นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งการคมนาคมขนส่งที่เกือบจะหยุดนิ่ง แต่ปัจจุบัน เมื่อผู้คนทั่วโลกกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง สิ่งที่ย้ำเตือนเราก็คือความสำคัญของการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้คนต้องเดินทางไปทำงานยังสถานที่ต่าง ๆ เราจะเตรียมการรับมืออย่างไร ไอเอสโอมีคำตอบให้กับเราในมาตรฐานสากลฉบับใหม่ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2564
ISO 31030, Travel risk management – Guidance for organizations เป็นมาตรฐานฉบับใหม่ล่าสุดที่จะให้คำแนะนำแก่องค์กรทุกประเภทเกี่ยวกับวิธีจัดการความเสี่ยงในการเดินทาง คำแนะนำดังกล่าวเหมาะสำหรับองค์กรโดยให้แนวทางในการประเมินปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง สิ่งที่สามารถทำได้หากมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น รวมทั้งวิธีการพัฒนาแผนในการจัดการและสื่อสารด้วย
มาตรฐานนี้ครอบคลุมถึงการวางแผนล่วงหน้าและการประเมินความเสี่ยงของจุดหมายปลายทางและการเตรียมการเดินทาง มาตรการรักษาความปลอดภัยและความปลอดภัยของข้อมูล ความท้าทายในการขนส่งการเดินทาง และการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน เป็นต้น
เควิน ไมเยอร์ส ผู้ประสานงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานกล่าวว่า ISO 31030 ช่วยให้องค์กรไม่เพียงแต่ปกป้องพนักงานขององค์กรเมื่อเดินทางในลักษณะที่ครอบคลุมเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่หนักแน่นและเชื่อถือได้
ความเสี่ยงด้านการเดินทางนั้นแปรผันและเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากตามจุดหมายปลายทาง สถานการณ์ทางการเมืองหรือสุขภาพ และไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่สามารถใช้ได้กับจุดหมายปลายทางทุกแห่งหรือกับนักท่องเที่ยวทุกคน
เขากล่าวว่ามาตรฐาน ISO 31030 เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรทุกประเภทสามารถวางแผนได้จริงและครอบคลุมทุกสถานที่และทำให้พนักงานปลอดภัยเมื่อต้องเดินทาง
สำหรับจุดมุ่งหมายที่สำคัญประการหนึ่งของมาตรฐานฉบับนี้คือเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมที่มีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางอย่างจริงจัง โดยใช้ทรัพยากรเพียงพอ และจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง
ประโยชน์ดังกล่าวรวมถึงเรื่องต่างๆ อีกหลายอย่างดังต่อไปนี้ คือ การปกป้องบุคลากร ข้อมูล ทรัพย์สินทางปัญญาและทรัพย์สิน การลดการเปิดเผยทางกฎหมายและการเงิน การทำธุรกิจในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง การเสริมสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กร ซึ่งอาจส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขัน การหมุนเวียนของพนักงาน และการจัดหาผู้มีความสามารถ การปรับปรุงความมั่นใจของผู้ปฏิบัติงานในเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย และการรักษาความปลอดภัยในเรื่องการเดินทาง การมีส่วนสนับสนุนความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและความยืดหยุ่นขององค์กร การแสดงให้เห็นถึงความสามารถขององค์กรในการควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ซึ่งสามารถช่วยลดเบี้ยประกันได้ การให้การรับรองแก่คู่ค้าทางธุรกิจ ดังนั้น ธนาคารและนักลงทุนจะเต็มใจที่จะให้เงินทุนแก่ธุรกิจมากขึ้น การช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าในแง่ของความปลอดภัยและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน การเพิ่มผลผลิตทั่วไป ตลอดจนการมีส่วนสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยการเสริมสร้างมิติทางสังคมของความยั่งยืน
ISO 31030 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 262, Risk management โดยมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหราชอาณาจักร
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
1. https://www.iso.org/news/ref2730.html
2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:31030:ed-1:v1:en
การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทุกอุตสาหกรรมรวมทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมนี้ขาดทุนไปแล้วถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2563 เพียงปีเดียว ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงทั้งต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ดังนั้น วันท่องเที่ยวโลกในปีนี้จึงได้มีการกำหนดหัวข้อ “การท่องเที่ยวเพื่อการเติบโตอย่างครอบคลุม” (Tourism for Inclusive Growth) ด้วยการยอมรับการสนับสนุนที่สำคัญซึ่งการท่องเที่ยวไม่เพียงแต่สร้างมาเพื่อเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมทั่วโลกอีกด้วย และไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานสากลจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยในการเริ่มต้นฟื้นตัวจากภาวะซบเซาอันเนื่องมาจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19
เมื่อเร็วๆ นี้ ไอเอสโอได้เผยแพร่เอกสารข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ คือ ISO/PAS 5643, Tourism and related services - Requirements and guidelines to reduce the spread of COVID-19 in the tourism industry เพื่อตอบสนองต่อการระบาดใหญ่โดยตรงและลดการแพร่กระจายของ COVID-19 ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (PAS) ดังกล่าวได้ให้คำแนะนำที่จะช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอกสารนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการใช้มาตรการที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทุกคนและสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพของบริการให้กับนักท่องเที่ยว
