มาตรฐาน ISO 46001: 2019 เป็นมาตรฐานสากลที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร และช่วยให้องค์กรมั่นใจในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแนวทางสากลด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วยโครงสร้างระดับสูง (High Level Structure : HLS) 10 หัวข้อ ตามที่จะได้กล่าวถึงในบทความนี้ต่อไป

สำหรับโครงสร้างระดับสูงนั้น ไอเอสโอได้กำหนดขึ้นมาใช้กับมาตรฐานระบบการจัดการเพื่อให้สามารถนำไปใช้ร่วมกัน (integration) ได้ในระบบต่างๆ เช่น ระบบคุณภาพ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร เป็นต้น รวมทั้งระบบอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ซึ่งการมีโครงสร้างร่วมกันในระบบการจัดการเช่นนี้ นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานในการนำระบบการจัดการประเภทต่างๆ มาใช้ร่วมกันแล้ว ยังช่วยให้องค์กรมีความเข้าใจถึงวงจรการบริหารงานคุณภาพ หรือ PDCA มากขึ้นด้วย ได้แก่ วางแผน (Plan), ปฏิบัติ (Do), ตรวจสอบ (Check) และดำเนินการให้เหมาะสม (Act)

เนื้อหาหลัก (Core text) คือ ส่วนสำคัญที่อยู่ภายในแต่ละหัวข้อของ HLS ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกัน (Identical context) ในทุกๆ มาตรฐาน โดยเนื้อหาในส่วนแรกได้กล่าวถึงการกำหนด ขอบข่าย (Scope) ของการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรทุกขนาด ทุกประเภท ที่ต้องการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะมีการอ้างอิง (Normative references) ถึงมาตรฐานฉบับอื่นๆ ที่นำมาช่วยในการสนับสนุน เพื่อให้เกิดความง่ายในการประยุกต์ใช้มาตรฐานในแต่ละองค์กร นอกจากนี้ยังมีการอธิบายถึง คำศัพท์และบทนิยาม (Terms and definitions) ที่จำเพาะสำหรับการทำความเข้าใจมาตรฐาน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของมาตรฐานแต่ละฉบับ ในการประยุกต์ใช้มาตรฐานนี้  องค์กรควรทำความเข้าใจใน บริบทขององค์กร (Context of the organization) และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นต่างๆ ได้ถูกนำมาพิจารณา โดยระบบการบริหารจัดการน้ำขององค์กรจะมีทิศทางและถูกผลักดันให้เกิดประสิทธิผลมากหรือน้อยแค่เพียงใดขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและ ความเป็นผู้นำ (Leadership) ของผู้บริหารระดับสูง และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การวางแผน (Planning) ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของแผนงาน ตัวชี้วัด เป้าหมายในการดำเนินการ รวมทั้งวิธีในการดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ การดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้นั้น ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรส่วน สนับสนุน (Support) ที่เหมาะสม ทั้งทรัพยากรบุคคลและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุน ในส่วนสุดท้ายของมาตรฐานได้อธิบายถึงข้อกำหนดใน การดำเนินการ (Operation) และการควบคุมกระบวนการต่างๆ ตามแผนงานที่วางไว้ และการประเมินสมรรถนะ (Performance Evaluation) ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Improvement) ซึ่งเป็นไปตามวงวจร PDCA ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น

จะเห็นได้ว่ามาตรฐาน ISO46001: 2019 เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึงภาพรวมในการบริหารจัดการน้ำ เน้นมุมมองการจัดการเชิงระบบภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน องค์กรควรพิจารณาขยายขอบเขตความรับผิดชอบ โดยพิจารณาให้ครอบคลุมการลดผลกระทบจากการดำเนินงานตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยใช้แนวทางการประเมินรอยเท้าน้ำ (Water Footprint) หรือนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซี่งเป็นกรอบแนวทางการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบการจัดการน้ำแบบหมุนเวียน (Circular water management) ดังกรณีตัวอย่างของบริษัท Procter & Gamble (P&G) ประเทศอียิปต์ ที่ได้นำน้ำสบู่ที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) แทนการใช้น้ำจืด ในกระบวนการผลิตผงซักฟอก วิธีการนี้ส่งผลให้ลดปริมาณการใช้น้ำจืดลงเกือบ 40% ทั้งช่วยลดภาระการบำบัดน้ำสบู่ก่อนปล่อยออกจากโรงงาน

บริษัทในเครือ L’Oréal เป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่นำเทคโนโลยีเมมเบรนมาใช้ในการบำบัดน้ำเสียในโรงงานเครื่องสำอางก่อนปล่อยออกจากโรงงาน ซึ่งเป็นการรีไซเคิล (Recycle) เพื่อนำไปสู่มาตรฐานคุณภาพของกลุ่มองค์กร โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดจะมีการนำกลับมาใช้ใหม่ในการทำความสะอาดเครื่องจักร สามารถลดการใช้น้ำจืดมากถึง 60%

จากที่กล่าวมานั้นจะเห็นว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ให้แนวทางสำหรับองค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SDGs 6 เรื่องน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล (clean water and sanitation) ซึ่งหากภาคอุตสาหกรรมได้นำแนวทางดังกล่าวนี้มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ย่อมเป็นการสนับสนุนการทิศทางการพัฒนาของประเทศให้สามารถก้าวข้ามผ่านระบบการผลิตแบบเดิมไปสู่โอกาสทางการผลิตแบบใหม่หรือการสร้างนวัตกรรมซึ่งจะก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน ควบคู่กับการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ที่มา :      

  1. https://www.iso.org/standard/68286.html
  2. https://www.wbcsd.org/Programs/Food-and-Nature/Water/Resources/spotlight-on-reduce-reuse-and-recycle

