ปัจจุบัน หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามอันเกิดจากความไม่สมดุลของปริมาณน้ำฝนและภัยแล้ง ซึ่งประเทศต่างๆ กำลังดำเนินการแก้ไขและป้องกันเพื่อสนับสนุนแนวทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในหัวข้อ SDG 6 (Clean Water and Sanitation) โดยมีวัตถุประสงค์ให้ทุกคนมีน้ำไว้ใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและมีการจัดการน้ำและสุขาภิบาลอย่างยั่งยืน

การดำเนินงานขององค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถดำเนินการเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ และยังสามารถดำเนินการเปิดเผยข้อมูลที่เรียกว่า ESG ได้อีกด้วย ซึ่งก็คือ การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลองค์กร (Environment Social Governance: ESG) อันหมายถึง การรายงานข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิด เป้าหมาย พัฒนาการ และผลการดำเนินงานสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลองค์กร ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับทราบอย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกกันว่ารายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ซึ่งนิยมเปิดเผยเป็นรายปี

อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรอาจมีความกังวลว่าจะได้รับประโยชน์หรือไม่จากการเปิดเผยข้อมูล ESG และเมื่อดำเนินการแล้วจะมีบทบาทต่อสมรรถะทางการเงินขององค์กรอย่างไร วารสาร MIT Sloan Management Review ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ได้ให้ข้อมูลว่าการดำเนินการเหล่านั้น เป็นเรื่องที่องค์กรสามารถบริหารจัดการได้ซึ่ง ESG เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการตัดสินใจลงทุน จึงมีส่วนช่วยให้ลดความเสี่ยงจากการลงทุนในระยะยาว แต่หากองค์กรทั่วโลกไม่สนับสนุนให้องค์กรลงทุนแล้วก็เป็นการยากที่โลกของเราจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) อย่างไรก็ตาม เราสามารถดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ง่ายกว่าที่คิดไว้

เพื่อสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ ร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้รวมทั้งมีส่วนร่วมในการสนับสนุน SDG 6 ผู้เขียนจึงขอนำเสนอแนวทางการรายงานข้อมูลความยั่งยืนขององค์กรด้านน้ำ หนึ่งในตัวชี้วัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานการจัดทำรายงาน Global Reporting Initiative (GRI)  ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรเข้าใจผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ภาพรวมการใช้น้ำขององค์กร และวิธีการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้องค์กรรายงานข้อมูลปริมาณน้ำที่มีการดึงมาใช้จากแหล่งน้ำต่างๆ  รายงานปริมาณการระบายน้ำ และปริมาณการใช้น้ำจากแหล่งต่างๆ ขององค์กร

สำหรับขั้นตอนการเขียนรายงาน GRI ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ขั้นตอน คือ การเตรียมการภายในองค์กร (Prepare) การพูดคุยหารือกับผู้มีส่วนได้เสียทั้งในและนอกองค์กร (Connect) การกำหนดเป้าประสงค์และเนื้อหารายงาน (Define) การติดตามเก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น (Monitor) และการลงมือเขียนรายงาน (Report) ตามลำดับ โดยมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับปริมาณการใช้น้ำและการระบายน้ำ ดังนี้

  1. GRI 303: น้ำและการระบายน้ำออก (Water and Effluents)
  1. GRI 306: การระบายน้ำออก และการจัดการของเสีย (Effluents and Waste)

การรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะการใช้น้ำตามกรอบการรายงานความยั่งยืนตามแนวทางสากล GRI ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่สามารถดึงดูดผู้ลงทุน ทำให้ลดความเสี่ยงจากการลงทุนในระยะยาว แสดงถึงความโปร่งใส และเพิ่มความเชื่อมั่นให้ธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและภาคการบริการที่มีการใช้น้ำปริมาณมาก อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้แนวคิดการลงทุนที่ยั่งยืน (Sustainable Investment) รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน SDG 6 เพื่อให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2573 ต่อไป

ที่มา :  

  1. https://www.globalreporting.org/standards/resource-d ownload-center
  2. https://sloanreview.mit.edu/article/supporting-sustainable-development-goals-is-easier-than-you-might-think/

กีฬาโอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศที่ดึงดูดให้คนทั่วโลกเข้าไปท่องเที่ยวและสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน พร้อมกันนั้นก็นำมาซึ่งความเสี่ยงหรืออันตรายในด้านความมั่นคงปลอดภัยด้วย และเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานใหม่ที่จะช่วยให้เมืองมีการจัดการกับงานใหญ่ๆ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยของสาธารณชนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการจัดงาน

มาตรฐาน ISO 22379, Security and resilience – Guidelines for hosting and organizing large citywide events มีเป้าหมายในการจัดเตรียมแนวทางและความเชี่ยวชาญด้านวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยง ความปลอดภัยของสาธารณชน และความต่อเนื่องของการบริการระหว่างที่มีการจัดงานใหญ่

มาตรฐานนี้จะเป็นมาตรฐานสากลฉบับแรกของโลกที่จะนำเอาความรู้และวิธีการที่ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องในการจัดการใหญ่อย่างโอลิมปิกฤดูร้อนที่โตเกียว ในปี 2020 และโอลิมปิกฤดูหนาวในปักกิ่ง รวมทั้งงานเบอร์ลินมาราธอน เข้ามารวมกัน

