สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS หรือ (Business Development Service) ปี 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงการบริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ ที่ผู้ประกอบการ SME จะสามารถเลือกรับการบริการ หรือรับการพัฒนากับผู้ให้บริการทางธุรกิจ (Business  Development Service Provider : BDSP) ในด้านที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจของตน โดย สสว.จะอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาให้แก่ผู้ประกอบการ SME แบบร่วมจ่าย  (co-payment) ในสัดส่วนร้อยละ 50 – 80 ตามขนาดของธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการ SME สามารถยื่นข้อเสนอเพื่อขอรับการบริการและการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ด้านการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการ ด้านการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายและการตลาด และตลาดต่างประเทศ  ฯลฯ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ https://bds.sme.go.th

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SME ขึ้นทะเบียนกับ สสว. เพื่อขอรับบริการผ่านระบบ BDS และรับสิทธิ์สนับสนุนค่าใช้จ่ายจากงานบริการด้านการตรวจประเมินและอื่นๆ ของ สรอ. โดยผู้ประกอบการจะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

แนวทางการสนับสนุน

BDS-65

BDS-1

ดาวน์โหลด : รายละเอียดโครงการและเอกสารประกอบการสมัคร https://bds.sme.go.th/Project/Detail/7

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ :

คุณศราวดี โทร.02-6171727 ต่อ 303

คุณศรัณยา โทร.02-6171727 ต่อ 312

คุณพัทธ์ โทร.02-6171727 ต่อ 321

คุณนัคมน โทร.02-6171727 ต่อ 308

การบริหารจัดการอาคารสถานที่จัดว่าเป็นงานบริหารจัดการสมัยใหม่ที่เข้ามาทดแทนการดูแลอาคารสถานที่แบบเดิมซึ่งได้แก่ งานดูแลรักษาอาคาร งานจัดการอาคาร และการบริหารจัดการอาคารสถานที่ก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพียงแค่ดูแลอาคารให้เหมาะกับการใช้งานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  แต่ยังครอบคลุมถึงประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน การลงทุน และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอีกด้วย

มาตรฐาน ISO 41001:  Facility management — Management systems — Requirements with guidance for use เป็นมาตรฐานที่ไอเอสโอพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ทีมบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด  โดยให้ความสำคัญกับวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากลซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการบริหารจัดการที่ประกอบด้วยการเปรียบเทียบเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนในด้านกลยุทธ์ ยุทธวิธี และการปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างมีประสิทธิผล

มาตรฐานการจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก หรือ FM (Facility Management) ได้มีการนำเอาความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ บูรณาการเข้าด้วยกันเพื่อให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพ และการเพิ่มผลิตผลทางเศรษฐกิจของสังคม ชุมชน และองค์กร ตลอดจนรูปแบบที่ตัวบุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นซึ่งเมื่อมีการส่งมอบบริการแล้วจะส่งผลต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน การส่งมอบบริการนั้นสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมทุกประเภท ตั้งแต่สำนักงาน สถานศึกษา สถานพยาบาล โรงแรม ไปจนถึงศูนย์กีฬาและสันทนาการ และห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น

สำหรับประโยชน์ของมาตรฐาน FM คือ ทำให้มีการปรับปรุงในด้านต่าง ๆ  ดังต่อไปนี้

โดยสรุป มาตรฐาน FM จะช่วยให้องค์กรสามารถให้บริการที่เหมาะสม ส่งมอบบริการในคุณภาพที่เหมาะสมด้วยต้นทุนที่เหมาะสมตามที่องค์กรลูกค้ากำหนด นอกจากนี้ ยังช่วยในเรื่องการจัดการความเสี่ยงและเรื่องของความปลอดภัยในอาคารสถานที่อีกด้วย

มาตรฐานนี้เหมาะสำหรับองค์กรที่มีความต้องการประยุกต์ใช้มาตรฐาน FM โดยสามารถขอรับการรับรองจากหน่วยงานรับรอง (Certification body) หรือจะรับรองตนเองว่าได้มีการปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับนโยบายการจัดการที่ประกาศเอาไว้ก็ได้

การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นบริการสนับสนุนที่เอื้อประโยชน์ต่อการส่งมอบเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และการดำเนินงานขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลไปพร้อม ๆ กับทำให้มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและสะดวกสบายอีกด้วย

องค์กรและหน่วยงานที่สนใจนำมาตรฐาน FM ไปประยุกต์ใช้สามารถศึกษามาตรฐานดังกล่าวเพิ่มเติ่มได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสังซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ  ISO Store

ที่มา :
1.
https://www.iso.org/news/ref2281.html
2. http://www.thaicondoonline.com/cm-fm/742-todays-facility-management   

อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของประเทศ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถต่อยอดจากอุตสาหรรมเดิมที่มีอยู่และพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งหมายความว่าประชากรต้องมีรายได้มากกว่า 12,800 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี  ประเทศไทยจึงได้กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนดังกล่าว และใช้มาตรการต่างๆ สนับสนุนเพื่อให้มีการลงทุนในประเทศไทยและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์  ในการดำเนินธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในระดับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ดังนั้น “มาตรฐาน” จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งและไม่อาจมองข้ามไปได้

หลังจากไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ISO 13485 เมื่อปี 2559 (ค.ศ.2016) เพื่อให้อุตสาหกรรมการแพทย์ได้นำระบบมาตรฐานการจัดการด้านคุณภาพไปใช้งานแล้ว สามปีต่อมา ไอเอสโอก็ได้เผยแพร่มาตรฐาน ISO 14971, Medical devices – Application of risk management to medical devices ซึ่งเป็นข้อกำหนดด้านการจัดการความเสี่ยงสำหรับเครื่องมือแพทย์โดยเฉพาะ เนื่องจากอันตรายเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงกับผู้ป่วยหรือบุคลากรทางการแพทย์ได้

มาตรฐาน ISO 13485 ช่วยให้มีกระบวนการจัดการความเสี่ยงโดยมีการระบุคำศัพท์ หลักการ และกระบวนการสำหรับการจัดการความเสี่ยงของอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงซอฟต์แวร์ในฐานะเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นำตัวอย่างของเหลวหรือชิ้นส่วนจากร่างกายมนุษย์มาทำการตรวจสอบวินิจฉัยโรค

กระบวนการที่อธิบายไว้ในมาตรฐาน ISO 14971  มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ในการระบุอันตรายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ ประเมินและประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ควบคุมความเสี่ยงเหล่านั้น และติดตามประสิทธิภาพของการควบคุมด้วย ทั้งนี้ การจัดการความเสี่ยงสามารถเป็นส่วนสำคัญของระบบการจัดการคุณภาพได้ ซึ่งมาตรฐานฉบับนี้ได้ให้แนวคิดของความเสี่ยง และกระบวนการจัดการความเสี่ยงสำหรับเครื่องมือแพทย์ไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นมุมมอง ตัวอย่างอันตราย สถานการณ์ที่เป็นอันตราย ไปจนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ข้อกำหนดของเอกสารนี้มีผลบังคับใช้กับทุกขั้นตอนในวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์  และกระบวนการที่อธิบายไว้ในข้อกำหนดนี้สามารถใช้กับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ เช่น ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความเข้ากันได้ทางชีวภาพ ความปลอดภัยของข้อมูลและระบบ ไฟฟ้า ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว การแผ่รังสี และความสามารถในการใช้งาน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานนี้ไม่ได้กำหนดให้ผู้ผลิตต้องมีระบบการจัดการคุณภาพ และไม่สามารถนำไปใช้กับการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจหรือการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือแพทย์ในบริบทของขั้นตอนทางคลินิก

โดยสรุป วัตถุประสงค์หลักของมาตรฐาน ISO 14971 คือเพื่อให้ผู้นำไปใช้งานสามารถลดความเสี่ยงและบริหารความเสี่ยงเครื่องมือแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิผล

เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน  ไอเอสโอยังได้จัดทำรายงานทางวิชาการเพื่อให้คำแนะนำในการใช้งานมาตรฐาน ISO 14971 ด้วยซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรฐาน ISO/TR 24971, Medical devices – Guidance on the application of ISO 14971

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:
1. https://bit.ly/3ri1vgY
2.
https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:14971:ed-3:v1:en

นายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) หรือ MASCI มอบประกาศนียบัตรมาตรฐาน ISO 20400  แนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน แก่ บริษัท แพนอินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีนายอุดมศักดิ์ รุ่งจารุทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ห้อง SHARING ชั้น 18 สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ

บริษัท แพนอินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผ่านการทวนสอบเกณฑ์มาตรฐาน ISO 20400 แนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน จาก สรอ. ตามแนวทางมาตรฐานสากล ในขอบข่ายการจัดซื้อจัดจ้าง: กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการในกลุ่มคู่ค้ารายสำคัญ และคู่ค้ากลุ่มกลยุทธ์ที่มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างสูง และ/หรือจำหน่ายสินค้า (Critical suppliers and strategic suppliers with high procurement volume and/or supplying key materials)  โดยบริษัทฯ เป็นศูนย์รวมให้บริการจัดหาสินค้าและบริการครบวงจรให้กับกลุ่มบริษัทไทยเบฟ

Cert-ISO20400-pic1

ISO 20400:2017 แนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (Sustainable Procurement- Guidance) เป็นมาตรฐานที่ช่วยให้องค์กรบูรณาการความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนเข้ากับนโยบาย วัตถุประสงค์ กลยุทธ์และกระบวนการด้านจัดซื้อจัดจ้างขององค์กร เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพ การลดต้นทุนและนวัตกรรม เนื่องจากสินค้าและบริการที่จัดซื้อจัดจ้างจะส่งผลกระทบต่อองค์กร ทั้งสมรรถนะ สวัสดิภาพของพนักงาน ชื่อเสียง และความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย

Cert-ISO20400-pic3

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาศักยภาพองค์กรด้านการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างยั่งยืนของบริษัทฯ ซึ่งมีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักการงานจัดซื้อจัดจ้าง คือ บริการจัดหาสินค้าและบริการอันเป็นเลิศทั้งในระดับท้องถิ่นและสากล ด้วยองค์ความรู้ความชำนาญการ และมาตรฐานสูงสุดของความเป็นมืออาชีพด้านการจัดซื้อ ตามวิสัยทัศน์ของบริษัท “เพื่อนคู่คิด พันธมิตรจัดซื้อ”

นายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI  พร้อมด้วยนายฐานิต ปิยะศิริศิลป์ ผู้อำนวยการฝ่ายรับรองระบบ มอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015)  แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)  เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2565  ณ ห้องประชุม 3 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  อาคารจตุรัสจามจุรี ชั้น 19 – 20 กรุงเทพฯ

CERT-ERC-1

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โดยนายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ให้เกียรติรับมอบใบรับรองฯ  พร้อมด้วยนายกิตติพงษ์ ภิญโญตระกูล รองเลขาธิการ กกพ. ผู้แทนฝ่ายบริหารระบบคุณภาพ  ผู้บริหารและบุคลากร กกพ.  ในขอบข่าย  “1. การกำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงาน: 1.1 การอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน 1.2 อัตราค่าบริการในการประกอบกิจการพลังงาน 1.3 การกำหนดมาตรฐานและความปลอดภัยในการประกอบกิจการพลังงาน 1.4 ระบบโครงข่ายพลังงานและศูนย์ควบคุมระบบโครงข่ายพลังงาน   2. การคุ้มครองผู้ใช้พลังงาน:  2.1 มาตรฐานการให้บบริการและการให้บริการอย่างทั่วถึง 2.2 กองทุนพัฒนาไฟฟ้า 2.3 คณะกรรมการผู้ใช้พลังงานประจำเขต   3. การใช้อสังหาริมทรัพย์  4. การพิจารณาข้อพิพาทและการอุทรณ์

