ธรรมชาติเป็นแหล่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เรารับประทานเข้าไป อากาศที่เราหายใจเข้าออกอยู่ทุกขณะ น้ำที่เราดื่ม หรือภูมิอากาศที่แวดล้อมโลกของเราอยู่ ล้วนแล้วแต่มาจากธรรมชาติ แต่เมื่อมนุษย์เราใช้ประโยชน์จากธรรมชาติจนเกินความพอดี ทำให้โลกต้องหันมาใส่ใจในการพัฒนาอย่างยั่งยืน และถึงแม้ว่าโรคระบาดร้ายแรงอย่าง COVID-19 จะส่งผลให้ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมดีขึ้นบ้างแล้วก็ตาม แต่เรายังไม่อาจวางใจได้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างสรรค์ให้โลกของเราดีขึ้นกว่าเดิม
เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2563 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program: UNEP) ได้จัดทำคู่มือปฏิบัติการวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งคนทั่วโลกสามารถนำไปใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะใช้ในนามของปัจเจกบุคคล กลุ่มคน เมือง สถาบันการศึกษา หรือองค์กรธุรกิจ
วันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้ มีการรณรงค์ในหัวข้อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมต่อสู้เพื่อลดความสูญเสียของพืชพันธุ์และสัตว์ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากมนุษย์
เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ ประเทศโคลอมเบียและประเทศเยอรมนีได้ร่วมกันรณรงค์และกระตุ้นให้ทั่วโลกคิดถึงระบบเศรษฐกิจที่ผู้คนได้เข้าไปมีส่วนร่วมและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีประเด็นปัญหามากมายที่โลกของเราไม่อาจสูญเสียไปได้อีกแม้ว่าจะเป็นเวลาที่เรากำลังต่อสู้กับโรคระบาดไวรัสโคโรนาก็ตาม ในฐานะที่ประเทศโคลอมเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากของโลก เช่น มีกล้วยไม้ถึง 3,500 ชนิดและมีชนิดของนกมากถึง 19% ของโลก เป็นต้น รัฐบาลโคลอมเบียจึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับแรก
ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตและรูปแบบทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยเป็นผลจากวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการทางธรรมชาติมานานนับพันล้านปี ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตในสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งพืชและสัตว์ไปจนถึงเชื้อราและแบคทีเรีย นับได้ราว 8 ล้านสปีชีส์โดยมีระบบนิเวศที่ล้อมรอบอยู่ เช่น มหาสมุทร ป่าไม้ ภูเขา และแนวปะการัง ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพยังรวมไปถึงความหลากหลายทางสายพันธุ์ต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตด้วย
ในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2563 ยังมีคนทั่วโลกเป็นจำนวนมากต้องอยู่ที่บ้านและเว้นระยะห่างทางสังคม โรคระบาด Covid-19 ทำให้มนุษย์ระลึกว่าสุขภาพของมนุษย์นั้นมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพของโลกเพียงใด เชื้อโคโรนาไวรัสมีการแพร่กระจายจากสัตว์ไปสู่มนุษย์ซึ่งการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโรคนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น มีผู้ป่วยไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันล้านคนและมีผู้เสียชีวิตนับล้านคน
นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าถ้ามนุษย์ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของเราซึ่งมีผลต่อที่อยู่ของสัตว์ป่า เราก็จะตกอยู่ในอันตรายจากโรคระบาดไวรัสมากขึ้นในอนาคต การป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดจากสัตว์มาสู่มนุษย์จึงต้องเน้นเรื่องของภัยคุกคามที่มีความหลากหลายต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติและสัตว์ป่ารวมไปถึงการสูญเสียถิ่นที่อยู่และการทำลายถิ่นฐานธรรมชาติ การค้าที่ผิดกฎหมาย การเกิดมลพิษ การเกิดสปีชีส์ที่รุกราน (สปีชีส์ต่างถิ่นที่สามารถเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ในธรรมชาติ) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น เราทุกคนจำเป็นต้องร่วมกันปกป้องธรรมชาติ ยุติการสร้างมลพิษ และสนับสนุนกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยในระดับบริษัท จำเป็นต้องพัฒนาซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน วิธีปฏิบัติทางการผลิตที่ไม่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ในระดับพลเมืองและกลุ่มสังคมควรมองหาวิธีการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศที่ถดถอยลง ในระดับผู้บริโภค ต้องคิดก่อนซื้อว่าการซื้อนั้นจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลงได้อย่างไร
