จากข้อมูลของมูลนิธิเอลเลน แมคอาร์เธอร์ คาดการณ์ว่าภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) ขยะพลาสติกในมหาสมุทรจะมีจำนวนมากกว่าปลา และสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ได้ระบุว่าหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ การก้าวไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนนั่นเอง ซึ่งจะทำให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยมีนวัตกรรมใหม่ๆ การสร้างงาน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นการออกแบบเศรษฐกิจที่เน้นการนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ เป็นการสร้างคุณค่าขึ้นใหม่ ทำให้เกิดของเสียน้อยลงและมีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแอนเดอร์ส ไวค์มาน อดีตเอกอัครราชทูตของกระทรวงต่างประเทศ​สวีเดน อดีตผู้ช่วยเลขาธิการและผู้อำนวยการด้านนโยบายของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)  เลขาธิการสมาคมอนุรักษ์ธรรมชาติสวีเดน และสมาชิกสภาสหภาพยุโรป ได้กล่าวไว้ว่า

“ถ้าทั้งโลกมีเป้าหมายร่วมกันจริงๆ เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเสียใหม่เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน”

ในการที่จะก้าวไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน แคทเธอรีน เชอโวช ประธานคณะกรรมการของไอเอสโอในเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน กล่าวว่าจำเป็นต้องมีโมเดลทางเศรษฐกิจแบบใหม่ ธุรกิจก็จำเป็นต้องมีโมเดลธุรกิจใหม่ สิ่งที่ยังขาดอยู่คือการมีวิสัยทัศน์ระดับโลกว่าจริงๆ แล้วเศรษฐกิจหมุนเวียนคืออะไร รวมทั้งโมเดลที่องค์กรต่างๆ สามารถรับเอาไปใช้ได้

ปัจจุบัน ไอเอสโอมีคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 323, Circular economy ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ 65 ประเทศและกำลังมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แนวคิดสำหรับคณะกรรมการเริ่มต้นด้วยการสัมมนาที่ AFNOR สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศส จัดขึ้น โดยมีผู้นำทางธุรกิจจากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมแสดงความต้องการในการเปลี่ยนไปใช้รูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาแล้วก็คือ มาตรฐานของประเทศฝรั่งเศส XP X30-901, Circular economy – Circular economy project management system – Requirements and guidelines ซึ่งเผยแพร่เมื่อปี 2561 และมีเสียงสะท้อนในทางที่ดีจนกระทั่งมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 323, Circular economy

คณะกรรมการวิชาการตั้งใจจะสร้างชุดของหลักการที่เห็นพ้องต้องกันในระดับสากลสำหรับคำศัพท์ กรอบการทำงานของเศรษฐกิจหมุนวียน และพัฒนามาตรฐานระบบการจัดการ และจะพิจารณารูปแบบธุรกิจทางเลือกและวิธีการวัดและประเมินเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วย

แคทเธอรีน กล่าวว่ามีความเร่งด่วนที่จะต้องก้าวไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน เนื่องจากผลกระทบของทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพที่กำลังจะหมดไป การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของความไม่เท่าเทียมกันในประเทศต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปแบบการผลิตและการบริโภคของประชากรโลก และคณะกรรมการต่างก็เห็นด้วยว่าจำเป็นต้องพัฒนามาตรฐานในเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

คณะกรรมการ ISO/TC 323, Circular economy มีเป้าหมายที่จะเปิดเผยทุกแง่มุมของเศรษฐกิจหมุนเวียนรวมทั้งการจัดซื้อภาครัฐ การผลิต การกระจาย และตลอดทั้งช่วงชีวิตรวมทั้งในเรื่องที่กว้างขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนสังคม และการประเมิน เช่น ฟุตพริ้นท์ของระบบหมุนเวียนหรือดัชนีชี้วัด เป็นต้น

คณะกรรมการวิชาการนี้จะได้รับประโยชน์จากคณะกรรมการวิชาการไอเอสโออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย ซึ่งได้ทุ่มเทให้กับการพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เช่น การจัดซื้ออย่างยั่งยืน การจัดการคุณภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

การทำงานของคณะกรรมการวิชาการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญโดยตรงต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในหัวข้อที่ 8 การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน (Decent Work and economic growth) หัวข้อที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่มีความรับผิดชอบ (Responsible consumption and production) หัวข้อที่ 13 การดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน (Climate action)  และหัวข้อที่ 15การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนของระบบนิเวศบนบก (Life on land)

หากทั่วโลกร่วมมือร่วมใจกันก้าวไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว นอกจากลูกหลานของเราจะไม่ประสบกับปัญหาขยะพลาสติกมากกว่าปลาในมหาสมุทรแล้ว แต่ยังจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าเดิมและมีความยั่งยืนกว่าเดิมอีกด้วย

ที่มา :

1. https://www.iso.org/news/ref2402.html
2. https://www.the101.world/circular-economy/

รัฐบาลท้องถิ่นมีหน้าที่ในการบริหารจัดการในหลายๆ เรื่อง นับตั้งแต่การขนส่งไปจนถึงระบบการระบายน้ำ ระบบแสงไฟ และการปกป้องภัยให้กับพลเมือง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าประชากรจะมีความคาดหวังกับรัฐบาลท้องถิ่นเป็นอย่างมาก ซึ่งมาตรฐานแนวทางการจัดการคุณภาพของรัฐบาลท้องถิ่นที่ไอเอสโอทำการทบทวนใหม่จะช่วยให้มีการปรับปรุงกิจกรรมและเชื่อมโยงกิจกรรมเข้ากับความต้องการและความคาดหวังของท้องถิ่นเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ชุมชนที่มีความสุขมากขึ้น

ภาครัฐนับเป็นผู้ให้บริการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งให้บริการที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประชากรผู้อยู่อาศัย ความท้าทายจึงไม่เพียงแต่เป็นการทำให้ความคาดหวังของประชากรเป็นไปอย่างสมดุลกับข้อจำกัดด้านงบประมาณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดำเนินงานอย่างสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์และสิ่งแวดล้อมด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ประสบกับความยากลำบากด้านเศรษฐกิจ  รัฐบาลท้องถิ่นจำเป็นต้องบริหารจัดการด้านทรัพยากรและกระบวนการที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิผล และทำงานร่วมกันเป็นระบบ

