สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI ได้รับการรับรองระบบงาน ตามมาตรฐานข้อกำหนดสำหรับหน่วยตรวจประเมินและให้การรับรองระบบการจัดการหน่วยรับรองระบบการจัดการ ส่วนที่ 1 ข้อกำหนด (มอก. 17021-1-2559 (ISO/IEC 17021-1:2015)) สาขาหน่วยรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (Occupational Health and Safety Management System: OHSMS) ตามมาตรฐาน ISO 45001/มอก. 45001 จากคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (กมช.)
นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ พร้อมด้วยนายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร รองผู้อำนวยการสถาบันฯ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สรอ. รับมอบใบรับรองระบบงานหน่วยรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001/มอก. 45001 จากนายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยมีผู้บริหารและบุคลากรของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมแสดงความยินดี ณ ห้อง 200 อาคาร สมอ. เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2563 โดย สรอ. เป็นหน่วยรับรอง CB: Certification Body) รายแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองระบบงานหน่วยรับรอง ISO 45001/มอก. 45001 จาก กมช. และเป็นหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานหน่วยรับรอง มอก. 18001 รายแรกและรายเดียวจาก กมช.
ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (Occupational Health and Safety Management Systems – Requirements with Guidance for Use) เป็นมาตรฐานที่ประกาศโดย ISO หรือองค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (The International Organization for Standardization) เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2561 และเป็นมาตรฐานที่จะใช้แทน OHSAS 18001:2007 โดย IAF หรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองระบบงาน (International Accreditation Forum, Inc.) ร่วมกับ OHSAS Project Group และ ISO ได้กำหนดระยะเวลาในการปรับจาก OHSAS 18001:2007 สู่ ISO 45001:2018 เป็นระยะเวลา 3 ปี นับจากวันที่ประกาศใช้ ISO 45001
ISO 45001 เป็นมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกองค์กร โดยไม่จำกัดขนาด ประเภทและกิจกรรมขององค์กร เป็นมาตรฐานข้อกำหนดสำหรับระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และแนวทางในการนำไปใช้ เพื่อให้องค์กรสามารถปรับปรุงอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OHS) กำจัดอันตรายและลดความเสี่ยงด้าน OHS และการใช้ประโยชน์จากโอกาสด้าน OHS ช่วยในการส่งเสริมสถานที่ทำงานและแรงงานให้มีความปลอดภัย การดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง การลดต้นทุนการดำเนินงานที่เกิดจากอุบัติการณ์ เวลาที่สูญเสียจากการหยุดกระบวนการและค่าประกันภัย การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นต้น
สรอ. ได้ดำเนินการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคการค้าและภาคการเกษตร รวมถึงภาคการศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชนในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ได้แก่ การตรวจประเมินและการรับรอง การพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานและการตรวจ การฝึกอบรม และการให้บริการข้อมูลองค์ความรู้และการเตือนภัยด้านมาตรฐานและกฎระเบียบ อาทิ ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO 45001, มอก. 18001) ระบบการจัดการตามมาตรฐานแรงงานไทย (มรท. 8001) ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี (มอก. 2677 เล่ม 1) ระบบการจัดการความปลอดภัยการจราจรทางถนน (ISO 39001) การจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต (PSM: Process Safety Management)
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI โดยนางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ ร่วมงาน “ECO Innovation Forum 2020” และรับประกาศเกียรติคุณ การร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับ Eco-Excellence และระดับ Eco-World Class จาก นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ
การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town) ใช้แนวคิด “Industrial Ecology” หรือ “อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่ มิติกายภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติการบริหารจัดการ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ Eco-Champion, Eco-Excellence และ Eco-World Class เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน บนพื้นฐานความสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และเพื่อสร้างความเจริญเติบโตให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ
สรอ. ได้ดำเนินการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งภาคบริการ ภาคการค้าและภาคการเกษตร ทั้งภาครัฐและเอกชนในการให้บริการและการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและรองรับการเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและภาคต่างๆ ด้วยการให้บริการที่มุ่งเน้นการดำเนินการเพื่อความเป็นเลิศด้านความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืน (Sustainability Excellence) ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวกับมาตรฐานระบบ/การบริหารจัดการ ทั้งการตรวจประเมินและการรับรอง การตรวจ การทวนสอบ การฝึกอบรม การพัฒนาเกณฑ์/มาตรฐาน การเป็นพี่เลี้ยงด้านระบบงานและการพัฒนาอย่างยั่งยืน การดำเนินโครงการ และการบริการข้อมูลองค์ความรู้ อาทิ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม น้ำ พลังงานและก๊าซเรือนกระจก (: ISO 14001, ISO 46001, ISO 50001, ISO 14064-1, ISO 14064-2, CDM/GHG), ระบบการจัดการแรงงานไทย อาชีวอนามัยและความปลอดภัย (: มรท. 8001, มอก. 18001, ISO 45001, ISO 39001), การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (: ISO 26000, CSR-DIW, CSR-DPIM), การสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV), เศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม (มอก. 9999), เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy), การจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (: ISO 20400), เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town), อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry), รายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Global Reporting Initiatives: GRI, Sustainable Development Report: SD Report)
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI ร่วมแถลงความสำเร็จโครงการการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจระดับเติบโต (SME Regular Level) ปี 2563 โดย สรอ. เป็นหน่วยร่วมในการดำเนินโครงการฯ ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 ณ โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ
นายฐานิต ปิยะศิริศิลป์ ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายรับรองระบบ เป็นผู้แทนสถาบันฯ ร่วมแถลงความสำเร็จโครงการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจระดับเติบโต (SME Regular Level) โดยมีเจ้าหน้าที่สถาบันฯ ร่วมจัดนิทรรศการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานระบบ/การบริหารจัดการ สรอ. เป็นหนึ่งใน 14 หน่วยร่วมในการดำเนินโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปี 2563 เพื่อช่วยส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และบุคลากรในธุรกิจ ให้มีการพัฒนาและยกระดับระบบการบริหารจัดการทั้งศักยภาพ มาตรฐาน ผลิตภาพและนวัตกรรม อาทิ การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการ การลดต้นทุน การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การลดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงาน การบริหารจัดการด้านแรงงาน เป็นต้น ทำให้ผู้ซื้อทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภค มีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ประกอบการ เป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการการยอมรับทั้งในระดับประเทศและตลาดโลก โดยในปี 2563 มีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจระดับเติบโต (SME Regular Level) ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการ จากสรอ. กว่า 105 ราย

สรอ. ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ รวมทั้งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และขนาดเล็กมาก (Very Small Enterprise: VSE) ได้ดำเนินการยกระดับการพัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะบุคลากรของผู้ประกอบการ SME/VSE อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ในตลาดโลก
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI ได้รับการจดทะเบียนเป็นองค์กรกำหนดมาตรฐาน (Standards Developing Organizations: SDOs) ประเภทขั้นสูง และการรับรองระบบงานหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก ขอบข่าย ICAO-CORSIA จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือ TISI
นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สรอ. รับมอบใบจดทะเบียนองค์กรกำหนดมาตรฐาน หรือ SDOs ประเภทขั้นสูง จำนวน 8 สาขา ได้แก่ การตรวจสอบและรับรอง, แนวทางปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง, ระบบการบริหารงานคุณภาพ, ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม, ระบบการจัดการพลังงาน, ระบบการจัดการความเสี่ยง อาชีวอนามัยและความปลอดภัย, ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร และความรับผิดชอบต่อสังคม และใบรับรองระบบงานหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก ตาม มอก.14065-2560 (ISO 14065:2013) สาขาการขนส่งทางอากาศ ขอบข่ายการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กร ตามแนวทางการทวนสอบ International Civil Aviation Organization (ICAO), Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation (CORSIA) จากนายวันชัย พนมวัน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยมีผู้บริหารและบุคลากรของ สมอ. ร่วมแสดงความยินดี ณ ห้อง 200 อาคาร สมอ. เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563