ธรรมชาติเป็นแหล่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เรารับประทานเข้าไป อากาศที่เราหายใจเข้าออกอยู่ทุกขณะ น้ำที่เราดื่ม หรือภูมิอากาศที่แวดล้อมโลกของเราอยู่ ล้วนแล้วแต่มาจากธรรมชาติ  แต่เมื่อมนุษย์เราใช้ประโยชน์จากธรรมชาติจนเกินความพอดี ทำให้โลกต้องหันมาใส่ใจในการพัฒนาอย่างยั่งยืน  และถึงแม้ว่าโรคระบาดร้ายแรงอย่าง COVID-19 จะส่งผลให้ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมดีขึ้นบ้างแล้วก็ตาม แต่เรายังไม่อาจวางใจได้  ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างสรรค์ให้โลกของเราดีขึ้นกว่าเดิม

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2563 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program: UNEP) ได้จัดทำคู่มือปฏิบัติการวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งคนทั่วโลกสามารถนำไปใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะใช้ในนามของปัจเจกบุคคล กลุ่มคน เมือง สถาบันการศึกษา หรือองค์กรธุรกิจ

วันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้ มีการรณรงค์ในหัวข้อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมต่อสู้เพื่อลดความสูญเสียของพืชพันธุ์และสัตว์ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากมนุษย์

เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ ประเทศโคลอมเบียและประเทศเยอรมนีได้ร่วมกันรณรงค์และกระตุ้นให้ทั่วโลกคิดถึงระบบเศรษฐกิจที่ผู้คนได้เข้าไปมีส่วนร่วมและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีประเด็นปัญหามากมายที่โลกของเราไม่อาจสูญเสียไปได้อีกแม้ว่าจะเป็นเวลาที่เรากำลังต่อสู้กับโรคระบาดไวรัสโคโรนาก็ตาม ในฐานะที่ประเทศโคลอมเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากของโลก เช่น มีกล้วยไม้ถึง 3,500 ชนิดและมีชนิดของนกมากถึง 19% ของโลก เป็นต้น รัฐบาลโคลอมเบียจึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับแรก

ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตและรูปแบบทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยเป็นผลจากวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการทางธรรมชาติมานานนับพันล้านปี  ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตในสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งพืชและสัตว์ไปจนถึงเชื้อราและแบคทีเรีย นับได้ราว 8 ล้านสปีชีส์โดยมีระบบนิเวศที่ล้อมรอบอยู่ เช่น มหาสมุทร ป่าไม้ ภูเขา และแนวปะการัง ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพยังรวมไปถึงความหลากหลายทางสายพันธุ์ต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตด้วย

ในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2563 ยังมีคนทั่วโลกเป็นจำนวนมากต้องอยู่ที่บ้านและเว้นระยะห่างทางสังคม โรคระบาด Covid-19 ทำให้มนุษย์ระลึกว่าสุขภาพของมนุษย์นั้นมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพของโลกเพียงใด  เชื้อโคโรนาไวรัสมีการแพร่กระจายจากสัตว์ไปสู่มนุษย์ซึ่งการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโรคนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น มีผู้ป่วยไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันล้านคนและมีผู้เสียชีวิตนับล้านคน

นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าถ้ามนุษย์ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของเราซึ่งมีผลต่อที่อยู่ของสัตว์ป่า เราก็จะตกอยู่ในอันตรายจากโรคระบาดไวรัสมากขึ้นในอนาคต การป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดจากสัตว์มาสู่มนุษย์จึงต้องเน้นเรื่องของภัยคุกคามที่มีความหลากหลายต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติและสัตว์ป่ารวมไปถึงการสูญเสียถิ่นที่อยู่และการทำลายถิ่นฐานธรรมชาติ การค้าที่ผิดกฎหมาย การเกิดมลพิษ การเกิดสปีชีส์ที่รุกราน (สปีชีส์ต่างถิ่นที่สามารถเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ในธรรมชาติ) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น เราทุกคนจำเป็นต้องร่วมกันปกป้องธรรมชาติ ยุติการสร้างมลพิษ และสนับสนุนกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยในระดับบริษัท จำเป็นต้องพัฒนาซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน วิธีปฏิบัติทางการผลิตที่ไม่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ในระดับพลเมืองและกลุ่มสังคมควรมองหาวิธีการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศที่ถดถอยลง ในระดับผู้บริโภค ต้องคิดก่อนซื้อว่าการซื้อนั้นจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลงได้อย่างไร

ปัจจุบัน โลกของเราอยู่ในห้วงเวลาที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อันเนื่องมาจากกิจกรรมที่มีผลต่อการเกิดก๊าซเรือนกระจกลดลง แต่เราก็ยังคงต้องเฝ้าระวังกิจกรรมเหล่านั้นต่อไป  ส่วนในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพนั้น เลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้ชี้ให้เห็นว่า COVID-19 ที่แพร่กระจายมาจากสัตว์ป่านั้น มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโลกของธรรมชาติ เมื่อเราเข้าใกล้ธรรมชาติและทำลายที่อยู่ของสัตว์ป่า ทำให้สปีชีส์ต่างๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น  ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกซึ่งควรมีการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อลดปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้มั่นใจว่ามีการเข้าถึงอาหารและน้ำ รวมทั้งการป้องกันโรคระบาดได้

สำหรับไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ได้พัฒนาชุดมาตรฐาน ISO 14000 รวมทั้งชุดมาตรฐาน ISO 14055 (แนวทางวิธีปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการที่ดินซึ่งมีเป้าหมายในการป้องกันหรือลดการเสื่อมโทรมของที่ดิน) ซึ่งองค์กรสามารถนำไปใช้สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13, Climate Action) การส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล (SDG 14, Life below Water) และการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรบนแผ่นดิน (SDG 15, Life on Land)

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันช่วยกันใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างสรรค์ให้โลกของเราดีขึ้นกว่าเดิม….เมื่อเราใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น ธรรมชาติก็จะใส่ใจเรามากขึ้นเช่นกัน

ที่มา :

  1. https://www.worldenvironmentday.global/
  2. https://news.un.org/en/story/2020/05/1064752
  3. https://www.iso.org/news/ref2520.html

“หางโจว” เมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียง หนึ่งในเมืองที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมากของประเทศจีน ได้พัฒนามาตรฐานอย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาหรือ COVID-19  และปัจจุบันเมืองหางโจวเพิ่งฟื้นตัวจากโรคระบาดนี้

ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ซ่ง หมิงชุง ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 321, Transaction assurance in E-Commerce ทีมที่มหาวิทยาลัยจื่อเหลียงได้พัฒนาโค้ดหรือรหัสสุขภาพที่ใช้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนขึ้นมาโดยใช้คิวอาร์โค้ดเพื่อระบุความเสี่ยงของการแพร่กระจายการติดเชื้อของคนเพื่อทำการกักตัว

จากการสนับสนุนของกลุ่มอาลีบาบาซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองหางโจว ทำให้เมืองมีประสบการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลและวิธีปฏิบัติที่สั่งสมกันมาในเรื่องของการสร้างแหล่งข้อมูล Big Data อันเปรียบเสมือนมันสมองของเมืองซึ่งได้นำไปใช้ป้องกันและควบคุมโรคระบาดไวรัส COVID-19 และผลลัพธ์ที่ได้คือมาตรฐานรหัสสุขภาพใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า “แนวทางการบริหารจัดการและบริการของรหัสสุขภาพของเมืองหางโจว — DB 3301/T 0305-2020” (Guide to the management and service of Hangzhou health code — DB 3301/T 0305-2020) ซึ่งมาจากการรวมเอา Big Data เทคโนโลยีการสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกันเพื่อนำมาใช้ในการแยกแยะความเสี่ยง โดยสร้างและออกแบบคิวอาร์โค้ดให้เหมาะกับแต่ละบุคคลซึ่งขึ้นอยู่กับสถานะทางสุขภาพภายใต้สถานการณ์เฉพาะต่างๆ

แอปพลิเคชันนี้ออกแบบรหัสคิวอาร์โค้ดให้มี 3 สี เหมือนกับไฟจราจร คือ แดง เหลือง และเขียว ซึ่งเชื่อมโยงกับความหมายของสถานะที่มีอันตรายสูง กลาง และต่ำตามลำดับ ตัวอย่างเช่น รหัสสีแดงเป็นการยืนยันว่าเป็นผู้ป่วยที่ต้องสงสัยและจำเป็นต้องมีการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน  รหัสสีเหลืองเป็นการยืนยันว่าเป็นคนที่มีการสัมผัสกับผู้ป่วยที่ต้องสงสัยซึ่งจำเป็นต้องมีการกักตัวเป็นเวลา 7 วัน หลังจากครบกำหนดแล้วจึงจะได้รับรหัสสีเขียว แนวทางนี้เรียกว่า “แผนที่เดียว คิวอาร์โค้ดเดียว และดัชนีเดียว” (one map, one QR code, and one index) ทำให้การควบคุมดูแลโรคระบาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล

มาตรฐานรหัสสุขภาพเป็นการให้แนวทางวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ครอบคลุมไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันช่วงที่เกิดโรคระบาดเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ช่วงเวลาหลังจากการฟื้นตัวของโรคระบาดด้วย

มาตรฐานนี้แบ่งออกเป็น 7 ส่วน ครอบคลุมการใช้งานรหัสสุขภาพ การบริหารจัดการฉุกเฉิน บริการและการใช้งานประจำวันของแอปพลิเคชัน รวมทั้งความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และมุมมองด้านการปกป้องความเป็นส่วนตัวของบุคคล

ปัจจุบัน ทั่วทั้งประเทศจีนมีการสแกนและแสดงรหัสสุขภาพไปแล้วมากกว่า 2.5 พันล้านครั้งครอบคลุมประชากรเกือบ 900 ล้านคน ดังนั้น แอปพลิเคชันนี้จึงมีการเข้าเยี่ยมชมไปแล้วมากกว่า 9 พันล้านครั้งและได้รับการยอมรับจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งได้ไปเยี่ยมชมเมืองหางโจวเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้มาแล้ว

มาตรฐานรหัสสุขภาพดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการสนับสนุนเพียงอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่การที่เมืองหังโจวสามารถฟื้นตัวจากโรคระบาด มีปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน ซึ่ง World Economic Forum ได้สรุปบทเรียนสำคัญที่ได้จากเมืองหางโจวไว้ดังต่อไปนี้ ความเร็วและความแม่นยำของข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการระบุและการติดตามสายพันธุ์ไวรัส  การตัดสินใจในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับบุคคลอย่างถูกต้อง เทคโนโลยีข้อมูลและ Big Data มีความสำคัญเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดโรคระบาดซ้ำ การประเมินความพร้อมของทรัพยากรทางการแพทย์และระบบที่ตอบสนอง  การนำมาตรการเชิงป้องกันไปใช้ในชุมชนและสถานที่ต่างๆ และการให้ข้อมูลแก่สาธารณชน

COVID-19 ทำให้ทั่วโลกได้เรียนรู้ในเรื่องการป้องกันและควบคุมโรคระบาดร้ายแรงไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมด้วย

ที่มา :

  1. https://www.weforum.org/agenda/2020/03/coronavirus-covid-19-hangzhou-zhejiang-government-response/
  2. https://www.iso.org/news/ref2515.html

ปัจจุบัน มีมาตรฐานการบริหารจัดการที่ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้แต่ละองค์กรนำมาใช้ในการบริหารจัดการภายในองค์กร พร้อมรับมือกับสถานการณ์การลดลงของปริมาณน้ำและการขาดแคลนน้ำ โดยมาตรฐานต่าง ๆ ประกอบด้วยคำศัพท์ แนวคิด และหลักการ ซึ่งแต่ละองค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะการประกอบกิจการของตน

การใช้น้ำเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมในบริบทการจัดการน้ำ ลักษณะการใช้น้ำมีศัพท์ที่น่ารู้ 2 คำ ได้แก่ ปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) และการใช้น้ำ (Water consumption)  

ปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการหรือการดำเนินงานขององค์กรทั้งหมด รวมถึงน้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค และน้ำหมุนเวียน ซึ่งมีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตรหรือลิตร

โดยทั่วไปแล้ว  ในการรายงานปริมาณน้ำที่ใช้มักจะมีการรายงานเป็นต่อหน่วยตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ลูกบาศก์เมตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์, ลิตร/คน หรือ ลูกบาศก์เมตร/ห้องพัก โดยจะกล่าวถึงในลำดับถัดไป

สำหรับคำว่า การใช้น้ำ (Water consumption) ที่หากอ้างถึงปริมาณการใช้แล้วอาจมีน้อยกว่าปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) เนื่องจากน้ำบางส่วนอาจติดไปกับผลิตภัณฑ์หรือระเหยไปในบรรยากาศ ทำให้ไม่สามารถคืนสู่แหล่งน้ำดั้งเดิมหรือนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ ทั้งนี้ โดยหลักการแล้ว การใช้น้ำตลอดทั้งกระบวนการผลิตหรือการบริการขององค์กรนั้น ปริมาณน้ำที่ใช้หรือปริมาณน้ำไหลเข้า (Inflow) ต้องมีค่าเท่ากับปริมาณน้ำไหลออก (Outflow) เสมอ ซึ่งประเมินได้โดยการทำสมดุลน้ำ (Water balance) ใช้ในกรณีต้องการคำนวณหาปริมาณน้ำที่องค์กรใช้จริง และนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจวางแผนการปรับปรุง พัฒนาสมรรถนะของการจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ แนวคิดวัฏจักรชีวิต (Life cycle) ซึ่งเป็นที่นิยมในวงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ในบริบทของการประเมินผลกระทบจากการใช้น้ำ เรียกว่าการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ (Water Footprint) ของผลิตภัณฑ์ ทำได้โดยการวิเคราะห์หาปริมาณการใช้น้ำเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เริ่มตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนผลิต การส่งมอบผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้บริโภค จนกระทั่งการกำจัดซากหลังการใช้งาน โดยนิยมวัดในหน่วยของปริมาณน้ำที่ใช้ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (Functional Unit) ตัวอย่างเช่น ลิตร/ผลิตภัณฑ์ 1 หน่วย

สำหรับในแง่มุมของการวัดประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรน้ำขององค์กร มีตัวชี้วัด 2 ประเภทที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ (Business activity indicator) ตามที่ได้กล่าวถึงข้างต้น การกำหนดตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้น้ำของแต่ละกิจการ เช่น กิจการ ประเภทอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจอาจกำหนดเป็นปริมาตรหรือมวลของผลิตภัณฑ์ กิจการประเภทสำนักงาน โรงพยาบาล ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจอาจกำหนดเป็นจำนวนพนักงานหรือจำนวนคนที่ใช้บริการ และกิจการประเภทธุรกิจโรงแรม อาจกำหนดตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจเป็นจำนวนห้องที่มีผู้เข้าพัก เป็นต้น ตัวชี้วัดอีกประเภทสำหรับอ้างถึงปริมาณน้ำสุทธิใช้ในกิจกรรมการดำเนินธุรกิจ แต่ไม่รวมปริมาณน้ำที่มีการรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ ศัพท์ใช้คำว่า ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water efficiency indicator) ซึ่งจะแสดงถึงปริมาณน้ำที่ใช้จริงต่อหน่วยตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ (BAI: Business activity indicator) ตัวอย่างเช่น โรงงานแห่งหนึ่งมีประสิทธิภาพการใช้น้ำเท่ากับ 10 ลิตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์ แสดงว่าโรงงานแห่งนี้ได้กำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ คือ 10 ลิตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์ หากองค์กรมีการนำน้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต มาผ่านการบำบัดให้ได้คุณภาพตามที่ต้องการ และนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เราเรียกน้ำนั้นว่า น้ำหมุนเวียน (Reclaimed water)

ดังนั้น ทุกองค์กรที่ให้ความสำคัญเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ควรแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะของการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water efficiency performance) ขององค์กร โดยการใช้น้ำปริมาณลดลง หรือการใช้ประโยชน์จากน้ำที่องค์กรดึงมาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด

การนำเสนอนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน  เป็นเพียงหนึ่งในชุดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจ ได้มีความเข้าใจในการตีความเนื้อหาเบื้องต้นด้านการจัดการน้ำได้อย่างถูกต้อง

สำหรับท่านที่สนใจแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โปรดติดตามบทความในวารสารออนไลน์ MASCI Innoversity ซึ่งจะนำเสนอเนื้อหาที่ท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อวางแผน และนำแนวทางการบริหารจัดการน้ำไปปฏิบัติภายในองค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่อไป

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/standard/68286.html
  2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:14046:ed-1:v1:en

ความปลอดภัยในสถานที่ทำงานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากเช่นเดียวกับเรื่องของอาชีวอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลาที่เกิดวิกฤตโรคระบาด COVID-19 เช่นในปัจจุบัน

ตอนนี้ โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงไป ความท้าทายหลักคือการทำให้ธุรกิจลอยตัวอยู่ได้ท่ามกลางความถดถอยทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการจัดการให้มีความปลอดภัยในการทำงานสำหรับคนที่ยังสามารถทำงานอยู่ได้และคนที่เตรียมพร้อมที่จะกลับมาทำงานอีกครั้ง

เนื่องในโอกาสวันความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยสากลซึ่งตรงกับวันที่ 28 เมษายนของทุกปี จึงขอกล่าวถึงเรื่องที่ไอเอสโอได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน กล่าวคือไอเอสโอเป็นองค์กรอีกแห่งหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความพยายามและแนวทางในการให้ความช่วยเหลือในเรื่องของการการจัดการให้มีความปลอดภัยในการทำงานทั้งในภาวะปกติและในภาวะที่เกิดวิกฤตโรคระบาดไวรัสโคโรนาอยู่ในขณะนี้

สำหรับปีนี้หัวข้อในการรณรงค์วันความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยสากล คือ “หยุดยั้งโรคระบาด: ความปลอดภัยและสุขภาพสามารถช่วยชีวิตเราได้” ซึ่งช่วยให้เราจดจำถึงความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งองค์กรทั่วโลกต่างต้องเผชิญในเวลานี้และช่วยยกระดับความตระหนักถึงความสำคัญของบริการด้านสุขภาพ อาชีวอนามัยและความปลอดภัยด้วย