ISO 18091, Quality management systems – Guidelines for the application of ISO 9001 in local government เป็นมาตรฐานที่จะช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผู้มีอำนาจดำเนินการในระดับท้องถิ่นสามารถรักษาระดับบริการที่ดีไว้ให้ได้และยังปรับปรุงในเรื่องความยั่งยืนด้วยซึ่งมีการปรับปรุงรูปแบบและเครื่องมือเชิงวินิจฉัยสำหรับการนำระบบการจัดการคุณภาพไปใช้อย่างครอบคลุมซึ่งจะมีส่วนทำให้เกิดความเชื่อถือและมีประสิทธิภาพสำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในระดับท้องถิ่น

ผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลท้องถิ่น คาร์ลอส แกดสเดน ผู้ประสานงานคณะกรรมการวิชาการที่ทบทวนมาตรฐานดังกล่าวระบุว่าเราสามารถทำให้รัฐบาลท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับสากล มีความเข้มแข็งมากขึ้นด้วยการทำงานด้วยกันอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เขากล่าวว่ามาตรฐาน ISO 18091 ประกอบไปด้วยเครื่องมือที่ดีเยี่ยมสำหรับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของพลเมืองอย่างเต็มที่และทันเวลา

ISO 18091 เป็นมาตรฐานไอเอสโอฉบับแรกที่ให้แนวทางแก่ภาครัฐในการนำมาตรฐาน ISO 9001 ไปใช้ในรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งให้ความสนใจในบริบทของการปฏิบัติงาน ซึ่งมีการปรับปรุงให้มีการรวมเอาข้อกำหนดของ ISO 9001: 2015 ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรฐานได้อย่างเต็มที่ โดยมีวิธีการวินิจฉัยสำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในระดับท้องถิ่นเพื่อประเมินขอบข่ายและความสมบูรณ์ของกระบวนการและบริการ

แกดสเดนอธิบายว่ามาตรฐานดังกล่าวเป็นเอกสารทางวิชาการที่ไม่ใช่ทำขึ้นเพื่อนักวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องในทางการเมืองซึ่งในทางเทคนิควิชาการจะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับรัฐบาลท้องถิ่นด้วย

รัฐบาลท้องถิ่นสามารถใช้ดัชนีชี้วัดเหล่านี้เพื่อประเมินความก้าวหน้าตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ข้อและทำให้มั่นใจได้ในความต่อเนื่องของสมรรถนะด้านการบริหารที่จำเป็นเพื่อทำให้การนำ SDGs ไปใช้ในระดับท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ และประหยัดทรัพยากร มีการนำเอาการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของหลักฐานข้อมูลต่างๆ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่นที่จะสามารถนำชุมชนเดินหน้าและบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในที่สุด

ISO 18091 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 176, Quality management and quality assurance ซึ่งเป็นคณะกรรมการวิชาการที่อยู่เบื้องหลังมาตรฐาน ISO 9001 มีเลขานุการ คือ SCC สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2378.html

จากข้อมูลขององค์การน้ำแห่งสหประชาชาติระบุว่า ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) การขาดแคลนน้ำจะทำให้คนทั่วโลกเดือดร้อนไม่ต่ำกว่า 700 ล้านคน วันสากลแห่งน้ำจึงได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ข้อ 6 ซึ่งหมายถึงการนำให้มั่นใจว่าคนทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงน้ำและการสุขาภิบาลได้ภายในปี 2573 แต่ว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้โลกของเราก้าวไปสู่เป้าหมายนั้นได้ แล้วมาตรฐานไอเอสโอมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ได้อย่างไร

แม้ว่าน้ำจะมีครอบคลุมถึง 70% ของพื้นผิวโลก แต่มีบางส่วนเท่านั้นที่เป็นน้ำ น้ำดื่มที่หาได้มีการกระจายไปทั่วโลกไม่ทั่วถึงกัน และมีการทำให้ปนเปื้อนไปบ้าง ซึ่งหมายถึงว่าคนอีกนับพันล้านคนจะไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ในแต่ละวัน สถานการณ์ปัจจุบันยังหมายถึงว่าคนจำนวน 4.5 พันล้านคนยังคงขาดแคลนบริการด้านสุขาภิบาลที่มีการบริหารจัดการอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท

ในการเฉลิมฉลองวันสากลแห่งน้ำซึ่งตรงกับวันที่ 22 มีนาคมของทุกปี ทำให้ทั่วโลกให้ความสนใจในเรื่องความสำคัญของน้ำดิบ ซึ่งในปีนี้ให้ความสำคัญในหัวข้อ “ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง”  และเหมาะสมกับการปรับใช้ในวาระ 2030 ซึ่งมีวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับคนทั่วโลก  และเป็นโรดแม็ปขององค์การสหประชาชาติที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกไปสู่สิ่งที่ดีกว่าภายในปี 2573 ซึ่งรวมถึงการอุทิศให้กับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อ 6  (SDG 6) ในเรื่องน้ำ ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับน้ำไปแล้วกว่า 1,400 ฉบับ และแต่ละมาตรฐานก็เป็นตัวแทนของวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำ น้ำประปา น้ำใช้ น้ำเสีย และระบบการกำจัดน้ำ และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรฐานใหม่เรื่องการใช้น้ำซ้ำจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำได้เป็นอย่างดี

ทั่วโลกมีอัตราการใช้น้ำสูงขึ้นมากกว่าสองเท่าของประชากรที่เพิ่มขึ้นเมื่อศตวรรษที่แล้ว การขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ที่แห้งแล้งของโลกทำให้เกิดแรงกดดันอย่างหนักในพื้นที่ในเมือง ซึ่ง 55% ของประชากรโลกอาศัยอยู่

คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 เรื่องการใช้น้ำซ้ำ โดยคณะอนุกรรมการ SC 2, Water reuse in urban areas กำลังทุ่มเทให้กับงานเกี่ยวกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำในเมือง ซึ่งมาตรฐานสากลใหม่ ISO 20760-1 มีการให้แนวทางวิธีการใช้ประโยชน์ของน้ำเพื่อทำให้ตอบสนองความพึงพอใจเรื่องน้ำและยกระดับแรงกดดันเรื่องน้ำที่มีของพื้นที่ในเมือง

