เรื่องของคุณภาพมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่ในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น ภาคการศึกษาก็มีความสำคัญมากเช่นกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประชาชนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงแล้วก็จะช่วยสร้างโอกาสที่ดีมากขึ้น สามารถยกระดับคุณภาพชีวิต และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

สำหรับไอเอสโอมีความตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับทุกคน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 232, Education and learning services ขึ้นมา เพื่อพัฒนามาตรฐานด้านการศึกษาและการเรียนรู้โดยมีพื้นฐานอยู่บนความต้องการของตลาด มีความทันสมัย และให้ข้อเสนอแนะที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษรวมทั้งผู้ใช้งานด้วย

ในขณะที่องค์การสหประชาชาติก็ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ (Goal 4: Quality Education) เช่นกัน สำหรับเป้าหมายที่ 4 ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้มุ่งเน้นให้ทุกคนมีหลักประกันสำหรับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เพื่อสนับสนุนเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติในเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม  และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนยกระดับคุณภาพด้านการศึกษา  ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวกับการศึกษาแล้วจำนวน 6 ฉบับ ได้แก่

  1. ISO 21001: 2018, Educational organizations – Management systems for educational organizations – Requirements with guidance for use เป็นมาตรฐานระบบการจัดการด้านการศึกษาฉบับแรกของโลก มาตรฐานนี้มุ่งพัฒนากระบวนการและคุณภาพของสถานศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของผู้ใช้งาน
  2. ISO 29991: 2020 Language-learning services – Requirements เป็นมาตรฐานสำหรับบริการการเรียนรู้ภาษาเพื่อประโยชน์ของผู้เรียน ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมายของการเรียนรู้และประเมินผล ตลอดจนการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้แบบตัวต่อตัวหรือผ่านเทคโนโลยีเป็นสื่อกลาง หรือทั้งสองแบบ
  3. ISO 29992: 2018, Assessment of outcomes of learning services – Guidance เป็นมาตรฐานที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการวางแผน การพัฒนา การนำไปใช้ และการทบทวนการประเมินผลลัพธ์ของบริการการเรียนรู้ ซึ่งได้แก่ความรู้ ความสามารถ และประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับองค์กรที่ให้บริการการเรียนรู้และองค์กรที่ใช้แบบประเมินหรือพัฒนาแบบประเมิน
  4. ISO 29993: 2017, Learning services outside formal education – Service requirements เป็นมาตรฐานที่อธิบายข้อกำหนดสำหรับบริการการเรียนรู้ที่จัดโดยการศึกษานอกระบบ และครอบคลุมการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกประเภท รวมทั้งอาชีวศึกษา และการฝึกอบรมในบริษัท เป็นต้น
  5. ISO 29994: 2021, Education and learning services – Requirements for distance learning เป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดสำหรับบริการการเรียนรู้ทางไกลที่ไม่ได้ระบุไว้ในมาตรฐาน ISO 29993 เหมาะสำหรับบริการการเรียนรู้ทางไกลสำหรับผู้เรียนรู้เองรวมถึงผู้สนับสนุนที่รับบริการในนามของผู้เรียน
  6. ISO 29995: 2021, Education and learning services – Vocabulary เป็นมาตรฐานข้อกำหนดและคำจำกัดความของบริการการเรียนรู้และการศึกษา ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับผู้ใช้และนักพัฒนามาตรฐาน ตลอดจนช่วยอำนวยความสะดวกในการสื่อสารและทำความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวข้อกำหนดในสาขาบริการด้านการศึกษาและการเรียนรู้

นอกจากนี้ ไอเอสโอยังอยู่ในระหว่างพัฒนามาตรฐานเกี่ยวกับการศึกษาที่น่าสนใจอีกด้วย เช่น ISO 29996, Education and learning services – Distance and digital learning services (DDLS) – Case studies ซึ่งเป็นมาตรฐานบริการการเรียนรู้และการศึกษาที่เป็นดิจิทัลและทางไกล (กรณีศึกษา) และ ISO 29997, Criteria for quality internships ซึ่งเป็นมาตรฐานข้อกำหนดและแนวคิดที่เกี่ยวกับการฝึกงานที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
องค์กรการศึกษา สถาบันการศึกษา หรือผู้ให้บริการฝึกอบรม สามารถนำมาตรฐานไอเอสโอเกี่ยวกับการศึกษาไปใช้งานช่วยเป็นกลไกในการควบคุมคุณภาพ  เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองความคาดหวังของผู้รับบริการอย่างมีคุณภาพ  สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ตลอดจนสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ที่มา:

  1. https://www.iso.org/sdg/SDG04.html
  2. https://www.iso.org/committee/537864.html

ในการริเริ่มโครงการใหม่ๆ ในองค์กรอย่างการนำมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพไปใช้ เช่น ระบบบริหารงานคุณภาพสำหรับเครื่องมือแพทย์ (ISO 13485) มีความจำเป็นต้องทำให้ผู้บริหารระดับสูงเห็นคุณค่าของโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลตอบแทนทางรายได้มักจะไม่ปรากฎให้เห็นในช่วงแรก จึงเป็นเรื่องยากที่องค์กรจะทุ่มลงทุนในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ริเริ่มโครงการจำเป็นต้องระบุประโยชน์และคุณค่าที่จะเกิดขึ้นกับองค์กรเพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงเห็นคุณค่าที่แท้จริงซึ่งไม่เพียงแต่จะปรากฏในในรูปของผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินเท่านั้น แต่ยังอยู่ในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย เช่น ความพึงพอใจของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ขององค์กร เป็นต้น

นอกจากนี้ การนำแนวทางกระบวนการที่ระบุไว้ในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพสำหรับเครื่องมือแพทย์ไปใช้จะทำให้มีโอกาสในการปรับปรุงได้ง่ายขึ้นโดยสามารถระบุและกำจัดของเสียภายในและระหว่างกระบวนการ ลดข้อผิดพลาดลง และหลีกเลี่ยงการทำงานซ้ำ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น

เรื่องของความปลอดภัยและคุณภาพของอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้ในอุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ เรื่องนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 13485 ขึ้นมา