อีวาร์โคลุนด์ ผู้ประสานงานของกลุ่มงานที่พัฒนามาตรฐาน กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้มาตรฐานนี้ทรงคุณค่าและโดดเด่นไม่เหมือนใครก็คือมาตรฐานนี้จะเป็นผลผลิตของบทเรียนและการเรียนรู้ของเมืองจำนวนมากและผู้จัดงานอีเว้นท์ทั่วโลก

เขากล่าวว่า เมืองจำนวนมากมองว่าอีเว้นท์ระดับสากลเช่นนี้ดึงดูดผู้คนจำนวนมากเข้ามาและเป็นวิธีการหลักในการส่งเสริมเมืองให้ก้าวไปสู่ระดับโลก แต่การที่จะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร

สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในปัจจุบันก็คือแต่ละเมืองเริ่มต้นวางแผนงานจากศูนย์โดยไม่ได้รับเอาความรู้เกี่ยวกับความเชี่ยวชาญหรือความสามารถหรือวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดของเมืองอื่นเข้ามาใช้ ดังนั้น มาตรฐานนี้จะช่วยเมืองหรือผู้ใช้งานได้เรียนรู้และได้รับประโยชน์จากการแบ่งปันเรื่องราวดังกล่าว

ลุนด์กล่าวว่าถึงอย่างนั้นก็ตาม ยังไม่มีมาตรฐานสากลใดที่สามารถกล่าวถึงองค์ประกอบทั้งหมดในการเตรียมงานแบบองค์รวม ตลอดจนการลงมือจัดงานให้ประสบความสำเร็จและประเมินผลการทำงานในลักษณะที่มีความมั่นคงปลอดภัยและมีความยั่งยืน

การใช้มาตรฐาน ISO 22379 จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้การจัดอีเว้นท์ขนาดใหญ่มีการปรับปรุงที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เมืองมีความสามารถในการเป็นเจ้าภาพในแบบที่มีส่วนร่วมต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติด้วย

มาตรฐาน ISO 22379 ยังช่วยให้เมืองตัดสินใจว่าควรจะจัดงานหรือไม่ เนื่องจากจะช่วยให้เมืองสามารถระบุความเสี่ยงที่แท้จริงและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นด้วย

มาตรฐานนี้จะเป็นประโยชน์มากเมื่อใช้เสริมกับมาตรฐาน ISO 20121, Event sustainability management systems – Requirements with guidance for use ซึ่งให้กรอบการทำงานสำหรับการปฏิบัติงานในอีเว้นท์ที่ยั่งยืนในระดับสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน มาตรฐานยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการพัฒนา

มาตรฐานนี้ ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience ซึ่งมี SIS  สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน เป็นเลขานุการ

มาตรฐานดังกล่าวมีส่วนในการส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในข้อ 3 Good Health and Well-being, ข้อ 6 Clean Water and Sanitation, ข้อ 7 Affordable and Clean Energy, ข้อ 8 Decent Work and Economic Growth, ข้อ 9 Industry, Innovation and Infrastructure, ข้อ 10 Reduced Inequality, ข้อ 11 Sustainable Cities and Communities, ข้อ 12 Responsible Consumption and Production, ข้อ 13 Climate Action, Peace และข้อ 16 Justice and Strong Institutions

 

ที่มา:  https://www.iso.org/news/ref2458.html

องค์กรมีการประเมินและให้คุณค่าความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร  อันที่จริงแล้ว มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่จะบอกเราได้ แต่ข้อมูลที่จะทำให้เราสามารถตัดสินคุณค่าที่แท้จริงกลับมีไม่มากนัก  ล่าสุด ไอเอสโอได้เตรียมคำตอบให้กับเราแล้ว

องค์กรสามารถวิเคราะห์ทางเลือกที่เหมาะสมกับองค์กรเพื่อกำหนดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ที่จะได้รับ แต่วิธีไหนจะเป็นวิธีที่องค์กรควรใช้นั้น ไอเอสโอ ได้เข้ามาช่วยเราแล้วด้วยการให้แนวทางวิธีการตามมาตรฐาน ISO 14007, Environmental management – Guidelines for determining environmental costs and benefits

องค์กรจำเป็นต้องรู้ว่าตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมและกลยุทธ์ใดที่ช่วยในเชิงเศรษฐกิจได้ ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ต้นทุนด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญในทางกลยุทธ์และวิธีการที่จะนำไปสู่โครงการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ISO 14007 ช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดและสื่อสารด้านต้นทุนและประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของตัวองค์กรเอง  และยังช่วยบอกองค์กรให้รู้ว่าจะทำการวิเคราะห์ความคุ้มค่าหรือประสิทธิภาพด้านต้นทุนอย่างไรในกรณีที่องค์กรมีทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป

มาร์ติน แบกซ์เตอร์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207 คณะอนุกรรมการ SC 1, Environmental management systems อธิบายว่าปัจจุบัน มีแรงผลักดันมากขึ้นในการประเมินต้นทุนทางธรรมชาติเช่นเดียวกับความต้องการในการประเมินทางการเงินสำหรับลักษณะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรและผลกระทบ

มาตรฐาน ISO 14007 ช่วยให้มีการสร้างข้อมูลที่โปร่งใสและแม่นยำ  ลดอุปสรรคด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และช่วยให้เข้าใจคุณค่าของความยั่งยืน

ส่วนมาตรฐานใหม่อย่าง ISO 14008 Monetary valuation of environmental impacts and related environmental aspects เพิ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2562 ซึ่งอธิบายวิธีการประเมินลักษณะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบซึ่งมีการจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและประโยชน์ดังกล่าว ดังนั้น ทั้งจึงแนะนำให้ใช้มาตรฐานสองฉบับนี้ควบคู่กัน

ความยั่งยืนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาไว้ซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีของคนในปัจจุบันและเพื่อลูกหลานในอนาคต และความเป็นอยู่ที่ดีนี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเศรษฐกิจซึ่งต้นทุนทางธรรมชาติก็มีบทบาทสำคัญสำหรับอนาคต

สำหรับมาตรฐาน ISO 14007 ได้รับการพัฒนาจากคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management, คณะอนุกรรมการวิชาการ subcommittee SC 1, Environmental management systems โดยมีเลขานุการคือ SCC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

 

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2456.html

มาตรฐานเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนเราทุกด้าน นักพัฒนามาตรฐานจึงต้องมาจากทุกภาคส่วนของสังคม ไอเอสโอจึงได้ปรับปรุงแนวทางสากลใหม่สำหรับความสามารถที่จำเป็นต้องมีของมืออาชีพด้านมาตรฐาน และทำให้ทักษะมีความกลมกลืนไปในแนวทางเดียวกันรวมทั้งดึงดูดผู้ที่มีความรู้ความสามารถใหม่ๆ ให้เข้ามาในชุมชนมาตรฐานด้วย

นับตั้งแต่ข้อกำหนดของบริษัทไปจนถึงแนวทางระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล มีมาตรฐานอยู่หลายชนิดและนับพันรายการ หากไม่ใช่มืออาชีพด้านมาตรฐานนับล้านคนที่มาทำงานด้วยกัน มาตรฐานเหล่านั้นคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนามาตรฐานมีความหลากหลาย จึงจำเป็นต้องมีทักษะร่วมกันหลายอย่าง เช่นแนวทางที่หลากหลายที่มีอยู่ในโครงการคุณสมบัติระดับชาติในหลายประเทศและแนวทางการศึกษาของกลุ่มความร่วมมือเอเปคสำหรับมาตรฐานมืออาชีพเล่ม 5 (Education Guideline 5: Inspiring the Next Generation of Standards Professionals – Towards Job Profiling in Today’s Global World) และเล่ม 6 (Education Guideline 6: Career Roadmap and Competence Requirements for Standards Professionals)

ไอเอสโอได้พัฒนาข้อตกลงเชิงปฏิบัติการสากล International Workshop Agreement (IWA) สองส่วนซึ่งกำหนดความรู้ความสามารถสำหรับองค์กรทั่วโลก เพื่อการยอมรับสำหรับแนวทางระดับสากล และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมืออาชีพที่ทำการพัฒนามาตรฐาน

ส่วนแรกคือ IWA 30-1, Competence of standards professionals – Part 1: In companies ระบุความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับคนที่ทำงานด้านการมาตรฐานให้กับบริษัท ส่วนที่สองคือ IWA 30-2 Competence of standards professionals – Part 2: In standards-related organizations ใช้สำหรับคนที่อยู่ในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับส่วนใดส่วนหนึ่งของวงจรชีวิตด้านมาตรฐาน เอกสารนี้ครอบคลุมโครงสร้างงานหลักและงานรองซึ่งความสามารถร่วมกันที่ต้องมีคือความสามารถที่ต้องมีตามหน้าที่งานและตามโรดแมปของอาชีพสำหรับมืออาชีพด้านมาตรฐาน

ดองกึน ชอง ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานกล่าวว่างานด้านการมาตรฐานมีอยู่ทั่วโลกเป็นจำนวนมากมายและยังคงต้องการคนใหม่ๆ มาร่วมงานในชุมชนมาตรฐาน

มาตรฐานมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตั้งใจจะตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป มาตรฐานเหล่านี้จะช่วยให้มืออาชีพใหม่ๆ สามารถเข้าไปทำงานในโลกของการมาตรฐานได้และคนที่มีอาชีพด้านนี้อยู่แล้วก็จะสามารถพัฒนาและปรับปรุงทักษะได้เช่นกัน

ผู้สนใจ IWA 30-1 และ IWA 30-2 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2445.html

ปัจจุบัน ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารไม่เพียงแต่จะมาจากความต้องการของผู้บริโภคหรือหน่วยงานควบคุมภาครัฐเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความรับผิดชอบในส่วนผู้ผลิต ผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้ขนส่ง และผู้จัดจำหน่ายด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของการขนส่งและการจัดเก็บ นับว่าเป็นองค์ประกอบที่แยกกันไม่ขาดสำหรับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของอาหาร ปัจจุบัน แนวทางสากลใหม่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้เพื่อช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยทุกๆ จุดตลอดซัพพลายเชนของอาหาร