มายะ อิชิกาว่า เลขานุการของคณะกรรมการวิชาการดังกล่าวอธิบายว่า ในการเตรียมแนวทางการวางแผนและการออกแบบระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ  วิธีการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ และวิธีการและเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงและสมรรถนะของระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำนั้น  มาตรฐานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 จะเป็นหัวใจสำคัญของการนำน้ำกลับมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ภูมิภาคต่างๆ ในโลกนี้สามารถต่อสู้กับการขาดแคลนน้ำได้ นอกจากนี้ คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 ยังเน้นในเรื่องระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำเพื่อการชลประทานและการใช้งานด้านอุตสาหกรรมด้วย

มาตรฐานหลักตัวอื่นที่เน้น SDG 6 คือ ISO 30500 ในเรื่องระบบสุขาภิบาลที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับท่อน้ำทิ้ง  ซึ่งมีประชากรราว 1.8 พันล้านคนทั่วโลกกำลังใช้แหล่งของน้ำดื่มที่ปนเปื้อนของเสียมนุษย์ที่ส่งผลให้เกิดทุพโภชนาการและโรคภัยซึ่งข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับการออกแบบและทดสอบหน่วยบำบัดน้ำเสียแบบแยกส่วนตามมาตรฐาน ISO 30500 จะช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของชุมชนต่างๆ ทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

มาตรฐานสองฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมความสามารถในการดำเนินงานทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นการดำเนินงานอย่างยั่งยืนซึ่งองค์กรทั่วโลกต่างให้ความสำคัญและใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมีส่วนทำให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการเข้าถึงน้ำและสุขาภิบาลของคนทั่วโลกได้ภายในปี 2573 ต่อไป

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2377.html

เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2562 วารสาร Entrepreneur ได้นำเสนอเรื่องราวของ “โคเวิร์คกิ้งสเปซ” ว่าเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบมากสำหรับการสร้างชุมชนของการทำงานให้มีความแข็งแกร่ง โดยกล่าวย้อนไปในอดีตของมนุษยชาติว่ามนุษย์เรามีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เช่น ในการล่าสัตว์ การทำเกษตรกรรม ซึ่งทำให้กิจกรรมสำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น และหมายความว่าทำให้เป้าหมายร่วมกันบรรลุผลในการมีชีวิตอยู่รอดต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากกล่าวในแง่ของความเป็นชุมชนในเชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่รวมกลุ่มคนเข้าไว้ด้วยกันแล้ว เช่น วัด โบสถ์ หรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจซึ่งมีผู้คนมารวมตัวกัน ก็จะป็นสถานที่ที่รวมเอาความสนใจ คุณค่า การผูกพันทางสังคม และอาชีพต่างๆ เข้าด้วยกัน  และเป็นปัจจัยที่ประกอบขึ้นเป็นชุมชนและการมีอยู่ของชุมชนร่วมกัน

เมื่อปี 2529 (ค.ศ.1986) แม็คมิลแลนและเควิส นักจิตวิทยาได้กล่าวถึงการรวมตัวกันทางสังคมว่าเป็นความรู้สึกที่สมาชิกมีความเป็นเจ้าของและรู้สึกว่าสมาชิกแต่ละคนมีความสำคัญซึ่งกันและกันและมีความสำคัญต่อกลุ่มของตนเองซึ่งมีความศรัทธาร่วมกันซึ่งความต้องการของสมาชิกในกลุ่มจะได้รับการตอบสนองด้วยการมีพันธสัญญาร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมเปลี่ยนไป การปฏิวัติด้านเศรษฐกิจสังคมก็ได้ทำให้เกิดการสร้างความรู้สึกของความเป็นชุมชนขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อเน้นย้ำถึงการทำสิ่งที่ดีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ดิ้นรน ความเครียด ความสับสนของชีวิตยุคใหม่ ซึ่งก็ยิ่งทำให้ชุมชนเป็นแหล่งสนับสนุนแต่ละคนมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง สังคมยุคใหม่ที่มีการทำงานร่วมกันในโคเวิร์คกิ้งสเปซ จึงกลายเป็นจุดแรกและเป็นจุดที่สำคัญสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์เชิงจิตวิทยาสังคม

ความสามารถในการทำงานและแบ่งปันประสบการณ์ของมนุษย์ที่มีความชอบเหมือนกันและเข้ากันได้ จะช่วยให้เกิดรูปแบบที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และเมื่อผนวกกับความจริงที่ว่า 65% ของคนทำงานทั่วโลกเป็นคนรุ่นใหม่ในยุคมิลเลนเนียล มีวัฒนธรรมการทำงานที่ยืดหยุ่น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมธุรกิจส่วนใหญ่จึงชื่นชอบการใช้โคเวิร์คกิ้งสเปซเพื่อทำงานร่วมกันเป็นชุมชนหรือโครงการที่ใช้อาคารสถานที่ร่วมกันเพื่อให้ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของร่วมกัน

ปัจจุบัน ทั่วโลกมีการใช้โคเวิร์คกิ้งสเปซร่วมกันมากกว่า 19,000 แห่งและมีสมาชิกมากกว่า 1.74 ล้านคน อุตสาหกรรมโคเวิร์คกิ้งสเปซกำลังเป็นคลื่นลูกใหม่ที่สนับสนุนประสบการณ์ที่ดีของสตาร์ทอัพและฟรีแลนซ์ต่างๆ รวมทั้งเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่ (กรุงเทพมหานครก็มีโคเวิร์คกิ้งสเปซอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน เช่น HUBBA, Glowfish, Spaces, Regus, Too fast to sleep, Naplab, NestDots เป็นต้น)

คำว่า 3Cs ได้แก่ Collaboration, Commerce และ Community เป็นหลักการสำคัญของการเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำงานร่วมกันในโคเวิร์คกิ้งสเปซซึ่งมีแนวทางให้กับวัฒนธรรมการทำงานสมัยใหม่