มาตรฐาน ISO 13485, Medical devices – Quality management systems – Requirements for regulatory purposes เป็นข้อกำหนดด้านกฎระเบียบมีความเข้มงวดมากขึ้นในทุกขั้นตอนของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ รวมถึงบริการและการจัดส่ง ซึ่งอุตสาหกรรมต่างก็คาดหวังให้มีการแสดงกระบวนการจัดการคุณภาพของบริษัทมากขึ้น และรับรองแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด

สำหรับการดำเนินงานในทุกสิ่งซึ่งมาตรฐาน ISO 13485 ที่ได้ผ่านความเห็นพ้องต้องกันแล้วในระดับสากลนี้ได้กำหนดข้อกำหนดสำหรับระบบการจัดการคุณภาพเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์

สิ่งที่ต้องรู้ 3 เรื่องเกี่ยวกับ ISO 13485

  1. เครื่องมือแพทย์คืออะไร
    เครื่องมือแพทย์คือผลิตภัณฑ์ เช่น เครื่องมือ เครื่องจักร สิ่งที่สอดใส่หรือฝังลงไปในอวัยวะ หรือสารทำปฏิกิริยาในหลอดทดลอง ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาโรคหรือสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ
  2. ISO 13485 เหมาะกับใคร
    ISO 13485 ได้รับการออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้ในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ การผลิต การติดตั้ง และการบริการอุปกรณ์การแพทย์และบริการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ บุคคลภายในและภายนอกยังสามารถนำไปใช้ได้เช่นกัน เช่น หน่วยรับรอง เพื่อช่วยในกระบวนการตรวจสอบรับรอง เป็นต้น
  3. การรับรองมาตรฐาน ISO 13485
    เช่นเดียวกับมาตรฐานระบบการจัดการไอเอสโออื่นๆ องค์กรไม่จำเป็นต้องขอรับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 13485 แต่อย่างใด แต่หากองค์กรนำมาตรฐานไปใช้แล้วก็จะได้รับประโยชน์มากมายจากการนำมาตรฐานนี้ไปใช้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการรับรอง อย่างไรก็ตาม การรับรองจากบุคคลที่สามก็สามารถแสดงให้หน่วยงานกำกับดูแลเห็นว่าบริษัทหรือองค์กรมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของมาตรฐานไอเอสโอมากกว่าบริษัทที่ไม่ได้รับการรับรอง

ปกติแล้ว มาตรฐานไอเอสโอทั้งหมดจะได้รับการทบทวนทุก ๆ 5 ปีเพื่อให้มั่นใจว่ายังคงเป็นปัจจุบันโดยยังคงสามารถตอบสนองต่อตลาดและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เป็นอย่างดี สำหรับ ISO 13485 ฉบับนี้ได้รับการปรับปรุงมาแล้วเมื่อปี 2559 (ค.ศ.2016) ในด้านการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและข้อกำหนดและความคาดหวังด้านกฎระเบียบ โดยได้ให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงและการตัดสินใจเกี่ยวกับความเสี่ยงมากขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นสำหรับองค์กรในห่วงโซ่อุปทาน และได้รับการทบทวนอีกครั้งเมื่อปี 2563 (ค.ศ.2020) ซึ่งไอเอสโอยืนยันว่ามาตรฐานฉบับปี 2016 ยังคงมีความทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างดี

ผู้ที่สนใจศึกษามาตรฐาน ISO 13485 สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอในรูปแบบ Read-only โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถติดต่อขอรับการรับรองได้จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ

ที่มา:

  1. https://advisera.com/13485academy/knowledgebase/six-key-benefits-of-iso-13485-implementation/
  2. https://www.iso.org/iso-13485-medical-devices.html

องค์กรที่มีการให้บริการงานคอลเซ็นเตอร์หรือศูนย์ติดต่อลูกค้ามักพบว่ามีอัตราการลาออกของพนักงานผู้ให้บริการอยู่บ่อยๆ ทำให้ต้องรับพนักงานใหม่อยู่เสมอ ทำอย่างไรองค์กรจึงจะลดปัญหาเหล่านี้ลงได้ บทความในครั้งนี้อาจไม่ได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยตรงเกี่ยวกับการลาออกของพนักงานศูนย์ติดต่อลูกค้า แต่องค์กรอาจนำแนวคิดบางอย่างไปใช้ในองค์กรเพื่อพัฒนาการให้บริการงานคอลเซ็นเตอร์หรือศูนย์ติดต่อลูกค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามากขึ้น และทำให้พนักงานผู้ให้บริการมีแนวทางในการให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนลดข้อร้องเรียนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

งานของเจ้าหน้าที่ศูนย์ติดต่อลูกค้าเป็นงานที่ต้องคอยให้บริการลูกค้าทั้งเชิงรุกและเชิงรับ  เช่น การเสนอผลิตภัณฑ์หรือสินค้าใหม่  การสำรวจข้อมูลผู้บริโภค การสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า และการติดตามเร่งรัดหนี้สิน เป็นต้น ในขณะที่ลูกค้าที่มาใช้บริการศูนย์ติดต่อลูกค้า (Call center) ก็มีความคาดหวังสูงในการรับบริการเช่นกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกค้ามักมีความต้องการให้แก้ไขและจัดการปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ องค์กรจึงต้องมีตัวแทนคอยให้บริการเมื่อลูกค้าต้องการบริการหรือการสนับสนุน และองค์กรที่มีศูนย์บริการทางโทรศัพท์จะสามารถช่วยเหลือลูกค้าที่ต้องการขอความช่วยเหลือจากองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มาตรฐาน ISO 18295 ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ศูนย์ติดต่อลูกค้าสามารถให้บริการที่มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าโดยแบ่งออกเป็น 2 ฉบับ คือ มาตฐาน ISO 18295-1 ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับศูนย์ติดต่อลูกค้า และมาตรฐาน ISO 18295-2 ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับองค์กรที่ใช้บริการของศูนย์ติดต่อลูกค้า