ข้อกำหนดหลักของมาตรฐาน  ISO 22000 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานสากลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดฉบับหนึ่งของโลกในด้านความปลอดภัยของห่วงโซ่อาหาร จัดเป็นเอกสารโปรแกรมสุขลักษณะพื้นฐาน (Prerequisite Program:  PRPs) สำหรับผู้ผลิตอาหาร ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานและกิจกรรมที่จำเป็นสำหรับองค์กรและซัพพลายเชนทั้งหมดเพื่อดูแลในด้านความปลอดภัยของอาหาร เรื่องเหล่านี้ ไอเอสโอให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จึงได้มีการจัดทำข้อกำหนดทางวิชาการ (technical specifications: TS) เพื่อช่วยควบคุมให้มีความปลอดภัยในกระบวนการผลิตอาหาร

มาตรฐานล่าสุดที่ไอเอสโอได้ตีพิมพ์เผยแพร่ คือ ISO/TS 22002-5, Prerequisite programmes on food safety – Part 5: Transport and storage ซึ่งมีโครงสร้างข้อกำหนดเกี่ยวกับ PRPs สำหรับการขนส่งและการจัดเก็บในห่วงโซ่อาหาร

อาลี รับปินจ์ จากกลุ่มงานที่พัฒนาข้อกำหนดทางวิชาการนี้ กล่าวว่า ISO/TS 22002-5 จะช่วยให้การขนส่งอาหารมีการปกป้องในเรื่องอาหาร ส่วนประกอบ วัตถุดิบ และการบรรจุหีบห่อที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของผู้ผลิต ทำให้มั่นใจว่าอาหารที่ส่งมอบไปยังผู้บริโภคมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง

การใช้ข้อกำหนดดังกล่าวจะช่วยให้แนวทางความปลอดภัยด้านอาหารเป็นไปในแนวทางเดียวกันตลอดทั้งห่วงโซ่อาหารซึ่งง่ายต่อการควบคุมและตรวจสอบ และสามารถลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนลงได้

ISO/TS 22002-5 เป็นหนึ่งในชุดข้อกำหนด 6 ข้อของ PRPs ในเรื่องความปลอดภัยที่มีเป้าหมายในการช่วยให้ผู้นำมาตรฐานไปใช้งานสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดของ ISO 22000 ได้ ชุดมาตรฐานนี้ประกอบด้วย

ส่วน ISO/TS 22002-5 เป็นข้อกำหนดทางเทคนิควิชาการ 1 ใน 6 ของ PRPs ด้านความปลอดภัยของอาหารที่มีเป้าหมายในการช่วยให้ผู้ใช้มาตรฐานสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดตามมาตรฐาน ISO 22000

ISO/TS 22002-5 ได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มงาน WG 10, Transport and storage ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 34, Food products คณะอนุกรรมการ SC 17,  Management systems for food safety โดยมีเลขานุการคณะอนุกรรมการคือ DS ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเดนมาร์ก

ผู้สนใจชุดมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2444.html

การจัดซื้อขององค์กรเป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งขององค์กรซึ่งผู้บริหารไม่อาจมองข้ามไปได้ ปัจจุบัน องค์กรหลายแห่งให้ความสำคัญกับการจัดซื้อที่ยั่งยืน โดยมีการคำนึงถึงเกณฑ์ด้านความยั่งยืนในการประเมินการจัดซื้อขององค์กรด้วย และเกณฑ์หรือมาตรฐานจะมีมุมมองครอบคลุมกระบวนการการตัดสินใจซื้ออย่างรอบด้านซึ่งการจัดซื้อของทุกองค์กรต่างมีผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

องค์กรใหญ่ๆ ที่มีการนำแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้งาน ได้แก่ ธนาคารโลก ซึ่งเมื่อเดือนเมษายน 2562 ได้จัดทำแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนโดยกำหนดเป็นนโยบายและแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนให้กับพนักงานและโครงการที่มีการลงทุนกับธนาคารในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีหลักการสำคัญ เช่น ความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความมีประสิทธิภาพ ความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ เป็นต้น นอกจากนี้ เมื่อปี 2558 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ก็ได้กำหนดกลยุทธ์การจัดซื้อโดยคำนึงถึงประโยชน์ของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนเช่นกัน (UNDP Procurement Strategy 2015 – 2017)

ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 20400 การจัดซื้ออย่างยั่งยืน เพื่อให้องค์กรทั่วโลกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงความรับผิดชอบในการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งจะมีส่วนต่อความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในข้อที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่มีความรับผิดชอบด้วย โดยองค์กรสามารถรวมนโยบายการจัดซื้อและวิธีปฏิบัติเข้ากับการบริหารจัดการความเสี่ยงซึ่งจะทำให้องค์กรมองเห็นโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

การจัดซื้ออย่างยั่งยืนเป็นโอกาสที่จะเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กรด้วยการปรับปรุงด้านผลผลิต การประเมินคุณค่าและสมรรถนะ การส่งเสริมการสื่อสารระหว่างผู้ซื้อ ซัพพลายเออร์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด รวมทั้งการส่งเสริมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในองค์กร

