นายจงรักษ์   โรจน์พลาเสถียร  ผู้อำนวยการสถาบันฯ  พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่  สรอ.  รับมอบใบรับรองระบบงานหน่วยรับรองระบบการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และการรับรองระบบงานหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก (VVB)  จากนายบรรจง สุกรีฑา เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) โดยมีผู้บริหารและบุคลากรของ สมอ. ร่วมแสดงความยินดี  เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2565  ณ ห้องเลขาธิการ สมอ. อาคาร สมอ.

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) ได้รับการรับรองระบบงานหน่วยรับรองระบบการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ตาม มอก.17021-1 (ISO/IEC 17021-1: 2015)  สาขาสวนป่าไม้เศรษฐกิจทุกประเภท  (Forest Plantation)  เป็นรายแรกของประเทศไทย และการรับรองระบบงานหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก (VVB : Validation and Verification Body)  ขอบข่าย ICAO-CORSIA,  การทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ตามแนวทางการทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจกระดับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ตามมาตรฐานของประเทศไทย ตาม มอก.14065-2560 (ISO 14065: 2013)

GHG-21

การได้รับการรับรองระบบงานหน่วยรับรองระบบการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืนเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับในผลการตรวจสอบรับรองให้แก่ผู้บริโภคในการซื้อสินค้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่มีการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนจากประเทศไทย สามารถสร้างความได้เปรียบและเป็นที่ยอมรับในตลาดสากลให้แก่ผู้ประกอบการ รวมทั้งการได้รับรองระบบงานหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก จะสร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับในการรายงานปริมาณและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผู้ประกอบการ อันแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมไทย และอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2608  (ค.ศ. 2065) ตามนโยบายสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

สรอ. มีความพร้อมในการให้บริการฝึกอบรม การตรวจรับรองระบบการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก สำหรับอุตสาหกรรมการบิน ภายใต้ ICAO-CORSIA Scheme คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและระดับโครงการสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ  และการบริการข้อมูลและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม:  www.masci.or.th
Facebook : MASCI Thailand
Line ID: Line@  MASCI Official

สอบถามบริการด้านการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจยั่งยืน และการทวนสอบก๊าซเรือนกระจก:
คุณนันท์นภัส พึ่งพูล, คุณมัธนา เข็มทอง โทรศัพท์ 02-6171727 ต่อ 344, 310
E-mail: [email protected]; [email protected]

ปัจจัยความสำเร็จของอุตสาหกรรมอาหาร ในการขยายตลาดทั้งในประเทศ และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global Value Chain) คือ การได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร สร้างโอกาสในการขยายฐานลูกค้า และการเข้าสู่ตลาดใหม่ เกิดการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ  ดังนั้น การฝึกอบรมบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปโดยให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานด้านความปลอดภัย การสนับสนุนในกิจกรรมการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารให้แก่สถานประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป จะเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดให้กับอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปของไทย  ก่อให้เกิดรายได้ในอุตสาหกรรมดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคถึงความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้าอาหารไทย
  2. เพื่อสนับสนุนสถานประกอบการ ให้มีการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาด
    โดยการได้รับมาตรฐานระบบการจัดการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยอาหารและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
  3. เพื่อการสร้างและการขยายโอกาสในการเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น จากการได้รับมาตรฐานระบบการจัดการด้านความปลอดภัยอาหารและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มเป้าหมาย  สถานประกอบการอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทาน

โดยโครงการประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ

** ผู้เข้าร่วมกิจรรมที่ 1 สามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่ 2 ได้

เกณฑ์ผู้เข้าร่วมโครงการ

**การพิจารณาคัดเลือกผู้เข้าโครงการเป็นไปตามตามมติคณะกรรมการกำกับโครงการฯ

ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ

สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ หรือจนกว่าผู้เข้ารวมโครงการครบตามเป้าหมาย

