นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI พร้อมด้วย นายธีรกุล บุญยงค์ ผู้จัดการแผนกอาวุโส แผนก Climate Change Service นายเขมชาติ หวังกิจจามร ผู้จัดการแผนกอาวุโส แผนกตรวจประเมิน 3 และเจ้าหน้าที่ สรอ. ร่วมแสดงความยินดีกับสายงานบริการ 2 สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย–ญี่ปุ่น) หรือ สสท. เนื่องในโอกาสที่ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015) ณ ห้อง SHARING ชั้น 18 สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เมื่อ 3 มีนาคม 2564

สายงานบริการ 2 สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) โดย ดร. สุพจน์ ชินวีระพันธุ์ กรรมการและผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย–ญี่ปุ่น) ให้เกียรติรับมอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015) พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต. หญิงกำไร เกษะประกร ผู้จัดการแผนกอาวุโส แผนกประกันคุณภาพและรับรองคุณวุฒิ และคุณชนาภา ลิขิตประคอง หัวหน้างานระบบคุณภาพ ในขอบข่าย “1. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ โดยการฝึกอบรมแบบทั่วไปและเฉพาะกลุ่ม การศึกษาด้วยตนเอง การทัศนศึกษาดูงานต่างประเทศ การพัฒนาที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสำหรับสถานประกอบการ 2. การดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ในการพัฒนาบุคลากรและสถานประกอบการ 3. การพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยการมอบรางวัลคุณภาพประเภทต่างๆ” และขอบข่าย “การบริการให้คำปรึกษา” ซึ่งเป็นการได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพต่อเนื่องเป็นรอบที่ 7 นับจากการได้รับการรับรอง มอก./ISO 9001 ครั้งแรก เมื่อ 12 เมษายน 2546

การได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015) ของ สสท. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูงของ สสท. พร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ การพัฒนาบุคลากรและสถานประกอบการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมของประเทศ
สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพของ สสท. เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของ สสท. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรและสถานประกอบการ ตามนโยบายของ สสท.
นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI พร้อมด้วย นายธีระพันธุ์ จันทร์แก้ว ผู้จัดการแผนกอาวุโส แผนกส่งเสริมการตรวจ และเจ้าหน้าที่ สรอ. ร่วมแสดงความยินดีกับบริษัท สยามไวร์ อินดัสทรี จำกัด เนื่องในโอกาสที่ได้รับการรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มอก. 45001-2561 (ISO 45001:2018) ณ ห้อง SHARING ชั้น 18 สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2564
บริษัท สยามไวร์ อินดัสทรี จำกัด โดย คุณสุนทร กระตุฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ ให้เกียรติรับมอบใบรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มอก. 45001-2561 (ISO 45001:2018) พร้อมด้วย คุณบุญชู ศรีเมือง ตัวแทนฝ่ายบริหารระบบบริหารคุณภาพ และคุณอุมาพร ทองสาดี ตัวแทนฝ่ายบริหารระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ในขอบข่าย “การผลิตลวดเหล็กกล้าสำหรับคอนกรีตอัดแรง และลวดเหล็กกล้าตีเกลียวสำหรับคอนกรีตอัดแรง” จากที่ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก./ISO 9001 จาก สรอ. ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2545 และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม มอก./ISO 14001 ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา และการดำเนินการด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และอุตสาหกรรมสีเขียว กระทรวงอุตสาหกรรม
การได้รับการรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัย มอก./ISO 45001 ของบริษัทฯ ต่อเนื่องจากการได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก./ISO 9001 และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม มอก./ISO 14001 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูงในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ ให้ความสำคัญถึงความปลอดภัย สุขภาพอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานของผู้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ รวมทั้งคุณภาพสินค้าและบริการ การควบคุมกระบวนการผลิตเพื่อไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเท่าที่จำเป็น พร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและพนักงานทุกระดับ และผู้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ
สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานระบบการบริหารจัดการของบริษัทฯ เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ ตามหลักการและแนวทางปฏิบัติของบริษัทฯ ในการประกอบกิจการที่มีความปลอดภัยในการทำงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และการปรับปรุงและพัฒนาระบบการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน ผู้บริโภคเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้น การแสดงเส้นทางคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการในการเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตอาหารทะเลสามารถเพิ่มความได้เปรียบได้ด้วย ISO 22948, Carbon footprint for seafood – Product category rules (CFP–PCR) for finfish และมาตรฐานใหม่ที่เพิ่งประกาศนี้เองจะช่วยให้การเลือกอาหารทะเลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องง่ายขึ้น
มาตรฐาน ISO 22948 ระบุรายละเอียดกฎการแบ่งหมวดหมู่ของผลิตภัณฑ์ (PCR) สำหรับการคำนวณและการสื่อสารของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอาหารทะเลที่กำหนดไว้ใน ISO 14067:2018 Greenhouse gases – Carbon footprint of products – Requirements and guidelines for quantification ซึ่งมาตรฐานนี้จะช่วยให้เข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยสามารถอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ด้วยเช่นกัน
วิธีการที่ระบุในเอกสารที่เขียนขึ้นจากข้อกำหนดของมาตรฐานไอเอสโอสำหรับการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ โดยวิธีการนี้สามารถคำนวณและสื่อสารคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ปลาได้ ตั้งแต่การจับปลาและ/หรือการเพาะเลี้ยงปลาไปจนถึงการบริโภค และวิธีการนี้ยังเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์จากห่วงโซ่คุณค่าการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอีกด้วย
ไอเอสโอเชื่อว่าการใช้มาตรฐานดังกล่าวอย่างแพร่หลายจะเป็นเครื่องมือที่ทรงคุณค่าในการลดการใช้พลังงานและปรับปรุงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมของอุตสาหกรรมอาหารทะเล ในขณะที่ความต้องการผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำของผู้บริโภคก็มีเพิ่มมากขึ้น
มาตรฐาน ISO 22948 ได้รับการพัฒนโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 234, Fisheries and aquaculture, โดยมีเลขานุการคือ SN (Standards Norway) ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศนอรเวย์
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2611.html
ออสการ์ ไวลด์ นักเขียนและกวีชาวไอริช กล่าวไว้ว่า “การเลียนแบบ คือการยกยอปอปั้นที่จริงใจที่สุด” (Imitation is the sincerest form of flattery.) แต่หากเป็นเรื่องนวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจแล้ว เชื่อว่าไม่มีใครอยากได้คำกล่าวเยินยอด้วยการเลียนแบบเช่นนั้น เพราะกว่าที่ธุรกิจองค์กรจะปั้นนวัตกรรมออกมาได้สักอย่างหนึ่ง ต้องใช้ทรัพยากรในการลงทุนลงแรง ตลอดจนเวลาและความพยายามเป็นอย่างสูง
เมื่อกล่าวถึงนวัตกรรม ธุรกิจและองค์กรจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องมีสิ่งนี้ และนวัตกรรมจะอยู่คู่กับองค์กรต่อไปได้ก็ต้องมีการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์ และสร้างมูลค่าจากเทคโนโลโลยีหรือนวัตกรรมได้
ปัจจุบัน ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานการจัดการนวัตกรรมด้านแนวทางเครื่องมือและวิธีการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจองค์กรนำไปใช้ในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว
เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาสามารถใช้เป็นตัวช่วยให้ธุรกิจบรรลุวัตถุประสงค์ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดึงดูดนักลงทุน การสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ หรือการเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน
การจัดการกับทรัพย์สินทางปัญญาในทุกขั้นตอนในกระบวนการนวัตกรรมจะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดีและช่วยสร้างการบ่มเพาะอย่างแท้จริง ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ผลิดอกออกผลต่อไป
มาตรฐาน ISO 56005, Innovation management – Tools and methods for intellectual property management – Guidance เป็นมาตรฐานที่ให้แนวทางและกลยุทธ์ในการช่วยให้องค์กรปกป้องแนวคิดที่ดีที่สุดขององค์กร และใช้นวัตกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด มาตรฐานนี้เน้นในเรื่องกรอบการทำงานของการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เครื่องมือการบริหารความเสี่ยง และวิธีการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
มาตรฐาน ISO 56005 เป็นมาตรฐานฉบับล่าสุดในชุดมาตรฐานการจัดการนวัตกรรม ISO 56000 ซึ่งรวมถึงมาตรฐานดังต่อไปนี้ด้วย
สำหรับมาตรฐานอื่นในชุดมาตรฐานนี้ที่ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ได้แก่
มาตรฐานที่อยู่ในกลุ่มของ ISO 56000 ดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 279, Innovation management โดยมี AFNOR ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศสเป็นเลขานุการ
หากธุรกิจองค์กรใดมีนวัตกรรมเกิดขึ้นในองค์กรแล้ว อย่าลืมนำมาตรฐาน ISO 56005 ไปใช้เป็นเครื่องมือและแนวทางในการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อปกป้องทรัพย์สินอันมีค่ามากที่สุดขององค์กรเอาไว้
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
กระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมแถลงข่าว “การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ด้วยการรับรองตนเอง (Self-Declaration) ในสถานประกอบการอุตสาหกรรม เพื่อควบคุม ติดตามและป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าว ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อ 21 มกราคม 2564 ซึ่งสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI โดยนางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบัน ร่วมงาน
การระบาดของโควิด-19 ที่สมุทรสาคร การระบาดระลอกใหม่ไปหลายจังหวัดทั่วประเทศ และแรงงานจำนวนหนึ่งในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลติดเชื้อ ทำให้เกิดความวิตกกังวลของผู้บริโภคในด้านความปลอดภัยในการซื้อและบริโภคอาหารทะเลแปรรูป และส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยผู้ประกอบการได้เพิ่มมาตรการดำเนินมาตรฐานตามสุขอนามัยขั้นสูงสุดในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อยืนยันว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารของไทยได้มีการจัดทำระบบคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารอย่างเข้มงวดในระดับสากล ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการสร้างความมั่นใจในอีกระดับ โดยร่วมกันจัดทำกระบวนการรับรองตนเองและให้มีการทวนสอบ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคและคู่ค้า
กระทรวงอุตสาหกรรมได้สนับสนุนภารกิจเร่งด่วนในครั้งนี้เพื่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค โดยมีสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) และสถาบันอาหาร (สอห.) อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการจัดทำเกณฑ์การประเมินตนเอง และร่วมเป็นคณะทำงานทวนสอบการรับรองตนเองของสถานประกอบการอุตสาหกรรม เพื่อควบคุม ติดตาม และป้องกันการปนเปื้อนของโควิด-19 ในสถานประกอบการอุตสาหกรรม โดยการบริหารจัดการสุขอนามัยใน 3 ด้าน คือ
1) สถานประกอบการ 2) กระบวนการผลิต และ 3) บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรฐาน IPHA: Industrial and Production Hygiene Administration
นอกจากนี้ สรอ. จะจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมภาพรวม และความเชื่อมโยงของข้อกำหนดมาตรฐานระบบการจัดการสุขลักษณะที่ดีในสถานประกอบการ (GMP) และระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติที่ต้องควบคุมในอุตสาหกรรมอาหาร (HACCP) กับเกณฑ์การประเมินตนเอง หรือ Check List การรับรองตนเอง (Self-Declaration) และฝึกอบรมให้ความรู้แก่สถานประกอบการที่ยังไม่ได้รับการรับรอง GMP, HACCP หรือ ISO 22000 เมื่อคณะทำงานดำเนินโครงการการรับรองตนเอง (Self-Declaration) ในสถานประกอบการ ตามหลักเกณฑ์การประเมินตนเอง IPHA ได้พิจารณาเนื้อหาหลักสูตรร่วมกันแล้ว ซึ่งจะมีการขยายผลจากมาตรการในครั้งนี้โดยการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารเข้าสู่ระบบมาตรฐานต่อไป