การได้รับการจดทะเบียนเป็นองค์กรกำหนดมาตรฐาน หรือ SDOs ประเภทขั้นสูง ของ สรอ. จะช่วยให้มีการจัดทำมาตรฐานการจัดการที่จำเป็นต่อการพัฒนาภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของประเทศตามแนวทางสากลที่ทันต่อความต้องการและการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและภาวการณ์ของโลก และขยายผลไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่จะกำหนดมาตรฐาน ได้รับการพัฒนายกระดับตามแนวทางสากลให้เป็นที่ยอมรับของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ และการได้รับการรับรองระบบงานหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก ของ สรอ. จะช่วยส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ ให้สามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบินระหว่างประเทศของ ICAO ตอบสนองนโยบายประเทศไทย 4.0 ด้านกลไกการขับเคลื่อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Growth) และอุตสาหกรรมไทย 4.0 สำหรับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรม S-curve ซึ่งการดำเนินงานทั้งสองของ สรอ. เป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านการกำหนดมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองของประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และรองรับการถ่ายโอนภารกิจการตรวจสอบรับรองของหน่วยงานภาครัฐ
สรอ. ได้ให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา/ทบทวนเกณฑ์มาตรฐานต่างๆ ให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งระดับระหว่างประเทศ ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ ระดับสมาคมและระดับหน่วยงาน และการบริการด้านก๊าซเรือนกระจก และ CDM รวมทั้งการฝึกอบรม และการบริการข้อมูลและองค์ความรู้
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI โดยนางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบัน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงานสถาบัน ร่วมพิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2563 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2563 ณ ห้อง SHARING ชั้น 18 สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นหน่วยตรวจสถานประกอบการเครื่องสำอาง ขอบข่าย การตรวจประเมินสถานที่ผลิตเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการรับรองสถานที่ผลิตตามแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียน ตามมาตรฐานแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียน (ASEAN GUIDELINES FOR COSMETIC GOOD MANUFACTURING PRACTICE: ASEAN COSMETIC GMP) จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือ FDA
นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ พร้อมด้วยนายฐานิต ปิยะศิริศิลป์ ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายรับรองระบบ และเจ้าหน้าที่ สรอ. รับมอบหนังสือสำคัญการขึ้นบัญชีเป็นหน่วยตรวจสถานประกอบการเครื่องสำอาง ตามมาตรฐาน ASEAN COSMETIC GMP จาก เภสัชกรหญิงสุภาวดี ธีระวัฒน์สกุล ผู้อำนวยการกองควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย ณ กองควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย อย. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2563 จากที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยตรวจประเมินและรับรองสถานประกอบการอาหาร และหน่วยตรวจสถานประกอบการเครื่องมือแพทย์
การได้รับการขึ้นบัญชีเป็นหน่วยตรวจและหน่วยรับรองจาก อย. ของ สรอ. ซึ่งได้รับการรับรองระบบงานหน่วยตรวจและหน่วยรับรองจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ช่วยให้สถานประกอบการที่ได้รับการตรวจและ/หรือการรับรองจาก สรอ. เป็นที่ยอมรับในเวทีการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัยและเป็นไปตามข้อกำหนดกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ช่วยลดต้นทุนจากการใช้บริการของหน่วยงานต่างประเทศ
สรอ. ได้ให้บริการการตรวจประเมินและรับรองระบบ GMP, HACCP, ISO 22000, GMP (FDA), ISO 13485 และการตรวจ Medical Device GMP (FDA) การฝึกอบรม การพัฒนาบุคลากรวิชาชีพ การพัฒนาหน่วยตรวจสอบรับรอง (Conformity Assessment Body: CAB) การให้บริการข้อมูลองค์ความรู้ ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรม/การผลิต ภาคการค้า ภาคเกษตรและภาคบริการ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย การได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและสากล และการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ชุมชนต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มมากขึ้น นับตั้งแต่สภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งไปจนถึงน้ำท่วมใหญ่ รวมทั้งปริมาณน้ำทะเลที่สูงขึ้นไปจนถึงสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว สิ่งเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศ แต่ไอเอสโอมีแนวทางใหม่ที่จะช่วยให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนสามารถนำไปใช้ในการเตรียมตัวสำหรับภัยคุกคามและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้