ISO 45001, Occupational health and safety management systems – Requirements with guidance for use เป็นมาตรฐานสากลการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเพียงมาตรฐานเดียวและมาตรฐานแรกที่ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่ดี ซึ่งให้แนวทางที่เป็นประโยชน์และกรอบการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับงาน ปกป้องสุขภาพและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน

อย่างไรก็ตาม สุขภาพในที่ทำงานไม่ได้จำกัดเพียงแค่ความปลอดภัยทางกายภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเท่านั้น ความเครียดและความกลัวยังนำไปสู่ผลกระทบอื่นได้อีกด้วย ผู้ปฏิบัติงานทั่วโลกจึงอาจได้รับผลกระทบของความไม่แน่นอนที่มากกว่ารวมทั้งสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตลงได้

ไอเอสโอตระหนักถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงได้พัฒนามาตรฐานอีกฉบับหนึ่งขึ้นมาเพื่อเสริมมาตรฐาน ISO 45001 ให้ครอบคลุมในเรื่องจิตวิทยาด้วย ซึ่งก็คือ มาตรฐาน ISO 45003, Occupational health and safety management – Psychological health and safety in the workplace – Guidelines ซึ่งจะให้แนวทางในเรื่องข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 45001 ที่เกี่ยวกับการจัดการด้านสุขภาพจิตและความเสี่ยงเกี่ยวกับความปลอดภัยในระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

มาตรฐานนี้เน้นในเรื่องที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพจิต รวมทั้งการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิผล แรงกดดันที่มีมากเกินไป ความเป็นผู้นำที่ไม่ดี และวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งไอเอสโอคาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จภายในปี 2564 (ค.ศ.2021)

มาตรฐาน ISO 45001 และมาตรฐาน ISO 45003 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 283, Occupational health and safety management โดยมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหราชอาณาจักร

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้ที่ห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2504.html

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 7 เมษายนของทุกปี เป็นวันอนามัยโลก (World Health Day) เพื่อรณรงค์ให้พลเมืองโลกและภาคีเครือข่ายตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพ และได้รับการส่งเสริมด้านสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ซึ่งในปี 2563 นี้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ปี 2563 เป็นปีแห่ง “การสนับสนุนพยาบาลและผดุงครรภ์” (Support Nurses and Midwives)

จากเหตุการณ์ปกติทั่วไป นอกเหนือจากแพทย์แล้ว พยาบาลและผดุงครรภ์เป็นบุคลากรอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานด้านสาธารณสุขอยู่ในแนวหน้าในการดูแลผู้ป่วย ไม่ใช่แค่ช่วงที่เกิดโรคระบาดอย่างไวรัสโคโรนา หรือ Covid-19 เท่านั้น ผู้ป่วยยังต้องการบริการทางการแพทย์ในด้านอื่นรวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลสุขภาพและการดูแลครรภ์ก่อนและหลังคลอด และการที่บุคลากรเหล่านี้จะทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้การทำงานครอบคลุมถึงการสาธารณสุขระดับสากล

ไอเอสโอมีมาตรฐานสากลที่จะช่วยสนับสนุนแนวคิดขององค์การอนามัยโลกในการให้การศึกษาพยาบาลและผดุงครรภ์ผ่านทางมาตรฐานสากลซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำและจะส่งผลในเชิงเศรษฐกิจด้วย

การที่พยาบาลและผดุงครรภ์สามารถทำงานจะงานได้อย่างเต็มศักยภาพนั้น จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเรื่องสาธารณสุข การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ และการสนับสนุนความแข็งแกร่งทางการเงินของเศรษฐกิจ

ในขณะที่เราเฉลิมฉลองวันอนามัยโลกด้วยเป้าหมายที่มีอยู่ในใจนั้น ไอเอสโอเพิ่งอนุมัติโครงการพัฒนาข้อกำหนดการประชุมเชิงปฏิบัติการสากล (International Workshop Agreement: IWA) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงคุณภาพของสภาพแวดล้อมด้านการเรียนรู้ทางคลินิก

IWA ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้คือ IWA 35, Quality of clinical learning environments for healthcare professionals – Requirements ทั้งนี้ เพื่อเสนอแนวทางสากลในการทำให้มั่นใจในด้านสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ด้านคลินิกสำหรับผู้ที่กำลังฝึกฝนปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลก รวมทั้งพยาบาลและผดุงครรภ์

แซลลี่ สวินจ์วูด ผู้ประสานงานของกลุ่มงานไอเอสโอที่พัฒนาเอกสารดังกล่าวระบุว่างานด้านพยาบาลและผดุงครรภ์นับเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของแรงงานด้านการดูแลสุขภาพในหลายประเทศ ซึ่งเมื่อประกอบกับการขาดแคลนมืออาชีพด้านการดูแลสุขภาพก็หมายความว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับประสบการณ์ด้านคลินิกซึ่งต้องมีอุปกรณ์ที่ดีเพื่อปรับใช้ตามความต้องการของคนไข้ที่มีอยู่หลากหลายอย่างกว้างขวาง

แซลลี่ สวินจ์วูด ได้ทำการปรับปรุงการฝึกฝนด้านการจัดให้มีการศึกษาเกี่ยวกับการพยาบาล แต่การอพยพเคลื่อนย้ายที่เพิ่มมากขึ้นทำให้มีความต้องการบุคลากรมืออาชีพด้านการดูแลสุขภาพมากขึ้นในวงกว้าง

ไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานอีกฉบับหนึ่งที่มีเป้าหมายในการสนับสนุนพยาบาลและผดุงครรภ์ระดับบริหารด้วย ได้แก่ มาตรฐาน ISO 22956, Healthcare organization management – Guidelines for patient-centered staffing ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรด้านการดูแลสุขภาพมีการพิจารณาที่ดีที่สุดและเตรียมการด้านความสามารถของผู้ปฏิบัติงานด้านนี้รวมทั้งทรัพยากรที่จำเป็นซึ่งเกี่ยวข้องกับความต้องการของคนไข้