ปัจจุบัน โลกของเราอยู่ในห้วงเวลาที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อันเนื่องมาจากกิจกรรมที่มีผลต่อการเกิดก๊าซเรือนกระจกลดลง แต่เราก็ยังคงต้องเฝ้าระวังกิจกรรมเหล่านั้นต่อไป ส่วนในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพนั้น เลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้ชี้ให้เห็นว่า COVID-19 ที่แพร่กระจายมาจากสัตว์ป่านั้น มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโลกของธรรมชาติ เมื่อเราเข้าใกล้ธรรมชาติและทำลายที่อยู่ของสัตว์ป่า ทำให้สปีชีส์ต่างๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกซึ่งควรมีการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อลดปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้มั่นใจว่ามีการเข้าถึงอาหารและน้ำ รวมทั้งการป้องกันโรคระบาดได้
สำหรับไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ได้พัฒนาชุดมาตรฐาน ISO 14000 รวมทั้งชุดมาตรฐาน ISO 14055 (แนวทางวิธีปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการที่ดินซึ่งมีเป้าหมายในการป้องกันหรือลดการเสื่อมโทรมของที่ดิน) ซึ่งองค์กรสามารถนำไปใช้สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13, Climate Action) การส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล (SDG 14, Life below Water) และการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรบนแผ่นดิน (SDG 15, Life on Land)
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันช่วยกันใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างสรรค์ให้โลกของเราดีขึ้นกว่าเดิม….เมื่อเราใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น ธรรมชาติก็จะใส่ใจเรามากขึ้นเช่นกัน
ที่มา :
“หางโจว” เมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียง หนึ่งในเมืองที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมากของประเทศจีน ได้พัฒนามาตรฐานอย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาหรือ COVID-19 และปัจจุบันเมืองหางโจวเพิ่งฟื้นตัวจากโรคระบาดนี้
ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ซ่ง หมิงชุง ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 321, Transaction assurance in E-Commerce ทีมที่มหาวิทยาลัยจื่อเหลียงได้พัฒนาโค้ดหรือรหัสสุขภาพที่ใช้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนขึ้นมาโดยใช้คิวอาร์โค้ดเพื่อระบุความเสี่ยงของการแพร่กระจายการติดเชื้อของคนเพื่อทำการกักตัว
จากการสนับสนุนของกลุ่มอาลีบาบาซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองหางโจว ทำให้เมืองมีประสบการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลและวิธีปฏิบัติที่สั่งสมกันมาในเรื่องของการสร้างแหล่งข้อมูล Big Data อันเปรียบเสมือนมันสมองของเมืองซึ่งได้นำไปใช้ป้องกันและควบคุมโรคระบาดไวรัส COVID-19 และผลลัพธ์ที่ได้คือมาตรฐานรหัสสุขภาพใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า “แนวทางการบริหารจัดการและบริการของรหัสสุขภาพของเมืองหางโจว — DB 3301/T 0305-2020” (Guide to the management and service of Hangzhou health code — DB 3301/T 0305-2020) ซึ่งมาจากการรวมเอา Big Data เทคโนโลยีการสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกันเพื่อนำมาใช้ในการแยกแยะความเสี่ยง โดยสร้างและออกแบบคิวอาร์โค้ดให้เหมาะกับแต่ละบุคคลซึ่งขึ้นอยู่กับสถานะทางสุขภาพภายใต้สถานการณ์เฉพาะต่างๆ