CERT-ERC-2
การได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015) ของ กกพ.  แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูงของ กกพ. พร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับ ในการพัฒนาระบบบริหารงานคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และกรอบนโยบายรัฐ  ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการกำกับกิจการพลังงานและการประกอบกิจการพลังงาน  ส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้และความตระหนักด้านการจัดการและตรวจสอบการดำเนินงานด้านพลังงาน และพัฒนาองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล และพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการกำกับกิจการพลังงานให้สูงขึ้น

CERT-ERC-3

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนายกระดับมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ของ กกพ. เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของ กกพ. ที่ให้ความสำคัญและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ใช้พลังงาน ประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการพลังงานในการบริหารจัดการและการพัฒนาด้านพลังงานของประเทศ ตามวิสัยทัศน์ “กำกับกิจการพลังงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และส่งเสริมการแข่งขันให้เหมาะสมเป็นธรรม”  ของ กกพ.

ด้วยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ได้รับมอบหมายจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมในการเป็นหน่วยจัดอบมหลักสูตรบุคลากรเฉพาะด้านความรับผิดชอบต่อสังคมประจำโรงงาน” จึงกำหนดการจัดอบรม ดังนี้

ประเภท 1 หลักสูตรบุคลากรเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชน

ประเภท 2 หลักสูตร บุคลากรเฉพาะด้านการบริหารรับผิดชอบต่อสังคมระดับทั่วไป

ประเภท 3 หลักสูตรบุคลากรเฉพาะด้านการบริหารความรับผิดชอบต่อสังคมระดับอาวุโส

หมายเหตุ:

กลุ่มเป้าหมาย

เอกสารประกอบการสมัครและการชำระเงิน

ทุกวันนี้ ผู้คนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้มากขึ้นโดยใช้ทักษะและทรัพย์สินของตนให้ดียิ่งขึ้นจากการนำหลักการของเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) มาใช้ในกิจการของตน  และเศรษฐกิจแบ่งปันก็เป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก รวมทั้งมีศักยภาพที่จะเป็นปัจจัยหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจแบ่งปันสามารถสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงบุคคลและองค์กรที่มีทรัพย์สินและทักษะที่ไม่ได้ใช้กับผู้ที่ต้องการใช้ ช่วยให้บริการและผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายขึ้น สนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการ และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วยรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นซึ่งเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ  และการเปลี่ยนจากการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเป็นการแบ่งปันผ่านรูปแบบใหม่นั้นช่วยให้สามารถใช้ทรัพยากรจนเกิดประโยชน์สูงสุดและมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย

ล่าสุด ไอเอสโอได้พัฒนาและเผยแพร่มาตรฐานใหม่เกี่ยวกับหลักการของเศรษฐกิจแบ่งปันเพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าของเศรษฐกิจแบ่งปันดังกล่าว

ISO 42500, Sharing economy เป็นมาตรฐานหลักการทั่วไปที่ให้แนวทางเพื่อให้แน่ใจว่าการทำธุรกรรมมีความปลอดภัยและมีความเชื่อถือได้โดยการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมที่สุด และเมื่อดำเนินการตามกฎหมายและหลักการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพนี้ยังสามารถช่วยสนับสนุนวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

ดร.เคอร์นาฮัน เวบบ์ ผู้ประสานงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวให้ความเห็นว่าปัญหาเช่นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และความคาดหวังอื่นๆ ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจการแบ่งปัน  นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคอื่นๆ ได้แก่ การขาดการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ การละเมิดการปกป้องข้อมูล และไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจนในการยื่นเรื่องร้องเรียน

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจการแบ่งปันมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกของเราอย่างแท้จริง  ไม่ว่าจะเป็นการลดการบริโภคเกิน และการสร้างชุมชน  การเติบโตนี้ขึ้นอยู่กับการมีรากฐานที่มั่นคงของความไว้วางใจที่สร้างขึ้นผ่านความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เมื่อทำการพัฒนามาตรฐาน ISO 42500