ข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (PAS) ดังกล่าวยังได้รับการรับรองโดย European Committee for Standardization (CEN) ให้เป็นตราประทับความปลอดภัยด้าน COVID-19 สำหรับการท่องเที่ยวในยุโรป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในแนวทางปฏิบัติและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วทั้งภูมิภาคด้วย
ไอเอสโอเชื่อว่าการเดินทางและการท่องเที่ยวควรเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนมีความสุขได้ไม่ว่าจะมีความสามารถทางกายภาพเป็นอย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 21902, Tourism and related services – Accessible tourism for all – Requirements and recommendations ISO21902 ซึ่งเป็นข้อกำหนดและคำแนะนะด้านการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการท่องเที่ยวของคนทุกวัยอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงใครก็ตามที่อาจประสบปัญหาในการเข้าถึงบริการการท่องเที่ยว เช่น ผู้ทุพพลภาพและผู้สูงอายุ เป็นต้น
มาตรฐานไอเอสโอดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรฐานที่ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services ได้เผยแพร่มาตรฐานมากกว่า 30 ฉบับเพื่อปรับปรุงบริการด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ได้รับการคุ้มครอง การจัดการที่พักอย่างยั่งยืน และการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย เป็นต้น
มาตรฐานทั้งหมดนี้มีส่วนโดยตรงในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) จำนวน 17 ข้อ รวมถึง SDG 1 การขจัดความยากจน(No poverty) SDG 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ(Decent Work and Economic Growth) และ SDG 13 ปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)
สำหรับเลขานุการคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228 คือ UNE ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสเปน
ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2722.html
องค์การสหประชาติได้กำหนดให้วันที่ 7 กันยายนของทุกปี เป็นวันสากลอากาศสะอาดเพื่อท้องฟ้าสดใส (International Day of Clean Air for blue skies)
วันสากลอากาศสะอาดเพื่อท้องฟ้าสดใสถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2563 (2020) อันเป็นผลจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ ซึ่งตระหนักถึงความสำคัญของอากาศบริสุทธิ์ต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตของมนุษย์
สำหรับหัวข้อสำหรับวันสากลอากาศบริสุทธิ์เพื่อท้องฟ้าสดใสในปีนี้คือ “อากาศที่ดีต่อสุขภาพ โลกที่ดีต่อสุขภาพ” (Healthy Air, Healthy Planet) ซึ่งเน้นถึงผลกระทบต่อสุขภาพของมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19 ดังนั้น ในปีนี้ จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดลำดับความสำคัญของความต้องการอากาศที่ดีต่อสุขภาพของทุกคน ในขณะเดียวกันก็ให้ความสนใจครอบคลุมประเด็นสำคัญอื่น ๆ ด้วย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สุขภาพของมนุษย์และดาวเคราะห์ ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น
การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อโลกของเรา โลกของเราก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกัน สำหรับไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน มีมาตรฐานหลายร้อยมาตรฐานที่แสดงถึงความเห็นพ้องต้องกันระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศทั้งภายในอาคารและกลางแจ้ง ซึ่งรวมถึงมาตรฐานสำหรับการวัดมลพิษทางอากาศและการปล่อยมลพิษ อากาศในที่ทำงาน อากาศภายในอาคาร และเทคโนโลยีที่ลดมลภาวะทั้งภายในและภายนอก
มาตรฐานลดมพิษ ช่วยชีวิตมนุษย์
มลพิษทางอากาศมีส่วนทำให้มนุษย์ทั่วโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควรประมาณ 6.5 ล้านคน การค้นหาวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดอนุภาคที่เป็นอันตรายและช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณภาพของอากาศที่หมุนเวียนในสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ก๊าซที่เป็นอันตราย อนุภาค กลิ่น จุลินทรีย์ และการปล่อยมลพิษจากผลิตภัณฑ์และการตกแต่งอาคาร
ไอเอสโอ จึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 7708, Air quality – Particle size fraction definitions for health-related sampling ซึ่งเป็นมาตรฐานคุณภาพอากาศ –คำนิยามเศษส่วนของขนาดอนุภาคสำหรับการสุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และมาตรฐาน ISO 13138, Air quality – Sampling conventions for airborne particle deposition in the human respiratory system ซึ่งเป็นมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เป็นข้อตกลงการสุ่มตัวอย่างสำหรับการสะสมอนุภาคในอากาศในระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ นอกจากนี้ ยังมีชุดมาตรฐาน ISO 16000 series สำหรับอากาศภายในอาคารด้วย มาตรฐานเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของมาตรฐานที่สนับสนุนเทคโนโลยีเหล่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่ช่วยให้ผู้คนราว 3 พันล้านคนซึ่งต้องพึ่งพาไฟเปิดที่ก่อมลพิษหรือเตาที่ไม่มีประสิทธิภาพในการปรุงอาหารได้รับความปลอดภัยมากขึ้น เพราะเตาไฟแบบเปิดโล่งทำให้ผู้ใช้งานต้องเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งมาตรฐานนั้นก็คือ ISO 19869, Clean cookstoves and clean cooking solutions – Field testing methods for cookstoves ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับเตาปรุงอาหารที่สะอาดและช่วยให้มีการทำอาหารที่สะอาด พร้อมทั้งมีวิธีการทดสอบภาคสนามสำหรับเตาปรุงอาหาร สามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการพัฒนาอุปกรณ์การปรุงอาหารที่สะอาดกว่า และยังเป็นแนวทางในการประเมินวิธีการที่มีอยู่สำหรับการทดสอบเตาปรุงอาหาร ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ด้วย