Link Download เอกสาร : คลิกที่นี่

ดาวน์โหลดเอกสารโครงการ

QR-OIE-2023

นายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม หรือ สรอ. (MASCI) พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันฯ ขอแสดงความยินดีกับบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้รับเกียรติบัตรการทวนสอบมาตรฐาน ISO 31000:2018 แนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร ณ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ชั้น 18 ห้องประชุม SHARING วันที่ 16 พฤศจิกายน 2565

บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทแรกที่ผ่านการทวนสอบมาตรฐาน ISO 31000:2018 แนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กรจาก สรอ. ในขอบข่าย ธุรกิจการผลิตและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางมะตอย (Manufacturing and distribution of asphalt products and services) ซึ่งเพิ่มเติมจากที่บริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการอื่นๆ จาก สรอ.ด้วย ได้แก่ ระบบบริหารงานคุณภาพ มอก./ISO 9001 ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม มอก./ISO 14001 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มอก. /ISO 45001 ระบบการจัดการแบบบูรณาการ และระบบการจัดการพลังงาน ISO 50001

tipcoasphalt-ISO31000-2

การได้รับเกียรติบัตรการทวนสอบมาตรฐาน ISO 31000:2018 ของบริษัทฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูง และการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับในการพัฒนาประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการดำเนินงาน สร้างความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและมีการลดปัจจัยความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อองค์กรอย่างรอบด้าน ซึ่งทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

tipcoasphalt-ISO31000-3

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานระบบการจัดการของบริษัทฯ เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการของบริษัทฯ ตามวิสัยทัศน์ “มุ่งมั่นในการส่งมอบบริการด้านธุรกิจยางมะตอยอย่างยั่งยืนผ่านทางวัฒนธรรมนวัตกรรม”

ปัจจุบัน การผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ของประเทศไทยมีความสำคัญมากเนื่องจากทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ลูกค้าในประเทศต่างๆ ได้หันมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากบริษัทหรือองค์กรที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือมาตรฐานที่คำนึงถึงเศรษฐกิจ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น  หนึ่งในมาตรฐานนั้นคือ มาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (มอก.14061-1/TIS 14061-1)

สำหรับการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเป็นแนวทางแบบองค์รวมที่ทำให้มั่นใจว่ากิจกรรมป่าไม้จะส่งผลดีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ สามารถสร้างสมดุลให้กับความต้องการในการแข่งขัน ตลอดจนรักษาและปรับปรุงการทำงานของป่าไม้ในปัจจุบันและในอนาคตด้วย

สำหรับมาตรฐาน มอก.14061 – 1 ได้กำหนดข้อกำหนดระบบการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแนวทางในการจัดระบบการจัดการป่าไม้สำหรับผู้ประกอบการ ครอบคลุมการจัดการส่วนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในที่ดินของผู้ประกอบการในพื้นที่ที่กำหนด

มาตรฐานนี้เหมาะสำหรับเจ้าของ ผู้ประกอบการ หรือผู้จัดการสวนป่า ใช้สำหรับการยื่นสมัคร เพื่อขอการรับรองพื้นที่สวนป่าไม้เศรษฐกิจของตนเอง รวมท้ังเป็นข้อกำหนดที่บังคับใช้กับผู้รับเหมาและผู้ปฏิบัติงานอื่นๆ ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สวนป่าไม้เศรษฐกิจที่ขอการรับรองด้วย

สำหรับประโยชน์ของมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มีดังต่อไปนี้

เจ้าของสวนป่า หรือผู้จัดการสวนป่าสามารถสมัครยื่นขอการรับรองพื้นที่สวนป่าไม้เศรษฐกิจของตนเองเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมจากการตัดไม้ รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อ 15 (Life on Land) ด้วย

ที่มา :

  1. https://www.facebook.com/467274273633774/posts/467806926913842/
  2. https://uat-web.masci.or.th/service/cert-iso-tis14061-1/