มาตรฐานเศรษฐกิจแบ่งปันฉบับแรกนี้เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งซึ่งจะมีมาตรฐานที่มีรายละเอียดมากขึ้นเพื่อใช้ประกอบกัน ซึ่งเมื่อนำมาใช้ร่วมกันจะก่อให้เกิดชุดมาตรฐานที่เสนอแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปันได้อย่างแท้จริง

ISO 42500 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 324, Sharing Economy โดยมีเลขานุการคือ JISC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2774.html

องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล (International Anti-Corruption Day) ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมาตรฐานไอเอสโอที่มีส่วนช่วยทำให้โลกมีความเป็นธรรมมากขึ้นจากการให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการอย่างมีธรรมาภิบาล

การบริหารกิจการด้วยหลักธรรมาภิบาลจะทำให้เกิดการทำงานด้วยถูกต้องตามกฎระเบียบและมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และห่างไกลจากการเกิดคอร์รัปชั่น  การทุจริตคอร์รัปชั่นไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนเท่านั้น  แต่ยังทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน และส่งผลต่อความยากจนอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในสิ่งสำคัญที่องค์การสหประชาชาติบรรจุไว้ในวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 ได้รวมถึงการควบคุมรูปแบบและการแสดงออกของการทุจริตในทุกรูปแบบทั่วโลกด้วย

ปี 2564 เป็นปีที่สำคัญสำหรับการดำเนินการต่อต้านการทุจริตทั่วโลก โดยมีความพยายามที่จะยกระดับความคิดริเริ่มต่อต้านการทุจริตและเร่งดำเนินการตามอนุสัญญาต่อต้านการทุจริตแห่งองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นเครื่องมือเดียวที่มีผลผูกพันทางกฎหมายทั่วโลกและครอบคลุมอย่างแท้จริงต่อสิ่งที่เปรียบเสมือนอาชญากรรมนี้

เนื่องในโอกาสวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล วารสารไอเอสโอโฟกัสได้พูดคุยกับเควิน เบรียร์ผู้ซึ่งต่อสู้กับการติดสินบนและการทุจริตมากว่า 35 ปี ช่วงแรกของการทำงานได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรุงลอนดอน และปัจจุบัน ทำงานในภาคเอกชน เขาได้แสดงออกถึงความมุ่งมั่นตลอดชีวิตในการอุทิศเวลาอย่างมากมายในการช่วยให้องค์กรหลีกเลี่ยงการทำธุรกิจกับคนที่ไม่ดีและบริษัทที่ไม่ดี

นอกจากนี้ เขายังได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการไอเอสโอ ISO/TC 309, Governance of organizations  ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 เบรียร์ได้ตั้งเป้าหมายที่จะวางมาตรฐานไอเอสโอให้เป็นศูนย์กลางในการต่อสู้กับการทุจริต

เควิน เบรียร์ได้เล่าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความท้าทายด้านการทุจริตที่เร่งด่วนที่สุดในปัจจุบัน ผลกระทบของการทุจริตต่อการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งวิธีที่มาตรฐานไอเอสโอสามารถช่วยให้โลกปลอดจากการทุจริต

สำหรับคำถามที่ว่า “การต่อต้านคอร์รัปชั่นเร่งด่วนหรือท้าทายที่สุดในปัจจุบันคืออะไร” เขาตอบว่าต้นทุนการคอร์รัปชั่นทางเศรษฐกิจทั่วโลกนั้นน่าแปลกใจ และบ่อนทำลายความพยายามของทุกประเทศในการพัฒนาชีวิตของพลเมือง สภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ประมาณการเมื่อปี 2561 (ค.ศ.2018) ว่า 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 5% ของ GDP โลก สูญเสียไปกับการคอร์รัปชั่น แม้จะมีความพยายามอย่างดีที่สุดในหลายประเทศเพื่อป้องกันการทุจริต แต่สถานการณ์นั้นยังไม่ดีขึ้นจริง ๆ และผู้ยากไร้และเปราะบางที่สุดในโลกคือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทุจริตมากที่สุด มีรายงานว่ารัฐบาลใช้จ่ายเงิน 7.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปีเพื่อให้บริการดูแลสุขภาพแก่พลเมืองโลก แต่เงินจำนวน 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 7 สูญเสียไปเนื่องจากการทุจริต