มาตรฐานไอเอสโอช่วยลดมลพิษให้โลกของเรา
ไอเอสโอยังมีมาตรฐานอีกมากมายที่สนับสนุนวิธีการลดมลพิษทางอากาศ เช่น มาตรฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริด และเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งรวมถึง ISO 20762, Electrically propelled road vehicles – Determination of power for propulsion of hybrid electric vehicle ซึ่งเป็นมาตรฐานยานพาหนะสำหรับถนนที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และการกำหนดกำลังสำหรับการขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด และ ISO 23274, Hybrid-electric road vehicles – Exhaust emissions and fuel consumption measurements ซึ่งเป็นมาตรฐานยานยนต์สำหรับถนนที่ใช้ไฟฟ้าแบบไฮบริด และการวัดการปล่อยไอเสียและการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
มาตรฐานทั้งหมดเหล่านี้มีส่วนสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) หลายประการรวมถึงเป้าหมายด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (SDG 3: Good health and wellbeing) พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ (SDG 7: Affordable and clean energy) และปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13)
นอกจากการนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้โดยองค์กรต่างๆ แล้ว เราในฐานะปัจเจกบุคคลก็สามารถช่วยกันทำให้อากาศสะอาดขึ้นได้เช่กัน ด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากร ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ลดการเผาไหม้ เปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือก และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อให้โลกของเรามีอากาศที่ดีขึ้นและมีท้องฟ้าที่สดใสมากขึ้น
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือส่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2715.html
เมื่อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้เราได้มีโอกาสเห็นความเปราะบางในองค์กรและระบบที่เกิดขึ้น แต่สำหรับผู้ที่เตรียมรับสิ่งที่ไม่คาดฝันมักจะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อเดือนสิงหาคม 2564 ไอเอสโอได้เผยแพร่บทเรียนที่ได้รับจากการระบาดใหญ่โดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญระดับระหว่างประเทศ พวกเขาได้นำประสบการณ์ แนวคิด และกรอบการดำเนินงานอย่างเป็นระบบที่ได้เรียนรู้จากการฟื้นฟูและกลับเข้าสู่การดำเนินธุรกิจอีกครั้งจากการระบาดใหญ่ในครั้งนี้ซึ่งทำให้สามารถสร้างการปรับตัวหรือความยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี
ผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการระบาดใหญ่แล้วนำมาพัฒนาเป็นเอกสารทางวิชาการที่มีชื่อว่า ISO/TS 22393, Security and resilience – Community resilience – Guidelines for planning recovery and renewal
เอกสารข้อกำหนดทางวิชาการ ISO/TS 22393 ได้ให้แนวทางในการพัฒนาแผนการกู้คืนและกลยุทธ์การทำให้เกิดการดำเนินงานขึ้นมาใหม่ (renewal) จากเหตุฉุกเฉิน ภัยพิบัติ หรือวิกฤตที่สำคัญ เช่น การระบาดใหญ่ของ COVID-19 โดยให้แนวทางในการระบุกิจกรรมการทำธุรกรรมระยะสั้นที่จำเป็นในการสะท้อนและเรียนรู้ ทบทวนความพร้อมของส่วนต่างๆ ของระบบที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต และการกลับคืนสู่สถานะการดำเนินงานเพื่อสร้างการเตรียมพร้อม นอกจากนี้ ยังแยกแยะมุมมองการกู้คืนระยะยาวที่เรียกว่าการกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้ง (Renewal)
ในการอธิบายเรื่อง Renewal เอกสารดังกล่าวได้ให้แนวทางในการระบุความคิดริเริ่มที่มีวิสัยทัศน์เพื่อจัดการกับผลกระทบเชิงกลยุทธ์และโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านการริเริ่มที่เปลี่ยนแปลงและท้าทาย แผนฟื้นฟูช่วยเสริมความพร้อมหลังวิกฤตและกลยุทธ์การ Renewal ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น แนวทางนี้ครอบคลุมถึงวิธีการทั้งในการกู้คืนและการกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้ง ซึ่งจำเป็นต้องระบุกิจกรรมที่ปรับขนาดให้เข้ากับผู้คน สถานที่ กระบวนการ และพันธมิตร เป็นต้น
เอกสารนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและการกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้งของชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับระหว่างประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากภาครัฐ เอกชน ภาคสมัครใจ ชุมชนและกิจการเพื่อสังคม เป็นต้น
ดันแคน ชอว์ หัวหน้าโครงการของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนาเอกสารดังกล่าวระบุว่า เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมาแล้ว องค์กรส่วนใหญ่เพียงต้องการกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด แต่การทำเช่นนี้อาจทำให้พลาดโอกาสอันมีค่า
เนื่องจากการหยุดชะงักครั้งใหญ่อาจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่สำคัญบางอย่าง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ
การฟื้นฟูเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น การกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้ง ทำให้มีการสร้างความสัมพันธ์ ในขณะที่ข้อบกพร่องและจุดอ่อนรวมทั้งความไม่เท่าเทียมกันต่างๆ ก็ได้รับการแก้ไข สิ่งเหล่านี้เกี่ยวกับการปรับรูปแบบการดำเนินการเพื่อสร้างการปรับตัวหรือความยืดหยุ่นในระยะยาว