คณะผู้บริหารและทีมงาน สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ. หรือ MASCI) สถาบันภายใต้อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับ  Mr. Simon Heisig,  Associate Expert  DMD/TFPB ผู้แทนศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (International Trade Center: ITC) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และนายพงศ์ภพ เมธากุลวัฒน์ ผู้ประสานงานโครงการ  ARISE Plus Thailand เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 ณ ห้อง SUSTAINABILITY ชั้น 11 สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ  โดยเป็นการเยี่ยมชมและประชุมผลการดำเนินกิจกรรมพัฒนาหน่วยรับรอง และผู้ตรวจประเมินเกษตรอินทรีย์ของไทย เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางการค้าอย่างยั่งยืน และการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน ตามแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสหภาพยุโรป รวมทั้งหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาหน่วยรับรอง การพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจประเมิน และการเตรียมความพร้อมให้กลุ่มผู้ประกอบการ/เกษตรกรไทยให้ปรับตัวตามระเบียบเกษตรอินทรีย์ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) หรือ MASCI  โดยนายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันฯ พร้อมด้วยผู้บริหารของสถาบันฯ เข้าพบนายสุรพล พลอยสุข ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) (สคช.) นางสาววรชนาธิป จันทนู รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ  นายพิริยพงศ์ แจ้งเจนเวทย์ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมคุณวุฒิวิชาชีพ วันที่ 26 ตุลาคม 2565 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ ชั้น 14 อาคารเพิร์ล แบงก์ค็อก  โดยทั้งสองหน่วยงานได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาคุณวุฒิวิชาชีพบุคลากรในสถานประกอบการ และต่อยอดการพัฒนาองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยมีเป้าหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ISO/IEC 17024 เพื่อยกระดับการพัฒนาสมรรถนะกำลังแรงงานของประเทศไทยในทุกระดับและทุกอาชีพให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

MASC-&-TPQI--2

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) หรือ MASCI  ขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2565 ซึ่งได้รับเกียรติจากท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานในการมอบรางวัลฯ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 5 ตุลาคม 2565

PMI-award-2022--001

กระทรวงอุตสาหกรรม จัดพิธีมอบรางวัลอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2565 (The Prime Misnister’s Industry Award 2022)  ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อประกาศเกียรติคุณให้กับสถานประกอบการทุกระดับที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม อุตสาหกรรมดีเด่น (ประเภทการเพิ่มผลผลิต การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การบริหารความปลอดภัย การบริหารงานคุณภาพ การจัดการพลังงาน การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน อุตสาหกรรมศักยภาพ ความรับผิดชอบต่อสังคม เศรษฐกิจหมุนเวียน) และอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมดีเด่น (ประเภทการบริหารจัดการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ การจัดการเทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม การบริหารธุรกิจสู่สากล และการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเลิศในการบริหารจัดการ รวมถึงการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน

PMI-award-2022--003

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนายกระดับมาตรฐานระบบการบริหารจัดการของสถานประกอบการ เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการเพื่อความเป็นเลิศในด้านการบริหารจัดการตามแนวทางสากล

การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเป็นกระแสนิยมในโลกปัจจุบัน  บริษัทหลายแห่งตั้งเป้าหมายในด้านความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม และกำลังก้าวสู่เป้าหมายสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศที่สัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดยทั่วไป เมื่อนึกถึงเรื่องของความยั่งยืน การจัดซื้ออาจไม่ใช่สิ่งแรกที่เรานึกถึง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ห่วงโซ่อุปทานของบริษัท (หรือองค์กร) มีบทบาทอย่างมากในการพิจารณาว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทมีความยั่งยืนเพียงใด ตัวอย่างเช่น รายงานด้านความยั่งยืนของแม็คคินซีย์ระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทด้านการบริโภคทั่วไปมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 80 และส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าร้อยละ 90   นอกจากนั้น อุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ยังสามารถติดตามผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีต่อแนวทางการจัดซื้อได้อีกด้วย

การสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนเป็นหนึ่งในความพยายามด้านความยั่งยืนที่ส่งผลกระทบมากที่สุดที่บริษัทสามารถลงทุนได้ซึ่งในปี 2565 เป็นช่วงเวลาที่ดีในการเริ่มทำการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากบริษัทต่างๆ ต่างกำลังทำงานเพื่อปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานในขณะที่กำลังรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจหลังเกิดโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองครั้งแรกถึงความพยายามและวางแผนสำหรับการจัดซื้ออย่างยั่งยืนในปี 2565 อาจมีคนคิดว่าพยายามมากเกินไป เพราะมีเรื่องที่ต้องกังวลมากมายเกี่ยวกับปัญหาห่วงโซ่อุปทาน แต่ถ้าเรามุ่งเน้นที่การปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานอยู่แล้ว ตอนนี้ถือว่าเป็นเวลาที่ดีในการเริ่มปรับปรุงเรื่องความยั่งยืน เราไม่จำเป็นต้องบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนทั้งหมดภายในปีเดียว ถึงแม้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะยังไม่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด แต่ทุกย่างก้าวที่ทำเพื่อความยั่งยืนจะทำให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้นสำหรับบริษัทและสิ่งแวดล้อมของเรา

บริษัท Procurement Tactics ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อได้คาดการณ์ว่าเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่โลกต้องเผชิญกับการระบาดใหญ่ทั่วโลก ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องปิดตัวลงชั่วขณะเพื่อหาแนวทางปรับตัว ทำให้ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายในปีหน้าซึ่งแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนจะสนับสนุนการเติบโตทางการเงินในระยะยาวของบริษัทได้ ในขณะเดียวกันก็ปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องสละความมั่นคงทางการเงินเพื่อหันมาใส่ใจความยั่งยืน แต่สามารถทำทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันได้

ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้มีความยั่งยืนมากขึ้นอาจทำให้ต้นทุนระยะสั้นเพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวจะช่วยปรับปรุงผลประกอบการของบริษัท  ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนจะช่วยลดต้นทุน ปรับปรุงชื่อเสียงของบริษัท  และปฏิบัติงานอย่างสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านความยั่งยืนทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ไม่ว่าบริษัทจะมีความยั่งยืนและมีความรับผิดชอบเพียงใด ต้องไม่ลืมว่า บริษัทอื่นๆ ที่เราทำงานด้วยก็เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของเราซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากต่อความยั่งยืนโดยรวมด้วยเช่นกัน

ดร.เวโรนิกา เอช วิลเลนนา  ผู้เชียวชาญด้านระบบสารสนเทศและซัพพลายเชนพบว่าบริษัทที่มีห่วงโซ่อุปทานที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนจะใช้วิธีการจัดการแบบลดหลั่นกันไปในรูปแบบนี้ คือ ให้ซัพพลายเออร์ระดับหนึ่งของตนเองปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนบางประการ และกำหนดให้พวกเขาสร้างความต้องการเดียวกันกับซัพพลายเออร์ของตนเอง แนวทางนี้สามารถช่วยให้บริษัทต่างๆ มั่นใจได้ว่าห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนจะคงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนจะช่วยปรับปรุงการรับรู้ของผู้บริโภคของบริษัท นอกจากนี้ ยังช่วยดึงดูดผู้มีความสามารถมายังบริษัทด้วย  เนื่องจากผู้สมัครงานจำนวนมากให้ความสนใจมากขึ้นที่จะเข้าไปทำงานในบริษัทที่ยั่งยืนและมีจริยธรรม ทั้งนี้ สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) พบว่าโครงการความยั่งยืนสามารถลดต้นทุนได้ 9-16% และช่วยปรับปรุงมูลค่าแบรนด์ 15-30% รวมทั้งเพิ่มรายได้ 5-20% ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