องค์การอนามัยโลกประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการให้การรักษาพยาบาลฟรีแก่พลเมืองทุกคนในโลกอยู่ที่ 370 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกด้วยว่าการทุจริตจะทำให้เพิ่มค่าครองชีพในชีวิตประจำวันกับผู้คนโดยทางอ้อม และท้ายที่สุด ยังสามารถนำไปสู่การเพิ่มต้นทุนการผลิตและลดความสามารถในการทำกำไรของการลงทุนอีกด้วย

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติในการต่อต้านการทุจริต ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอมีมูลค่าเพิ่มเปรียบเทียบกับมาตรฐานอื่นๆ  เนื่องจากมาตรฐานไอเอสโอได้รับการพัฒนาโดยใช้แนวทางที่ขับเคลื่อนโดยฉันทามติหรือความเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งสร้างขึ้นจากแนวปฏิบัติที่ดีที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว มาตรฐานของผู้พัฒนาเองนั้นมาจากการจัดอันดับของผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดในโลกในสาขาของตน ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานที่เผยแพร่จึงได้รับการออกแบบมาให้ใช้ได้กับทุกองค์กร โดยไม่คำนึงถึงขนาด ภาคอุตสาหกรรม ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ หรือการโน้มน้าวใจทางการเมือง ซึ่งหมายความว่ามาตรฐานไอเอสโอสามารถให้การวัดประสิทธิภาพที่สอดคล้องกัน แนวทางปฏิบัติที่ดีขึ้น และวิธีการทั่วไปที่ทุกองค์กรสามารถใช้ประโยชน์และนำไปใช้ได้เป็นอย่างดี

ผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ (TC) สามารถใช้แนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของอุตสาหกรรมสำหรับเอกสารได้ ตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญใน TC 309 ได้สร้าง ISO 37000 ซึ่งให้แนวทางในการกำกับดูแลองค์กร จากนั้น สมาชิกของ TC ก็สร้างรากฐานที่มั่นคงด้วยการเผยแพร่ ISO 37001, Anti-bribery Management (การจัดการต่อต้านการติดสินบน), ISO 37002, Whistleblowing (การแจ้งเบาะแส) และ ISO 37301, Compliance Management (การจัดการการปฏิบัติตามข้อกำหนด) ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญ TC 309 กำลังพัฒนามาตรฐานการสืบสวนภายใน และข้อเสนอใหม่ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนามาตรฐานในมาตรการต่อต้านการฉ้อโกง  มาตรฐานเหล่านี้ เมื่อนำมารวมกัน ก็จะสามารถนำมาใช้เพื่อให้มีแนวทางที่บูรณาการมากขึ้นในการต่อสู้กับการทุจริตทั่วโลก

สำหรับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมของมาตรฐานไอเอสโอ ISO 37001 ในการต่อต้านการทุจริตนั้น เขากล่าวว่ามาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการให้สินบน ซึ่งเป็นข้อกำหนดพร้อมคำแนะนำสำหรับการใช้งาน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั่วโลกโดยมีคุณค่าในการต่อสู้กับการติดสินบนและการทุจริต  อันที่จริง มีการใช้มาตรฐาน ISO 37001 แล้วโดยองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายแห่ง เช่น Microsoft (สหรัฐอเมริกา), Alstom (ฝรั่งเศส), Eni (อิตาลี) และ SKK Migas (อินโดนีเซีย) เป็นต้น

มาตรฐาน ISO 37001 ยังได้รับการยอมรับถึงคุณค่าอย่างแท้จริงจากรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก ส่งผลให้ประเทศเปรูและสิงคโปร์ยอมรับมาตรฐาน ISO 37001  และที่น่าสนใจคือ มาตรฐานนี้ยังได้รับการอ้างถึงว่าเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่แนะนำโดยองค์กรกีฬาระดับนานาชาติหลายแห่ง ซึ่งไอเอสโอหวังว่าเมื่อมีการนำมาตรฐานนี้ไปใช้ในอีกไม่กี่เดือนและหลายปีต่อจากนี้ ก็จะทำให้พลเมืองทั่วโลกได้รับประโยชน์อย่างมากมาย รวมทั้งส่งผลดีต่อสังคมและเศรษฐกิจด้วย