ดันแคนยังกล่าวด้วยว่าแนวทางปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูและ ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนแรกๆ ของการระบาดใหญ่ และการพัฒนาเกี่ยวข้องกับการสัมภาษณ์และการหารือกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลก ผลลัพธ์ที่ได้คือแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากลโดยใช้ประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนองค์กรระดับท้องถิ่นและระดับประเทศในการจัดการกับ COVID-19 ซึ่งช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในกรอบความคิดจากเพียงแค่การกู้คืนให้กลายเป็นการกู้คืนและกลับเข้าสู่การดำเนินธุรกิจอีกครั้ง (Renewal) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในองค์กรหรือชุมชนที่มีการใช้งานมาตรฐานนี้
ISO/TS 22393 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience โดยมีเลขานุการคือ SIS ซึ่งเป็นสมาชิกของสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน
ผู้สนใจเอกสารทางวิชาการดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือส่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2714.html
MASCIInnoversity เคยนำเสนอบทความ เรื่อง “สร้างความเชื่อมั่นในความโปร่งใสขององค์กรด้วยคู่มือ ISO 37001” มาแล้วซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบนที่ไอเอสโอพัฒนาขึ้นมาเนื่องจากตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาคอรัปชั่นในระดับโลกซึ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นตามภาคเศรษฐกิจ เพื่อให้แนวทางการปฏิบัติที่ดีเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่น
ตัวอย่างเช่น การประกาศนโยบายการต่อต้านการให้และรับสินบน มีความมุ่งมั่น การควบคุมและการฝึกอบรมบุคลากร รวมทั้งมีการประเมินความเสี่ยง การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะธุรกิจ การควบคุมทางการเงิน การค้า และการทำสัญญา มีการรายงาน การเฝ้าติดตาม การสืบสวน และการทบทวน รวมถึงมีการแก้ไขปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการส่งเสริมให้มีการจัดการลดความเสี่ยงด้านการทุจริตติดสินบนจากกิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยงาน
นอกจากนี้ ความโปร่งใสขององค์กรส่วนหนึ่งต้องเกิดจากธรรมาภิบาลซึ่งเกี่ยวข้องกับการแสดงความรับผิดชอบและส่งเสริมวัฒนธรรมของการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา เพื่อจัดการกับความสำคัญของการมีวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพซึ่งพนักงานสามารถรายงานข้อกังวลเกี่ยวกับการกระทำผิดได้ ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้พัฒนาและเผยแพร่มาตรฐานใหม่ล่าสุดเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการจัดการการแจ้งเบาะแส
เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2564 ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐานที่มีชื่อว่า ISO 37002, Whistleblowing management systems – Guidelines ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการจัดการการแจ้งเบาะแสซึ่งให้แนวทางสำหรับการนำไปใช้ การจัดการ การประเมิน การบำรุงรักษา และปรับปรุงระบบการจัดการที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพสำหรับการแจ้งเบาะแส ซึ่งสามารถใช้ได้กับองค์กรทุกประเภท ทุกขนาด รวมทั้ง SMEs และองค์กรที่ดำเนินงานระหว่างประเทศ
มาตรฐานดังกล่าวใช้หลักการ 3 ประการ คือ ความไว้วางใจ ความเป็นกลาง และการคุ้มครอง ซึ่งครอบคลุมการระบุและการรายงานข้อกังวล ตลอดจนวิธีประเมินและจัดการข้อกังวลดังกล่าว การใช้งานตามมาตรฐานนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดหรือป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับนโยบายขององค์กรและภาระผูกพันทางกฎหมายและทางสังคมด้วย
วิม แวนเดอ เคอคโฮฟ ผู้ประสานงานของคณะทำงานไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานกล่าวว่า การนำมาตรฐาน ISO 37002 ไปใช้จะช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยทำให้มีการป้องกันการทุจริตที่แข็งแกร่งอีกชั้นหนึ่ง
เขากล่าวว่าธรรมาภิบาลและความโปร่งใสจำเป็นต้องทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกมั่นใจในการรายงานข้อกังวลใด ๆ ของการกระทำผิดโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีผลเสียตามมา
ดังนั้น การจัดการกระบวนการดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งมาตรฐานใหม่ ISO 37002 สามารถช่วยได้โดยการให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบการจัดการการแจ้งเบาะแสที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ และวิธีดำเนินการในวิธีที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้
ISO 37002 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 309, Governance of Organization โดยมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหราชอาณาจักร
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2703.html
เหตุการณ์เมื่อก่อนเกิดโรคระบาด COVID-19 การท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ปัจจุบัน ในขณะที่อุตสาหกรรมบางส่วนค่อยๆ เริ่มฟื้นตัวขึ้นมา ความท้าทายจึงกลายเป็นการทำให้การท่องเที่ยวหลังการระบาดใหญ่กลับคืนมาอีกครั้งในรูปแบบที่ยั่งยืนมากกว่าเดิม
การท่องเที่ยวเป็นภาคส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของโลก โดยสามารถทำให้เกิดงานจำนวน 1 ใน 10 ตำแหน่งทั่วโลก อุตสาหกรรมนี้ยังมีศักยภาพที่มีคุณค่าในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 ประการขององค์การสหประชาชาติเกือบทั้งหมดด้วย รวมถึงการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก (SDG 15, Life on Land), การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร (SDG 14, Life under Water), การบริโภคและการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ (SDG 12, Responsible Consumption and Production) และการขจัดความยากจน (SDG 1, No Poverty)
เรามาดูกันว่ามาตรฐานไอเอสโอด้านการท่องเที่ยวสามารถช่วยอะไรได้บ้าง
การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ยังมีความไม่เท่าเทียมกันเท่าใดนักและมีแนวทางปฏิบัติมากมายที่อาจขัดขวางความก้าวหน้าได้ ด้วยเหตุนี้ ไอเอสโอจึงพัฒนามาตรฐานสากลสำหรับหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนขึ้นมาหลายฉบับด้วยกัน ตัวอย่างเช่น
ISO 23405, Tourism and related services – Sustainable tourism – Principles, terminology and model เป็นมาตรฐานการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเน้นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หลักการ คำศัพท์และแบบจำลอง มาตรฐานนี้จะสร้างเวทีสำหรับอุตสาหกรรมโดยการให้คำจำกัดความและคำศัพท์ที่ตกลงกันไว้ซึ่งสามารถใช้รูปแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนได้ และสามารถใช้ได้กับองค์กรภาครัฐและเอกชน โดยไม่คำนึงถึงขนาดและสถานที่ตั้ง
มาตรฐานนี้จะช่วยให้มีการระบุ การประเมิน และการบรรเทาผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนวัฒนธรรมท้องถิ่น ในขณะที่ยังคงสามารถรักษาคุณภาพการบริการในระดับสูงและสามารถปกป้องผู้ปฏิบัติงานได้ด้วย
ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้งแคมป์หรือโรงแรมระดับห้าดาว ล้วนแต่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น มาตรฐาน ISO 21401 เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้อกำหนดระบบการจัดการความยั่งยืนสำหรับสถานประกอบการด้านที่พัก ซึ่งสามารถส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้
มาตรฐานนี้ระบุข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจสำหรับการนำระบบการจัดการความยั่งยืนมาใช้ในที่พักนักท่องเที่ยว โดยกล่าวถึงประเด็นต่างๆ เช่น สิทธิมนุษยชน สุขภาพและความปลอดภัยสำหรับพนักงานและลูกค้าหรือแขกผู้มาเยือน การปกป้องสิ่งแวดล้อม การใช้น้ำและพลังงาน การสร้างของเสีย และการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น
การรักษาชายหาดของเราให้สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่เพียงแต่ทำให้การมาเยี่ยมเยือนเป็นประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังดีสำหรับโลกของเราด้วย ชายหาดสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่งของโลกเรา ก็คือ ทะเล ด้วย
ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 13009 ขึ้นมา เพื่อให้มาตรฐานนี้เป็นมาตฐานด้านการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง เป็นข้อกำหนดและคำแนะนำสำหรับการดำเนินงานชายหาด ซึ่งให้แนวทางที่ตกลงกันในระดับสากลที่ครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่ความปลอดภัยของชายหาดและทางน้ำ ไปจนถึงการทำความสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน การกำจัดของเสีย การวางแผนและการส่งเสริม นอกจากนี้ ยังช่วยให้แน่ใจว่ากิจกรรมความบันเทิงในพื้นที่ดำเนินการภายใต้กรอบความรับผิดชอบต่อสังคมและให้คำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขอนามัยสำหรับผู้มาเยี่ยมเยือน
ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่ามีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตรวมทั้งการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวแบบผจญภัยมีแนวโน้มจะเริ่มต้นมากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวใช้เสรีภาพอย่างเต็มที่และแสวงหาประสบการณ์ที่ท้าทายมากขึ้น ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 20611 ขึ้นมา มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยที่มีแนวทางปฏิบัติที่ดีเพื่อความยั่งยืน มีข้อกำหนดและข้อแนะนำที่ให้แนวทางทั้งหมดแก่ผู้ให้บริการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยเพื่อให้มั่นใจว่าการผจญภัยเหล่านี้ดีต่อโลกด้วยเช่นกัน มาตรฐานนี้มีความหมายมากกว่าการรีไซเคิล โดยให้แนวทางที่ครอบคลุมซึ่งรวมถึงการให้ความรู้แก่ลูกค้าและการดำเนินการเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นในเชิงรุก
การปกป้องชีวิตใต้น้ำเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของ SDG 14 ซึ่งมีภารกิจในการอนุรักษ์และใช้มหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ชุมชนการดำน้ำจึงสามารถมีบทบาทเชิงบวกได้ และเพื่อสนับสนุนในเรื่องนี้ ไอเอสโอจึงพัฒนามาตรฐานสากลสำหรับการดำน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งมีมาตรฐาน 2 ฉบับที่มีจุดมุ่งหมายโดยตรงสำหรับแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน
ตัวอย่างเช่น ISO 21416, Recreational diving services – Requirements and guidance on environmentally sustainable practices in recreational diving ซึ่งเป็นข้อกำหนดและคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมในการดำน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ที่ช่วยให้ศูนย์ดำน้ำและบริการต่างๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทางน้ำ แบะมีแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากล เช่น การขัดขวางไม่ให้นักดำน้ำให้อาหารหรือกำจัดสัตว์น้ำ หรือวิธีใช้งานเรือในลักษณะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
มาตรฐานนี้สามารถใช้ร่วมกับมาตรฐาน ISO 21417, Recreational diving services – Requirements for training on environmental awareness for recreational divers มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับบริการดำน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับการฝึกอบรมความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับนักดำน้ำเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความรู้แก่นักดำน้ำเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของกีฬาของพวกเขา เพื่อให้พวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าในการลดความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อน่านน้ำของเรา .