แอปพลิเคชันนี้ออกแบบรหัสคิวอาร์โค้ดให้มี 3 สี เหมือนกับไฟจราจร คือ แดง เหลือง และเขียว ซึ่งเชื่อมโยงกับความหมายของสถานะที่มีอันตรายสูง กลาง และต่ำตามลำดับ ตัวอย่างเช่น รหัสสีแดงเป็นการยืนยันว่าเป็นผู้ป่วยที่ต้องสงสัยและจำเป็นต้องมีการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน รหัสสีเหลืองเป็นการยืนยันว่าเป็นคนที่มีการสัมผัสกับผู้ป่วยที่ต้องสงสัยซึ่งจำเป็นต้องมีการกักตัวเป็นเวลา 7 วัน หลังจากครบกำหนดแล้วจึงจะได้รับรหัสสีเขียว แนวทางนี้เรียกว่า “แผนที่เดียว คิวอาร์โค้ดเดียว และดัชนีเดียว” (one map, one QR code, and one index) ทำให้การควบคุมดูแลโรคระบาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล
มาตรฐานรหัสสุขภาพเป็นการให้แนวทางวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ครอบคลุมไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันช่วงที่เกิดโรคระบาดเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ช่วงเวลาหลังจากการฟื้นตัวของโรคระบาดด้วย
มาตรฐานนี้แบ่งออกเป็น 7 ส่วน ครอบคลุมการใช้งานรหัสสุขภาพ การบริหารจัดการฉุกเฉิน บริการและการใช้งานประจำวันของแอปพลิเคชัน รวมทั้งความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และมุมมองด้านการปกป้องความเป็นส่วนตัวของบุคคล
ปัจจุบัน ทั่วทั้งประเทศจีนมีการสแกนและแสดงรหัสสุขภาพไปแล้วมากกว่า 2.5 พันล้านครั้งครอบคลุมประชากรเกือบ 900 ล้านคน ดังนั้น แอปพลิเคชันนี้จึงมีการเข้าเยี่ยมชมไปแล้วมากกว่า 9 พันล้านครั้งและได้รับการยอมรับจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งได้ไปเยี่ยมชมเมืองหางโจวเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้มาแล้ว
มาตรฐานรหัสสุขภาพดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการสนับสนุนเพียงอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่การที่เมืองหังโจวสามารถฟื้นตัวจากโรคระบาด มีปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน ซึ่ง World Economic Forum ได้สรุปบทเรียนสำคัญที่ได้จากเมืองหางโจวไว้ดังต่อไปนี้ ความเร็วและความแม่นยำของข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการระบุและการติดตามสายพันธุ์ไวรัส การตัดสินใจในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับบุคคลอย่างถูกต้อง เทคโนโลยีข้อมูลและ Big Data มีความสำคัญเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดโรคระบาดซ้ำ การประเมินความพร้อมของทรัพยากรทางการแพทย์และระบบที่ตอบสนอง การนำมาตรการเชิงป้องกันไปใช้ในชุมชนและสถานที่ต่างๆ และการให้ข้อมูลแก่สาธารณชน
COVID-19 ทำให้ทั่วโลกได้เรียนรู้ในเรื่องการป้องกันและควบคุมโรคระบาดร้ายแรงไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมด้วย
ที่มา :
ปัจจุบัน มีมาตรฐานการบริหารจัดการที่ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้แต่ละองค์กรนำมาใช้ในการบริหารจัดการภายในองค์กร พร้อมรับมือกับสถานการณ์การลดลงของปริมาณน้ำและการขาดแคลนน้ำ โดยมาตรฐานต่าง ๆ ประกอบด้วยคำศัพท์ แนวคิด และหลักการ ซึ่งแต่ละองค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะการประกอบกิจการของตน
การใช้น้ำเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมในบริบทการจัดการน้ำ ลักษณะการใช้น้ำมีศัพท์ที่น่ารู้ 2 คำ ได้แก่ ปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) และการใช้น้ำ (Water consumption)
ปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการหรือการดำเนินงานขององค์กรทั้งหมด รวมถึงน้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค และน้ำหมุนเวียน ซึ่งมีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตรหรือลิตร
โดยทั่วไปแล้ว ในการรายงานปริมาณน้ำที่ใช้มักจะมีการรายงานเป็นต่อหน่วยตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ลูกบาศก์เมตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์, ลิตร/คน หรือ ลูกบาศก์เมตร/ห้องพัก โดยจะกล่าวถึงในลำดับถัดไป
สำหรับคำว่า การใช้น้ำ (Water consumption) ที่หากอ้างถึงปริมาณการใช้แล้วอาจมีน้อยกว่าปริมาณน้ำทั้งหมดที่ใช้ (Water use) เนื่องจากน้ำบางส่วนอาจติดไปกับผลิตภัณฑ์หรือระเหยไปในบรรยากาศ ทำให้ไม่สามารถคืนสู่แหล่งน้ำดั้งเดิมหรือนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ ทั้งนี้ โดยหลักการแล้ว การใช้น้ำตลอดทั้งกระบวนการผลิตหรือการบริการขององค์กรนั้น ปริมาณน้ำที่ใช้หรือปริมาณน้ำไหลเข้า (Inflow) ต้องมีค่าเท่ากับปริมาณน้ำไหลออก (Outflow) เสมอ ซึ่งประเมินได้โดยการทำสมดุลน้ำ (Water balance) ใช้ในกรณีต้องการคำนวณหาปริมาณน้ำที่องค์กรใช้จริง และนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจวางแผนการปรับปรุง พัฒนาสมรรถนะของการจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นต่อไป
นอกจากนี้ แนวคิดวัฏจักรชีวิต (Life cycle) ซึ่งเป็นที่นิยมในวงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ในบริบทของการประเมินผลกระทบจากการใช้น้ำ เรียกว่าการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ (Water Footprint) ของผลิตภัณฑ์ ทำได้โดยการวิเคราะห์หาปริมาณการใช้น้ำเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เริ่มตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนผลิต การส่งมอบผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้บริโภค จนกระทั่งการกำจัดซากหลังการใช้งาน โดยนิยมวัดในหน่วยของปริมาณน้ำที่ใช้ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (Functional Unit) ตัวอย่างเช่น ลิตร/ผลิตภัณฑ์ 1 หน่วย
สำหรับในแง่มุมของการวัดประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรน้ำขององค์กร มีตัวชี้วัด 2 ประเภทที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ (Business activity indicator) ตามที่ได้กล่าวถึงข้างต้น การกำหนดตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้น้ำของแต่ละกิจการ เช่น กิจการ ประเภทอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจอาจกำหนดเป็นปริมาตรหรือมวลของผลิตภัณฑ์ กิจการประเภทสำนักงาน โรงพยาบาล ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจอาจกำหนดเป็นจำนวนพนักงานหรือจำนวนคนที่ใช้บริการ และกิจการประเภทธุรกิจโรงแรม อาจกำหนดตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจเป็นจำนวนห้องที่มีผู้เข้าพัก เป็นต้น ตัวชี้วัดอีกประเภทสำหรับอ้างถึงปริมาณน้ำสุทธิใช้ในกิจกรรมการดำเนินธุรกิจ แต่ไม่รวมปริมาณน้ำที่มีการรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ ศัพท์ใช้คำว่า ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water efficiency indicator) ซึ่งจะแสดงถึงปริมาณน้ำที่ใช้จริงต่อหน่วยตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจ (BAI: Business activity indicator) ตัวอย่างเช่น โรงงานแห่งหนึ่งมีประสิทธิภาพการใช้น้ำเท่ากับ 10 ลิตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์ แสดงว่าโรงงานแห่งนี้ได้กำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ คือ 10 ลิตร/กิโลกรัมของผลิตภัณฑ์ หากองค์กรมีการนำน้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต มาผ่านการบำบัดให้ได้คุณภาพตามที่ต้องการ และนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เราเรียกน้ำนั้นว่า น้ำหมุนเวียน (Reclaimed water)
ดังนั้น ทุกองค์กรที่ให้ความสำคัญเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ควรแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะของการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water efficiency performance) ขององค์กร โดยการใช้น้ำปริมาณลดลง หรือการใช้ประโยชน์จากน้ำที่องค์กรดึงมาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด
การนำเสนอนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เป็นเพียงหนึ่งในชุดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจ ได้มีความเข้าใจในการตีความเนื้อหาเบื้องต้นด้านการจัดการน้ำได้อย่างถูกต้อง
สำหรับท่านที่สนใจแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โปรดติดตามบทความในวารสารออนไลน์ MASCI Innoversity ซึ่งจะนำเสนอเนื้อหาที่ท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อวางแผน และนำแนวทางการบริหารจัดการน้ำไปปฏิบัติภายในองค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่อไป
ที่มา :
ความปลอดภัยในสถานที่ทำงานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากเช่นเดียวกับเรื่องของอาชีวอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลาที่เกิดวิกฤตโรคระบาด COVID-19 เช่นในปัจจุบัน
ตอนนี้ โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงไป ความท้าทายหลักคือการทำให้ธุรกิจลอยตัวอยู่ได้ท่ามกลางความถดถอยทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการจัดการให้มีความปลอดภัยในการทำงานสำหรับคนที่ยังสามารถทำงานอยู่ได้และคนที่เตรียมพร้อมที่จะกลับมาทำงานอีกครั้ง
เนื่องในโอกาสวันความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยสากลซึ่งตรงกับวันที่ 28 เมษายนของทุกปี จึงขอกล่าวถึงเรื่องที่ไอเอสโอได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน กล่าวคือไอเอสโอเป็นองค์กรอีกแห่งหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความพยายามและแนวทางในการให้ความช่วยเหลือในเรื่องของการการจัดการให้มีความปลอดภัยในการทำงานทั้งในภาวะปกติและในภาวะที่เกิดวิกฤตโรคระบาดไวรัสโคโรนาอยู่ในขณะนี้
สำหรับปีนี้หัวข้อในการรณรงค์วันความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยสากล คือ “หยุดยั้งโรคระบาด: ความปลอดภัยและสุขภาพสามารถช่วยชีวิตเราได้” ซึ่งช่วยให้เราจดจำถึงความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งองค์กรทั่วโลกต่างต้องเผชิญในเวลานี้และช่วยยกระดับความตระหนักถึงความสำคัญของบริการด้านสุขภาพ อาชีวอนามัยและความปลอดภัยด้วย
ISO 45001, Occupational health and safety management systems – Requirements with guidance for use เป็นมาตรฐานสากลการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเพียงมาตรฐานเดียวและมาตรฐานแรกที่ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่ดี ซึ่งให้แนวทางที่เป็นประโยชน์และกรอบการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับงาน ปกป้องสุขภาพและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม สุขภาพในที่ทำงานไม่ได้จำกัดเพียงแค่ความปลอดภัยทางกายภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเท่านั้น ความเครียดและความกลัวยังนำไปสู่ผลกระทบอื่นได้อีกด้วย ผู้ปฏิบัติงานทั่วโลกจึงอาจได้รับผลกระทบของความไม่แน่นอนที่มากกว่ารวมทั้งสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตลงได้
ไอเอสโอตระหนักถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงได้พัฒนามาตรฐานอีกฉบับหนึ่งขึ้นมาเพื่อเสริมมาตรฐาน ISO 45001 ให้ครอบคลุมในเรื่องจิตวิทยาด้วย ซึ่งก็คือ มาตรฐาน ISO 45003, Occupational health and safety management – Psychological health and safety in the workplace – Guidelines ซึ่งจะให้แนวทางในเรื่องข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 45001 ที่เกี่ยวกับการจัดการด้านสุขภาพจิตและความเสี่ยงเกี่ยวกับความปลอดภัยในระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
มาตรฐานนี้เน้นในเรื่องที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพจิต รวมทั้งการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิผล แรงกดดันที่มีมากเกินไป ความเป็นผู้นำที่ไม่ดี และวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งไอเอสโอคาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จภายในปี 2564 (ค.ศ.2021)
มาตรฐาน ISO 45001 และมาตรฐาน ISO 45003 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 283, Occupational health and safety management โดยมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหราชอาณาจักร
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้ที่ห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2504.html
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 7 เมษายนของทุกปี เป็นวันอนามัยโลก (World Health Day) เพื่อรณรงค์ให้พลเมืองโลกและภาคีเครือข่ายตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพ และได้รับการส่งเสริมด้านสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ซึ่งในปี 2563 นี้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ปี 2563 เป็นปีแห่ง “การสนับสนุนพยาบาลและผดุงครรภ์” (Support Nurses and Midwives)
จากเหตุการณ์ปกติทั่วไป นอกเหนือจากแพทย์แล้ว พยาบาลและผดุงครรภ์เป็นบุคลากรอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานด้านสาธารณสุขอยู่ในแนวหน้าในการดูแลผู้ป่วย ไม่ใช่แค่ช่วงที่เกิดโรคระบาดอย่างไวรัสโคโรนา หรือ Covid-19 เท่านั้น ผู้ป่วยยังต้องการบริการทางการแพทย์ในด้านอื่นรวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลสุขภาพและการดูแลครรภ์ก่อนและหลังคลอด และการที่บุคลากรเหล่านี้จะทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้การทำงานครอบคลุมถึงการสาธารณสุขระดับสากล
ไอเอสโอมีมาตรฐานสากลที่จะช่วยสนับสนุนแนวคิดขององค์การอนามัยโลกในการให้การศึกษาพยาบาลและผดุงครรภ์ผ่านทางมาตรฐานสากลซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำและจะส่งผลในเชิงเศรษฐกิจด้วย
การที่พยาบาลและผดุงครรภ์สามารถทำงานจะงานได้อย่างเต็มศักยภาพนั้น จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเรื่องสาธารณสุข การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ และการสนับสนุนความแข็งแกร่งทางการเงินของเศรษฐกิจ
ในขณะที่เราเฉลิมฉลองวันอนามัยโลกด้วยเป้าหมายที่มีอยู่ในใจนั้น ไอเอสโอเพิ่งอนุมัติโครงการพัฒนาข้อกำหนดการประชุมเชิงปฏิบัติการสากล (International Workshop Agreement: IWA) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงคุณภาพของสภาพแวดล้อมด้านการเรียนรู้ทางคลินิก
IWA ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้คือ IWA 35, Quality of clinical learning environments for healthcare professionals – Requirements ทั้งนี้ เพื่อเสนอแนวทางสากลในการทำให้มั่นใจในด้านสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ด้านคลินิกสำหรับผู้ที่กำลังฝึกฝนปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลก รวมทั้งพยาบาลและผดุงครรภ์
แซลลี่ สวินจ์วูด ผู้ประสานงานของกลุ่มงานไอเอสโอที่พัฒนาเอกสารดังกล่าวระบุว่างานด้านพยาบาลและผดุงครรภ์นับเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของแรงงานด้านการดูแลสุขภาพในหลายประเทศ ซึ่งเมื่อประกอบกับการขาดแคลนมืออาชีพด้านการดูแลสุขภาพก็หมายความว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับประสบการณ์ด้านคลินิกซึ่งต้องมีอุปกรณ์ที่ดีเพื่อปรับใช้ตามความต้องการของคนไข้ที่มีอยู่หลากหลายอย่างกว้างขวาง
แซลลี่ สวินจ์วูด ได้ทำการปรับปรุงการฝึกฝนด้านการจัดให้มีการศึกษาเกี่ยวกับการพยาบาล แต่การอพยพเคลื่อนย้ายที่เพิ่มมากขึ้นทำให้มีความต้องการบุคลากรมืออาชีพด้านการดูแลสุขภาพมากขึ้นในวงกว้าง
ไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานอีกฉบับหนึ่งที่มีเป้าหมายในการสนับสนุนพยาบาลและผดุงครรภ์ระดับบริหารด้วย ได้แก่ มาตรฐาน ISO 22956, Healthcare organization management – Guidelines for patient-centered staffing ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรด้านการดูแลสุขภาพมีการพิจารณาที่ดีที่สุดและเตรียมการด้านความสามารถของผู้ปฏิบัติงานด้านนี้รวมทั้งทรัพยากรที่จำเป็นซึ่งเกี่ยวข้องกับความต้องการของคนไข้
ดร.เวอโรนิกา มัสควิส เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่รับผิดชอบมาตรฐานดังกล่าวระบุว่า COVID-19 ได้รับการประกาศว่าเป็นโรคระบาดระดับโลกซึ่งทั่วโลกมีความชื่นชมบุคลากรที่เป็นพยาบาลและผดุงครรภ์ผู้ซึ่งอุทิศตนและเสียสละในการทำงานเพื่อส่วนรวมและให้ความสำคัญในการดูแลคนไข้ในช่วงเวลาของการเกิดโรคระบาดนี้
มาตรฐานนี้ยอมรับว่าพยาบาลและผดุงครรภ์จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ รวมทั้งทรัพยากรอย่างเพียงพอเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลซึ่งแนวทางที่ให้ความสำคัญกับคนไข้เป็นหลักนั้นจะมีส่งผลดีต่อการดูแลคนไข้อย่างมีคุณภาพด้วยความปลอดภัย
เมื่อ IWA และ ISO 22956 ได้รับการเผยแพร่แล้ว เอกสารทั้งสองฉบับนั้นจะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการดูแลสุขภาพร่วมกับมาตรฐานไอเอสโอฉบับอื่นต่อไป
มาตรฐาน ISO 22956 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 304, Healthcare organization management โดยมีเลขานุการคือ ANSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2499.html
เวลานี้ โลกของเราอยู่สถานการณ์ที่เผชิญหน้ากับความท้าทายหลายด้าน ผลกระทบของโรคระบาดไวรัสโคโรนาไม่เพียงแต่ส่งผลต่อสุขภาพส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสังคมและเศรษฐกิจด้วย และมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่เป็นเวลาอีกนานจนอาจกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ดังนั้น เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสถานการณ์นี้ และควรเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตอย่างไร