Collaboration คือ ความร่วมมือ ในแง่ของการรับรู้ว่าเป็นหน้าที่ของความร่วมมือ ซึ่งคำว่า Coworking คือ การทำงานร่วมกันเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกับคำว่า Collaboration แต่มีระดับของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างบริษัทและตัวบุคคลสูงกว่าสำหรับสถานที่ที่มีการแชร์การใช้งานร่วมกัน

ดังปรากฎว่ามีรายงานฉบับหนึ่ง พบว่า 84% ของคนที่ทำงานในโคเวิร์คกิ้งสเปซ มีส่วนร่วมมากกว่าและได้รับการกระตุ้นมากกว่าการทำงานในสำนักงานแบบดั้งเดิมที่ทำกันมานาน อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน บริษัทยังพบว่ามีความต้องการขององค์กรร่วมกันและอาจมีความร่วมมือในการสนับสนุนธุรกิจมากขึ้นไปอีกระดับหนึ่งมากกว่าแค่การใช้สถานที่ทำงานร่วมกันด้วย

Commerce คือการค้า หมายถึงการมีอยู่ของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อกันเป็นอย่างมาก นับเป็นปัจจัยต่อความสำเร็จของโคเวิร์คกิ้งสเปซซึ่งเป็นประตูที่เปิดสู่โลกของความเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดโดยพันธมิตรทางธุรกิจและการแลกเปลี่ยนแนวคิดผ่านนวัตกรรมและการทำธุรกิจแบบ B2B มีธุรกิจมากกว่า 83% ยอมรับว่ามองเห็นประโยชน์ทางธุรกิจที่จับต้องได้หลังจากย้ายเข้าไปใช้เวิร์คกิ้งสเปซร่วมกับบริษัทอื่น

Community คือชุมชน หมายถึงการเชื่อมโยงธุรกิจและบุคคลเข้าด้วยกันผ่านลำดับชั้นที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านภูมิหลังประชากรศาสตร์ อุตสาหกรรม และทักษะการทำงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการสร้างชุมชนการทำงานร่วมกันที่มีความเข้มแข็งเพื่อการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยการจัดเครือข่ายที่เหมาะสมและงานทางสังคมเพื่อสร้างความผูกพันระหว่างเพื่อนร่วมงานและบุคคลที่มีความแตกต่างกันทั้งในระดับธุรกิจและระดับตัวบุคคล เช่นในช่วงของการพูดคุย บ่อยครั้ง งานเลี้ยงต่างๆและประสบการณ์ของการดูแลหน้าที่การงานทำให้โคเวิร์คกิ้งสเปซมีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมนอกเหนือไปจากเป้าหมายทางธุรกิจ

แนวโน้มของการสร้างชุมชนและการส่งเสริมความร่วมมือจากการใช้เวิร์คกิ้งสเปซนับเป็นแนวโน้มที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญมากขึ้นทุกที และอีกไม่นาน การพัฒนาด้านเอไอ การจดจำเสียงและภาพ รวมทั้งไอโอทีก็จะเข้ามาแทนที่ความต้องการของคอมพิวเตอร์ อันที่จริงแล้ว เทคโนโลยีไอทีสวมใส่ (wearable technology) จะนำไปสู่การมีสถานที่ทำงานในฝันที่ทุกคนไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่กับที่อีกต่อไป แต่สามารถจะเดินทางไปไหนมาไหนพร้อมกับการทำงานในทุกๆ ที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้มีบรรยากาศการทำงานที่ขึ้นอยู่กับกิจกรรม เช่น มีการประชุมที่มีปฏิสัมพันธ์กันได้ไม่ว่าทุกคนจะอยู่ที่ใด และสามารถสร้างความรู้สึกของความเป็นเจ้าของ การมีแรงบันดาลใจ และการกระตุ้นให้เกิดการทำงานได้ตลอดเวลา โคเวิร์คกิ้งสเปซจึงเป็นออฟฟิศในฝันของทุกคนที่มีส่วนสำคัญในการทำให้บริษัทหรือองค์กรมีการเติบโตก้าวหน้าในบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานในยุคใหม่และในอนาคต

ที่มา:

  1.  https://www.entrepreneur.com/article/329642
  2. https://techsauce.co/tech-and-biz/thailand-co-working-space-wars/

ปัจจุบัน นวัตกรรมนับเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ให้ก้าวทันคู่แข่ง และไอเอสโอเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงได้พัฒนาชุดมาตรฐานใหม่ที่ช่วยให้องค์กรสามารถค้นหาแนวคิดที่ดีที่สุดจากแนวคิดดีๆ จำนวนมาก และมีการใช้ประโยชน์จากกระบวนการจัดการนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นวัตกรรมไม่เพียงแต่หมายถึงการสร้างสรรค์สิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าทึ่งเท่านั้น แต่ยังอาจหมายถึงการค้นหาวิธีที่ดีกว่าในการทำสิ่งของหรือปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่นำไปสู่การปรับปรุงระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญด้วย อย่างไรก็ตาม การประสานเอาแนวคิดเหล่านี้เข้าด้วยกันและทำให้เกิดการปรับปรุงเพื่อกลยุทธ์องค์กรจะทำให้มั่นใจว่าแนวคิดเหล่านั้นได้ผลดีที่สุด

ชุดมาตรฐานใหม่ ISO 56000 มีเป้าหมายในการจัดเตรียมองค์กรให้มีแนวทางและกระบวนการที่ทำให้องค์กรได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงการนวัตกรรมขององค์กร

มาตรฐาน ISO 56003, Innovation management – Tools and methods for innovation partnership – Guidance เป็นมาตรฐานที่จัดเตรียมแนวทางที่มีโครงสร้างสำหรับองค์กรในการค้นหาวิธีการที่จะนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนนวัตกรรมกับองค์กรอื่น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าถ้าร่วมมือกับองค์กรอื่นในโครงการนวัตกรรมแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่เท่านั้น แต่ยังช่วยให้มีวิธีคัดเลือกหุ้นส่วนที่เหมาะสมด้วย

การเชื่อมโยงกับหุ้นส่วนที่เหมาะสม และการตกลงร่วมกัน ทำให้มีแนวทางวิธีการที่ดีที่สุดในการมอบหมายบทบาทและความรับผิดชอบรวมทั้งมีการวางคู่มือขั้นตอนการดำเนินงานด้านการควบคุมอย่างมีประสิทธิผล