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2772.html

ด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ดำเนินโครงการตรวจประเมินสถานประกอบการที่ขอเทียบระดับหรือเลื่อนระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (ภายใต้ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการวัตถุอันตรายและสิ่งแวดล้อม) ในปีงบประมาณ 2565 โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 8 เดือน (21 ธันวาคม 2564 ถึง 20 สิงหาคม 2565) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3 ถึงระดับที่ 5

โครงการดังกล่าว เป็นโครงการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งได้รับความสนใจจากสถานประกอบการทั่วประเทศในการขอรับการตรวจประเมินเพื่อการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว โดยในปีนี้ เป็นการตรวจประเมินสถานประกอบการที่มีความประสงค์ขอรับการตรวจประเมินอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3-5 ซึ่งมีสถานประกอบการส่งใบสมัครเพื่อขึ้นทะเบียนรอรับการตรวจประเมินไว้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ จึงขอเรียนเชิญสถานประกอบการที่มีความสนใจและมีความพร้อมในการตรวจประเมินอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3-5 เข้าร่วมโครงการเพื่อรับการตรวจประเมิน โดยกรอกใบสมัครเข้าร่วมโครงการ (เอกสารรายการที่ 2) พร้อมแนบเอกสารประกอบการรับสมัครตามระดับที่ขอการรับรอง โดยขอความอนุเคราะห์จัดเตรียมเอกสารสำหรับใช้ในการตรวจประเมินที่เป็นปัจจุบัน (update) และส่งกลับทาง e-mail : [email protected]; [email protected]; [email protected]; ครั้งละไม่เกิน 10 MB ดังนี้

รายการเอกสารสำหรับใช้ในการตรวจประเมิน 10 รายการ :

  1. ใบสมัครการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Download)
  2. ใบสมัครเข้าร่วมโครงการ (Download)
  3. ใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (ระดับปัจจุบันที่ยังคงสถานะการรับรอง/ยังไม่หมดอายุ)
  4. ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.) หรือ ใบอนุญาตให้ใช้ที่ดินและประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) (ทั้งฉบับ)
  5. หนังสือแจ้งยืนยันจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เรื่องไม่พบข้อร้องเรียนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
  6. แบบประเมินเบื้องต้นอุตสาหกรรมสีเขียว (กรุณาเลือกใช้แบบประเมินฯ ตามระดับที่ขอการรับรอง)
  7. Presentation ฉบับเต็ม สถานประกอบการนำเสนอผลการดำเนินงาน ณ วันตรวจประเมิน โดยมีเนื้อหาครบถ้วนตามแบบประเมินเบื้องต้นตามระดับที่ขอการรับรอง (ไม่มีแบบฟอร์มกำหนด)
  8. ข้อมูลการใช้ทรัพยากรของโรงงาน (ตัวอย่าง , แบบฟอร์ม) โดยกรอกข้อมูล
  9. รายการตรวจสอบกฎหมายด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม (Download)
  10. Presentation ฉบับสรุป สถานประกอบการเป็นผู้จัดทำ เพื่อให้คณะผู้ตรวจประเมินนำเสนอคณะอนุกรรมการส่งเสริมและรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (GI3, GI4, GI5)
    (กรุณาเลือกใช้แบบฟอร์มตามระดับที่ขอการรับรอง และส่งให้กับผู้ประสานงานหรือคณะผู้ตรวจประเมินหลังจากตรวจประเมินเสร็จ กรณีที่ผ่านการตรวจประเมินแล้วไม่พบข้อบกพร่อง หรือพบข้อบกพร่องแต่แก้ไขเรียบร้อยแล้ว)

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  :

คณะผู้บริหารและพนักงานสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI
ขอแสดงความยินดีและต้อนรับนายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ณ ห้อง SUSTAINABLE ชั้น 11 สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เมื่อ 4 มกราคม 2565

MASCI-Executives