นางชุตาภรณ์ ลัมพสาระ ประธานกรรมการ คณะกรรมการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ กล่าวว่า คณะกรรมการสถาบันฯ พร้อมส่งเสริมและสนับสนุน สรอ. ภายใต้อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ในการดำเนินภารกิจครั้งนี้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและคู่ค้าต่อมาตรการด้านสุขอนามัยของสถานประกอบการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และการขยายผลการดำเนินการโดยการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมอาหาร และภาคการผลิตอื่น การค้า การบริการและการเกษตรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน รวมทั้งการสร้างความตระหนักและการให้ความรู้ด้านมาตรฐานระบบ/การบริหารจัดการตามแนวทางสากล และการพัฒนาบุคลากรของสถานประกอบการและผู้ให้บริการ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของคณะกรรมการสถาบันฯ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและคุณภาพของภาคอุตสาหกรรมตามวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้ง สรอ. และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิในเรื่องการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการด้วย
ทั้งนี้ เนื่องจากมาตรฐานระบบ/การบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้สถานประกอบการดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ การเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินการรวมทั้งการลดต้นทุนการและการใช้ทรัพยากร การดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยของบุคลากร ชุมชนและสังคม การจัดการความเสี่ยง การจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมรวมทั้งสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะรองรับการเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรม/การผลิต การค้า การบริการและการเกษตร และช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
![]() |
![]() |
เนื่องด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ดำเนินงานโครงการตรวจประเมินสถานประกอบการที่ขอเทียบระดับหรือเลื่อนระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 3-5 (ภายใต้ค่าใช้จ่ายในการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม) ในปีงบประมาณ 2564 โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 8 เดือน (เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม ถึง 10 กันยายน 2564) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3 ถึงระดับที่ 5
โครงการดังกล่าว เป็นโครงการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งได้รับความสนใจจากสถานประกอบการทั่วประเทศในการขอรับการตรวจประเมินเพื่อการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว โดยในปี 2564 นี้ เป็นการตรวจประเมินสถานประกอบการที่มีความประสงค์ขอรับการตรวจประเมินอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3-5 ซึ่งมีสถานประกอบการส่งใบสมัครเพื่อขึ้นทะเบียนรอรับการตรวจประเมินไว้กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ จึงขอเรียนเชิญสถานประกอบการที่มีความสนใจและมีความพร้อมในการตรวจประเมินอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3-5 เข้าร่วมโครงการเพื่อรับการตรวจประเมินในปี 2564 นี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินและค่าใบรับรอง โดยกรอกใบสมัครเข้าร่วมโครงการ พร้อมแนบเอกสารประกอบการรับสมัครตามระดับที่ขอการรับรอง และส่งกลับทาง e-mail : [email protected]; [email protected]; [email protected] ดังนี้
รายการเอกสารที่ต้องส่ง 11 รายการ :
สิทธิประโยชน์โดยสรุป
หมายเหตุ
* ต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ ตามกำหนด โดยสามารถศึกษาได้ที่ http://www.thailandtrustmark.com