ISO 18295-1, Customer contact centers –  Part 1: Requirements for customer contact centers เป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดการบริการสำหรับศูนย์ติดต่อลูกค้า (CCC: Customer Contact Center) และกรอบการทำงานสำหรับศูนย์ติดต่อลูกค้าที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยในการให้บริการลูกค้า และสามารถให้บริการโดยตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หรือให้บริการลูกค้าได้เกินความคาดหมายอย่างต่อเนื่องและทำได้ในเชิงรุก

ISO 18295-1 สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศูนย์ติดต่อลูกค้าทั้งที่เป็นหน่วยงานภายในองค์กร และหน่วยงานที่ใช้บริการจากศูนย์ติดต่อลูกค้าภายนอก (ผู้ดำเนินการบุคคลที่สาม) ทุกขนาด ทุกภาคธุรกิจ และช่องทางการโต้ตอบทั้งหมด ครอบคลุมบริการรับติดต่อจากลูกค้า (Inbound) และบริการติดต่อไปยังลูกค้า (Outbound) โดยมีการระบุตัวชี้วัดตามเป้าหมายขององค์กรเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

สำหรับ ISO 18295-2 ระบุข้อกำหนดสำหรับองค์กรที่ใช้บริการของศูนย์ติดต่อลูกค้า (CCC) มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าได้รับการบริการที่เป็นไปตามความคาดหวังอย่างสม่ำเสมอผ่านการจัดหาและการจัดการที่เหมาะสมด้วยศูนย์ติดต่อลูกค้าที่มีมาตรฐานเป็นไปตามข้อกำหนดของ ISO 18295-1

บริษัทและองค์กรสามารถนำ ISO 18295-2 ไปประยุกต์ใช้กับลูกค้าที่ใช้ศูนย์ติดต่อลูกค้าทุกขนาด ทุกประเภท ในทุกภาคธุรกิจ รวมถึงศูนย์ฯ ภายในองค์กรเอง และศูนย์ฯ ภายนอก (ผู้ดำเนินการบุคคลที่สาม) ผ่านช่องทางการติดต่อที่หลากหลาย รวมถึงสื่อใช้เสียงและสื่อที่ไม่ใช่เสียงในการติดต่อ (Voice and non-voice media)

บริษัทและองค์กรที่สนใจนำมาตรฐาน ISO 18295-1 และ ISO 18295-2 ไปใช้เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากข้อร้องเรียนและสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า สามารถศึกษามาตรฐานทั้งสองฉบับและนำไปใช้ในองค์กรเพื่อขอรับการรับรองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า รวมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทและองค์กรได้

ในขณะเดียวกัน บริษัทและองค์กรยังสามารถขอรับการประเมินตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกศูนย์รับเรื่องและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค  (Call center)  ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)   ได้อีกด้วย ตามกรอบความร่วมมือระหว่าง สคบ. และ สรอ. (สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ) ในการบูรณาการการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐาน ISO 18295: 2017 กับการประเมินตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกศูนย์รับเรื่องดังกล่าว

ปัจจุบัน มีศูนย์ติดต่อลูกค้าขององค์กร 2 แห่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานมาตรฐานระบบการจัดการศูนย์ติดต่อลูกค้า (Customer Contact Centers) ISO 18295-1 จาก สรอ. และได้รับเกียรติบัตรศูนย์รับเรื่องและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค (Call Center) ระดับดีเด่นจาก สคบ. คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับการรับรองในขอบข่ายการบริหารศูนย์บริการลูกค้า และบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน ) ซึ่งได้รับการรับรองในขอบข่ายการบริการของหน่วยงานสายด่วนผู้บริโภค

บริษัทและองค์กรทั่วไปสามารถศึกษาและนำมาตรฐานระบบการจัดการศูนย์ติดต่อลูกค้าไปใช้ รวมทั้งขอรับการรับรองเพื่อลดความเสี่ยงจากข้อร้องเรียนของลูกค้า สร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้กับลูกค้า ตลอดจนเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทและองค์กร

ที่มา:

  1. https://www.iso.org/standard/64739.html
  2. https://www.iso.org/standard/64740.html

เมื่อเร็วๆ นี้ วารสาร MASCIInnoversity ได้นำเสนอบทความ เรื่อง “ปลายทางความยั่งยืนอยู่ที่ “ความหลากหลายทางชีวภาพ”” ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพในที่จะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ ซึ่งไอเอสโอได้นำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาในการพัฒนามาตรฐานเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพแล้วเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ไอเอสโอตระหนักดีว่า “มาตรฐาน” คือวิธีที่จะทำให้โลกสามารถหยุดยั้งการสูญเสียธรรมชาติและฟื้นฟูธรรมชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการกำหนดมาตรฐานระดับแนวหน้าก็ได้กล่าวไว้นลักษณะนี้เช่นกันในงานประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ CBD COP15 (UN Convention on Biological Diversity) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 ที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา

ในเวทีการประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD COP15) ดังกล่าว ผู้นำระดับโลกได้ให้ความเห็นพ้องกันเกี่ยวกับกรอบความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกฉบับใหม่ระยะเวลา 10 ปี การประชุมนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุม COP27 ซึ่งทั่วโลกต่างพาดหัวข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

แคโรไลน์ ลุยเลรี ผู้จัดการคณะกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพของไอเอสโอ (ISO/TC 331) กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่จะใช้มาตรการเร่งด่วนให้มีการใช้มาตรฐานเพื่อต่อสู้กับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและผลกระทบร้ายแรงที่จะตามมา เธอกล่าวว่า “เราต้องพัฒนามาตรฐานสากลที่เข้มงวดและเป็นที่ยอมรับเพื่อเป็นสัญญาณและสัญลักษณ์ของคุณภาพและความไว้วางใจ  ในขณะที่มาตรฐานกำลังได้รับการพัฒนา ตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทั่วโลกที่จะมีส่วนร่วมและมีอิทธิพลต่ออนาคตร่วมกันของเรา”