นอกจากนี้ รายงานทางวิชาการที่มีชื่อว่า ISO/TR 56004, Innovation Management Assessment – Guidance จะช่วยให้องค์กรทบทวนกระบวนการจัดการนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิผล เพื่อที่จะสามารถปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ มาตรฐานใหม่ ISO 56002, Innovation management – Innovation management system – Guidance ที่กำลังจะเกิดขึ้นยังให้แนวทางการพัฒนา การนำไปใช้ การรักษา และการปรับปรุงระบบการจัดการนวัตกรรมอย่างแท้จริงด้วย

อลิส เดอ คาซาโนเว ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าการจัดการนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิผลจะทำให้องค์กรมีการเติบโตก้าวหน้าอย่างแท้จริงด้วยการทำให้มีการนำความรู้และความคิดสร้างสรรค์ไปใช้งานอย่างง่ายดายกับคนในองค์กรรวมทั้งคนในองค์กรอื่นที่มีความร่วมมือต่อกัน

นวัตกรรมไม่ได้เป็นแต่เพียงการประดิษฐ์คิดค้นที่ใหญ่พอเท่านั้น แต่ยังเป็นความสามารถขององค์กรในการปกป้องและตอบสนองต่อสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อตอบสนองต่อโอกาสใหม่และทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วเกิดประโยชน์มากที่สุดด้วย

ในแง่นี้ แนวคิดใหม่ที่มีความสำคัญที่เรามองเห็นอยู่บ่อยๆ มักจะมาพร้อมกับผลลัพธ์ของแนวคิดเล็กๆ น้อยๆ จำนวนมากและการเปลี่ยนแปลงที่มีการนำไปปรับใช้นั่นเอง ซึ่งมาตรฐานการจัดการนวัตกรรมจะช่วยให้องค์กรทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการเตรียมคู่มือขั้นตอนการปฏิบัติงานซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติและแนวทางที่ดีที่สุดที่ช่วยให้องค์กรสามารถติดตามข้อมูลที่เหมาะสม และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิผล

คณะกรรมการวิชาการได้มีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) เพื่อใช้งานร่วมกันด้านคำศัพท์ร่วมและโครงสร้างสำหรับนวัตกรรม ดังนั้น ความหมายของคำว่า “นวัตกรรม” และ “การจัดการนวัตกรรม” จึงมีการนำไปใช้ในมาตรฐานคู่มือแนวทางการรวบรวมและการตีความข้อมูลนวัตกรรมของ OECD ด้วย ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลแนวทางสากลที่สำคัญสำหรับการรวบรวมและการใช้กิจกรรมด้านนวัตกรรมในอุตสาหกรรม

มาตรฐาน ISO 56003: 2019 และ ISO/TR 56004: 2019 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 279, Innovation management มีเลขานุการคือ AFNOR ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศส

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

https://www.iso.org/news/ref2368.html

ข้อมูลจากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Tourism Organization: UNWTO) ระบุว่าหนึ่งในภาคส่วนที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดและรวดเร็วที่สุด คือ “การท่องเที่ยว”   โดยมีประชากรนับพันล้านคนทั่วโลกที่เดินทางท่องเที่ยวทุกปี และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น 3.3% ทุกปีจนถึงปี 2579 (ค.ศ.2030)

ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างมาก และยังส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย ไอเอสโอจึงได้พัฒนาคู่มือสากลฉบับใหม่สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักเพื่อช่วยให้เจ้าของสถานที่มีการปรับปรุงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

การท่องเที่ยวไม่เพียงแต่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมความเข้าใจและวัฒนธรรมอันดีระหว่างประเทศด้วย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทำให้คนนับล้านคนมีงานทำและมีส่วนสำคัญโดยตรงในการทำให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ ด้วย

สิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมการท่องเที่ยวและยังอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ นอกจากนี้ ยังสามารถส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านสังคมและการมีส่วนร่วมต่อเศรษฐกิจชุมชน และแม้ว่าจะมีโครงการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่มีอยู่ทั่วโลก  หรือมีการส่งเสริมโดยผู้ปฏิบัติงานด้านการท่องเที่ยวหรือองค์กรอื่นๆ ที่ให้ความสนใจในเชิงพาณิชย์อยู่แล้ว  แต่ก็ยังไม่มีองค์กรมาตรฐานสากลที่มีความเป็นกลางแห่งใดเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ จนกระทั่งไอเอสโอได้เห็นความสำคัญและพัฒนามาตรฐานด้านที่พักขึ้นมา

มาตรฐาน ISO 21401, Tourism and related services – Sustainability management system for accommodation establishments – Requirements เป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพื่อนำระบบการจัดการด้านความยั่งยืนไปใช้ในด้านที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ ยังคงเน้นประเด็นอื่น เช่น ด้านสิทธิมนุษยชน สุขภาพ และความปลอดภัยสำหรับพนักงานและแขกทีมาพัก การปกป้องสิ่งแวดล้อม การบริโภคพลังงานและน้ำ การทำให้เกิดของเสียและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

มานูเอล โอเตโร ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐาน กล่าวว่าโครงการหลายโครงการในตลาดที่ผู้ให้บริการที่พักสามารถใช้มาตรฐานนี้เพื่อช่วยพัฒนาการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมได้

โครงการหลายโครงการด้านที่พักเพื่อความยั่งยืนจากประเทศต่างๆ และองค์กรต่างๆ สามารถนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องที่ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้และจะทำให้สามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดเหล่านั้นได้อย่างไร

มาตรฐานที่ได้รับการเห็นพ้องต้องกันในระดับสากลนี้ได้ให้ความกระจ่างชัดในเรื่องของตลาดที่อาจมีความสับสนอยู่ มีการนำไปประยุกต์ใช้กับที่พักทุกประเภทและสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการด้านความยั่งยืนได้  นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นตลาดให้มีความยั่งยืนมากขึ้นทั้งในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่พักและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวม

อเล็กซานเดอร์ การ์ริโด ผู้ประสานงานของกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนามาตรฐาน กล่าวว่าผู้ที่นำมาตรฐานระบบการจัดการด้านความยั่งยืนไปใช้โดยอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐาน ISO 21401 จะสามารถยืนยันกับแขกที่มาพักและกลุ่มลูกค้าในตลาดได้ว่าพวกเขามีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

มาตรฐานนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักโดยการทำให้การบริหารจัดการมีความเข้มแข็งมากขึ้นและพัฒนาชื่อเสียงไปพร้อมๆ กับการให้บริการที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้นเพื่อลูกค้าและพัฒนาความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ ลูกจ้าง และชุมชนท้องถิ่น

ISO 21401 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services ซึ่งมีเลขานุการร่วมคือ UNE ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสเปน และ INNORPI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศตูนีเซีย

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2366.html  

ปัจจุบัน “ทุนมนุษย์” ได้รับการกล่าวยอมรับว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กร และการลงทุนสำหรับทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายขององค์กรที่มีมูลค่าสูง

สำหรับกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลสามารถส่งผลกระทบต่อสมรรถนะขององค์กรได้หลายด้าน เช่น การเจริญเติบโตของธุรกิจ ผลประโยชน์สำหรับพนักงานและนายจ้าง และส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม เป็นต้น และด้วยการลงทุนไปกับแรงงานหรือทุนมนุษย์ก็ทำให้องค์กรมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นได้ถึง 70% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ดังนั้น ผู้บริหารองค์กรจึงจำเป็นต้องทำให้กลยุทธ์นี้เป็นไปอย่างเหมาะสม

ระบบการจัดการและกระบวนการด้านทรัพยากรบุคคลมีความแตกต่างกันออกไปมากมายซึ่งมีเป้าหมายในการทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนไปกับทรัพยากรบุคคลเกิดประโยชน์สูงสุด   ซึ่งในแต่ละธุรกิจและในแต่ละประเทศก็แตกต่างกันออกไป ทำให้ยากต่อการเปรียบเทียบอย่างแม่นยำในระดับสากล ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานไอเอสโอฉบับใหม่จึงได้จัดทำแนวทางการรายงานเรื่องทุนมนุษย์ทั้งภายในและภายนอกองค์กรเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการมีส่วนร่วมที่แท้จริงของทุนมนุษย์ ซึ่งสามารถปรับใช้ได้กับองค์กรทุกประเภท ทุกขนาด อีกทั้งยังให้แนวทางสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคลเป็นหลักด้วย เช่น วัฒนธรรมองค์กร การสรรหา และการลาออก  ผลผลิต  สุขภาพและความปลอดภัย และความเป็นผู้นำ เป็นต้น

ดร.รอน  แม็คคินลีย์ ประธานคณะกรรมการวิชาการที่พัฒนามาตรฐาน ISO 30414 – Human Resource Management – Guidelines for internal and external human capital reporting ระบุว่ามาตรฐานนี้จะช่วยส่งเสริมให้องค์กรได้รับความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบต่อพนักงานและช่วยให้บุคลากรมีส่วนร่วมในความสำเร็จระยะยาวได้มากขึ้น

การรายงานทุนมนุษย์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการคิดใหม่ในวิธีที่องค์กรควรทำความเข้าใจและประเมินคุณค่าขององค์กร รวมทั้งการทำให้มีข้อมูลมากขึ้นเพื่อใช้ในการตัดสินใจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ยิ่งไปกว่านั้น การจัดเตรียมแนวทางสำคัญที่เกี่ยวข้องที่มีการจัดทำเป็นเมทริกซ์ที่ยอมรับกันในระดับสากล ทำให้บริษัทข้ามชาติสามารถถ่ายโอนข้อมูลทุนมนุษย์ได้ง่ายขึ้น สามารถควบคุมกิจกรรมด้านทรัพยากรบุคคลในระดับระหว่างประเทศได้ดีขึ้น และมีความโปร่งใสที่ดีขึ้นสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด

แต่มาตรฐานนี้ไม่ใช่มาตรฐานสำหรับบริษัทข้ามชาติเท่านั้น องค์กรทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่สามารถนำไปใช้และได้รับประโยชน์จากความสามารถในการเลือกสิ่งที่เหมาะสมและเกี่ยวข้องกับองค์กรนั้นเอง

รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายก็ได้รับประโยชน์เช่นกันจากการได้รับความรู้ที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาทรัพยากรทุนมนุษย์ในองค์กรของประเทศซึ่งมีความสำคัญต่อโครงการด้านตลาดแรงงานในประเทศซึ่งสามารถนำไปพิจารณาในเชิงนโยบายของประเทศได้

มาตรฐาน ISO 30414 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 260, Human resource management ซึ่งมีเลขานุการคือ ANSI สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2357.html

สำหรับสังคมที่จะมีการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนแล้ว เราไม่อาจละเลยคนกลุ่มหนึ่งที่มีความบกพร่องทางร่างกายซึ่งมีนับพันล้านคนทั่วโลก (ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561) การให้คนเหล่านั้นมีส่วนร่วมและสร้างพลังให้เกิดขึ้นในสังคมเป็นสิ่งที่สามารถทำได้และจำเป็นต้องสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง

วันที่ 3 ธันวาคม เป็นวันผู้พิการสากล (International Day of Persons with Disabilities: IDPD) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ตามวาระ 2030 ที่กล่าวไว้ว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง  และมาตรฐานสากลของไอเอสโอหลายมาตรฐานถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวโดยยังมีมาตรฐานอีกจำนวนมากที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

จากป้ายสัญลักษณ์บนท้องถนนไปจนถึงการก่อสร้างอาคาร มาตรฐานไอเอสโอช่วยให้ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ นักออกแบบ และผู้กำหนดนโยบายสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการหรือการเข้าถึงของทุกคนได้

ด้วยความร่วมมือระหว่างไออีซี ไอทียูและไอเอสโอ  จึงมีการพัฒนามาตรฐาน ISO/IEC Guide 71, Guide for addressing accessibility in standards ขึ้นมาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการช่วยให้ผู้พัฒนามาตรฐานมีการพิจารณาถึงประเด็นด้านการเข้าถึง (accessibility) ของคนทุกประเภทเมื่อทำการพัฒนาหรือทบทวนมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่เคยมีการพิจารณาในเรื่องนี้มาก่อน