** ต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ ตามที่กำหนด โดยสามารถศึกษาได้ที่ http://gp.pcd.go.th
*** ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ตามประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง การรับรองผู้บำบัดและกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วเพื่อการอนุญาตนำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกนอกบริเวณโรงงานแบบอัตโนมัติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2561
กรุณาติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
ด้วยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ได้รับมอบหมายจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมในการเป็นหน่วยจัดอบรมหลักสูตรบุคลากรเฉพาะด้านความรับผิดชอบต่อสังคมประจำโรงงาน” จึงกำหนดการจัดอบรม ดังนี้
ประเภท 1 หลักสูตรบุคลากรเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชน
ประเภท 2 หลักสูตร บุคลากรเฉพาะด้านการบริหารรับผิดชอบต่อสังคมระดับทั่วไป
ประเภท 3 หลักสูตรบุคลากรเฉพาะด้านการบริหารความรับผิดชอบต่อสังคมระดับอาวุโส
หมายเหตุ:
ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
http://www.smi.or.th/isc…/download/2021/MiT_Intro.pdf
สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่ : www.fti.or.th/MiT
และเปิดให้ยื่นขอใบรับรอง ตั้งแต่ 20 มกราคม 2564 เป็นต้นไป
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
สายงานมาตรฐานอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
02-345-1100 หรือ 02-345-1010
อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ ทำแผนเชิงรุกรับศักราชใหม่ 2564 ผลักดันยุทธศาสตร์ 4.0 ใช้เทคโนโลยี ปรับตัวสู้ภัยโควิด-19 ส่งมอบนโยบายให้สถาบันเครือข่ายทั้ง 8 สถาบัน เร่งขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ รวมถึง Start Up เอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชนทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม รวมพลังฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน พร้อมยังมุ่งสนับสนุนให้ความช่วยเหลือการศึกษาวิชาการในทางอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งสร้างองค์ความรู้ในภาคอุตสาหกรรมในยุควิถีใหม่ (New Normal)
นายเผด็จภัย มีคุณเอี่ยม ประธานกรรมการอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ และคณะกรรมการอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เปิดเผยว่า ปัจจุบันวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในรอบใหม่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบ ปีนี้จึงมีนโยบายเข้มข้นที่จะให้ทั้ง 8 สถาบันภายใต้อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิเข้ามาศึกษาแนวทางบูรณาการงานร่วมกัน ตามวิถีใหม่ (New Normal) โดยกำหนด 6 แนวทางหลักมาเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งได้แก่
1.การบริการทดสอบ/ตรวจสอบ รับรองมาตรฐานคุณภาพและการบริการรับรองมาตรฐาน ISO และมาตรฐานระบบต่างๆ โดย สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ดูแลด้านมาตรฐานการบริหารจัดการ รวมไปถึงการเพิ่มองค์ความรู้เรื่องดิจิทัล และเทคโนโลยีในเรื่องอุตสาหกรรมให้ผู้ประกอบการ ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอุตสาหกรรม/อาหารแปรรูป ดิจิทัล สุขภาพและการแพทย์, Wellness Economy/New Normal/Next Normal ตลอดจน สร้างการรับรู้และตรวจสอบรับรองผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ You Tube (MASCI Channel), Website, Facebook, Podcast รับสถานการณ์ที่ไม่ปกติจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
2.การพัฒนาบุคลากร บริการปรึกษาพัฒนาอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และองค์กร โดย สถาบันไทย-เยอรมัน มี โครงการพัฒนาต้นแบบเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อการผลิตระดับชุมชน สมาร์ทเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย สิ่งเหล่านี้จะเป็นองค์ความรู้พัฒนาให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ใช้เป็นแนวทางการขับเคลื่อนและปรับตัว ผ่านการให้คำปรึกษา ตลอดจนยังมีโครงการผลิตช่างเทคนิคแก่ผู้พิการและด้อยโอกาส ให้มีอาชีพเลี้ยงตนเอง และครอบครัวได้