มาตรฐานทั้งหมดเหล่านี้ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการด้านการท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวของไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services ซึ่งมีเลขานุการคือ UNE ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสเปน
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2697.html
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างแบรนด์ (Branding) ให้ลูกค้ารู้จักและจดจำได้ การสร้างประสบการณ์ที่ประทับใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ Sensory Marketing เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สามารถสร้างประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าให้ลูกค้าได้รับรู้ลงลึกไปถึงจิตใต้สำนึก ซึ่งเป็นการตลาดที่ทำให้ลูกค้าจดจำสินค้าของแบรนด์นั้นได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ไอเอสโอจึงจัดทำมาตรฐานสำหรับการพิสูจน์การกล่าวอ้างทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคมากมายได้มีการกล่าวอ้างถึงความมหัศจรรย์ทางประสาทสัมผัสต่างๆ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ทำให้เกิดความประทับใจในรสชาติ ความรู้สึก และกลิ่นที่หอมเกินกว่าจะจินตนาการได้ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่มีการกล่าวอ้างถึงนวัตกรรมต่างๆ เหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดคำถามขึ้นอย่างมากมายตามหลักวิทยาศาสตร์สำหรับคำกล่าวอ้างเหล่านั้น และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ไอเอสโอได้ประกาศมาตรฐานใหม่สำหรับการวิเคราะห์ประสาทสัมผัส เมื่อเดือนมีนาคม 2564
ISO 20784, Sensory analysis – Guidance on substantiation for sensory and consumer product claims, เป็นมาตรฐานที่มีจุดมุ่งหมายในการให้คำแนะนำนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทางประสาทสัมผัส ผู้ทำหน้าที่พิสูจน์สารที่ใช้โดยผู้ผลิต เพื่อสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ มาตรฐานฉบับนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถออกแบบการทดสอบที่เหมาะสมกับการคำกล่าวอ้างที่เขากล่าวถึงสรรพคุณรวมทั้งประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ด้วย
คริสทีน วาน ดอนเก็น ผู้จัดการโครงการของคณะกรรมการผู้จัดทำมาตรฐาน กล่าวว่า มาตรฐาน ISO 20784 ได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลัก และการนำมาตรฐานนี้ไปประยุกต์ใช้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับข้อความข่าวสารที่ผลิตภัณฑ์สื่อออกไปมีหลักฐานและผลการทดสอบมาสนับสนุนอย่างชัดเจน รวมทั้งมีการจัดทำการวิเคราะห์และการรวบรวมข้อมูลด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว มาตรฐานนี้จะช่วยปกป้องผู้บริโภคจากการสื่อสารที่อาจทำให้เข้าใจผิด และทำให้ “รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส” ที่มีการกล่าวอ้างสามารถเชื่อถือได้โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิงอย่างชัดเจน
ISO 20784 มีการจำแนกประเภทและตัวอย่าง โดยเน้นประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบ กรณีศึกษา และแหล่งอ้างอิง ซึ่งมีการเผยแพร่โดยคณะอนุกรรมการ SC 12, การวิเคราะห์ประสาทสัมผัส, ของคณะกรรมการเทคนิค ISO/TC 34, ผลิตภัณฑ์อาหาร
ผู้สนใจมาตรฐาน ISO 20784 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2646.html
เมื่อเดือนมีนาคม 2564 ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐานใหม่ คือ ISO 50009 ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถจัดทำระบบการจัดการพลังงานด้วยแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกันได้ ทำให้องค์กรสาขาที่อยู่ภายใต้องค์กรหลักสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันและมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับตัวมาตรฐานมีโครงสร้างทั่วไปเช่นเดียวกับมาตรฐาน ISO 50001
การนำมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management System: EnMS) ไปใช้ทำให้องค์กรได้รับประโยชน์หลายด้าน เช่น ปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงาน ประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย เป็นต้น และเมื่อมีการนำไปใช้ในองค์กรหลายสาขา ก็จะยิ่งเกิดประโยชน์ทวีคูณ การนำระบบการจัดการพลังงานไปใช้ร่วมกันทำให้สามารถแบ่งปันความรู้และทรัพยากรรวมทั้งความร่วมมือในโครงการประหยัดพลังงานข้ามหน่วยงานต่างๆ ขององค์กรทุกประเภท ทุกขนาด รวมทั้งเอสเอ็มอีด้วย
มาตรฐาน ISO 50009, Energy management systems – Guidance for implementing a common energy management system in multiple organizations มีเป้าหมายในการรวมองค์กรที่มีองค์ประกอบร่วมบางอย่างเข้าด้วยกัน เช่น ซัพพลายเออร์ด้านพลังงาน หรือ สถานที่ทำงาน เป็นต้น เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากพลังงานร่วมกัน
ตัวอย่างองค์กรหลายสาขาที่สามารถนำมาตรฐานนี้ไปใช้ เช่น องค์กรที่ปฏิบัติงานในภูมิภาค เช่น เมือง หรือสวนอุตสาหกรรม องค์กรที่อยู่ในภาคส่วนเดียวกัน เช่น การแปรรูปอาหาร การขนส่งระบบราง หรือมหาวิทยาลัย องค์กรที่มีลูกค้าร่วมกันและมีสมาชิกของซัพพลายเชน เช่น ห้างสรรพสินค้าสาขา หรือผู้ผลิตรถยนต์ องค์กรที่เป็นสมาชิกของสมาคมการค้า เป็นต้น