มาตรฐาน ISO 20400 จะทำให้องค์กรที่นำมาตรฐานนี้ไปใช้มีความเข้าใจเรื่องของการจัดซื้ออย่างยั่งยืน และผลกระทบที่เกิดขึ้นของกิจกรรมจัดซื้อโดยคำนึงถึงเรื่องของนโยบาย กลยุทธ์ องค์กร และกระบวนการ รวมทั้งวิธีการนำการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้ในองค์กร ทั้งนี้ มาตรฐาน ISO 20400 ยังใช้หัวข้อหลักของความรับผิดชอบทางสังคมที่นำมาจากมาตรฐาน ISO 26000, Guidance on social responsibility เพื่อทำให้องค์กรมีกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมจากการกระบวนการจัดซื้อผ่านทางซัพพลายเชนขององค์กรด้วย

องค์กรทุกประเภทและทุกขนาดสามารถนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ซึ่งการนำไปใช้ก็ขึ้นอยู่บริบทและลักษณะของแต่ละองค์กร โดยการนำไปใช้งานนั้นให้ใช้แนวคิดที่เหมาะสมกับขนาดขององค์กร และสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่นำไปใช้ก็จะช่วยส่งเสริมองค์กรขนาดเล็กและองค์กรขนาดกลางที่เป็นซัพพลายเชนให้มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นด้วย

ที่มา : https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:20400:ed-1:v1:en

วันที่ 27 กันยายนของทุกปี องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNWTO) ได้กำหนดให้เป็นวันท่องเที่ยวโลก ซึ่งไอเอสโอมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนทั่วโลกด้วยการพัฒนามาตรฐานด้านการท่องเที่ยว และในปีนี้ได้มีส่วนร่วมในหัวข้อ “การท่องเที่ยวและงาน: อนาคตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน”

พาลัด ซิงห์ พาเทล รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของอินเดียซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันท่องเที่ยวโลกกล่าวว่า  การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคส่วนชั้นนำที่มีการจ้างงานถึง 10% ของการจ้างงานทั่วโลก และการพัฒนาการท่องเที่ยวมีส่วนเชื่อมโยงโดยตรงต่อการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน มาตรฐานหลายมาตรฐานของไอเอสโอมีส่วนช่วยสนับสนุนให้โลกมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างงานที่ดี มีคุณค่ามากขึ้นด้วย

นาตาเลีย ออร์ทิส เดซาราเต ผู้จัดการคณะกรรมการวิชาการของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของไอเอสโอที่ทุ่มเทให้กับอุตสหกรรมท่องเที่ยว กล่าวว่าไอเอสโอมีมาตรฐานจำนวนมากที่มีเป้าหมายในการปรับปรุงความสามารถของบุคลากรที่ทำงานในภาคส่วนการท่องเที่ยว ตัวอย่างเช่น มาตรฐาน ISO 24802, Recreational diving services – Requirements for the training of scuba instructors และ ISO 13970, Recreational diving services – Requirements for the training of recreational snorkelling guides ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นวิธีปฏิบัติในระดับสากลที่ดีที่สุดสำหรับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการดำน้ำ

มาตรฐานเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจในคุณภาพในระดับสูงอันนำมาซึ่งประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมดำน้ำและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ  อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ISO/TR 21102, Adventure tourism – Leaders – Personnel competence ซึ่งเป็นรายงานทางวิชาการที่ให้รายละเอียดว่าตลาดคำนึงถึงอะไรว่าเป็นความสามารถที่จำเป็น ทำให้นายจ้างมีแนวทางในการเปรียบเทียบในระดับสากลและลูกจ้างมีสิ่งที่ใช้เป็นแนวทางเดียวกันในการแข่งขันกับผู้อื่น

ความมั่นคงและความปลอดภัยเป็นใบผ่านทางไปสู่ความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งทำให้มั่นใจในข้อเสนอที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว และยังสร้างสรรค์งานได้มากขึ้นด้วย

ไอเอสโอยังมีมาตรฐานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอีกจำนวนมากที่ช่วยปรับปรุงเรื่องของความยั่งยืน ความปลอดภัย และความเป็นมืออาชีพในกิจกรรมการท่องเที่ยว  ทำให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ISO 21101, Adventure tourism – Safety management systems – Requirements เป็นมาตรฐานที่ทำให้ผู้ให้บริการกิจกรรมท่องเที่ยวแบบผจญภัยมีแนวทางระบบการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมมีประสบการณ์ที่ดี ทำให้ผู้ปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยวแบบผจญภัยมีสมรรถนะด้านความปลอดภัย สามารถตอบสนองความคาดหวังสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมและความปลอดภัยของพนักงาน รวมทั้งสนับสนุนความสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎหมายที่มีการประยุกต์ใช้

ISO 20611, Adventure tourism – Good practices for sustainability – Requirements and recommendations เป็นมาตรฐานที่เป็นเค้าโครงวิธีการขององค์กรการท่องเที่ยวแบบผจญภัยสามารถนำไปใช้ปฏิบัติอย่างยั่งยืนและส่งเสริมวิธีปฏิบัติที่อ่อนโยนสำหรับผู้มีส่วนร่วมและชุมชนท้องถิ่น

ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับช่วยในการวางแผนอย่างรอบคอบและมีการประเมินความเสี่ยง เช่น การใช้แห่งทรัพยากรพลังงานใช้ซ้ำ มีความตระหนักถึงกฎระเบียบเกี่ยวกับของเสียและในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศอันเปราะบาง

ISO 21401, Tourism and related services – Sustainability management system for accommodation establishments – Requirements ช่วยให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านสังคมและการมีส่วนร่วมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่อยู่ในระหว่งการพัฒนาคือ ISO 22525, Tourism and related services – Medical tourism – Service requirements ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มีการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นไปตามระดับที่คนไข้คาดหวัง

มาตรฐานไอเอสโอสำหรับการท่องเที่ยวได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 228, Tourism and related services  ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญของไอเอสโอในเรื่องการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง  และรับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานในขอบข่ายของคำศัพท์ ข้อกำหนดของการบริการด้านการท่องเที่ยวของผู้ให้บริการการด้านการท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้บริโภคมีเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกใช้บริการท่องเที่ยว

สำหรับวันท่องเที่ยวโลกเป็นกิจกรรมประจำปีที่จัดขึ้นโดย UNWTO ซึ่งมีส่วนร่วมในคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอที่ทำการพัฒนามาตรฐานด้านการท่องเที่ยวดังกล่าว

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2440.htm
  2. https://www.iso.org/committee/375396.html  

เมื่อปี 2512 (ค.ศ.1969) ผู้คนทั่วโลกยังคงฟังเพลงจากเทปคาสเซ็ทและไม่มีชิปไมโครโพรเซสเซอร์  แต่ในปีนั้นเอง เป็นปีที่ประวัติศาสตร์โลกได้บันทึกไว้ว่ามนุษยชาติได้เดินทางไปเหยียบดวงจันทร์แล้ว และความตื่นเต้นของมวลมนุษยชาติที่ได้เห็นมนุษย์เดินทางไปเหยียบดวงจันทร์ก็ได้ผ่านไปแล้วเป็นเวลา 50 ปี

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 เป็นวันครบรอบการเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ของยานอพอลโล่ 11 โดยมีนักบินอวกาศที่ลงเหยียบพื้นดวงจันทร์คนแรกเมื่อ 50 ปีที่แล้ว คือ นีล อาร์มสตรอง ตามด้วยบัซ อัลดริน และไมเคิล คอลลินส์ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นาซายังคงดำเนินภารกิจในการสำรวจจักรวาลต่อไป แต่สิ่งที่คนทั่วโลกได้รับประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิมก็คือ “มาตรฐานสากล” ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทในเรื่องความปลอดภัยและปรากฏอยู่ในความสำเร็จของความพยายามในการสำรวจจักรวาลนั้นเอง

มีรายงานว่ามนุษย์คนแรกที่เหยียบดวงจันทร์จะมาร่วมฉลองงาน World Space Week 2019 ระหว่างวันที่ 4 – 10 ตุลาคมนี้ด้วย ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อเฉลิมฉลองสัปดาห์อวกาศโลก โดยในปีนี้มีการให้ความสำคัญในหัวข้อ “ดวงจันทร์: ประตูสู่ดวงดาว” (The Moon: Gateway to the Stars) เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีสำหรับภารกิจการเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ของยานอวกาศอพอลโล 11 และความสำคัญของดวงจันทร์ในอนาคต (สำหรับประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISDA ได้จัดงานมหกรรมอวกาศระดับนานาชาติ 2019 ไปแล้วเมื่อวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2562 ณ อิมแพคท์ ฟอรั่ม เมืองทองธานี )

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 นักบินอวกาศทั้งสามคนได้แก่ นีล อาร์มสตรอง บัซ อัลดริน และไมเคิล คอลลินส์ ได้เดินทางไปเยือนสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติที่กรุงนิวยอร์ค และได้กล่าวในตอนท้ายของงานว่าในเมื่อความหวังที่พลเมืองโลกมีให้กับการแก้ไขปัญหาที่อยู่นอกโลกยังเกิดขึ้นได้ ก็มีความหวังที่จะแก้ปัญหาที่อยู่บนโลกให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน

ไม่ว่าการสำรวจอวกาศจะทำให้อะไรเกิดขึ้นในอีก 50 ปีข้างหน้าก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่จะยังคงอยู่อย่างแน่นอนก็คือการมาตรฐานซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการปรับปรุงความปลอดภัยของยานอวกาศต่อไป

ปัจจุบัน ความพยายามในเรื่องของการมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของยานอวกาศปรากฏอยู่ในการดำเนินงานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 20 20, Aircraft and space vehicles ซึ่งมีผลงานการพัฒนามาตรฐานแล้วเสร็จไปถึง 668 ฉบับ และยังมีมาตรฐานที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาอีก 218 ฉบับ โดยมีเลขานุการของคณะกรรมการวิชาการคือ ANSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่ได้ส่งนักบินอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์เป็นคนแรกของโลกนั่นเอง

ที่มา :

  1. http://thaiastro.nectec.or.th/library/article/3419/
  2. https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/news/magazine/ISOfocus%20(2013-NOW)/en/2019/ISOfocus_136/ISOfocus_136_en.pdf
  3. https://www.worldspaceweek.org/?fbclid=IwAR0i0Byxprn8vu5pRy8RcLCVIQXBspaEhLQ2FlgLE2K4svghz2QV1I_Z4QI

ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญกำลังประชุมกันเพื่ออภิปรายถึงมาตรฐานใหม่ของไอเอสโอที่จะช่วยวัดปริมาณผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศของสสารที่สามารถนับปริมาณได้

ระบบการคำนวณที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน มีการเน้นไปที่การวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นส่วนใหญ่ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์หรือมีเทน และไอเอสโอมีจำนวนมาตรฐานที่สนับสนุนเรื่องนี้อยู่แล้ว เช่น ชุดมาตรฐาน ISO 14064 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังมีสาระสำคัญอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศซึ่งระบบการวัดในมาตรฐานที่มีอยู่เดิมไม่ครอบคลุม

มาตรฐานใหม่ที่กำลังพัฒนานี้มีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดที่เรียกว่าการแผ่รังสี (radiative forcing) ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่มีการดูดซับไปโดยโลกของเราและพลังงานที่มีการแผ่รังสีกลับไปยังอวกาศ  ซึ่งเมื่อพลังงานที่กำลังแผ่เข้ามายังโลก มีมากกว่าพลังงานที่กลับออกไป ชั้นบรรยากาศของโลกจึงเกิดความอุ่น ดังนั้น อุณหภูมิของโลกจึงสูงขึ้น

มีหลายสิ่งที่สามารถมีผลต่อการแผ่รังสี รวมทั้งก๊าซเรือนกระจก ไอน้ำ และฝุ่นละออง มาตรฐานใหม่จึงเน้นไปที่วิธีการใหม่ในการคำนวณปริมาณนี้ี

บริททิน แอล โบนนิ่ง ผู้จัดการคณะกรรมการกลุ่มพัฒนามาตรฐานได้กล่าวไว้ว่า มาตรฐานแนวทางของ ISO 14082 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะขยายขอบข่ายมาตรฐานไอเอสโอเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไปด้วยการพิจารณาถึงฟุตพริ้นท์ด้านสภาพอากาศของสสารที่มีผลกระทบต่อการแผ่รังสี

สสารเช่นผงผุ่นเขม่าดำและฝุ่นอื่นๆ ไม่ได้มีการพิจารณาอยู่ภายใต้นิยามของก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน ISO 14064 ดังนั้น เราจึงรู้ว่าเราจำเป็นต้องมีมาตรฐานใหม่ที่ใช้ในการวัดและคำนวณผลกระทบของสิ่งที่มีอิทธิพลในด้านสภาพภูมิอากาศซึ่งมีความโดดเด่นไม่เหมือนใครซึ่งไม่ใช่แก๊สทั้งในเชิงกายภาพและเคมี  หากมาตรฐานดังกล่าวแล้วเสร็จ จะช่วยให้มีหลักการและแนวทางในการคำนวณและการรายงานฟุตพริ้นท์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการแผ่รังสี

ในอนาคต มาตรฐานนี้จะช่วยให้ระบุโครงการและปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศที่มีส่วนในการบริหารจัดการด้านการแผ่รังสีอย่างมีประสิทธิผล และสนับสนุนความน่าเชื่อถือ ความคงเส้นคงวา และความโปร่งใสในเรื่องดังกล่าวรวมถึงการลดของปริมาณและการรายงานด้วย

ร่างมาตรฐานนี้เป็นเอกสารแนวทางสำหรับการวัดตัวชี้วัดและการวัดปริมาณ ซึ่งไม่รวมถึงข้อแนะนำสำหรับวิธีขององค์กรที่สามารถเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการแผ่รังสีหรือมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่เป็นการเน้นไปที่วิธีการคำนวณและวัดผลกระทบต่อการแผ่รังสีที่สสารอาจมีผลกระทบไปถึง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญได้กล่าวย้ำว่าเทคนิควิศวกรรมดาวเคราะห์ (geoengineering) เช่น การบริหารจัดการรังสีจากดวงอาทิตย์ และการบริหารจัดการรังสีจากโลกนั้น อยู่นอกเหนือขอบข่ายของเอกสารนี้

มาตรฐาน ISO/AWI 14082, Radiative Forcing Management – Guidance for the Quantification and Reporting of Radiative Forcing-Based Climate Footprints and Mitigation Efforts อยู่ในระหว่างการพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนจากสมาคมผู้บริโภค ภาคการศึกษา เอ็นจีโอ และรัฐบาล

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกของไอเอสโอซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 160 ประเทศ  ซึ่งไอเอสโอได้มีความพยายามเป็นอย่างมากในการทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐานมากขึ้นรวมทั้งนำเอาความต้องการของผู้บริโภคเข้ามาพิจารณาด้วย กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการร่างมาตรฐานใหม่นี้ยังมีการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงงานให้เข้ากับศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศซึ่งได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่โดย IPCC ด้วย

การเตรียมการสำหรับมาตรฐานดังกล่าวเป็นผลจากความพยายามในการลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเรื่องที่เกี่ยวกับการแผ่รังสีซึ่งยังไม่เคยมีการพิจารณาในเรื่องนี้ และไอเอสโอหวังว่าจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2425.html