แนวทางใหม่ดังกล่าว เรียกว่า ข้อกำหนดทางวิชาการของไอเอสโอ ISO/TS 14092: 2020 Adaptation to climate change – Requirements and guidance on adaptation planning for local governments and communities ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเริ่มลงมือสร้างสังคมที่ปลอดภัย และมั่นคงทางเศรษฐกิจ อย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถรองรับและปรับตัวได้เมื่อเกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
จากผลสำรวจของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ได้มีรายงานความเสี่ยงโลกประจำปี 2563 (ค.ศ.2020) ซี่งระบุว่าความเสี่ยงที่โลกกำลังเผชิญขณะนี้มีความเกี่ยวข้องกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศรวม 5 เรื่องด้วยกันได้แก่ เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพครั้งใหญ่ ภัยธรรมชาติที่ร้ายแรง หายนะร้ายแรงของธรรมชาติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ และความล้มเหลวที่จะหยุดยั้งสภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจรู้สึกวิตกกังวล
มาตรฐาน ISO/TS 14092 ยอมรับว่าผลกระทบซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาคและมีผลกระทบโดยตรงต่อรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงบริการสาธารณะต่างๆ ตลอดจนความมั่นคงปลอดภัยของรัฐบาล ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของท้องถิ่นและรัฐบาล ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานดังกล่าวขึ้นมาเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถปรับตัวให้เข้าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยมีพื้นฐานอยู่บนเรื่องของผลกระทบต่อระบบนิเวศ สังคม และเศรษฐกิจ และการประเมินความเสี่ยง นอกจากนี้ มาตรฐาน ISO/TS 14092 ยังสนับสนุนการกำหนดลำดับความสำคัญเพื่อจัดการกับความเสี่ยงดังกล่าวที่หยั่งรากลึกด้วย
ซาร่า เจน สนุค ประธานคณะกรรมการกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่า การเตรียมการสำหรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการวางแผนสำหรับการปรับตัวระดับรัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ กระบวนการที่แสดงใน ISO/TS 14092 ในแต่ละขั้นตอนจะช่วยให้แผนการปรับตัวในท้องถิ่นมีความเหมาะสมกับเงื่อนไขในแต่ละกรณีของสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาแผนการปรับตัวอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งส่งเสริมการดำเนินการที่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องสภาพภูมิอากาศทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ข้อกำหนดของไอเอสโอใหม่นี้ ยังอธิบายถึงวิธีการพัฒนาแผนการปรับตัวที่สามารถทำได้ในระดับรัฐบาลท้องถิ่นและในระดับชุมชน โดยสรุปสาเหตุและวิธีการสร้างโครงสร้างการกำกับดูแลที่เหมาะสม (ซึ่งมีโครงสร้างที่ดีและการร่วมมือกัน) และองค์ประกอบของการวางแผนการปรับตัวและกระบวนการนำไปประยุกต์ใช้ โดยรายละเอียดเหล่านี้รวมถึงการจัดตั้งทีมอำนวยความสะดวก การประเมินความเสี่ยง และการพัฒนาแผนงานที่มีประสิทธิภาพ การติดตามความคืบหน้าของการนำไปประยุกต์ใช้และการประเมินความสำเร็จโดยมีเป้าหมายในการปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง
ISO/TS 14092 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management, คณะอนุกรรมการ SC 7 การจัดการก๊าซเรือนกระจกและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยมีเลขานุการคือ SCC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
มาตรฐาน ISO 46001: 2019 เป็นมาตรฐานสากลที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร และช่วยให้องค์กรมั่นใจในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแนวทางสากลด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วยโครงสร้างระดับสูง (High Level Structure : HLS) 10 หัวข้อ ตามที่จะได้กล่าวถึงในบทความนี้ต่อไป
สำหรับโครงสร้างระดับสูงนั้น ไอเอสโอได้กำหนดขึ้นมาใช้กับมาตรฐานระบบการจัดการเพื่อให้สามารถนำไปใช้ร่วมกัน (integration) ได้ในระบบต่างๆ เช่น ระบบคุณภาพ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร เป็นต้น รวมทั้งระบบอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ซึ่งการมีโครงสร้างร่วมกันในระบบการจัดการเช่นนี้ นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานในการนำระบบการจัดการประเภทต่างๆ มาใช้ร่วมกันแล้ว ยังช่วยให้องค์กรมีความเข้าใจถึงวงจรการบริหารงานคุณภาพ หรือ PDCA มากขึ้นด้วย ได้แก่ วางแผน (Plan), ปฏิบัติ (Do), ตรวจสอบ (Check) และดำเนินการให้เหมาะสม (Act)
เนื้อหาหลัก (Core text) คือ ส่วนสำคัญที่อยู่ภายในแต่ละหัวข้อของ HLS ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกัน (Identical context) ในทุกๆ มาตรฐาน โดยเนื้อหาในส่วนแรกได้กล่าวถึงการกำหนด ขอบข่าย (Scope) ของการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรทุกขนาด ทุกประเภท ที่ต้องการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะมีการอ้างอิง (Normative references) ถึงมาตรฐานฉบับอื่นๆ ที่นำมาช่วยในการสนับสนุน เพื่อให้เกิดความง่ายในการประยุกต์ใช้มาตรฐานในแต่ละองค์กร นอกจากนี้ยังมีการอธิบายถึง คำศัพท์และบทนิยาม (Terms and definitions) ที่จำเพาะสำหรับการทำความเข้าใจมาตรฐาน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของมาตรฐานแต่ละฉบับ ในการประยุกต์ใช้มาตรฐานนี้ องค์กรควรทำความเข้าใจใน บริบทขององค์กร (Context of the organization) และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นต่างๆ ได้ถูกนำมาพิจารณา โดยระบบการบริหารจัดการน้ำขององค์กรจะมีทิศทางและถูกผลักดันให้เกิดประสิทธิผลมากหรือน้อยแค่เพียงใดขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและ ความเป็นผู้นำ (Leadership) ของผู้บริหารระดับสูง และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การวางแผน (Planning) ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของแผนงาน ตัวชี้วัด เป้าหมายในการดำเนินการ รวมทั้งวิธีในการดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ การดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้นั้น ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรส่วน สนับสนุน (Support) ที่เหมาะสม ทั้งทรัพยากรบุคคลและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุน ในส่วนสุดท้ายของมาตรฐานได้อธิบายถึงข้อกำหนดใน การดำเนินการ (Operation) และการควบคุมกระบวนการต่างๆ ตามแผนงานที่วางไว้ และการประเมินสมรรถนะ (Performance Evaluation) ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Improvement) ซึ่งเป็นไปตามวงวจร PDCA ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น
จะเห็นได้ว่ามาตรฐาน ISO46001: 2019 เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึงภาพรวมในการบริหารจัดการน้ำ เน้นมุมมองการจัดการเชิงระบบภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน องค์กรควรพิจารณาขยายขอบเขตความรับผิดชอบ โดยพิจารณาให้ครอบคลุมการลดผลกระทบจากการดำเนินงานตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยใช้แนวทางการประเมินรอยเท้าน้ำ (Water Footprint) หรือนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซี่งเป็นกรอบแนวทางการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบการจัดการน้ำแบบหมุนเวียน (Circular water management) ดังกรณีตัวอย่างของบริษัท Procter & Gamble (P&G) ประเทศอียิปต์ ที่ได้นำน้ำสบู่ที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) แทนการใช้น้ำจืด ในกระบวนการผลิตผงซักฟอก วิธีการนี้ส่งผลให้ลดปริมาณการใช้น้ำจืดลงเกือบ 40% ทั้งช่วยลดภาระการบำบัดน้ำสบู่ก่อนปล่อยออกจากโรงงาน
บริษัทในเครือ L’Oréal เป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่นำเทคโนโลยีเมมเบรนมาใช้ในการบำบัดน้ำเสียในโรงงานเครื่องสำอางก่อนปล่อยออกจากโรงงาน ซึ่งเป็นการรีไซเคิล (Recycle) เพื่อนำไปสู่มาตรฐานคุณภาพของกลุ่มองค์กร โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดจะมีการนำกลับมาใช้ใหม่ในการทำความสะอาดเครื่องจักร สามารถลดการใช้น้ำจืดมากถึง 60%
จากที่กล่าวมานั้นจะเห็นว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ให้แนวทางสำหรับองค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SDGs 6 เรื่องน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล (clean water and sanitation) ซึ่งหากภาคอุตสาหกรรมได้นำแนวทางดังกล่าวนี้มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ย่อมเป็นการสนับสนุนการทิศทางการพัฒนาของประเทศให้สามารถก้าวข้ามผ่านระบบการผลิตแบบเดิมไปสู่โอกาสทางการผลิตแบบใหม่หรือการสร้างนวัตกรรมซึ่งจะก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน ควบคู่กับการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ที่มา :
สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูล พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 โดยสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ https://1th.me/ubjMb
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI โดยนางพรรณี อังศุสิงห์
ผู้อำนวยการสถาบัน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงานสถาบัน ร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2563 ณ ที่ทำการสถาบัน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2563