ดร.วิลเลนนา ยังชี้ให้เห็นว่าการมองข้ามความสำคัญของการจัดซื้อจัดจ้างถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่บริษัทมักจะทำเมื่อต้องทำงานเพื่อความยั่งยืน การจัดซื้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับซัพพลายเออร์ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและพนักงานคนอื่นๆ ในแผนกมีความเชื่อมโยงที่จำเป็นในการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ หากบริษัทของเราต้องการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนมากขึ้น การจัดซื้อต้องเกี่ยวข้องกับการวางแผนและการดำเนินการด้วย

ไม่มีแผนกใดสามารถบรรลุความยั่งยืนได้ด้วยตนเอง การผลักดันเพื่อความยั่งยืนอาจเริ่มต้นจากบุคคลหรือแผนกที่เฉพาะเจาะจง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจึงจะประสบความสำเร็จ ความคิดริเริ่มในห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนอาจเริ่มต้นจากผู้บริหารระดับสูง หรือในแผนกจัดซื้อก็ได้ สำหรับผู้บริหารของฝ่ายจัดซื้อที่ดำเนินการเพื่อความยั่งยืนนั้น การวางแผนและการร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ จะช่วยให้การจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนเป็นจริงได้

การจัดซื้ออย่างยั่งยืนยังถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคมตามที่ระบุไว้ในแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000, Guidance on Social Responsibility ด้วย โดยใช้หลักการเดียวกันกับประเด็นหลักในเรื่องสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงานและการปฎิบัติที่เป็นธรรม

สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างอนาคตด้วยการจัดซื้ออย่างยั่งยืน สามารถศึกษาแนวทางได้จากมาตรฐานแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืน ISO 20400, Sustainable procurement – Guidance ซึ่งจะทำให้มีความเข้าใจเรื่องของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนและนำไปปรับใช้ในองค์กรได้เป็นอย่างดี และองค์กรยังสามารถส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อนำความรู้ไปจัดทำอย่างเป็นระบบได้เช่นกัน

ที่มา:

  1. https://www.nextprocess.com/procurement-solutions/heres-what-you-should-know-about-sustainable-procurement-in-2022/
  2. https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/store/en/ISO%2020400_Sustainable_procur.pdf

สังคมโลกได้รู้จัก “เศรษฐกิจแบ่งปัน” มาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วและเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังจากแอร์บีแอนด์บี (Airbnb) ได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อ 14 ปีแล้วเพื่อเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ตัวกลางระหว่างเจ้าของบ้านและนักท่องเที่ยว และมีธุรกิจหลายประเภท ได้นำแนวคิดนี้ไปใช้จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เช่น Uber, Grab, Spotify เป็นต้น

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ข่าวฐานเศรษฐกิจดิจิทัลได้รายงานว่าที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในเขตปกครองตนเอง “กว่างซีจ้วง” ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของจีน มีบริษัท 2 แห่ง คือ โรงงานผู้ผลิตน้ำตาล Liuxing Sugar Manufacturing ในเครือ Guangxi Sugar Group กับโรงงานผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอะไหล่  Liuzhou Jinjing Electric Appliance Co., Ltd. ได้ลงนามสัญญาในการแบ่งปันพนักงานร่วมกัน

ทั้งนี้ เพื่อให้พนักงานของทั้งสองบริษัทได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพโดยในเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นช่วงปิดหีบอ้อยของโรงงานน้ำตาลซึ่งพนักงานจะพักงานอยู่บ้านในขณะที่โรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ามีอัตราการผลิตสูง แต่ขาดแคลนพนักงาน จึงสามารถไปทำงานที่โรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ ส่วนในเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไปเป็นฤดูหีบอ้อยที่โรงงานน้ำตาลต้องการแรงงาน ซึ่งโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะแบ่งปันพนักงานไปทำงานที่โรงงานน้ำตาลเช่นกัน

ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก และไอเอสโอได้ศึกษาข้อมูลแนวโน้มดังกล่าวในทุกอุตสาหกรรมและจัดการงานด้านการมาตรฐานสำหรับตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสาขาที่เศรษฐกิจแบ่งปันมีศักยภาพที่จะเกิดขึ้น และไอเอสโอโดย ดร.มาซาอากิ โมชิมารุ ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 324, Sharing Economy ได้เปิดเผยเทรนด์สำคัญระดับโลกไว้ตามรายงานแนวโน้มอนาคตของไอเอสโอ ISO Foresight Trend Report ดังต่อไปนี้

โลกาภิวัตน์ทางการค้าได้ชะลอตัวลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายการค้าที่เข้มงวด ในทางกลับกัน การค้าภายในภูมิภาคกลับเพิ่มขึ้น เช่น ข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาค (RTA) สำหรับสินค้าและบริการ ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เป็นต้น

ในทำนองเดียวกัน มีการเปลี่ยนแปลงกับประเทศที่เราซื้อขายและสิ่งที่เราซื้อขายด้วย จะเห็นได้ว่าบริการมีการซื้อขายมากกว่าสินค้า และแนวโน้มนี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มขึ้นของบริการดิจิทัล เช่น การจัดการทางการเงินและความบันเทิงแบบสตรีมมิง ซึ่งมีส่วนทำให้กระแสข้อมูลข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้นมาก

ในขณะเดียวกัน การให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อธรรมเนียมปฏิบัติของการค้าแบบดั้งเดิม บริษัทต่างๆ ที่ต้องการมีส่วนร่วมในด้านการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศกำลังมองหาวิธีที่จะทำให้ห่วงโซ่อุปทานของตนเองสั้นลง เช่น การควบคุมเทคโนโลยีอย่างการพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งช่วยให้มีการผลิตที่ใกล้ชิดกับผู้ใช้ปลายทางมากขึ้น

โมเดลธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี
เทคโนโลยีทำให้เกิดการสร้างรูปแบบการค้ามาตลอด นับตั้งแต่โทรเลขไปจนถึงบล็อกเชน การเติบโตอย่างต่อเนื่องของอีคอมเมิร์ซทำให้มีผู้ขายจำนวนมากขึ้น รวมทั้งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จึงเชื่อมต่อโดยตรงกับผู้ซื้อในทุกส่วนของโลก ทำให้บทบาทของบุคคลที่สามแบบดั้งเดิมลดลง

โอกาสและความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางส่วนเกิดจากการเกิดขึ้นของ “เศรษฐกิจแบ่งปัน” หรือที่เรียกว่า Gig Economyหรือเศรษฐกิจแบบเพียร์ทูเพียร์ (P2P Economy)  ซึ่งเป็นระบบที่บุคคลทั่วไปแบ่งปันสินค้าและบริการระหว่างกันโดยตรง ซึ่งโดยทั่วไปเกิดขึ้นผ่านอินเทอร์เน็ต แบบจำลองทางเศรษฐกิจนี้มีศักยภาพในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเป็นการข้ามขั้นตอนแบบเดิมๆ ในห่วงโซ่อุปทาน ดังเช่นที่เราเห็นได้จากแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีอยู่นับพันนับหมื่นแห่ง รวมทั้ง Uber และ Airbnb และแพลตฟอร์มอื่นๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นทุกปี

เศรษฐกิจแบ่งปันเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดและดิสรัพท์ธุรกิจต่างๆ ได้มากที่สุดในปัจจุบัน  มีการคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เศรษฐกิจแบ่งปันในยุโรปจะเติบโตมากขึ้นเกิน 25% ต่อปี การเติบโตนี้เกิดจากแนวโน้มหลายอย่างเช่น ความต้องการของผู้บริโภคสำหรับการบริโภคที่ยั่งยืนมากขึ้นและความสนใจในการสร้างชุมชน ซึ่งจะเปลี่ยนเส้นทางของผู้บริโภคแบบดั้งเดิมไปเป็นรูปแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม มีความวิตกกังวลในเรื่องเกี่ยวกับความรับผิดและสภาพการทำงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบและมาตรฐานซึ่งเป็นประเด็นที่ไอเอสโอให้ความสำคัญและรวมอยู่ในการพัฒนามาตรฐานด้วย

การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นแสดงถึงความท้าทายใหม่ล่าสุดสำหรับหน่วยงานมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของการค้าในภูมิภาคในขณะที่การค้าโลกกำลังชะลอตัวอาจนำไปสู่ตลาดที่กระจัดกระจายซึ่งมีมาตรฐานที่ขัดแย้งกันระหว่างภูมิภาค ในขณะเดียวกัน การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของบริการดิจิทัลทำให้ต้องมีมาตรฐานใหม่ในการจัดการสินทรัพย์ในศตวรรษที่ 21 เช่น ข้อมูลผู้บริโภคและสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งไอเอสโอกำลังติดตามแนวโน้มเหล่านี้อยู่ และได้จัดตั้งคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอเรื่องเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปันเพื่อพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว

มาตรฐานมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่ารูปแบบธุรกิจใหม่ของเศรษฐกิจแบ่งปันดังกล่าวจะบรรลุตามคำมั่นสัญญาที่มีความยั่งยืนมากขึ้นไปพร้อมๆ กับป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้ปฏิบัติงานในขณะที่การค้าของโลกเราเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีดิจิทัลและแนวโน้มอื่นๆ ดังนั้น องค์กรด้านการมาตรฐานจะต้องมีส่วนร่วมกับภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย รวมทั้งผู้บริโภคเพื่อช่วยวางรากฐานสำหรับการค้าในอนาคตด้วย

ที่มา:

  1. https://www.thansettakij.com/blogs/world/533320
  2. https://www.econstor.eu/bitstream/10419/112778/1/830325093.pdf
  3. https://www.iso.org/contents/news/2022/09/foresight-trend-report-putting-t.html

นายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) หรือ MASCI พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สถาบันฯ ร่วมแสดงความยินดีกับสำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) ในโอกาสได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015)  ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 8 สำนักงานธนานุเคราะห์ วันที่ 22 กันยายน 2565

สำนักงานธนานุเคราะห์ โดยนายประสงค์ พันธ์ลิมา ผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ ให้เกียรติรับมอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015) พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากรของ สธค. ในขอบข่าย : “การบริการรับจำนำ”  โดย สธค. เป็นโรงรับจำนำแห่งแรกในประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 จาก สรอ. ทั้งนี้ การได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015  ของ สธค. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูงพร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับ ในการพัฒนาระบบบริหารงานคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบการกำกับดูแลองค์กรที่ดีของ สธค. เพื่อให้บุคลากรทุกระดับของ สธค. ถือปฏิบัติในการดำเนินงานให้มีคุณภาพ มีความโปร่งใส เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตามบทบาทของ สธค. ซึ่งให้ความสำคัญในการดูแลและคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย พัฒนางานบริการในทุกด้านที่ให้ความสะดวก รวดเร็ว และสร้างความประทับใจ รับฟังความต้องการ หรือความคิดเห็นของประชาชน กำหนดอัตราการเรียกเก็บดอกเบี้ยรับจำนำ และการให้บริการอย่างเป็นธรรม ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และเงื่อนไขต่อผู้ใช้บริการอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค มีระบบที่ผู้ใช้บริการสามารถร้องเรียนได้ พร้อมด้วยขั้นตอนการดำเนินงานและการติดตามผล เพื่อสร้างความชัดเจนและความเข้าใจให้ผู้ใช้บริการอย่างดีที่สุด

Cert.-QMS-pawn

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนายกระดับมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ของ สธค. เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของ สธค. ที่ให้ความสำคัญในการ “เป็นโรงรับจำนำเพื่อสังคม บริการด้วยนวัตกรรมเเละเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยยึดหลักธรรมาภิบาล”