สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI  ได้รับเกียรติจาก คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงอุตสาหกรรม (ค.ต.ป.อก.) ตรวจติดตามความก้าวหน้าและเยี่ยมชมการดำเนินโครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม (Flagship) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565 ณ ห้อง SHARING สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ

mig-industry-pic1
นายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ พร้อมคณะผู้บริหาร และพนักงาน สรอ. ให้การต้อนรับ นายหทัย อู่ไทย  นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร  นายมงคล พฤกษ์วัฒนา กรรมการ ค.ต.ป.อก. พร้อมคณะฯ และคณะข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งลงพื้นที่เพื่อตรวจติดตามความก้าวหน้า และเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม (Flagship) กิจกรรมที่ 5 ยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการเกษตรแปรรูป ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค ที่ได้รับจัดสรร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

mig-industry-pic-2
สรอ. รายงานความก้าวหน้าการดำเนินการในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 – พฤษภาคม 2565  โดยโครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม (Flagship) กิจกรรมที่ 5 มีวัตถุประสงค์หลักในการยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการเกษตรแปรรูป ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค โดย สรอ. ได้ดำเนินกิจกรรมหลักทั้ง 5 กิจกรรม ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์กิจกรรม รับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ และฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในหลักสูตรที่กำหนดด้านมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหารแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม อาทิ GMP FDA, มาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.), GMP (Codex), HACCP, ISO 22000 และมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีสถานประกอบการซึ่งผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 31 สถานประกอบการ (แผน 28 สถานประกอบการ) และได้ส่งบุคลากรเข้าร่วมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในหลักสูตร “Introduction to GHPs/HACCP Rev. 2020 (CODEX) and Internal Auditor” ระยะเวลา 2 วัน ทั้งรูปแบบ Onsite และ Online  รวมจำนวน 60 คน (แผน 45 คน)  และในส่วนของการตรวจประเมินและรับรองมีสถานประกอบการที่ได้รับการตรวจประเมินแล้ว 17 ราย ได้รับการรับรองแล้ว 15 ราย  อยู่ระหว่างการนัดหมายเพื่อรับการตรวจประเมิน 11 ราย โดยรูปแบบการตรวจประเมินมีทั้งการตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการ (Onsite) และการตรวจประเมินทางไกล (Remote Assessment) ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานประกอบการ ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19

mig-industry-pic5

แม้ว่าการระบาดของ COVID-19 จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาใดที่รายงานว่า COVID-19 แพร่กระจายผ่านผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากนี้ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังระบุว่าไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าไวรัสที่ติดเชื้อทางเดินหายใจสามารถถ่ายทอดผ่านอาหารหรือบรรจุภัณฑ์อาหารได้ และดูเหมือนว่าการแพร่กระจายของ SARS-CoV และ MERS-CoV ผ่านการบริโภคอาหารก็ยังไม่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบริการอาหาร (Food Service) เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประกอบการแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 เนื่องจากมีผู้บริโภคมีความกังวลในการสัมผัสอาหารที่พวกเขาคิดว่าเป็นไปได้ที่อาจปนเปื้อนเชื้อไวรัส COVID-19 แต่จริงๆ แล้วมีเพียงหลักฐานบ่งชี้ว่า SARS-CoV-2 สามารถแพร่เชื้อผ่านทางพื้นผิวสัมผัสเนื่องจากความสามารถของไวรัสสามารถอยู่รอดบนพื้นผิวได้เป็นเวลาหลายวัน (ซึ่งไม่ใช่การติดเชื้อผ่านการรับประทานอาหาร แต่อาจติดเชื้อจากการหายใจเอาเชื้อที่อยู่รอดบนพื้นผิวนั้นเข้าไป)

ดังนั้น  จึงจำเป็นต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 จากทางเดินหายใจไปยังพื้นผิวบรรจุภัณฑ์อาหารหรือผ่านการบริโภคอาหาร ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการอาหารให้ความสำคัญกับแนวทางสำหรับผู้บริโภคในระหว่างการซื้ออาหาร การจัดการอาหาร และการเตรียมอาหาร ซึ่งผู้จับต้องอาหาร และบุคลากรของสถานประกอบการอาหารและผู้บริโภคจำเป็นต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยที่ดีเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อและปฏิบัติตามข้อกำหนดขั้นต่ำของระบบความปลอดภัยของอาหารเป็นอย่างน้อย ซึ่งผู้ผลิตอาหารและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารทั้งหมดต้องตระหนักถึงหน้าที่รับผิดชอบอย่างใหญ่หลวงในการจัดการความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อสร้างความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้บริโภคซึ่งหากอาหารไม่มีความปลอดภัยก็จะเกิดความเสี่ยงสำหรับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ จึงมีการปฏิบัติตามแนวทางสุขอนามัยที่ดีรวมไปถึงการนำมาตรฐานเกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยของอาหารไปใช้งาน

สำหรับมาตรฐานระบบการจัดความปลอดภัยของอาหารของไอเอสโอ ช่วยให้องค์กรสามารถระบุและควบคุมอันตรายด้านความปลอดภัยของอาหารได้ และในขณะเดียวกันยังสามารถนำไปใช้งานร่วมกับมาตรฐานการจัดการไอเอสโอฉบับอื่นได้ด้วยโดยสามารถนำไปใช้กับผู้ผลิตทุกประเภทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน  ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถส่งข้ามพรมแดนไปยังผู้บริโภคซึ่งทำให้พวกเขาไว้วางใจได้

มาตรฐาน ISO 22000, Food safety management systems — Requirements for any organization in the food chain เป็นมาตรฐานระบบการจัดการความปลออดภัยของอาหาร ข้อกำหนดสำหรับทุกองค์กรในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนาขึ้นเพื่อกำหนดกรอบมาตรฐานสากลที่ครอบคลุมข้อกำหนดทุกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพด้านอาหารและความปลอดภัยของอาหารที่มีการบังคับใช้สำหรับการค้าสินค้าอาหารที่มีอยู่ในปัจจุบัน  ทำให้ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารมีมาตรฐานที่มีความสอดคล้องกัน นับตั้งแต่ธุรกิจที่ทำการผลิตวัตถุดิบ ส่วนประกอบของอาหาร ภาชนะบรรจุอาหาร ไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป และยังส่งเสริมให้องค์กรดำเนินธุรกิจอย่างสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาหารด้วย

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์อาหารก็ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทุกแห่งว่าควรปฏิบัติตามแนวทางระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหารที่กำหนดโดยหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างเคร่งครัด และควรปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อตอบสนองต่อหลักฐานชิ้นใหม่เกี่ยวกับการป้องกันไวรัสเมื่อจำเป็น

มาตรฐาน ISO 22000 ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผน ดำเนินการ ดำเนินการ บำรุงรักษา และปรับปรุงระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารรวมทั้งช่วยให้สื่อสารประเด็นด้านความปลอดภัยของอาหารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในห่วงโซ่อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิต  หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ค้าปลีก รวมทั้งผู้บริโภคด้วย

ที่มา:

  1. https://www.frontiersin.org/articles/10.3389/fmicb.2020.01854/full#B39
  2. https://www.iso.org/standard/65464.html

ธุรกิจองค์กรต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นผู้สร้างผลกระทบหรือผู้ได้รับผลกระทบนั้นเองก็ตาม ปัจจุบัน ธุรกิจองค์กรต่างก็ตระหนักถึงความจำเป็นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์ของตนเอง ดังนั้น การรวมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไว้ในการออกแบบและการพัฒนาโดยคำนึงถึงวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้โดยทั่วไปเรียกว่า “การออกแบบเชิงนิเวศ” บางครั้งก็ใช้คำว่า การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ การออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หรือการออกแบบที่ยั่งยืน/เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การออกแบบและการพัฒนาถือเป็นกระบวนการที่สำคัญซึ่งการออกแบบเชิงนิเวศได้รวมอยู่ในมาตรฐานฉบับนี้แล้ว คือ ISO 14006 – Environmental management systems — Guidelines for incorporating eco-design มาตรฐานฉบับนี้เป็นส่วนเสริมของมาตรฐานชุด ISO 14000 ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อให้คำแนะนำสำหรับองค์กรที่ต้องการรวมการออกแบบเชิงนิเวศเข้ากับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ที่ใช้ ISO 14001 รวมทั้งองค์กรที่ใช้ระบบการจัดการอื่นๆ ก็สามารถนำไปใช้ร่วมกันได้เช่นกัน  นอกจากนี้ ธุรกิจองค์กรสามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานไอเอสโอที่มีอยู่แล้วได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ISO/TR 14062 – Environmental management — Integrating environmental aspects into product design and development และ  IEC 62430   – Environmentally conscious design (ECD) – Principles, requirements and guidance เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม มาตรฐานฉบับนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับการรับรอง แต่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบเชิงนิเวศได้

ISO 14006 ซึ่งได้รับการปรับปรุงเมื่อเดือนมกราคม 2563 (ค.ศ.2020) เป็นมาตรฐานที่เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้องค์กรนำไปใช้ในการจัดตั้ง การบันทึก การนำไปใช้ การบำรุงรักษา และปรับปรุงการจัดการการออกแบบเชิงนิเวศอย่างต่อเนื่องโดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการสิ่งแวดล้อมซึ่งจะใช้กับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการขององค์กรที่ควบคุมดูแล

มาตรฐาน ISO 14006 เป็นแนวทางที่เป็นระบบซึ่งพิจารณาถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในการออกแบบและการพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่พึงประสงค์ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ในเอกสารนี้ เป็นที่เข้าใจกันว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมควรคำนึงถึงการออกแบบและการพัฒนา และภายในเรื่องนี้ การออกแบบเชิงนิเวศเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นั้น

การออกแบบเชิงนิเวศควรนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ใหม่และผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ รวมถึงการดัดแปลงกระบวนการตามความจำเป็นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์

มาตรฐานนี้ได้รับการพัฒนาโดย คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management, คณะอนุกรรมการ  SC 1, Environmental management systems

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ  ISO Store

ที่มา :

1. https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/news/magazine/ISO%20Focus+%20(2010-2013)/en/2010/ISO%20Focus+,%20January%202010.pdf
2. https://www.iso.org/standard/72644.html

นายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI  พร้อมด้วยนายปัญญ์ปภพ ฉันทมนตรี ผู้จัดการแผนกอาวุโส แผนกตรวจประเมิน 1 และเจ้าหน้าที่ สรอ.  ร่วมแสดงความยินดีกับบริษัท วาริ รีซอร์สเซส จำกัด เนื่องในโอกาสที่ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015) ณ อาคาร Purenergy Place ชั้น 5 กรุงเทพฯ เมื่อ 27 พฤษภาคม 2565

บริษัท วาริ รีซอร์สเซส จำกัด โดยนายสุรินทร์ ตันติเจริญวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายวัชระ จันทร์ทอง กรรมการผู้จัดการ ให้เกียรติรับมอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015) พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากรของบริษัทฯ ในขอบข่าย  “การก่อสร้างและติดตั้งระบบการผลิตน้ำประปาชุมชน” การได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015) ของบริษัทฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูงพร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับ ในการพัฒนาระบบบริหารงานคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ด้วยเจตนาที่จะสร้างงานที่มีคุณภาพเพื่อประชาชนคนไทยและคนรุ่นหลัง การดำเนินงานเป็นที่ยอมรับ การควบคุมการบริหารงานให้ได้คุณภาพ ในกระบวนการการปฏิบัติงานทุกขั้นตอนและมุ่งเน้นให้เกิดผลงานที่ดีที่สุด

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนายกระดับมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ของบริษัทฯ เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างงานที่มีคุณภาพ ตามนโยบายคุณภาพ  “ใช้องค์ความรู้ในการผลิตและปรับปรุงคุณภาพของประปาชุมชน รวมถึงนวัตกรรมไทยอื่นๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงบุคลากรของบริษัทฯ ” ของบริษัทฯ

ทุกวันนี้ เราอาจประสบกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เสมอ นอกจากโรคระบาดใหญ่ และสงครามในต่างประเทศแล้ว ยังมีภัยพิบัติจากธรรมชาติหรือน้ำมือมนุษย์ที่อาจเกิดขึ้นได้อีก เช่น ภัยจากการก่อการร้าย การโจมตีทางไซเบอร์  หรือแม้แต่ความบกพร่องของมนุษย์  ความไม่แน่นอนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้เช่นนี้ทำให้ธุรกิจและองค์กรเกิดการหยุดชะงัก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง และหากปัญหาต่างๆ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที ก็จะส่งผลต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพของการดำเนินงาน หรือแม้แต่ทำให้ธุรกิจล้มเหลวได้

ดังนั้น ธุรกิจและองค์กรจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเพื่อให้องค์กรมีความสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน มีการดำเนินงานด้วยความแม่นยำ  สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในองค์กรได้ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย ภาพลักษณ์ ชื่อเสียง รวมทั้งกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าขององค์กรด้วย

มาตรฐานสากลที่จะช่วยให้ธุรกิจและองค์กรสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี คือ BCMS หรือ ISO 22301, Security and resilience — Business continuity management systems — Requirements  มาตรฐานสากลนี้เป็นข้อกำหนดฉบับแรกของโลกที่ช่วยให้องค์กรสามารถรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถฟื้นตัวจากการหยุดชะงักทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

ความสำคัญของ BCMS มีความชัดเจนยิ่งขึ้นท่ามกลางการระบาดใหญ่ซึ่งผู้นำองค์กรต่างก็ตระหนักดีถึงผลกระทบเป็นอย่างมากเนื่องจากไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นปกติอีกต่อไป

ดังนั้น การป้องกันองค์กรที่ดีที่สุดจึงเป็นการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ โดยให้แนวทางพนักงานว่าต้องทำอย่างไรหากกระบวนการทำงานปกติได้รับผลกระทบ โดยให้แนวทางที่ครอบคลุมเพื่อความยืดหยุ่นขององค์กร เช่นการปรับเปลี่ยนการทำงานไปสู่ยุคนิวนอร์มอลด้วยการทำงานระยะไกล การให้บริการที่ต้องคำนึงถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพความเป็นอยู่ของพนักงานมากขึ้น และการนำเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้ เป็นต้น

มาตรฐาน ISO 22301 สามารถนำไปใช้ได้กับองค์กรทุกประเภท ทุกขนาด ซึ่งมีความต้องการให้มีการนำระบบการจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจไปใช้ มีการดูแลรักษาและปรับปรุงระบบ และมีความมั่นใจในความสอดคล้องกับนโยบายความต่อเนื่องทางธุรกิจที่องค์กรระบุไว้ นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการให้ได้ในระดับความสามารถที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในระดับที่ยอมรับได้ระหว่างการหยุดชะงักโดยสามารถเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ด้วยการใช้ BCMS ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

เอกสารนี้สามารถใช้เพื่อประเมินความสามารถขององค์กรในการตอบสนองความต้องการและภาระผูกพันทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และสามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานระบบการจัดการอื่น เช่น ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001 ซึ่งมีโครงสร้างระดับสูง (เช่น ข้อความหลัก ข้อกำหนด และคำจำกัดความที่เหมือนกัน) ของมาตรฐานที่สอดคล้องกัน เนื่องจากไอเอสโอได้ออกแบบมาตรฐานเหล่านั้นมาให้สามารถนำมาใช้ร่วมกับกระบวนการจัดการที่มีอยู่แล้วขององค์กร

ISO 22301 สามารถให้รายละเอียดมุมมองที่ชัดเจนว่าองค์กรควรดำเนินการอย่างไร และให้การนำเสนอข้อมูลเชิงลึกซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ และการจัดการทรัพยากร

ความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดจะทำให้องค์กรสามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างปกติหรือเป็นไปตามระดับการให้บริการที่กำหนดไว้ซึ่งช่วยให้ลดระดับความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นได้

ISO 22301 เป็นประโยชน์สำหรับมืออาชีพด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจและความเสี่ยงทางธุรกิจ ผู้ที่ดูแลห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งผู้พัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร เนื่องจากมาตรฐานนี้ได้รวบรวมเอาแนวปฏิบัติสากลไว้ด้วยกันเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองและฟื้นฟูจากการหยุดชะงักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการลดต้นทุนและผลกระทบต่อผลการดำเนินธุรกิจที่น้อยลงหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น องค์กรที่มีไซต์งานหรือสาขาอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ สามารถพึ่งพาความสอดคล้องของการดำเนินธุรกิจในแนวทางเดียวกันได้

นอกจากนี้ ISO 22301  ยังเป็นประโยชน์ในแง่ของการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ซัพพลายเออร์ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ  การปรับปรุงประสิทธิภาพทางธุรกิจและความยืดหยุ่นขององค์กร การมีความเข้าใจในธุรกิจที่ดีขึ้นด้วยการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญและพื้นที่เสี่ยงภัย

องค์กรที่สนใจสามารถประเมินความพร้อมในการนำ ISO 22301 ไปใช้ในองค์กรด้วยการสำรวจสถานะขององค์กรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของมาตรฐานรวมทั้งระดับทรัพยากรที่องค์กรมีอยู่  และมั่นใจว่าผู้บริหารระดับสูงให้องค์กรแสดงออกถึงความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นใน BCMS

ผู้สนใจ สามารถศึกษามาตรฐาน ISO 22301 ทั้งฉบับได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอในรูปแบบ Read-only
ที่มา :
1. https://www.itgovernance.eu/blog/en/why-is-business-continuity-management-so-important
2. https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/store/en/PUB100442.pdf

โครงการชดเชยและการลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) เป็นโครงการระดับโลกเพื่อจัดการกับการปล่อยมลพิษจากการเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศ ข้อตกลงเมื่อปี 2559 โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ  (ICAO) กำหนดให้สายการบินต้องตรวจสอบและรายงานการปล่อยมลพิษตั้งแต่ปี 2562 และซื้อหน่วยลดการปล่อยมลพิษที่สร้างขึ้นโดยโครงการในภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อให้ครอบคลุมการควบคุมการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าระดับ 2020 จากปี 2564

ตั้งแต่ปี 2570 (ค.ศ.2027) การมีส่วนร่วมใน CORSIA จะกลายเป็นข้อบังคับสำหรับรัฐส่วนใหญ่ซึ่งมีผลบังคับใช้กับเส้นทางระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด ข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวหลังจากปี 2027 จะเป็นการยกเว้นสำหรับรัฐที่มีกิจการการบินไปกลับในระดับต่ำ หรือถูกจัดอันดับว่ามีการพัฒนาน้อยที่สุดหรือการพัฒนาของเกาะเล็ก/ไม่มีทางออกสู่ทะเล

CORSIA อาจส่งผลกระทบต่อสายการบินต่างๆ หากมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ต่อไปนี้ คือ เครื่องบินมีน้ำหนักมากกว่า 5,700 กก. เมื่อบินขึ้น มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 10,000 ตันต่อปีในเส้นทางระหว่างประเทศ มีการดำเนินกิจการมากว่า 3 ปี หรือทั้งสองรัฐที่มีการเชื่อมต่อเส้นทางกับสายการบินที่กำลังบินอยู่และกำลังอยู่ในขั้นตอนนำร่องของ CORSIA

จากการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก  จึงมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นสำหรับองค์กรด้านการบินให้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามเงื่อนไขดังกล่าว ดังนั้น การปฏิบัติตาม CORSIA จะช่วยให้สายการบินระหว่างประเทศสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบสากล

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ได้เปิดการบริการทวนสอบโครงการชดเชยและการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภาคการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติการบิน (Aeroplane Operator) สามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อบังคับขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ และข้อบังคับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณีโครงการการชดเชยและลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภาคการบินระหว่างประเทศ ของ ICAO ซึ่งเป็นมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมการบินเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เป็นหน่วยงานตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก (Validation and Verification Body) ซึ่งได้รับการรับรองระบบงานจาก UNFCCC สำหรับการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบโครงการ CDM และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยงานตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจกโครงการ T-VER จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

บุคลากรของสถาบันรับรองมาตรฐานไอเสโอมีความรู้ความสามารถในกิจกรรมการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก มีความเข้าใจในข้อกำหนดมาตรฐานและการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติการบิน และด้วยการบริการที่เป็นมืออาชีพ รวดเร็ว เป็นไปตามมาตรฐานการจัดการสากล

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเสโอได้พัฒนาระบบงานด้านการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจกตาม ISO 14065 และได้รับการรับรองระบบงานจากคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ให้การรับรองระบบงาน ครอบคลุมขอบข่ายการขนส่งทางอากาศ ข้อกำหนดเฉพาะของ ICAO – CORSIA

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเสโอเป็นส่วนหนึ่งในการสนันสนุนสายการบินให้สามารถปฏิบัติงานให้สอดคล้องตามข้อบังคับในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งมีส่วนช่วยในการลดปัญหาภาวะโลกร้อนตามแนวทางมาตรฐานสากล

ที่มา :
1.
https://www.southpole.com/what-is-corsia-and-how-does-it-affect-your-airline
2.
https://uat-web.masci.or.th/service/corsia-verification-service/
3. https://www.icao.int/environmental-protection/CORSIA/Pages/CORSIA-and-Covid-19.aspx

  1. หลักการและเหตุผล
    สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) : สสปน.
    ได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย (TMVS) เพื่อยกระดับการให้บริการสถานที่จัดงานซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญในการให้บริการของอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของผู้เดินทางกลุ่มไมซ์ในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก โดยปัจจุบันมีสถานที่จัดงานหลากหลายประเภท จำนวนมากกว่า 400 แห่ง จากทั่วประเทศสสปน. มีการวางเป้าหมายหลักในการเพิ่มรายได้และยกระดับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการจัดงานและกิจกรรมทางธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย จึงได้ดำเนินการส่งเสริมให้สถานประกอบการศูนย์ประชุม /อาคารแสดงสินค้าหรือนิทรรศการ โรงแรม รีสอร์ท องค์กรภาครัฐ และเอกชน ได้การรับรองมาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย โดยการจัดทำกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและตรวจประเมินมาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย เพื่อให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่สถานประกอบการให้ทราบถึงความสำคัญและความจำเป็นของมาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย
  1. วัตถุประสงค์

2.1 เพื่อตรวจประเมินสถานประกอบการศูนย์ประชุม โรงแรม รีสอร์ท และ องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ในแต่ละประเภท อาทิเช่น ห้องประชุม สถานที่การจัดงานแสดงสินค้า และสถานที่การจัดกิจกรรมพิเศษ ให้ผ่านการรับรองตามข้อกำหนดของมาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย

2.2 เพื่อตรวจประเมินสถานประกอบการศูนย์ประชุม โรงแรม รีสอร์ท และ องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ได้ผ่านการรับรองตามข้อกำหนดของเกณฑ์ประเมินด้านสุขอนามัยและการจัดงานเสมือนจริง (Hygiene และ Hybrid)

2.3 สร้างความเชื่อถือแก่ผู้ใช้บริการ อันเป็นการสร้างพื้นฐานที่มั่นคงแก่การพัฒนาสถานประกอบการศูนย์ประชุม โรงแรม หรือ รีสอร์ท และ องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชน ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ

  1. จำนวนรับสมัครเข้าร่วมกิจกรรม
  1. ประโยชน์ที่ได้รับ

4.1 สถานประกอบการศูนย์ประชุม โรงแรม รีสอร์ท และองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชน ได้พัฒนาตามเกณฑ์ตัวชี้วัดของมาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย (ประเภทห้องประชุม ประเภทสถานที่จัดงานแสดงสินค้า และประเภทสถานที่จัดกิจกรรมพิเศษ) และเกณฑ์ประเมินด้านสุขอนามัยและการจัดงานเสมือนจริง (Hygiene และ Hybrid) หรือ 2HY

4.2 การให้บริการของสถานประกอบการศูนย์ประชุม โรงแรม รีสอร์ท และ องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชน เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือมากขึ้น

  1. กิจกรรมหลักของโครงการ (ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดทั้งกิจกรรม)

tcep-flowchart2022

ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดทั้งกิจกรรม หมดเขตรับสมัคร 31 พฤษภาคม 2565 หรือเมื่อครบตามจำนวน

ข้อมูลการติดต่อ :

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ
แผนกหน่วยตรวจ 1 ฝ่ายหน่วยตรวจ

Download ใบสมัคร TMVS & 2HY

  1. Application form for TMVS Assessment 2022 (Meeting room-ขอการรับรองครั้งแรก)
  2. Application form for TMVS Assessment 2022 (Exhibition-ขอการรับรองครั้งแรก)
  3. Application form for TMVS Assessment 2022 (Special Event-ขอการรับรองครั้งแรก)
  4. Application form for TMVS Reassessment 2022 (Meeting room ต่ออายุ)
  5. Application form for TMVS Re-assessment 2022 (Exhibition ต่ออายุ)
  6. Application form for TMVS Re-assessment 2022 (Special Event ต่ออายุ)
  7. Application form for 2HY Assessment 2022 (ขอการรับรองครั้งแรก)

Download มาตรฐาน TMVS & 2HY

  1. มาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย
  2. เกณฑ์การประเมินด้านสุขอนามัยและการจัดงานเสมือนจริง (2HY)

 เอกสารประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม

  1. เอกสารประชาสัมพันธ์โครงการ (Thai)

การเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจประเมิน TMVS (Meeting Room)

  1. Power point นำเสนอ TMVS (Meeting Room) ประเภท 1 และ 2
  2. รายการเอกสาร TMVS (Meeting Room) ประเภท 1 และ 2
  3. Power point นำเสนอ TMVS (Meeting Room) ประเภท 3
  4. รายการเอกสาร TMVS (Meeting Room) ประเภท 3

การเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจประเมิน TMVS (Exhibition)

  1. Power point นำเสนอ TMVS (Exhibition)
  2. รายการเอกสาร TMVS (Exhibition)

 การเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจประเมิน TMVS (Special Event)

  1. Power point นำเสนอ TMVS (Special Event)
  2. รายการเอกสาร TMVS (Special Event)

 การเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจประเมิน 2HY

  1. Power point นำเสนอ 2HY
  2. รายการเอกสาร 2HY

หนึ่งในมาตรฐานไอเอสโอที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้คือ มาตรฐาน ISO 50001 ระบบการจัดการพลังงานซึ่งเมื่อปี 2563 (ค.ศ.2020) มีผู้ได้รับการรับรองทั่วโลกเกือบสองหมื่นราย  และสำหรับองค์กรที่มุ่งมั่นที่จะจัดการกับผลกระทบ การอนุรักษ์ทรัพยากร และปรับปรุงการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  มาตรฐาน ISO 50001 คือคำตอบที่ดี

ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 50001, Energy Management Systems – Requirements with Guidance for Use  ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนองค์กรในทุกภาคส่วนให้มีแนวทางปฏิบัติในการปรับปรุงการใช้พลังงานด้วยการพัฒนามาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (EnMS)

การพัฒนามาตรฐาน EnMS มีพื้นฐานตามรูปแบบระบบการจัดการของการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และสามารถใช้ร่วมกับมาตรฐานสากลฉบับอื่น ที่รู้จักกันดี เช่น ISO 9001 มาตรฐานระบบคุณภาพ หรือ ISO 14001 มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถบูรณาการการจัดการพลังงานเข้ากับความพยายามขององค์กรโดยสามารถรวมเข้าไปในการปรับปรุงคุณภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น

ISO 50001 เป็นมาตรฐานที่สามารถนำไปใช้เป็นกรอบสำหรับข้อกำหนดเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินการดังต่อไปนี้

หนึ่งในตัวอย่างขององค์กรทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จในการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ คือ Enigma Industrial Services ซึ่งได้ขยายขอบข่ายการรับรองเพิ่มเติมในระบบการจัดการพลังงานจากเดิมได้รับการรับรองตามมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9001: 2015 – Quality Management Systems และมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001: 2015 Environmental Management Systems และมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001: 2018 Occupational Health and Safety (OH&S) Management  ต่อมา องค์กรต้องการความมั่นใจว่าจะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และได้ปฏิบัติตามแผนโอกาสการประหยัดพลังงานของรัฐบาลอังกฤษ (ESOS) ซึ่งเป็นโครงการประเมินพลังงานภาคบังคับสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ในสหราชอาณาจักร องค์กรจึงเลือกที่จะนำ EnMS ไปใช้งาน

การพัฒนาและการนำ EnMS ไปใช้ช่วยให้ Enigma Industrial Services มีแนวทางที่เป็นระบบและได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงาน และการบริโภค จึงสามารถต้นทุนด้านพลังงานและของเสียโดยไม่กระทบต่อการผลิตและคุณภาพ รวมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

แม้ว่าผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ จะสามารถขอรับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 50001 ได้เช่นเดียวกับมาตรฐานสากลระบบการจัดการฉบับอื่น แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรด้วย บางองค์กรอาจตัดสินใจใช้มาตรฐานนี้เพื่อประโยชน์ที่จะได้รับเท่านั้น ในขณะที่หลายองค์กร ตัดสินใจขอรับการรับรองเพื่อแสดงให้บุคคลภายนอกเห็นว่ามีการนำระบบการจัดการพลังงานไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีหน่วยงานรับรองให้การรับรองอย่างเป็นทางการ