3.ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรม (IU) นโยบายอุตสาหกรรมและ Industry Foresight จากการทำงานของสถาบันพลาสติก ที่จัดทำโครงการพัฒนาศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมพลาสติก (PIU) เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมพลาสติกซึ่งมีการใช้ประโยชน์อย่างหลากหลายให้ลดต้นทุนและมีนวัตกรรม ส่วน สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ดำเนินการโครงการพัฒนาศูนย์ข้อมูลเชิงลึกภาคอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล รวมถึงไปเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรเป็นแหล่งอาหารแห่งความยั่งยืนของโลกท่ามกลางวิกฤตโควิด19 อีกด้วย
4.การสร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์และพัฒนาช่องทางการตลาด ยกตัวอย่าง เช่น สถาบันอาหาร ปีนี้จัดทำโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลโครงการยกระดับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยนำมาตรฐานผลิตภาพและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถนักรบอุตสาหกรรมพันธุ์ใหม่ หวังยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร และผู้บริโภครับประทานสะอาดปลอดภัย และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของผู้ประกอบการส่งออกของไทย
5.การพัฒนาอุตสาหกรรม ยุทธศาสตร์และศูนย์ความเป็นเลิศ ของ สถาบันยานยนต์ ในปีนี้ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้จุดยืนการเป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้และพัฒนา ด้าน Mobility ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตสู่สังคม ในขณะที่ สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีศูนย์พัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม สนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และการปรับตัวเข้าสู่ตลาดใหม่ของคลัสเตอร์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ รวมถึงการเข้าร่วมโครงการ Handy Sense Open Innovation เกษตรอัจฉริยะ (เนคเทค) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย ให้นำอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะมาใช้ในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตรมากขึ้น
6. Industry Transformation หรือการปฏิรูปอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต ของ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้พัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีหน้ากากผ้าที่มีประสิทธิภาพขั้นสูง และจัดทำมาตรฐานของหน้ากาก และชุด PPE เพื่อสนับสนุนงานทางการแพทย์ในช่วงโควิด-19 รวมถึงจัดกิจกรรมเผยแพร่องค์ความรู้การทำหน้ากากผ้าให้ได้ Smart Fabric และพัฒนาช่องทางจำหน่ายใหม่แบบ New Normal ผ่านระบบออนไลน์ ให้ผู้ประกอบการ และยังช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอให้กับ SMEs ของไทย
นายเผด็จภัย กล่าวเพิ่มเติมว่า 8 สถาบันนี้จะเป็นผู้มีบทบาทมากขึ้นในการให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา ชี้แนะแนวทาง พร้อมให้การสนับสนุน ช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ ต่ออุตสาหกรรม หรือสมาชิกของสถาบันฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาช่องทางการตลาดตามวิถี New Normal ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 หวังจะดันภาคอุตสาหกรรมในภาพรวมสามารถขับเคลื่อนฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน อาทิเช่น ช่องทางการตลาด และการขายที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ขายสินค้าได้ ทั้งระบบออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ รวมถึง ภาคแรงงาน ซึ่งจะพบว่าการกลับมาของโควิดรอบที่ 2 ปัญหาใหญ่เกิดจากแรงงาน ฉะนั้น สถาบันภายใต้มูลนิธิที่มีความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจะเข้ามาช่วยกระตุ้นความต้องการและช่วยผลักดันให้เกิดการใช้ระบบอัตโนมัติและแขนกลมากขึ้นเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานของไทยที่เรื้อรังมานาน จนต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว อันจะเป็นการยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยจากการผลิตขั้นพื้นฐานไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอีกด้วย
“ทิศทางเหล่านี้ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมด้านต่างๆ ก็ต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ ได้มีการพัฒนาและทำงานศึกษาแนวทางบูรณาการงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศกับทั้ง 8 สถาบัน และได้จัดทำ Work Plan ร่วมกัน ยกระดับความสำคัญยุทธศาสตร์ 4.0 ตามกรอบนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงอุตสาหกรรม และร่วมฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายเผด็จภัย กล่าวทิ้งท้าย