ระบบการจัดการพลังงานเป็นกรอบการทำงานสำหรับการจัดการพลังงานที่ครอบคลุมนโยบายองค์กร เป้าหมาย แผนปฏิบัติการและวิธีการวัดความก้าวหน้า การขยายวิธีการทำงานของระบบการจัดการพลังงานไปยังองค์กรสาขาหลายแห่งจะทำให้เกิดความร่วมมือและเป้าหมายร่วมกันที่จะนำไปสู่การประหยัดพลังงานมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ชิเงกิ ซากาโมะโตะ ผู้ประสานงานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าตัวอย่างบางอย่างของวิธีการที่มาตรฐานนี้ทำได้นั้นรวมถึงความร่วมมือระหว่างเจ้าของอาคารพาณิชย์และผู้เช่าอาคารหรือซัพพลายเออร์ด้านพลังงานกับลูกค้า ซึ่งมาตรฐาน ISO 50009 มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะนำไปใช้ในทุกสถานการณ์ที่องค์กรต้องการแบ่งปันวัตถุประสงค์ด้านประสิทธิภาพพลังงานร่วมกัน รวมทั้งในสาขาต่างๆ ของบริษัทขนาดใหญ่หรือกลุ่มบริษัทเอสเอ็มอี
หัวใจสำคัญของมาตรฐานนี้คือการร่วมมือและการแบ่งปันความรู้เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
มาตรฐาน ISO 50009 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 301, Energy management and energy savings ซึ่งมีเลขานุการร่วม คือ ANSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา และ SAC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา:
ข้อมูลของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ระบุว่าประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่กันอย่างเบียดเสียดในเมืองซึ่งมีส่วนที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 70% และการที่จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ เมืองต่างๆ จำเป็นต้องมีแนวทางในการทำให้คาร์บอนเป็นศูนย์
แนวทางที่จะทำได้คือ การทำให้ระบบต่างๆ ของเมืองมีประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบ เช่น การใช้พลังงานสะอาด การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ การสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนซึ่งใช้ทรัพยากรน้ำ ของเสีย และวัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
ไอเอสโอมีมาตรฐานอยู่นับพันฉบับที่ช่วยให้ผู้นำของเมืองต่างๆ สามารถดูแลใส่ใจตามคำแนะนำของสภาเศรษฐกิจโลกและทำให้เมืองสะอาดสะอ้านขึ้น ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้นและมีความยั่งยืนมากขึ้นภายใต้กรอบการดำเนินงานที่ต้องต่อสู้ด้วยปฏิบัติการของปัจเจกชนที่ช่วยให้มีการสร้างสภาพแวดล้อมในเมืองที่ตอบสนองความต้องการของพลเมืองในปัจจุบันพร้อมทั้งลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นสำหรับตัวเราเองและโลกของเรา
เริ่มต้นด้วยแนวทางแบบองค์รวมเชิงระบบ
การมีความเข้าใจที่ชัดเจนว่าเมืองที่ยั่งยืนคืออะไรเป็นสิ่งที่มีความหมายและยังเป็นเรื่องที่เมืองจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่เมืองแห่งความยั่งยืนได้
มาตรฐาน ISO 37101, Sustainable development in communities – Management system for sustainable development – Requirements with guidance for use ได้จัดเตรียมกรอบการดำเนินงานโดยรวมสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในชุมชนซึ่งช่วยให้เมืองกำหนดวัตถุประสงค์และจัดเตรียมกลยุทธ์ให้พร้อมสำหรับการบรรลุเป้าหมายของเมือง มาตรฐานระบบการจัดการนี้ครอบคลุมทุกสิ่งที่เมืองต้องให้ความสำคัญโดยผู้นำของเมือง เช่น การใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่และสุขภาพของพลเมือง การปกครอง เป็นต้น
มาตรฐาน ISO 37101 ได้รับการสนับสนุนโดยมาตรฐานอื่นๆ อีกหลายมาตรฐานในเรื่องต่างๆ เช่น คำศัพท์ (ISO 37100) และตัวชี้วัดหลักสำหรับการวัดสมรรถนะของบริการของเมือง (ISO 37120) เป็นต้น
ผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานนี้ได้พัฒนาเอกสารแนวทางสำหรับโครงสร้างชุมชนอัจฉริยะ รวมทั้งมุมมองที่สำคัญเช่น การขนส่งอย่างมาตรฐาน ISO 37161, Smart community infrastructures – Guidance on smart transportation for energy saving in transportation services ซึ่งจัดเตรียมแนวทางสำหรับอุตสาหกรรมขนส่ง รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลแห่งชาติพร้อมด้วยคำแนะนำวิธีการลดพลังงานที่ใช้ในการขนส่งสำหรับผู้โดยสาร การขนส่ง และบริการไปรษณีย์
เศรษฐกิจหมุนเวียนคืออนาคตของโลก
การเปลี่ยนแปลงจากสังคมที่ทิ้งขว้างสิ่งของเหลือใช้กลายมาเป็นการให้ความสำคัญกับสิ่งของทุกอย่างซึ่งสามารถนำไปใช้ซ้ำหรือแปรรูปได้อีก คืออนาคตที่ยั่งยืนซึ่งมีการอนุรักษ์ทรัพยากรอันมีค่ายิ่งของโลกเอาไว้ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “เศรษฐกิจหมุนเวียน”
จากข้อมูลของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ระบุว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนคือโอกาสที่มีมูลค่านับล้านล้านเหรียญสหรัฐซึ่งสามารถสร้างงานและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ ไอเอสโอจึงตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของอนาคตที่ยั่งยืนและได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 80 ประเทศเพื่อร่วมกันพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน
มาตรฐานที่คณะกรรมการดังกล่าวกำลังพัฒนาอยู่ก็คือ มาตรฐาน ISO 59004, Circular economy – Framework and principles for implementation ซึ่งให้กรอบการทำงานและหลักการสำหรับการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ มาตรฐาน ISO 59010, Circular economy – Guidelines on business models and value chains ซึ่งให้แนวทางโมเดลธุรกิจและห่วงโซ่คุณค่า รวมทั้ง ISO/TR 59031, Circular economy – Performance-based approach – Analysis of cases studies ซึ่งเป็นรายงานวิชาการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ค้นหาแนวทางเชิงสมรรถนะด้วยการวิเคราะห์กรณีศึกษา
การจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ
การที่องค์กรมีระบบการจัดการพลังงานที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ อย่างมาตรฐาน ISO 50001, Energy management systems – Requirements with guidance for use จะช่วยให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ สามารถบรรลุประสิทธิผลและรู้ว่าควรปรับปรุงในส่วนใดบ้าง
ส่วนมาตรฐาน ISO 17742, Energy efficiency and savings calculation for countries, regions and cities มีเป้าหมายสำหรับชุมชนโดยเฉพาะและจัดเตรียมวิธีการที่ใช้ตัวชี้วัดเป็นพื้นฐานสำหรับการคำนวณการประหยัดพลังงานซึ่งนำมาพิจารณาสำหรับผู้ใช้งานขั้นสุดท้าย เช่น บ้านเรือน อุตสาหกรรม บริการ เกษตรกรรม และการขนส่ง เป็นต้น
มาตรฐานเพื่อความยั่งยืนสำหรับการใช้พลังงานอาคาร
ขณะที่ประชากรโลกกำลังเพิ่มมากขึ้น ความต้องการในการใช้พลังงานก็มีมากขึ้นตามไปด้วย มีข้อมูลระบุว่าเมื่อปี 2562 (ค.ศ.2019) ภาคส่วนพลังงานทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28% ซึ่งในด้านอาคารและการก่อสร้างเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพเป็นอย่างมากในการปรับปรุงประสิทธิภาพและการบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์
คณะอนุกรรมการวิชาการของไอเอสโอ SC 17, Sustainability in buildings and civil engineering works กำลังพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยสร้างโอกาสในการสนับสนุนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในทุกแง่มุมของการค้าด้านอาคาร รวมถึงมาตรฐาน ISO 15392, Sustainability in buildings and civil engineering works – General principles และมาตรฐานชุด ISO 16745 ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ทำให้การวัดและการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอาคารเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมอาคารและอุตสาหกรรมก่อสร้าง
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เน้นระบบ บริการ และกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองอันมีระบบที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ช่วยให้หลายสิ่งหลายอย่างในเมืองเป็นไปได้นับตั้งแต่การปรับปรุงการใช้พลังงานไปจนถึงการลดปัญหาจราจรติดขัด
แม้ว่าเรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก แต่ชุดมาตรฐานใหม่ก็มีส่วนทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเพราะมีการให้มุมมองของภาพรวมที่ชัดเจนว่าระบบต่างๆ มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร ดังนั้น ผู้นำของเมืองจึงสามารถระบุได้ว่าควรจะปรับปรุงส่วนใดเพื่อความมีประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับมาตรฐาน ISO/IEC 30145-3, Information technology – Smart City ICT reference framework – Part 3: Smart city engineering framework เน้นเรื่องกรอบการทำงานของวิศวกรรมเมืองอัจฉริยะจากมุมมองด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประกอบด้วยระบบวิศวกรรมทั้งแนวตั้งและแนวนอนซึ่งให้ภาพที่ชัดเจนสำหรับเทคนิคที่แตกต่างกันและองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับกระบวนการธุรกิจเมืองอัจฉริยะ
ไอเอสโอได้ร่วมกับไออีซีพัฒนาชุดมาตรฐานใหม่นี้ซึ่งจะรวมถึงมาตรฐาน ISO/IEC 30145-1, Information technology – Smart City ICT reference framework – Part 1: Smart city business process framework, และ ISO/IEC 30145-2, Information technology – Smart City ICT reference framework – Part 2: Smart city knowledge management framework ด้วย
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
องค์กรหรือบริษัทที่มีห้องปฏิบัติการทดสอบ จำเป็นต้องมีการทวนสอบและพิสูจน์ความใช้ได้ว่าวิธีการทดสอบที่มีอยู่อย่างหลากหลายมากมายนั้นมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะตอบสนองต่อกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของอาหารที่เข้มงวด รวมทั้งทำให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน
ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญของไอเอสโอได้ร่วมกันพัฒนามาตรฐาน ISO 16140-3, Microbiology of the food chain – Method validation – Part 3: Protocol for the verification of reference methods and validated alternative methods in a single laboratory ซึ่งมีคู่มือขั้นตอนการดำเนินงานและการยอมรับเกณฑ์ที่นำไปใช้ในวิธีทดสอบในห้องปฏิบัติการทดสอบ และไอเอสโอได้ประกาศใช้ ISO 16140-3 เมื่อเดือนมกราคม 2564 (ค.ศ.2021)
มาตรฐานฉบับนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ห้องปฏิบัติการทดสอบอาหาร ผู้ผลิตตัวอย่างทดสอบ (test kit) และหน่วยงานที่มีอำนาจภาครัฐรวมทั้งผู้ปฏิบัติงานของภาคเอกชนด้านอาหารของคนและอาหารสัตว์ สามารถนำไปใช้เป็นวิธีทดสอบทางจุลชีววิทยาในห้องปฏิบัติการทดสอบของตนเองได้
มาตรฐานดังกล่าวครอบคลุม 2 ระยะ ได้แก่การศึกษาการทวนสอบการนำไปใช้ และการศึกษาการทวนสอบรายการอาหารด้วยการแบ่งแยกโปรโตรคอลออกมาให้ชัดเจนสำหรับการทวนสอบในเชิงคุณภาพ และวิธีทดสอบทางจุลชีววิทยาในเชิงปริมาณ รวมทั้งการยืนยันและ Typing methods โดยมาตรฐานนี้สามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานอีก 5 ฉบับ ซึ่งมีโปรโตคอลสำหรับการทวนสอบวิธีการใหม่และวิธีการทางเลือกในแบบต่างๆ ได้แก่มาตรฐานดังต่อไปนี้
มาตรฐานชุด ISO 16140 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 34, Food products คณะอนุกรรมการวิชาการ Microbiology มีเลขานุการคือ AFNOR ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศส
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store