องค์กรสามารถร่วมกันปกป้องอนาคตที่ยั่งยืนของลูกหลานด้วยการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นจากการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้

ผู้สนใจสามารถศึกษามาตรฐานดังกล่าวเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ

ที่มา:
1. https://www.iso.org/iso-50001-energy-management.html
2.
https://www.quality.org/knowledge/benefits-iso-500012018-energy-management-systems

นายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ร่วมงาน MICE Standards Day 2022 Be The Region’s Leader in MICE Standards” ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. (TCEB) โดยในงานมีพิธีมอบใบรับรองมาตรฐานการบริหารการจัดงานอย่างยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Sustainable Event Management Standard: TSEMS) และมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย (Thailand MICE Venue Standard: TMVS) และมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน (ASEAN MICE Venue Standard: AMVS) ประจำปี 2565 และกิจกรรม TMVS Partnership Matching Day เพื่อยกระดับการให้บริการของผู้ประกอบการไมซ์ (MICE) ของประเทศไทย

สรอ. ได้ร่วมกับสสปน. ในการขับเคลื่อนให้เกิดการรับรองมาตรฐานในอุตสาหกรรมไมซ์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 โดยเริ่มเป็นหน่วยตรวจประเมินมาตรฐาน TMVS ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เป็นหน่วยตรวจประเมินมาตรฐาน AMVS ในปี พ.ศ. 2560 และเป็นผู้ร่วมพัฒนามาตรฐาน TSEMS ในปี พ.ศ. 2561 และเป็นหน่วยตรวจประเมินมาตรฐาน TSEMS ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับการให้บริการของอุตสาหกรรมไมซ์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ตอบโจทย์การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-Curve) ในกลุ่มการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ  ซึ่งในปี พ.ศ. 2565  สสปน. ได้จัดพิธีมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐาน TMVS, AMVS และใบรับรองมาตรฐาน TSEMS เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2565 ณ โรงแรม แกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น นนทบุรี  โดยได้รับเกียรติจาก ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ประธานกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ เป็นประธานในงาน และมีผู้อำนวยการ สสปน. นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้บริหาร สสปน. และผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมแสดงความยินดี ซึ่งมีผู้ประกอบการที่ผ่านการประเมินตามมาตรฐาน TMVS จำนวน 200 ราย  มาตรฐาน AMVS  จำนวน 48 ราย และมาตรฐาน TSEMS จำนวน 15 ราย  และมีสถานประกอบการเข้าร่วมงาน ณ สถานที่จัดงาน และทางออนไลน์กว่า 100 แห่งทั่วประเทศ

MICE-Standards-Day-2022

สรอ. ได้ให้บริการพัฒนามาตรฐาน พัฒนาบุคลากร ตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ อาทิ มอก./TIS 22300, ISO 22301, ISO 20121, ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001, ISO 50001, GHPs, HACCP, ISO 22000 ครอบคลุมข้อกำหนดด้านต่างๆ ของมาตรฐาน TMVS/ AMVS และ TSEMS เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพการบริการ รวมทั้ง การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน/สังคม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ความมั่นคงปลอดภัยและสวัสดิการแรงงาน ความปลอดภัยของอาหาร ความต่อเนื่องและความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ ของผู้ประกอบการไมซ์ในประเทศไทย

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ในขณะเดียวกัน วิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ยังคงเป็นภัยคุกคามระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญด้วย ทั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์จากรายงาน Global Risks Report 2022 ซึ่งสภาพอากาศสุดขั้วเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถูกมองว่าเป็นภัยระยะสั้นที่ร้ายแรงที่สุดและเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่ร้ายแรงที่สุดเป็นอันดับสอง ตามมาด้วยเรื่องการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับสาม

จากข้อมูลของ National Oceanic and Atmospheric Administration  ระบุว่าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียสตั้งแต่ก่อนยุคอุตสาหกรรม ความร้อนสะสมอันมหาศาลนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำแข็งละลาย พายุใหญ่ ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และไฟป่าที่รุนแรงซึ่งเกิดขึ้นแล้วเป็นระยะๆ รวมทั้งเมื่อปี 2564 (ค.ศ.2021)

นอกจากนี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ยังได้เปิดเผยรายงานที่ระบุอย่างชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อโลกเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ สภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่ร้อนจัด ฝนตกหนัก ภัยแล้ง ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงและบ่อยขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความมั่นคงด้านอาหาร และคาดว่าโลกร้อนจะทำให้ผู้คนกว่า 183 ล้านคนในประเทศที่มีรายได้ต่ำ อดอยากและขาดสารอาหารภายในปี 2593

เมื่อเผชิญกับความเป็นจริงเช่นนี้  จึงเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลคิดอย่างกว้างขวางขึ้นและสร้างนโยบายที่กำหนดวาระการดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศสำหรับปีต่อ ๆ ไป ซึ่ง “มาตรฐาน” จะเป็นส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีการประสานงานกันมากขึ้นกว่าเดิม

