุดในโลกคือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทุจริตมากที่สุด มีรายงานว่ารัฐบาลใช้จ่ายเงิน 7.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปีเพื่อให้บริการดูแลสุขภาพแก่พลเมืองโลก แต่เงินจำนวน 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 7 สูญเสียไปเนื่องจากการทุจริต
องค์การอนามัยโลกประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการให้การรักษาพยาบาลฟรีแก่พลเมืองทุกคนในโลกอยู่ที่ 370 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกด้วยว่าการทุจริตจะทำให้เพิ่มค่าครองชีพในชีวิตประจำวันกับผู้คนโดยทางอ้อม และท้ายที่สุด ยังสามารถนำไปสู่การเพิ่มต้นทุนการผลิตและลดความสามารถในการทำกำไรของการลงทุนอีกด้วย
นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติในการต่อต้านการทุจริต ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอมีมูลค่าเพิ่มเปรียบเทียบกับมาตรฐานอื่นๆ เนื่องจากมาตรฐานไอเอสโอได้รับการพัฒนาโดยใช้แนวทางที่ขับเคลื่อนโดยฉันทามติหรือความเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งสร้างขึ้นจากแนวปฏิบัติที่ดีที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว มาตรฐานของผู้พัฒนาเองนั้นมาจากการจัดอันดับของผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดในโลกในสาขาของตน ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานที่เผยแพร่จึงได้รับการออกแบบมาให้ใช้ได้กับทุกองค์กร โดยไม่คำนึงถึงขนาด ภาคอุตสาหกรรม ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ หรือการโน้มน้าวใจทางการเมือง ซึ่งหมายความว่ามาตรฐานไอเอสโอสามารถให้การวัดประสิทธิภาพที่สอดคล้องกัน แนวทางปฏิบัติที่ดีขึ้น และวิธีการทั่วไปที่ทุกองค์กรสามารถใช้ประโยชน์และนำไปใช้ได้เป็นอย่างดี
ผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ (TC) สามารถใช้แนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของอุตสาหกรรมสำหรับเอกสารได้ ตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญใน TC 309 ได้สร้าง ISO 37000 ซึ่งให้แนวทางในการกำกับดูแลองค์กร จากนั้น สมาชิกของ TC ก็สร้างรากฐานที่มั่นคงด้วยการเผยแพร่ ISO 37001, Anti-bribery Management (การจัดการต่อต้านการติดสินบน), ISO 37002, Whistleblowing (การแจ้งเบาะแส) และ ISO 37301, Compliance Management (การจัดการการปฏิบัติตามข้อกำหนด) ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญ TC 309 กำลังพัฒนามาตรฐานการสืบสวนภายใน และข้อเสนอใหม่ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนามาตรฐานในมาตรการต่อต้านการฉ้อโกง มาตรฐานเหล่านี้ เมื่อนำมารวมกัน ก็จะสามารถนำมาใช้เพื่อให้มีแนวทางที่บูรณาการมากขึ้นในการต่อสู้กับการทุจริตทั่วโลก
สำหรับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมของมาตรฐานไอเอสโอ ISO 37001 ในการต่อต้านการทุจริตนั้น เขากล่าวว่ามาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการให้สินบน ซึ่งเป็นข้อกำหนดพร้อมคำแนะนำสำหรับการใช้งาน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั่วโลกโดยมีคุณค่าในการต่อสู้กับการติดสินบนและการทุจริต อันที่จริง มีการใช้มาตรฐาน ISO 37001 แล้วโดยองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายแห่ง เช่น Microsoft (สหรัฐอเมริกา), Alstom (ฝรั่งเศส), Eni (อิตาลี) และ SKK Migas (อินโดนีเซีย) เป็นต้น
มาตรฐาน ISO 37001 ยังได้รับการยอมรับถึงคุณค่าอย่างแท้จริงจากรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก ส่งผลให้ประเทศเปรูและสิงคโปร์ยอมรับมาตรฐาน ISO 37001 และที่น่าสนใจคือ มาตรฐานนี้ยังได้รับการอ้างถึงว่าเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่แนะนำโดยองค์กรกีฬาระดับนานาชาติหลายแห่ง ซึ่งไอเอสโอหวังว่าเมื่อมีการนำมาตรฐานนี้ไปใช้ในอีกไม่กี่เดือนและหลายปีต่อจากนี้ ก็จะทำให้พลเมืองทั่วโลกได้รับประโยชน์อย่างมากมาย รวมทั้งส่งผลดีต่อสังคมและเศรษฐกิจด้วย