ลอเร เดนอส ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ของสหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ IUCN (International Union for Conservation of Nature) อธิบายถึงการพัฒนากรอบการทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก ในปัจจุบันว่า หลังปี 2563 (ค.ศ.2020) มีตัวอย่างที่ดีในการให้ความสำคัญของมาตรฐานสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมซึ่งมาตรฐานได้สนับสนุนกรอบการทำงานอย่างสอดคล้อง และสามารถนำไปเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ได้ และสามารถนำไปใช้ในการทำรายงาน

นอกจากนี้ ความหลากหลายทางชีวภาพยังเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว ในขณะเดียวกัน ธุรกิจและอุตสาหกรรมอาจมีผลกระทบเชิงลบอย่างมากต่อทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ แม้ว่าภาคเอกชนจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาเช่นกัน

ทางภาคเอกชน  ดร. ดาวิด อัลวาเรซ การ์เซีย ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง ECOACSA ได้ให้ข้อคิดเห็นที่สำคัญสำหรับภาคเอกชนไว้ว่าบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องรวมมาตรฐานสากลสำหรับความหลากหลายทางชีวภาพไว้ในกลยุทธ์ของบริษัท  ตอนนี้เป็นช่วงที่บริษัทต่างๆ จะมีโอกาสที่สำคัญในการมีส่วนร่วมเชิงนวัตกรรมและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในดารดำเนินการด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เขาเชื่อว่าภาคเอกชนสามารถแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการพัฒนามาตรฐานสากลเพื่อให้โลกของเราดีขึ้น และเพื่อให้บริษัททั่วโลกมีการนำมาตรฐานสากลไปใช้อย่างกว้างขวาง  ไอเอสโอจึงคำนึงถึงภาคเอกชนเมื่อทำการพัฒนามาตรฐานด้วย

ส่วนเอมิลิโอ เตเฮดอร์ หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมและคุณภาพของบริษัท ไอเบอร์โดรรา  (Iberdrola) ซึ่งให้บริการด้านพลังงานหมุนเวียน ได้กล่าวว่าเมื่อมีการพัฒนามาตรฐานด้านความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว มาตรฐานก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน ในขณะเดียวกันก็ยังมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาและสามารถบรรลุเป้าหมายในระดับสากลด้วย ซึ่งเขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเพื่อที่ว่าคนทั่วโลกจะได้รับประโยชน์เหล่านั้นเช่นกัน

แม้ว่ามาตรฐานความหลากหลายทางชีวภาพจะทำให้ภาคเอกชนหันมาให้ความใส่ใจ แต่ก็ต้องไม่ลืมชุมชนท้องถิ่นในส่วนกลางด้วยซึ่งก็มีความสำคัญและมีบทบาทในการบรรลุเป้าหมายการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมทองคำของอินเดีย

ดร. วินอด มาเธอร์ ผู้ประสานงานคณะทำงานวิชาการ ISO/TC 331, Biodiversity ซึ่งดูแลด้านการฟื้นฟู อนุรักษ์ และปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวถึงความสำคัญของมาตรฐานในการประเมินความบริสุทธิ์ของทองคำที่ฝังแน่นอยู่ในวัฒนธรรมและค่านิยมของอินเดียว่า “การพัฒนามาตรฐานสำหรับการดำเนินการด้านความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น และการเพิ่มผลกระทบระดับโลกอย่างมหาศาล จะต้องสร้างขึ้นจากแนวคิดเดียวกัน” เขากล่าวว่าการดำเนินการด้านความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้นที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีความหมายและมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ส่วนผู้บรรยายในงานอย่างเป็นทางการของไอเอสโอก็ได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสียหายมากกว่าที่เคยเป็นมา ตอนนี้ ถึงเวลาแล้วที่ทั่วโลกจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อที่ว่ามนุษย์และสิ่งมีชีวิตจะได้อยู่อาศัยต่อไปตราบนานเท่านาน และได้เน้นว่า “มาตรฐาน” ก็เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เราสามารถดำเนินการร่วมกันเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพที่สามารถรวมอยู่ในกลยุทธ์ การตัดสินใจ และโครงการต่างๆ ของบริษัทและภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี

ที่มา: https://www.iso.org/contents/news/2022/12/standards-for-biodiversity.html

ถ้าพูดถึงรหัส เป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับความลับ และความลึกลับ   แต่บางครั้ง ในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รหัสก็ให้ความชัดเจนและความสม่ำเสมอได้เช่นกัน  ซึ่งอยู่ในระบบสำคัญบางอย่างที่สนับสนุนในชีวิตประจำวันของเราและทำให้เราเชื่อมต่อถึงกันได้ เช่น การชำระเงินออนไลน์ระหว่างประเทศหรือโอนเงินไปต่างประเทศ เป็นต้น

เมื่อปี 2565 (ค.ศ.2021)  ประชากรโลกจำนวน 76% มีบัญชีธนาคารอยู่ในมือ ซึ่งการโอนเงินระหว่างประเทศอาจมีความเสี่ยงได้หากไม่มีรหัสที่ชัดเจน แต่เนื่องจากมีการกำหนดรหัสที่ชัดเจนและไม่ซ้ำกันในการระบุบัญชีผู้ส่งและผู้รับด้วยระบบรหัส IBAN (International Bank Account Number) ธุรกรรมหลายพันล้านรายการทั่วโลกจึงเกิดขึ้นได้ทุกวันอย่างราบรื่นและปลอดภัย

แล้วถ้าเราจะส่งพัสดุไปให้คนในครอบครัวที่อยู่ต่างประเทศล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น  จากสถิติ ประชากรโลกจำนวน 93.1% สามารถเข้าถึงบริการไปรษณีย์ได้เมื่อปี 2563 (ค.ศ.2020) แต่ถ้าเราระบุรหัสประเทศไม่ถูกต้อง องค์กรไปรษณีย์และผู้จัดส่งระหว่างประเทศอาจจะมีปัญหาในการขนส่ง และทำให้พัสดุของเราไปไม่ถึงผู้รับ

พวกเราส่วนใหญ่ใช้รหัสประเทศเหล่านั้นในชีวิตประจำวัน แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่ารหัสพวกนี้ทำงานอย่างไร และทำไมจึงมีความสำคัญ แล้วมันคืออะไรกันแน่