สำหรับวันผู้พิการสากลในปีนี้มีการอุทิศให้กับการสร้างโลกที่มีความเจริญรุ่งเรืองและความสงบสุขซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันกับวาระ 2030 และปรากฏอยู่ในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ข้อ เช่นเดียวกับมาตรฐานสากลที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่มีคุณค่าที่ช่วยให้คนในเมืองมีแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับชุมชน คือ ISO 37101, Sustainable development in communities – Management system for sustainable development – Requirements with guidance for use ซึ่งช่วยให้เมืองมีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และมีบริการที่ครอบคลุมความต้องการของเมือง

ส่วนมาตรฐาน ISO/IEC Guide 71: 2014 Guide for addressing accessible in standards เป็นมาตรฐานที่จัดเตรียมแนวทางให้ผู้ที่ทำหน้าที่พัฒนามาตรฐานให้คำนึงถึงข้อกำหนดด้านการเข้าถึงและข้อแนะนำสำหรับมาตรฐานทั้งทางตรงและทางอ้อมในระบบไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเข้าถึงของคนทุกประเภท โดยมีการสรุปคำศัพท์และประเด็นที่ควรพิจารณาเพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนามาตรฐานเพื่อให้คนทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้ คำอธิบายถึงความสามารถและคุณลักษณะของมนุษย์และกลยุทธ์ที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ และการพิจารณาการออกแบบมาตรฐานให้ผู้ใช้งานทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้ ตัวอย่างมาตรฐานที่ใช้แนวทางดังกล่าวประกอบการพัฒนามาตรฐาน เช่น ISO/TS 20646: 2014 Ergonomics guidelines for the optimization of musculoskeletal workload,   ISO 17069: 2014 Accessible design – Consideration and assistive products for accessible meeting เป็นต้น

มีตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นสำหรับประโยชน์ของมาตรฐานในด้านการเข้าถึงของทุกคน จากวิดีโอที่เป็นเรื่องราวของชองอีฟ เลอ เมอร์ บุคลากรห้องสมุดดิจิตอลขององค์กรวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (CERN) ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากการตกรถไฟทำให้เสียขาไปข้างหนึ่งตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นและเกือบจะเสียชีวิต แต่ด้วยความอดทนและกำลังใจจากพ่อแม่ ทำให้เขาฟื้นตัว ใช้ขาเทียม  หันมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติและเล่นกีฬาหลายประเภท เขาฝึกฝนกีฬาประเภทต่างๆ และไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความพิการ ทำให้ได้รับรางวัลระดับโลกเป็นจำนวนมาก และสามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองด้วยการปีนถึงยอดเขามองบลังค์อันเป็นยอดเขาสูงที่สุดในยุโรปโดยใช้เวลาสองวันซึ่งแม้แต่คนปกติธรรมดาก็ยากที่จะทำได้  อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการเข้าถึงในเรื่องมาตรฐานต่างๆ ในชีวิตประจำวันแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาคงไม่ได้มีความสะดวกสบายอย่างเช่นทุกวันนี้

การที่ทุกคนรวมทั้งผู้พิการสามารถเข้าถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์และบริการได้เพราะ “มาตรฐาน” จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและจำเป็นต้องมีการสนับสนุนให้คนทั่วโลกเห็นประโยชน์และร่วมกันใช้มาตรฐานเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนอย่างเท่าเทียมกันต่อไป

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2351.html
  2. https://www.iso.org/standard/57385.html

ข้อมูลจาก The Sustainable Infrastructure Imperative, The New Climate Economy Report ของธนาคารโลกระบุว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีการลงทุนเป็นจำนวนมากนับล้านล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลกของเรา ซึ่ง คณะกรรมการไอเอสโอคณะใหม่ได้รับการแต่งตั้งเพื่อทำงานในเรื่องของการเงินที่ยั่งยืนโดยเฉพาะแล้ว

การปรับตัวให้สามารถตอบสนองการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกนั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนที่มีนัยสำคัญพอสมควร กล่าวคือ ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ควรมีการลงทุนประมาณ 90 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แม้ว่าจะมีการลงทุนโครงการสีเขียวและการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความยั่งยืนไปแล้ว แต่โลกของเรายังจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

คณะกรรมการวิชาการไอเอสโอคณะใหม่ คือ ISO/TC 322, Sustainable finance มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนตลาดการลงทุนด้านความยั่งยืนด้วยการพัฒนามาตรฐานสากลใหม่ สำหรับโครงการแรกของคณะกรรมการนี้จะเป็นการพัฒนากรอบการทำงานสำหรับการเงินที่ยั่งยืนซึ่งเป็นแนวคิดรวบยอดที่มีอยู่แล้วและพิจารณาคำศัพท์ที่ใช้ร่วมกัน

ไมค์ เฮนิแกน เลขานุการของคณะกรรมการดังกล่าว ระบุว่ามีมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล การเงิน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนรวมทั้งหัวข้อที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว เช่น พันธบัตรสีเขียว แต่ยังไม่มีมาตรฐานใดที่ครอบคลุมถึงการเงินที่ยั่งยืน

เป้าหมายของคณะกรรมการ ISO/TC 322 คือการมุ่งไปที่การเงินที่ยั่งยืนเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นและมีประสิทธิผลมากขึ้น ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างระบบการเงินทั่วโลกกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ และจะทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานที่มีอยู่สามารถทำให้มาตรฐานด้านการเงินที่ยั่งยืนมีความชัดเจนและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และสามารถจัดหาคำศัพท์ที่ใช้ร่วมกันได้รวมทั้งวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและแนวทางการใช้งานในระดับสากล

กรอบการทำงานครั้งแรกนี้จะช่วยทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนที่ยั่งยืนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต่อไปได้และจะทำให้มีผู้เล่นในตลาดมากขึ้นด้วย

ส่วนงานในอนาคตของคณะกรรมการนี้จะพิจารณาถึงการรวมเอาเรื่องของความยั่งยืนเข้ากับการตัดสินใจในด้านการเงิน การบริการและผลิตภัณฑ์ การตัดสินใจด้านการลงทุนที่จะทำให้บรรลุผลด้านสังคมที่ดี นอกเหนือจากด้านผลตอบแทนทางการเงิน การเงินสีเขียว ซึ่งจะรวมเอาการเงินที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเข้าไว้ด้วยเพื่อสนับสนุนแนวคิดด้านพลังงานสะอาด พร้อมด้วยการเงินที่สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมที่กว้างขึ้น รวมทั้งการลงทุนเกี่ยวกับโครงการเฉพาะ เช่น โครงการประสิทธิผลด้านพลังงาน และเมืองที่ยั่งยืน เป็นต้น

ในอนาคตอันใกล้นี้ โลกของเราจะก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วย “การเงินที่ยั่งยืน” จากการทำงานของคณะกรรมการ ISO/TC 322 ซึ่งไอเอสโอเชื่อมั่นว่าจะมีส่วนสำคัญในการทำให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2350.html

ในการประชุมเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพขององค์การสหประชาชาติระหว่างวันที่ 13 – 29 พฤศจิกายน 2561 ที่ชาร์ม เอล ชีค ประเทศอียิปต์ มีผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 190 ประเทศ ได้มาร่วมประชุมเพื่อหยุดยั้งความสูญเสียด้านความหลายหลายทางชีวภาพและปกป้องระบบนิเวศที่สนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ รวมทั้งสุขภาพที่ดีของคนทั่วโลก

ในการประชุม ดังกล่าว อีริค ซอลไฮม์ หัวหน้าโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNEP) กล่าวว่าปัจจุบัน การทำลายปะการังใต้น้ำจะทำให้โลกของเราเผชิญหน้ากับอนาคตที่น่ากลัว

เนื่องจากแนวปะการังเป็นแหล่งสำหรับอาหารและหมายถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรทั่วโลก ซึ่งช่วยให้หนึ่งในสี่ของชีวิตในท้องทะลมีชีวิตอยู่ได้ อีกทั้งยังปกป้องชุมชนและแนวชายฝั่งจากภัยอันตรายจากธรรมชาติด้วย หากขาดการปกป้องแนวปะการังแล้ว ก็อาจเกิดการสูญเสียอย่างถาวรได้

องค์กรสากล 8 องค์กรจึงได้เข้าร่วมสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเหล่านั้น ได้แก่ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ องค์กรกองทุนสัตว์โลกสากล หน่วยงานอนุรักษ์ธรรมชาติ Wildlife Conservation Society, Vulcan Inc. องค์กรแห่งทะเล และ เลขาธิการของอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (UN Convention on Biological Diversity: CBD)

ความคาดหวังเพื่อความร่วมมือดังกล่าวจึงมีสูงมาก การปกป้องแนวปะการังจะต้องเป็นสิ่งที่โลกให้ความสนใจเป็นอันดับแรก ซอลไฮม์ซึ่งได้เปิดเผยหุ้นส่วนใหม่ที่รีสอร์ทในชาร์ม เอล ชีค มีรัฐมนตรีรวม 12 คนจากประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของ CBD ได้มารวมตัวกันพร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้แทนจากองค์กรภาคสังคมพลเมืองซึ่งเริ่มกระบวนการรับเอากรอบการทำงานระดับโลกไปใช้ในเวลา 2 ปีเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งแนวปะการังทั่วโลก
การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับผู้มีส่วนในการตัดสินใจจากประเทศต่างๆ กว่า 190 ประเทศที่เข้ามามีพันธสัญญาและก้าวไปสู่ความพยายามในการหยุดยั้งความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและปกป้องระบบนิเวศที่เกื้อกูลต่อสุขภาพของเรา ความมั่นคงของอาหารและน้ำ เพื่อคนอีกนับพันล้านคนทั่วโลก

นอกจากนี้ รัฐบาล ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรรวมทั้งองค์กรระหว่างรัฐบาลเช่น ชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นเยาวชน และสังคมพลเมือง ได้รับการคาดหวังว่าจะอุทิศตนเพื่อสนับสนุนแผนกลยุทธ์สำหรับความหลากหลายทางชีวภาพระหว่างปี 2554 – 2563 (ค.ศ.2011 – 2020)

รายงานล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ซึ่งเผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2561 กล่าวเตือนว่าแม้ว่าเราจะมีการบริหารจัดการให้โลกของเราให้มีอุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 1.5 องศาเซลเซียสซึ่งเหนือกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ตาม ก็จะยังคงสูญเสียแนวปะการังถึง 70 – 90% ไป หากโลกยังคงไม่สามารถปฏิบัติการลดภาวะโลกร้อนได้ ก็จะเกิดความสูญเสียตามมาอีกอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงการคุกคามหลักอย่างเดียวที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อปะการังเท่านั้น การจับปลาที่มากเกินไป และการพัฒนาชายฝั่ง ตลอดจนมลพิษ ยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสูญเสียปะการังในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

การลดภัยคุกคามเหล่านั้นสามารถช่วยฟื้นฟูแนวปะการังและผลกระทบที่ตามมาได้ เช่น ปรากฏการณ์ฟอกขาวซึ่งเกิดจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน

เจ้าชายโรเบิร์ตที่สองแห่งโมนาโค ได้กล่าวว่าพระองค์ทรงโสมนัสที่ได้ทรงเห็นว่าแนวปะการังกำลังได้รับความสนใจตามสมควร และโลกของเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ปี 2563 (ค.ศ.2020) ในไม่ช้า และจำเป็นต้องมีความเฉียบคมในการมุ่งสู่กลยุทธ์เพื่ออนุรักษ์แนวปะการังและสนับสนุนคนที่ต้องใช้ชีวิตโดยพึ่งพิงอยู่กับมัน  ส่วนการประชุมทั่วไปในโครงการแนวปะการังสากลซึ่งประเทศโมนาโคจะเป็นเจ้าภาพในเดือนธันวาคม 2562 นั้น  จะเป็นก้าวสำคัญซึ่งพระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้การประชุมนี้เป็นการนำไปสู่การรับเอาแนวปฏิบัติของโครงการที่เป็นไปได้ไปใช้อย่างมีประสิทธิผลด้วย

ทั่วโลกจึงจำเป็นต้องเร่งทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดภาวะโลกร้อนเพื่อรักษาแนวปะการังของโลกไว้ให้ได้

ที่มา: https://news.un.org/en/story/2018/11/1025731