หลักการประเมินความพร้อมสำหรับ Climate Change

ทีม Climate Sense ของประเทศอังกฤษมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาขีดความสามารถสำหรับการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การทำงานของ Climate Sense ครอบคลุมในระดับระหว่างประเทศทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยมีการให้คำปรึกษา การฝึกอบรม และตัวชี้วัดสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรและเชิงระบบ

ทีมงานดังกล่าวมีการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือซอฟต์แวร์ที่อิงตามความเสี่ยงเพื่อประเมินว่าองค์กรที่ปรับตัวนั้นจะเป็นอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการกำหนดเป้าหมายไปยังช่องว่างที่เหลืออยู่โดยมีกรอบการทำงานที่เรียกว่า Capacity Diagnosis & Development (CaDD)  ซึ่งได้รับการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในระดับสากลและเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการวัดและพัฒนาความสามารถในการปรับตัวขององค์กรและระบบขององค์กรได้ดี

บอลด์วิน อาร์ แอนด์ เจ แบล็ค เป็นศูนย์กลางให้กับทีม Climate Sense ที่ทำงานให้กับสหภาพยุโรป โดยพัฒนาตารางสรุป Maturity เพื่อประเมินว่าองค์กรต่างๆ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีเพียงใดซึ่งมีเมทริกซ์ 6 ระดับ ตั้งแต่ระดับที่ไม่ได้เตรียมตัวไปจนถึงการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ หลักการของเมทริกซ์นี้และกระบวนการ CaDD ได้รวมอยู่ในมาตรฐาน ISO14090, Adaptation to climate change – Principles, requirements and guidelines ซึ่งใช้เสริมกับมาตรฐาน ISO14091, Adaptation to climate change – Guidelines on vulnerability, impacts and risk management เพื่อประเมินความเปราะบางของสภาพภูมิอากาศในระดับต่างๆ เนื่องจากโลกเราต้องเตรียมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วทุกสภาพ เช่น ฝนที่ตกหนักมาก แต่ขณะเดียวกันก็ยังเกิดภัยแล้งด้วย

วอลเตอร์ คอล์เลนบอร์น ที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัท อเดลฟีฯ (adelphi) และผู้ประสานงานของคณะทำงานที่พัฒนามาตรฐาน ISO14091 อธิบายว่า การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับสิ่งที่ยังไม่ได้ดำเนินการหรือ gap ขององค์กรเป็นส่วนสำคัญของการปรับตัว ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คณะทำงานจัดหาเครื่องมือเพื่อนำมาพิจารณาในการพัฒนามาตรฐานดังกล่าว

คอล์เลนบอร์นทำงานเกี่ยวกับการประเมิน gap ในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาเป็นเวลา 15 ปี และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการประเมิน gap ครั้งแรกของเยอรมนี ตั้งแต่นั้นมา เขาได้ทำงานเกี่ยวกับการประเมินดังกล่าวทั่วโลก และได้เขียนและสนับสนุนแนวทางที่ครอบคลุมในด้านนี้ เช่น แนวทางการประเมินสำหรับ UBA หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของเยอรมนี

จากนั้น UBA ได้เสนอมาตรฐานสากลฉบับใหม่สำหรับการประเมินความเปราะบาง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา ISO 14091 ซึ่งเป็นมาตรฐานเพื่อการปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับความเปราะบาง ผลกระทบ และการประเมินความเสี่ยง

คอล์เลนบอร์นกล่าวว่ามาตรฐานนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับ ISO 14090 และอธิบายว่าผลกระทบของสิ่งเร้าทางสภาพอากาศที่แตกต่างกัน เช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และความแห้งแล้ง สามารถนำไปสู่การพิจารณาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และสังคมได้ เนื่องจากเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ฝนที่ตกหนัก รวมถึงภัยแล้งด้วย ซึ่งอาจหมายถึงการใช้หลักการ ‘เมืองฟองน้ำ’ (Sponge city) เช่น การรวบรวมน้ำในช่วงที่มีฝนตกชุก แล้วเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ความจริงก็คือ มีแนวทางมากมายในการปรับตัวและการประเมินความเสี่ยง และผู้คนก็รู้สึกหนักใจกับวิธีการทั้งหมดเหล่านี้ ดังนั้น ISO14091 ก็เหมือนกับมาตรฐานกรอบงาน ISO14090 ที่ช่วยสรุปและย่อแนวปฏิบัติและหลักการที่ดีที่สุดเอาไว้ใช้งาน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเราต้องปรับเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ ไม่ว่าจะอย่างไร การปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีตราบเท่าที่เรามีเครื่องมือและกลไกในการกำหนดเป้าหมายที่จับต้องได้และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด  ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอจะเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับแนวทางการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบนโลกของเรานี้

ที่มา :   

1. https://www.iso.org/contents/news/2022/02/infrastructures-portuaires-cap-s.html
2.
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2328465