ดร.เวอโรนิกา มัสควิส เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่รับผิดชอบมาตรฐานดังกล่าวระบุว่า COVID-19 ได้รับการประกาศว่าเป็นโรคระบาดระดับโลกซึ่งทั่วโลกมีความชื่นชมบุคลากรที่เป็นพยาบาลและผดุงครรภ์ผู้ซึ่งอุทิศตนและเสียสละในการทำงานเพื่อส่วนรวมและให้ความสำคัญในการดูแลคนไข้ในช่วงเวลาของการเกิดโรคระบาดนี้

มาตรฐานนี้ยอมรับว่าพยาบาลและผดุงครรภ์จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ รวมทั้งทรัพยากรอย่างเพียงพอเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลซึ่งแนวทางที่ให้ความสำคัญกับคนไข้เป็นหลักนั้นจะมีส่งผลดีต่อการดูแลคนไข้อย่างมีคุณภาพด้วยความปลอดภัย

เมื่อ IWA และ ISO 22956 ได้รับการเผยแพร่แล้ว เอกสารทั้งสองฉบับนั้นจะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการดูแลสุขภาพร่วมกับมาตรฐานไอเอสโอฉบับอื่นต่อไป

มาตรฐาน ISO 22956 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 304, Healthcare organization management โดยมีเลขานุการคือ ANSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2499.html

เวลานี้ โลกของเราอยู่สถานการณ์ที่เผชิญหน้ากับความท้าทายหลายด้าน ผลกระทบของโรคระบาดไวรัสโคโรนาไม่เพียงแต่ส่งผลต่อสุขภาพส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสังคมและเศรษฐกิจด้วย และมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่เป็นเวลาอีกนานจนอาจกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา  ดังนั้น เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสถานการณ์นี้ และควรเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตอย่างไร

ก่อนหน้านี้ ธุรกิจเป็นจำนวนมากถูกดิสรัพท์จากการเปลี่ยนแปลงของโลกในด้านต่างๆ เมื่อมาถึงตอนนี้ ธุรกิจเป็นจำนวนไม่น้อยอยู่ในภาวะที่เผชิญกับความเสี่ยงทางธุรกิจ มีธุรกิจไม่มากนักที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้  เจ้าของธุรกิจและซีอีโอต่างต้องอาศัยความอดทนเพียรพยายาม  ความรู้ และความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ไปได้

อย่างไรก็ตาม วิกฤตขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้ ทำให้เกิดความท้าทายที่จะต้องต่อสู้และรับมือกับอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้กลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมีแผนการที่เป็นระบบเพื่อเตรียมรับมือกับภัยคุกคามของโรคระบาดที่ส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจอันเปราะบางทั่วโลก

มาตรฐานการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการเริ่มต้นในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว  ภาคอุตสาหกรรมเรียกมาตรฐานนี้ว่า BCMS หรือ ISO 22301, Business Continuity Management และยังมีมาตรฐานไอเอสโอฉบับอื่นที่สามารถนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในสถานการณ์นี้ด้วยเช่นกัน

ธรรมชาติของธุรกิจทั่วโลกที่มีความซับซ้อนในสถานการณ์ต่างๆ จึงอาจทำให้เราเตรียมการรับมือได้ยาก แต่ข่าวดีคือข้อมูลที่ละเอียดมากพอจะทำให้เราเข้าใจทั้งสาเหตุและผลกระทบของการดิสรัพท์อย่างชัดเจนมากขึ้น แนวทางการขับเคลื่อนข้อมูลเช่นนี้เป็นศูนย์กลางของมาตรฐาน ISO 22301 ซึ่งเพิ่งได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเมื่อปีที่แล้วภายใต้การนำของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 292, Security and Resilience

เมื่อคิดถึง BCMS ในแง่ของมาตรการป้องกัน ผู้นำและผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมอาจตั้งคำถามว่าแล้วจะสายเกินไปไหมสำหรับการเริ่มต้นในตอนนี้

เมื่อถึงเวลาต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ ธุรกิจส่วนใหญ่จะมีสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าต้องทำ จึงไม่อยากเริ่มต้นสิ่งใหม่  แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมสามารถวางใจได้ก็คือ คุณสามารถทำได้และคุณไม่ต้องลงทุนเพื่อเตรียมการด้วยตัวเอง เราได้เรียนรู้แล้วว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงักลง เราจำเป็นต้องเตรียมแผนการล่วงหน้าเพื่อพร้อมรับมือและพยายามดำเนินกิจการเพื่อให้ธุรกิจพลิกฟื้นกลับมาโดยเร็วที่สุด ดังนั้น ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เคยใช้มาตรฐานนี้และไม่เคยคิดถึงมาตรฐาน BCMS มาก่อนด้วยซ้ำ แต่คุณสามารถทำได้ และเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเริ่มต้น

ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจของมาตรฐาน BCMS ได้ MASCI Innoversity ในเร็วๆ นี้ค่ะ

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2494.html

องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 22 มีนาคมของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์น้ำของโลก (World Day for Water) อันเนื่องมาจากปัญหาโลกร้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อวัฏจักรน้ำบนโลกอย่างฝนแล้ง น้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติต่างๆ และยังส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรโลก ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการด้วย

ปัจจุบัน สถานการณ์วิกฤตน้ำทั่วโลกส่งผลให้บางประเทศมีน้ำใช้ลดลง ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ หรือประสบปัญหามลพิษทางน้ำหรือแหล่งน้ำเสีย  ภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกจึงปรับตัวและเตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยนำวิธีการบริหารจัดการน้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในองค์กร เพื่อให้องค์กรอยู่รอดได้เมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤตน้ำ

จากประสบการณ์ของผู้เขียนในการทำงานกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนพบว่ามีปัจจัยสำคัญ 5 ประการที่สามารถนำองค์กรไปสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และองค์กรทั่วไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมได้

ประการแรก ความมุ่งมั่นและกลยุทธ์ขององค์กร โดยการกำหนดเป้าหมาย พันธกิจ กลยุทธ์ในการบริหารจัดการน้ำขององค์กร และการประเมินความเสี่ยงของแหล่งน้ำที่นำมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ขององค์กร เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านน้ำต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม การบริหารเชิงกลยุทธ์จะช่วยให้องค์กรกำหนดและพัฒนาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันขึ้นมาได้ และเป็นแนวทางที่บุคลากรภายในองค์กรรู้ว่าจะใช้ความพยายามไปในทิศทางใดจึงจะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

ประการที่สอง การบริหารจัดการน้ำ ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันและควรมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ตลอดทั่วทั้งองค์กร เพื่อให้วิเคราะห์ได้ง่าย สามารถวางแผนและแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำได้อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างมาตรฐานสากลที่สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เช่น มาตรฐาน ISO 46001: 2019 ระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water efficiency management systems – Requirements with guidance for use) และมาตรฐาน  ISO 14046: 2014 การจัดการสิ่งแวดล้อม – วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ – แนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับเอสเอ็มอี (Environmental Management – Water Footprint – A Practical Guide for SMEs)
เป็นต้น

ประการที่สาม นวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยการนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจอยู่ในรูปของแนวคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ ตลอดจนผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในระบบงานต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำขององค์กร เช่น การหาเทคโนโลยีที่ช่วยในการบำบัดน้ำเสียให้สามารถกลับมาใช้ใหม่ หรือการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถช่วยลดการใช้น้ำในกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดี ต้องสามารถตอบโจทย์ได้ครั้งเดียวหลายด้าน หลายกระบวนการขององค์กร

ประการที่สี่ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยองค์กรควรสร้างความรู้และความตระหนักให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้รับทราบถึงแนวทางในการบริหารจัดการน้ำขององค์กร และควรแสวงหาโอกาสความเป็นไปได้ในการใช้ขอบเขตอิทธิพลขององค์กรในการส่งเสริมองค์กรในห่วงโซ่คุณค่าให้นำแนวปฏิบัติที่ดีด้านการจัดการน้ำมาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นส่วนสนับสนุนให้องค์กรได้บรรลุผลตามเป้าหมายของการบริหารจัดการน้ำ โดยพิจารณาตลอดวัฐจักรชีวิต (Life Cycle Perspective)

ประการสุดท้าย เครือข่ายทางสังคมและการทำงานร่วมกับองค์กรอื่น ในรูปแบบของการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ  และชุมชน หรือที่เรียกกันว่า “การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ” โดยทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือกันในการเป็นแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ ทั้งทางด้านทักษะและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการร่วมมือกับองค์กรอื่นที่มีลักษณะธุรกิจประเภทเดียวกัน เพื่อผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพของระบบการจัดการน้ำและเป็นระบบที่ยั่งยืน

ปัจจัยนำไปสู่ความสำเร็จดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ได้นำเสนอเพื่อเป็นแนวทางสำหรับองค์กรในการริเริ่มหรือปรับแนวทางการกำกับดูแลองค์กร กระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโอกาส และการบริหารความเสี่ยง เช่น สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  เป็นต้น เพื่อผลักดันให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม และสามารถแก้ไขและป้องกันปัญหาวิกฤตน้ำของโลกอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา :

  1. https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2452315116301424
  2. http://www.wwf.or.th/what_we_do/wetlands_and_production_landscape/freshwater/
  3. https://www.unwater.org/water-facts/scarcity/

ความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ก็คือเรื่องของสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่หรือ COVID-19 ซึ่งกำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกนั่นเอง ถึงแม้ว่าทั้งสองเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นคนละช่วงเวลา แต่ก็ส่งผลกระทบต่อโลกของเราเป็นอย่างมาก และมีสำนักข่าวต่างประเทศได้นำเสนอข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างภาวะโลกร้อนกับไวรัสโคโรน่าดังต่อไปนี้

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ได้นำเสนอข่าวการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาซึ่งเกิดจากโรคระบาดไวรัสโคโรน่า ทำให้โรงงานต้องหยุดการผลิต  สายการบินในประเทศจีนก็หยุดให้บริการในหลายเส้นทาง และพนักงานหรือบุคลากรเป็นจำนวนมากต้องหยุดพักอยู่ที่บ้าน ทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงประมาณ 25% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากการคำนวณของนักวิเคราะห์ขององค์กรเอกชนแห่งหนึ่ง คือศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด

ต่อมา วันที่ 29  กุมภาพันธ์ 2563 สำนักข่าวบีบีซี ได้นำเสนอข่าวการลดระดับมลภาวะในประเทศจีนส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าเช่นกันโดยได้แสดงภาพถ่ายดาวเทียมซึ่งทำให้เห็นว่าระดับมลภาวะในประเทศจีนลดลงอย่างกะทันหันซึ่งองค์การนาซา (องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา) เชื่อว่าส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากไวรัสโคโรน่า

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการลดลงของระดับไนโตรเจนออกไซด์นั้น ก๊าซพิษนี้เกิดจากกระบวนการสันดาปของเครื่องยนต์ที่ถูกปล่อยออกมาจากยานยนต์ และโรงงานอุตสาหกรรม  ซึ่งพบครั้งแรกว่าอยู่ใกล้เมืองอู่ฮั่น และกระจายไปทั่วประเทศ และเมื่อเปรียบเทียบแผนที่ หลังจากเกิดการกักกันบริเวณผู้ป่วย การลดลงจึงเกิดขึ้นเนื่องจากโรงงานในประเทศจีนหยุดทำการผลิตเพื่อควบคุมโรค

เฟย หลิว นักวิจัยคุณภาพอากาศที่นาซ่ากล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่เราเห็นก๊าซเรือนกระจกลดลงจากปรากฏการณ์โรคระบาด

เฟย หลิวยังกล่าวด้วยว่าก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ได้ลดลงในหลายประเทศระหว่างที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยซึ่งเริ่มเมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) แต่การลดลงก็เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป นักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตว่ารอบกรุงปักกิ่งระหว่างมีการจัดกีฬาโอลิมปิคเมื่อปี 2551 ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่หลังจากกีฬาโอลิมปิคสิ้นสุดลง ระดับมลภาวะทางอากาศก็เพิ่มขึ้นอีก

การลดลงของระดับไนโตรเจนออกไซด์ในปี 2563 เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับการเฉลิมฉลองตรุษจีนในประเทศจีนและหลายประเทศในเอเชียซึ่งธุรกิจและโรงงานทั่วไปปิดทำการ และปกติระดับไนโตรเจนออกไซด์จะเพิ่มขึ้นเมื่อสิ้นสุดเทศกาลลง

ในขณะที่ตรุษจีนอาจมีบทบาทในการทำให้ระดับไนโตรเจนออกไซด์ลดลง นักวิจัยก็เชื่อว่าการลดลงนี้มีอะไรมากกว่าผลกระทบของวันหยุดหรือสภาพอากาศที่เกี่ยวข้องกับความแปรปรวน เพราะว่าระดับไนโตรเจนออกไซด์ในประเทศจีนตอนกลางและภาคตะวันออกก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญราว 10 – 30% ซึ่งต่ำกว่าที่มีการสังเกตการณ์ทั่วไปในช่วงนี้ ในปีนี้ อัตราการลดลงก็มีนัยสำคัญมากกว่าปีที่แล้วและคงอยู่ยาวนานกว่าเดิม เฟย หลิวจึงกล่าวว่าไม่แปลกใจเลยว่าเป็นเพราะหลายเมืองทั่วโลกได้มีมาตรการที่จะลดการแพร่กระจายไวรัสนั่นเอง

สำหรับสำนักข่าวไฟแนนเชียลเอ็กซ์เพรส วันที่  28 กุมภาพันธ์ 2563 ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าภาวะโลกร้อนกระตุ้นให้ไวรัสชนิดนี้แพร่กระจายจากสัตว์ไปสู่มนุษย์และเร่งให้เกิดการแพร่กระจายมากขึ้น  เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างไวรัสโคโรน่ากับภาวะโลกร้อน

ปัจจุบัน ผลกระทบของโรคระบาดไวรัสโคโรน่ายังคงเกิดขึ้นเป็นระลอกและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศจีน ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า และประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตลอดจนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศต่างๆ ด้วย

ขณะเดียวกันนี้ ปรากฏว่าทั่วโลกเริ่มทำการยกเลิกการประชุมและการแข่งขันต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศเพื่อควบคุมสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรน่าไม่ให้แพร่กระจายออกไป ซึ่งทั้งโรคระบาดและภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกและภาวะผู้นำของแต่ละประเทศในการจัดการกับความท้าทายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผล

ที่มา :

  1. https://www.nytimes.com/2020/02/26/climate/nyt-climate-newsletter-coronavirus.html
  2. https://www.bbc.com/news/world-asia-51691967
  3. https://www.financialexpress.com/opinion/relation-between-coronavirus-and-global-warming-climate-crisis-changes-disease-pandemics/1883450/

ปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่เป็นจำนวนมากนิยมใช้ซอฟต์แวร์ ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้การวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรเพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการเชื่อมโยงระบบงานต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้องค์กรสามารถจัดการและติดตามกระบวนการงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ระบบงานทางบัญชีและการเงิน ระบบงานทรัพยากรบุคคล ระบบกระจายสินค้า และการทำรายงานทางการเงิน เป็นต้น

เนื่องจากธรรมชาติของข้อมูลที่อยู่ในระบบ ERP มีการเชื่อมโยงเข้าด้วยกันซึ่งหากองค์กรนำไปใช้งานแล้วจะพัฒนากระบวนการทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้ผู้ตรวจประเมินทั้งภายในและภายนอกสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งในรายละเอียดของแต่ละองค์กรจะแตกต่างกันไปตามระบบที่มีการออกแบบให้เหมาะสมกับองค์กร เช่น ด้านเนื้อหาข้อมูล รูปแบบข้อมูล รายงานการปฏิบัติงาน รายงานการบริหารจัดการ และรายงานทางการเงิน เป็นต้น

ล่าสุด ไอเอสโอพัฒนามาตรฐาน ISO 21378: 2019, Audit data collection ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ตรวจประเมินมีการเข้าถึงและถอดรหัสข้อมูลการตรวจประเมินด้วยมาตรฐานกระบวนการระบุ จำแนก และรวบรวมข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลการตรวจประเมินทำได้ง่าย  โปร่งใส  และไม่ทำงานซ้ำซ้อน ซึ่งจะทำให้ผู้ตรวจประเมินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้ธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถรวบรวมข้อมูลการตรวจประเมินได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้มากขึ้น

อนึ่ง ตามวัตถุประสงค์ ISO 21378 ของมาตรฐานดังกล่าว การประเมินที่ระบุในมาตรฐานนั้นหมายถึงการตรวจสอบบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเงินและสถานะทางการเงินขององค์กรเพื่อตรวจสอบว่าบันทึกข้อมูลนั้นมีการนำเสนออย่างตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ มาตรฐานดังกล่าวมีการกำหนดกรอบการทำงานร่วมกันสำหรับองค์ประกอบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจและจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นเพื่อสกัดเอาสิ่งที่เกี่ยวข้องออกมา และยังทำให้มีวิธีการในการแสดงข้อมูลอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะใช้ระบบ ERP หรือไม่ก็ตามซึ่งสามารถใช้กับงานหลายด้าน เช่น การขาย บัญชี  สินค้าคงคลัง สินทรัพย์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น ทำให้ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจด้านการบริหารจัดการบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

มาตรฐานใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ผู้ตรวจประเมินทั้งภายในและภายนอก ผู้รับการตรวจประเมิน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ขายซอฟแวร์ ERP เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาในการรวบรวมข้อมูลองค์กรและช่วยปรับปรุงการรวบรวมข้อมูลและช่วยในเรื่องรายงานการตรวจประเมินทางการเงิน

มาตรฐาน ISO 21378 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 295, Audit data services  ซึ่งมีเลขานุการคือ SAC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ  ISO Store

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2460.html
  2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:21378:ed-1:v1:en