ที่มา :
นับตั้งแต่เกิดโรคระบาด COVID-19 โลกของเราก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อจะต้องเดินทางออกจากบ้าน เราต้องตระหนักรู้ว่าตนเองเป็นไข้สูงหรือไม่ หรือมีภาวะไม่ปกติซึ่งเสี่ยงที่จะออกไปรับเชื้อภายนอกบ้านหรือไม่ และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้การทำงานพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งลูกจ้างและนายจ้างต่างต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
การยอมรับถึงความจำเป็นต่าง ๆ ทำให้เราต้องทำความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่ตามมา อย่างไรก็ตาม องค์กรก็ต้องมีแนวทางทั่วไปในเชิงป้องกันให้กับพนักงานโดยที่ยังคงสามารถทำงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิผล ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยต้องเร่งทำงานและส่งมอบบันทึกการทำงานให้ทันด้วย
ในขณะที่มาตรฐานสากลโดยเฉลี่ยใช้เวลาในการพัฒนาถึง 3 ปี แต่เอกสารมาตรฐานไอเอสโอที่เรียกว่าข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (ISO/PAS – Publicly Available Specification) นั้นใช้เวลาพัฒนาในช่วงสั้น ๆ เท่านั้นดังเช่นเอกสาร ISO/PAS 45005, Occupational health and safety management – General guidelines for safe working during the COVID-19 pandemic ซึ่งใช้เวลาพัฒนาเพียง 3 เดือนเท่านั้นเพื่อตอบสนองสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 และความจำเป็นเร่งด่วนซึ่งต้องใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น
ISO/PAS 45005 ทำให้มีแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระหว่างที่เกิดโรคระบาด COVID-19 และไอเอสโอตั้งใจที่จะนำไปใช้เสริมกับกฎระเบียบและแนวทางระดับประเทศต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วด้วย
ผู้เชี่ยวชาญจาก 26 ประเทศต่างร่วมกันทำงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยในการจัดทำแนวทางในรูปแบบของเอกสารข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานสำหรับสาธารณะที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ (PAS) และได้รับการอนุมัติจากประเทศสมาชิกไอเอสโอทั้ง 80 ประเทศ ทำให้สามารถเผยแพร่ได้ในเดือนธันวาคม 2563 (ค.ศ.2020)
แซลลี่ สวินชวูด ผู้จัดการคณะกรรมการวิชาการที่พัฒนาเอกสารดังกล่าวระบุว่าเอกสารนี้มีการจัดเตรียมข้อแนะนำเชิงปฏิบัติในการจัดการความเสี่ยงใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจากโรค COVID-19 และนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกองค์กรโดยไม่คำนึงถึงสถานที่หรือสถานะแต่อย่างใด
พวกเขายอมรับว่าไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะทุ่มเทไปกับเรื่องของทรัพยากรมนุษย์หรือหน้าที่ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ดังนั้น องค์กรจึงต้องนำเอาแนวทางที่ใช้ในทางปฏิบัติที่มีความเหมาะสมมาพิจารณาและตัดสินใจดำเนินการกับโรคระบาดที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
หัวข้อหลักของเอกสารข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (ISO/PAS 45005) ประกอบด้วยการวางแผนและการประเมินความเสี่ยง การยืนยันกรณีเกิดโรคระบาดหรือเกิดข้อสงสัยว่าจะเกิดโรคระบาด COVID-19 สุขภาพทางกายและสวัสดิภาพ การปฏิบัติขององค์กรที่ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทำงานของพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความปลอดภัย สวัสดิภาพ ทรัพยากรที่ใช้ในการจัดการ การสื่อสาร สุขอนามัย การใช้อุปกรณ์ส่วนบุคคลเพื่อป้องกันโรค การลงมือปฏิบัติ การประเมินสมรรถนะ และการปรับปรุง
ISO/PAS 45005 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 283, Occupational health and safety management ซึ่งมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษ
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store หรือสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอในรูปแบบ Online Browsing Platform (OBP) ซึ่งช่วยสนับสนุนความพยายามของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการจัดการกับวิกฤติโรคระบาด COVID-19