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกรับรู้อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่ร้อนทะลุบันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิในฤดูหนาวในอาร์คติกที่เพิ่มขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียสนับตั้งแต่ปี 2533 (ค.ศ. 1990) ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ปะการังฟอกขาว หรือผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพ  ไปจนถึงเรื่องคลื่นความร้อน และความไม่มั่นคงด้านอาหาร

นอกจากนี้ ผลกระทบของภาวะโลกร้อนยังส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ อีกด้วย และเมื่อเร็วๆ นี้ ธุรกิจชั้นนำของโลกมีการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อธุรกิจแล้วพบว่ามีมูลค่าเกือบล้านล้านเหรียญสหรัฐ  แสดงว่าเราไม่อาจจะเพิกเฉยต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อีกต่อไป ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและไอเอสโอก็ได้พัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศฉบับใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยในเรื่องนี้เช่นกัน

สภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นแง่มุมทั้งหมดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สามารถส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้  ซึ่งยังสร้างโอกาสอีกด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานของ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) แสดงว่ากลุ่มของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบ 17 ล้านล้านเหรียญสหรัฐได้ประเมินค่าใช้จ่ายด้านความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาสภาพภูมิอากาศที่มีต่อธุรกิจไว้ที่เกือบ 1 ล้านล้านเหรีญสหรัฐ  หรืออีกด้านหนึ่ง พวกเขาประเมินโอกาสที่จะได้รับจากธุรกิจมีมากกว่าสองเท่า

ดังนั้น การมีแผนการที่รัดกุมและเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับความสำเร็จทางธุรกิจ

มาตรฐาน ISO 14090, Adaptation to climate change — Principles, requirements and guidelines เป็นมาตรฐานฉบับแรกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้องค์กรประเมินผลกระทบในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัวอย่างมีประสิทธิผลซึ่งช่วยให้มีการระบุและประเมินความเสี่ยง และรีบทำอะไรกับโอกาสที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

มาตรฐานนี้เสนอกรอบการทำงานที่ทำให้องค์กรมีการพิจารณาการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อมีการออกแบบและการนำนโยบายไปใช้รวมถึงกลยุทธ์ การวางแผน และกิจกรรม

จอห์น ดอรา ผู้ประสานงานร่วมกลุ่มการทำงานที่พัฒนามาตรฐานนี้กล่าวว่าผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อากาศที่ไม่พึงคาดหวังและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ สามารถมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อส่วนที่สำคัญที่สุดขององค์กรถ้าหากไม่มีการเตรียมการในเรื่องนั้นมาก่อนซึ่งเป็นเพราะความเสียหายด้านโครงสร้างหรือการดิสรัพท์ต่อธุรกิจของพวกเขา ความเข้าใจผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือไม่เพียงแต่มีการนำเอาปฏิบัติการด้านการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอกาศเข้ามาใช้เท่านั้น แต่การตัดสินใจขององค์กรยังสามารถทำได้บนพื้นฐานของความเสี่ยงและโอกาสด้วย ดังนั้น ความเข้าใจในเรื่องความยืดหยุ่น จึงเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อห่วงโซ่คุณค่า เช่น ในการจัดซื้อ การลงทุน และการประกันภัย เป็นต้น

เหลียง ซัน ผู้ประสานงานร่วมอีกคนหนึ่งกล่าวว่า มาตรฐาน ISO 14090 จะช่วยให้องค์กรประเมินและเตรียมการสำหรับผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและทำให้เกิดความยืดหยุ่นได้มากขึ้น และยังช่วยให้องค์กรเน้นถึงโอกาสที่เป็นไปได้เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

มาตรฐานใหม่ของไอเอสโอเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรทุกประเภท ไม่ว่าจะมีแผนการปรับตัวอยู่หรือไม่ก็ตาม การนำไปใช้ยังช่วยให้ผู้ใช้มีส่วนสนับสนุนโดยตรงต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในเรื่องปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13) ด้วย

มาตรฐาน 14090 ได้รับการพัฒนาโดยคณะทำงานกลุ่มที่ 9 ของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management คณะอนุกรรมการที่ 7, Greenhouse gas management and related activities ซึ่งมีเลขานุการร่วมคือ SAC สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน และ SCC สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา

มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานที่นำมาใช้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและคณะกรรมการก็กำลังทำงานด้านมาตรฐานอื่นๆ ที่จะช่วยดำเนินการต่อในเรื่องแนวทางต่อไป ซึ่งรวมถึง ISO14091, Adaptation to climate change — Vulnerability, impacts and risk assessment และ ISO 14092, GHG Management and related activities: requirement and guidance of adaptation planning for organizations including local governments and communities.

อนาคตโลกของเราขึ้นอยู่กับความพยายามในการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการเกิดก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งมาตรฐานสากลที่กล่าวมาข้างต้นจะช่วยให้องค์กรสามารถจัดลำดับความสำคัญและพัฒนาการปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายด้านปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้ จึงนับว่าเป็นการพลิกวิกฤตโลกร้อนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา :

1. https://www.iso.org/news/ref2405.html
2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:14090:ed-1:v1:en
3. https://www.un.org/en/climatechange/un-climate-summit-2019.shtml