กรณีการระบุตัวตนของประเทศอย่างถูกต้องนั้น การมีชื่อและการสะกดคำหลายชื่อสำหรับแต่ละประเทศจะทำให้มีปัญหาความไม่สอดคล้องกันได้ในชุดข้อมูลและแพลตฟอร์มต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้น เพื่อให้สามารถระบุสิ่งนี้ได้อย่างถูกต้อง จึงใช้ตัวอักษรและตัวเลขแบบสั้นซึ่งง่ายต่อการจดจำ และการระบุตัวตน ซึ่งมีการนำมากำหนดเป็นมาตรฐานสากลแล้ว

สำหรับการใช้รหัสของไอเอสโอนั้น ไอเอสโออนุญาตให้ใช้รหัสประเทศ สกุลเงิน และภาษาได้ฟรีจาก ISO 3166, ISO 4217 และ ISO 639 ตามลำดับ  ผู้ใช้รหัสประเทศจากไอเอสโอสามารถเลือกสมัครใช้บริการแบบชำระเงินซึ่งจะอัปเดตและให้ข้อมูลในรูปแบบที่พร้อมใช้งานโดยอัตโนมัติ (csv, .xml and .xls format) สำหรับแอปพลิเคชันที่หลากหลาย

สำหรับมาตรฐาน ISO 3166 ที่ไอเอสโอได้พัฒนาขึ้นนั้นได้มีการกำหนดรหัสที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลซึ่งประกอบด้วยตัวอักษรและตัวเลข ซึ่งเป็นตัวระบุสั้นๆ ที่ไม่ซ้ำกันสำหรับประเทศต่าง ดินแดนในภาวะพึ่งพิง (Dependent territory) และพื้นที่พิเศษที่น่าสนใจทางภูมิศาสตร์ ตัวอย่างเช่น อิตาลีใช้ตัวย่อว่า IT, ITA และ 380 ในขณะที่ญี่ปุ่นคือ JP, JPN และ 392 แนวคิดนี้คือการเป็นตัวแทนของประเทศต่างๆ ในรูปแบบที่สะดวกและคลุมเครือน้อยกว่าชื่อเต็ม

มาตรฐาน ISO 3166 มีทั้งหมด 3 ฉบับ ได้แก่  ISO 3166-1: 2020, Codes for the representation of names of countries and their subdivisions Part 1: Country code, ISO 3166-2:2020, Codes for the representation of names of countries and their subdivisions Part 2: Country subdivision code และ ISO 3166-3:2020, Codes for the representation of names of countries and their subdivisions, Part 3: Code for formerly used names of countries ซึ่งไอเอสโอได้ร่วมกับองค์กรสากลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ (เช่น International Civil Aviation Organization (ICAO), Internet Corporation for Assigned Names and Numbers (ICANN) และ Universal Postal Union (UPU) เป็นต้น) ทำการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสำหรับชื่อประเทศและสิ่งที่เกี่ยวข้อง

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา : https://www.iso.org/iso-3166-country-codes.html

ตามแถลงการณ์ด้านแผนยุทธศาสตร์ปี 2563-2566 (ค.ศ.2020 – 2023) ขององค์การสหประชาชาติ ได้ระบุกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่จะช่วยให้โลกของเราสามารถเปลี่ยนสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืน ผ่านกระบวนทัศน์ใหม่ที่มีความยั่งยืน (Green transition) มีการขับเคลื่อนการพัฒนาและสันติภาพโดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก วัตถุประสงค์หลักของแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวคือเพื่อส่งเสริมอนาคตของเมืองที่ยั่งยืน เนื่องจากการเติบโตของเมืองมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เรามาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนข้อเสียให้เป็นโอกาส

ทักษะที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจสีเขียว

ในขณะที่โลกยังคงดำเนินต่อไปเพื่อก้าวไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวการ  โลกก็ต้องการคนที่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แล้วมาตรฐานสามารถช่วยสนับสนุนการปฏิวัติทักษะได้หรือไม่  เมื่อเร็วๆ นี้ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้เน้นย้ำถึงความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสร้างบุคลากรที่มีทักษะเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสีเขียว ซึ่งยังคงมีไม่เพียงพอ

จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จะมีการสร้างงานใหม่ประมาณ 24 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2573 (ค.ศ. หากมีการวางนโยบายที่เหมาะสมในการส่งเสริมเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการเติบโต 8% ต่อปีของการประกาศรับสมัครงานด้านสิ่งแวดล้อมใน LinkedIn ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้มีความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเพียง 6% เท่านั้นในแต่ละปี

งานด้านความยั่งยืน

เมื่อพูดถึงงานด้านความยั่งยืน เราอาจคิดถึงช่างเทคนิคแผงโซลาร์เซลล์หรือวิศวกรกังหันลม แต่อันที่จริงแล้ว ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมครอบคลุมเกือบทุกอุตสาหกรรมและมีหลายรูปแบบ รายงานของ LinkedIn ที่มีชื่อว่า Global Green Jobs Report ได้แยกความแตกต่างระหว่างงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และงานที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

งานสิ่งแวดล้อมไม่สามารถทำได้หากไม่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อม แต่งานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ ส่วนงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมเลย

แนวโน้มงานสีเขียวยอดนิยม

ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมที่เติบโตเร็วที่สุดคือการจัดการระบบนิเวศ นโยบายสิ่งแวดล้อม และการป้องกันมลพิษ แต่นอกเหนือจากการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยความรับผิดชอบแล้ว ทักษะด้านพลังงานสะอาด การเงินที่ยั่งยืน การก่อสร้าง เทคโนโลยี และการวางผังเมืองก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม รายงาน LinkedIn ได้กล่าวถึงงานบางอย่างเช่น ผู้จัดการกองยานพาหนะ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ เป็นตัวอย่างของงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งจะต้องใช้ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

สำหรับเศรษฐกิจสีเขียว ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้สงวนไว้เฉพาะสำหรับผู้ที่ทำงานด้านพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น แต่จะมีอยู่ทั่วไปในทุกหนทุกแห่ง ดังนั้น ภาครัฐและองค์กรจำเป็นต้องวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับฝีมือแรงงานตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว

เติมเต็มทักษะให้เพียงพอ

มาตรฐานสากลสามารถช่วยลดช่องว่างระหว่างความต้องการแรงงานฝีมือของผู้ว่าจ้างและความต้องการงานของคนที่มีทักษะเหล่านั้น ซึ่งได้รับการยืนยันในงานวิจัยล่าสุดของ LinkedIn ว่าความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ได้รับการระบุว่าเป็น 1 ในทักษะ 10 อันดับแรกที่เพิ่มลงในโปรไฟล์สมาชิก LinkedIn ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

เห็นได้ชัดว่ามาตรฐานสากลเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อนของตลาดแรงงาน มาตรฐานเป็นช่องทางในการยกระดับทักษะ เช่นเดียวกับกรณีของ ISO 14001 ตลอดจนเป็นรากฐานสำหรับการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและความก้าวหน้า ดังนั้น เพื่อเร่งให้เกิดทักษะด้านสิ่งแวดล้อมในการทำงานมากขึ้น จึงมีการเสนอให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของมาตรฐานสากลให้กว้างขวางยิ่งขึ้นโดยการผสมผสานทักษะสีเขียวเข้ากับการพัฒนางานตั้งแต่เริ่มต้น

การรวมทักษะ “สีเขียว” ไว้ในมาตรฐานไอเอสโอ ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการยอมรับในวงกว้างเท่านั้น แต่ยังช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าทักษะใดที่จำเป็นในงานต่างๆ เพื่อให้พนักงานสามารถสำรวจตลาดแรงงานได้อย่างมีจุดมุ่งหมาย

ปัจจุบันนี้ LinkedIn ได้รายงานเมื่อเปรียบเทียบทักษะสีเขียวที่สำคัญที่สุดสำหรับนายจ้างกับทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้สมัครแล้ว พบว่าตรงกันเพียง 50% เท่านั้น แต่มาตรฐานที่ใช้ร่วมกันสามารถช่วยลดช่องว่างระหว่างทักษะที่จำเป็นและทักษะที่มีอยู่ และทำให้การเปลี่ยนแปลงสีเขียวประสบความสำเร็จสำหรับทุกคนได้

อนาคตสีเขียวสำหรับทุกคน

การค้นพบที่สำคัญอีกประการหนึ่งในรายงานของ LinkedIn คือ ยังคงมีช่องว่างที่สำคัญในการพัฒนาบุคลากรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและงานที่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นทางภูมิศาสตร์ เพศ ยุคสมัยของกลุ่มคนในช่วงอายุต่างๆ  และระดับการศึกษา ตัวอย่างเช่น ประเทศที่มีรายได้ต่ำมีการยกระดับฝีมือแรงงานในอัตราที่ช้ากว่าประเทศที่เจริญกว่า และมีทักษะเฉพาะกลุ่มน้อยกว่า เป็นต้น

สำหรับการลงทุนในทักษะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น นายจ้าง รัฐบาล และแรงงานทั่วโลก จะทำให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวนั้นมีความเป็นธรรมเพื่อทุกคน และไม่ทำให้ใครถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ในฐานะที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคม เราทุกคนต้องมั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านสีเขียวไม่ได้ให้ประโยชน์กับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น  แต่จะให้ประโยชน์กับคนในสังคมซึ่งมาตรฐานสากลสามารถช่วยลดช่องว่างโดยการสร้างกรอบที่ทุกคนสามารถปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี

ที่มา : https://www.iso.org/contents/news/2022/12/skills-for-the-green-economy.html

“กล้อง CCTV ในประเทศสหราชอาณาจักรมีอยู่กว่า 6 ล้านตัว แต่เราจะเชื่อในสิ่งที่เรามองเห็นผ่านกล้องนั้นได้จริงหรือ” เพราะสิ่งที่เรามองเห็นอาจเป็นเรื่องลวงก็ได้ นี่คือสิ่งที่ภาพยนตร์แนวสืบสวนฆาตกรรมของช่อง BBC One เรื่อง The Capture ได้สื่อให้ผู้ชมคิดถึงมุมมองที่แตกต่างออกไปเดิม

จากตัวอย่างของภาพยนตร์ดังกล่าว การโจรกรรมข้อมูลระบุตัวตนด้วยเทคโนโลยีมัลติมีเดียเสมือนจริงหรือดีปเฟก (Deepfake Technology) ได้กลายเป็นปัญหาในศตวรรษที่ 21 ไปแล้ว ทำให้เกิดการคุกคามความมั่นคงของชาติ ทำลายรากฐานของรัฐและความไว้วางใจ  ผู้คนจึงหันมาตั้งข้อสงสัยว่าสิ่งที่เห็นนั้นแท้จริงแล้วเชื่อถือได้หรือไม่

ปัจจุบัน  เราจำเป็นต้องรู้ถึงความสำคัญของความปลอดภัยทางไซเบอร์และภัยคุกคามจากการโจมตีทางไซเบอร์บนคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อื่นๆ เรามักได้รับการเตือนอยู่เสมอว่าอย่าเปิดเผยรหัสผ่านและให้ระวังอีเมลฟิชชิ่งและอีเมลสแปมที่พยายามหลอกล่อให้เราเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เช่น วันเดือนปีเกิด รายละเอียดธนาคาร ประกันสังคม หรือข้อมูลทางการแพทย์ เป็นต้น

เมื่อเราเข้าสู่ยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ทำให้เรามองเห็นและตระหนักถึงความเสี่ยงและภัยคุกคามดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น

แนวโน้มของความเสี่ยงเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้รับการยืนยันจากรายงาน Global Cybersecurity Outlook 2022, ซึ่งระบุว่าต้นทุนอาชญากรรมทางไซเบอร์ทั่วโลกจะสูงถึง 10.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปีภายในปี 2568 (ค.ศ.2025)

การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด  ในโลกที่เชื่อมต่อถึงกันมากขึ้น เรามีความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้นสำหรับผู้คน องค์กร บริการ และระบบ เมื่อเทคโนโลยีเติบโตขึ้นอย่างซับซ้อน อาชญากรไซเบอร์ก็เก่งกาจมากขึ้นเช่นกัน ความไม่แน่นอนเหล่านั้นมีอยู่มากมาย การสร้างความไว้วางใจในความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงควรอยู่ในระดับสูงสุด  ซึ่งในการสร้างความมั่นใจว่าระบบขององค์กรจะมีความมั่นคงปลอดภัย ไอเอสโอได้นำมาพิจารณาจัดทำอยู่ในข้อกำหนดสำหรับมาตรฐานสากล 2 ฉบับอย่างครอบคลุม ได้แก่  ISO/IEC 15408  และ ISO/IEC 18045

ในส่วนของตลาดเทคโนโลยีเองก็ให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ตามข้อกำหนดเช่นกัน    มิเกล บานอน ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินและรับรองความปลอดภัยทางไซเบอร์ และผู้ประสานงานของคณะทำงานด้านการประเมินความปลอดภัย การทดสอบ และข้อกำหนดจำเพาะ ได้กล่าวไว้ว่าการดำเนินงานภายใต้การดูแลร่วมกันขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน หรือไอเอสโอ (International Organization for Standardization) และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยมาตรฐานเทคนิคทางไฟฟ้าระหว่างประเทศ หรือไออีซี (International Electrotechnical Commission) ได้ทำงานร่วมกันจนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

การทำงานของทั้งสององค์กรร่วมกันทำให้สามารถนำมาตรฐาน 2 ฉบับนี้ขึ้นมาใช้ร่วมกันได้ คือ ISO/IEC 15408, Information security, cybersecurity and privacy protection – Evaluation criteria for IT security – Part 1: Introduction and general model ซึ่งกำหนดเกณฑ์การประเมินสำหรับความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และ ISO/IEC 18045, Information technology – cybersecurity and privacy protection – Evaluation criteria for IT security – Methodology for IT security evaluation  ซึ่งกำหนดวิธีการสำหรับการประเมินความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

ในการนำมาตรฐานทั้ง 2 ฉบับไปใช้งานจริง มิเกล บานอนกล่าวว่า มาตรฐานทั้งสองฉบับเป็นสิ่งเดียวกัน เปรียบเสมือนคันเร่งของจักรยานที่ต้องมีควบคู่ไปกับตัวจักรยานโดยไม่อาจขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปได้ ซึ่งคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอได้ทำการปรับปรุงแก้ไขเมื่อไม่นานมานี้เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนำไปจัดการข้อมูลและใช้แนวทางแบบองค์รวม มีความทันสมัย สามารถตอบสนองต่อเทคโนโลยีและความต้องการในการใช้งานที่ซับซ้อนมากขึ้นโดยมรากฐานที่สำคัญคือเทคโนโลยีมีความปลอดภัย

ในสหภาพยุโรป ก็ได้ออกกฎหมายใหม่เพื่อเสริมสร้างระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ และกำลังจะมีโครงการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 15408 ด้วย มิเกล บานอนชี้ให้เห็นว่าการใช้มาตรฐานเพื่อความมั่นคงปลอดภัยได้ส่งผลดีต่อผลิตภัณฑ์ในตลาดดังจะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน เช่น ระบบปฏิบัติการหรืออุปกรณ์เครือข่าย มีการพัฒนาและปรับปรุงจนถึงขั้นที่แฮ็กเกอร์ต้องกำหนดเป้าหมายไปที่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถโจมตีได้ง่ายกว่า  หากผลิตภัณฑ์ไม่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ก็จะกลายเป็นจุดอ่อนให้แฮ็กเกอร์เข้าโจมตีได้ง่าย

มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวจะช่วยสร้างความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ขององค์กรรวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยียุคดิจิทัลที่มีข้อมูลไม่ถูกต้องรวมทั้งข่าวปลอมมากมายรวมอยู่ด้วย โดยความไว้วางใจจะเกิดขึ้นหลังจากผลิตภัณฑ์ได้รับการตรวจประเมินอย่างเข้มงวด เป็นอิสระ และมีความเป็นกลางจนกระทั่งได้รับการรับรอง ไอเอสโอเชื่อมั่นว่ามาตรฐานดังกล่าวจะมีส่วนช่วยให้โลกของเราก้าวข้ามความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับความเชื่อมั่นในเทคโนโลยียุคดิจิทัลไปได้ในที่สุด

ที่มา: https://www.iso.org/contents/news/2022/11/incorporate-cyber-resilience.html

จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยเรื่อง พฤติกรรมและมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อปัญหาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งแนวโน้มความสนใจลงทุนด้านความยั่งยืน (ESG) ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 พบว่าผู้บริโภคตระหนักและมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และยินดีจ่ายเงินมากขึ้นไม่เกิน 20% จากราคาปกติเพื่อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังพิจารณาตัดสินใจลงทุนในบริษัทที่ดำเนินการด้าน ESG ราว 10-20% ของพอร์ตการลงทุนด้วย

งานวิจัยของรอฟ โฟเทนฮาวอา จากมหาวิทยาลัยวิคตอเรียเมลเบิร์น เรื่อง Socially Responsible Investors: The Rise of ESG ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ยังกล่าวด้วยว่าความสนใจของภาคการเงินในการลงทุนเพื่อสนับสนุน ESG ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วเป็นอย่างมาก โดยมีวิกฤตการเงินโลกที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ ESG ว่าเมื่อปราศจากการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจแล้ว (หรือทำไปด้วยความประมาทเลินเล่อ) สามารถส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียต้นทุนความยั่งยืนและต้นทุนการใช้ทรัพยากร การสูญเสียความไว้วางใจของลูกค้า ผลกระทบต่อสุขภาพและขวัญและกำลังใจของบุคลากรไปจนถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด

ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใด  องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงประเด็นความยั่งยืน  โดยองค์กรสามารถบูรณาการตามแนวทางด้านความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินกิจการ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ทั่วโลกบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป

หากองค์กรต้องการนำไปใช้ ก็มีมาตรฐานเป็นจำนวนมากที่องค์กรสามารถพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม ตามความต้องการขององค์กรได้  เช่น มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 มาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO 50001 มาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม มอก.9999 มาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก.14061-1 มาตรฐานการบริหารการจัดการงานอย่างยั่งยืน ISO 20121 มาตรฐานการจัดซื้ออย่างยั่งยืน ISO 20400 มาตรฐานแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม  ISO 26000 มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กร มตช. 2 เล่ม 2 มาตรฐานการทวนสอบการวัดปริมาณและการรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร ISO 14064-1 มาตรฐานการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก การติดตามตรวจสอบ และการรายงานกิจกรรมในระดับโครงการ ISO 14064-2 เป็นต้น

ผู้บริโภคและภาคการผลิตหรือภาคบริการ สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านความยั่งยืนได้ ซึ่งการขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะด้านการผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ หรือ SDG12 (Sustainable Consumption and Production) ซึ่งทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องทำควบคู่กันไปเพื่อให้โลกของเราสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

ที่มา:

  1. https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-econ/business/Pages/ESG-consumer-z3337.aspx
  2. https://www.researchgate.net/publication/362323568_Socially_Responsible_Investors_The_Rise_of_ESG

เนื่องด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ดำเนินงานโครงการตรวจประเมินสถานประกอบการที่ขอเทียบระดับหรือเลื่อนระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (ภายใต้ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการวัตถุอันตรายและสิ่งแวดล้อม) ปีงบประมาณ 2566 โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 9 เดือน (25 พฤศจิกายน 2565 ถึง 22 สิงหาคม 2566) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจประเมินสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ขอรับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 3-5

โครงการดังกล่าว เป็นโครงการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งได้รับความสนใจจากสถานประกอบการทั่วประเทศในการขอรับการตรวจประเมินเพื่อการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว โดยในปี 2566 นี้ เป็นการตรวจประเมินสถานประกอบการที่มีความประสงค์ขอรับการตรวจประเมินอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3-5 ซึ่งมีสถานประกอบการส่งใบสมัครเพื่อขึ้นทะเบียนรอรับการตรวจประเมินไว้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ จึงขอเรียนเชิญสถานประกอบการที่มีความสนใจและมีความพร้อมในการตรวจประเมินอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3-5 เข้าร่วมโครงการเพื่อรับการตรวจประเมิน โดยกรอกใบสมัครเข้าร่วมโครงการ (เอกสารรายการที่ 2) พร้อมแนบเอกสารประกอบการรับสมัครตามระดับที่ขอการรับรอง โดยขอความอนุเคราะห์จัดเตรียมเอกสารสาหรับใช้ในการตรวจประเมินที่เป็นปัจจุบัน (update) และส่งกลับทาง e-mail : [email protected]; [email protected]; [email protected]; ครั้งละไม่เกิน 10 MB ดังนี้

รายการเอกสารสาหรับใช้ในการตรวจประเมิน 10 รายการ :

  1. ใบสมัครการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว
  2. ใบสมัครเข้าร่วมโครงการ (PDF, Word)
  3. ใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (ระดับปัจจุบันที่ยังคงสถานะการรับรอง/ยังไม่หมดอายุ)
  4. ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.) หรือ ใบอนุญาตให้ใช้ที่ดินและประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) (ทั้งฉบับ)
  5. หนังสือแจ้งยืนยันจากสานักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตาบล (อบต.) เรื่องไม่พบข้อร้องเรียนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
  6. แบบประเมินเบื้องต้นอุตสาหกรรมสีเขียว (กรุณาเลือกใช้แบบประเมินฯ ตามระดับที่ขอการรับรอง)
  7. Presentation ฉบับเต็ม สถานประกอบการนาเสนอผลการดำเนินงาน ณ วันตรวจประเมิน โดยมีเนื้อหาครบถ้วนตามแบบประเมินเบื้องต้นตามระดับที่ขอการรับรอง (ไม่มีแบบฟอร์มกำหนด)
  8. ข้อมูลการใช้ทรัพยากรของโรงงาน (ไฟล์แนบ) โดยกรอกข้อมูล
  9. รายการตรวจสอบกฎหมายด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
  10. Presentation ฉบับสรุป สถานประกอบการเป็นผู้จัดทาหลังตรวจประเมินเสร็จ เพื่อให้คณะผู้ตรวจประเมินนาเสนอคณะอนุกรรมการส่งเสริมและรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (GI3, GI4, GI5) (กรุณาเลือกใช้แบบฟอร์มตามระดับที่ขอการรับรอง และส่งให้กับผู้ประสานงานหรือคณะผู้ตรวจประเมินหลังจากตรวจประเมินเสร็จ กรณีที่ผ่านการตรวจประเมินแล้วไม่พบข้อบกพร่อง หรือพบข้อบกพร่องแต่แก้ไขเรียบร้อยแล้ว)

กรุณาติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ./MASCI) ได้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 จึงได้ดำเนินโครงการ “เย็บเต้ารวมใจ สู้ภัยมะเร็งเต้านม” โดยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สรอ. ได้ร่วมกันเย็บเต้านมเทียมจำนวน 145 คู่ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รอรับเต้านมเทียม และนายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ได้ส่งมอบให้กับบริษัท ซาบีน่า ฟาร์อีสท์ จำกัด โดยมี นางสาวอินทิรา อิ่มจิตต์ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ เป็นผู้แทนรับมอบ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 เวลา 10.00 น. ณ บริษัท ซาบีน่า ฟาร์อีสท์ จำกัด ซึ่ง สรอ. จะมีการดำเนินโครงการ “โละบราเก่า ไปเป็น พลังงานสะอาด (New Life Bra-Cycle)” ร่วมกับ บริษัท ซาบีน่า ฟาร์อีสท์ฯ เพื่อส่งเสริมการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยการนำบราเก่าไปเป็นเชื้อเพลิงแทนถ่านหินในอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ ในลำดับต่อไป

New-Life-Bra-Cycle

ติดต่อสอบถามบริการ

💻Websitewww.masci.or.th
📱Facebook : MASCI Thailand
📲Line ID: Line@ MASCI Official
✉️Mail[email protected]
☎️Tel: 02-6171727-36