ก่อนหน้านี้ ธุรกิจเป็นจำนวนมากถูกดิสรัพท์จากการเปลี่ยนแปลงของโลกในด้านต่างๆ เมื่อมาถึงตอนนี้ ธุรกิจเป็นจำนวนไม่น้อยอยู่ในภาวะที่เผชิญกับความเสี่ยงทางธุรกิจ มีธุรกิจไม่มากนักที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ เจ้าของธุรกิจและซีอีโอต่างต้องอาศัยความอดทนเพียรพยายาม ความรู้ และความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ไปได้
อย่างไรก็ตาม วิกฤตขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้ ทำให้เกิดความท้าทายที่จะต้องต่อสู้และรับมือกับอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้กลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมีแผนการที่เป็นระบบเพื่อเตรียมรับมือกับภัยคุกคามของโรคระบาดที่ส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจอันเปราะบางทั่วโลก
มาตรฐานการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการเริ่มต้นในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว ภาคอุตสาหกรรมเรียกมาตรฐานนี้ว่า BCMS หรือ ISO 22301, Business Continuity Management และยังมีมาตรฐานไอเอสโอฉบับอื่นที่สามารถนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในสถานการณ์นี้ด้วยเช่นกัน
ธรรมชาติของธุรกิจทั่วโลกที่มีความซับซ้อนในสถานการณ์ต่างๆ จึงอาจทำให้เราเตรียมการรับมือได้ยาก แต่ข่าวดีคือข้อมูลที่ละเอียดมากพอจะทำให้เราเข้าใจทั้งสาเหตุและผลกระทบของการดิสรัพท์อย่างชัดเจนมากขึ้น แนวทางการขับเคลื่อนข้อมูลเช่นนี้เป็นศูนย์กลางของมาตรฐาน ISO 22301 ซึ่งเพิ่งได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเมื่อปีที่แล้วภายใต้การนำของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 292, Security and Resilience
เมื่อคิดถึง BCMS ในแง่ของมาตรการป้องกัน ผู้นำและผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมอาจตั้งคำถามว่าแล้วจะสายเกินไปไหมสำหรับการเริ่มต้นในตอนนี้
เมื่อถึงเวลาต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ ธุรกิจส่วนใหญ่จะมีสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าต้องทำ จึงไม่อยากเริ่มต้นสิ่งใหม่ แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมสามารถวางใจได้ก็คือ คุณสามารถทำได้และคุณไม่ต้องลงทุนเพื่อเตรียมการด้วยตัวเอง เราได้เรียนรู้แล้วว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงักลง เราจำเป็นต้องเตรียมแผนการล่วงหน้าเพื่อพร้อมรับมือและพยายามดำเนินกิจการเพื่อให้ธุรกิจพลิกฟื้นกลับมาโดยเร็วที่สุด ดังนั้น ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เคยใช้มาตรฐานนี้และไม่เคยคิดถึงมาตรฐาน BCMS มาก่อนด้วยซ้ำ แต่คุณสามารถทำได้ และเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะเริ่มต้น
ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจของมาตรฐาน BCMS ได้ MASCI Innoversity ในเร็วๆ นี้ค่ะ
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2494.html
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เชิญชวน ดาวน์โหลดแอพ “หมอชนะ” เพื่อการระวังภัยโควิด-19 ลดความเสี่ยงบุคลากรทางการแพทย์ในภารกิจพิชิตไวรัสร้าย เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบและประเมินระดับความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 จากสถานที่ต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการวิเคราะห์ระดับความเสี่ยงในการติดเชื้อของประชาชนที่เข้ารับการรักษาพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และทำให้สังคมกลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ย้ำไม่มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 22 มีนาคมของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์น้ำของโลก (World Day for Water) อันเนื่องมาจากปัญหาโลกร้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อวัฏจักรน้ำบนโลกอย่างฝนแล้ง น้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติต่างๆ และยังส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรโลก ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการด้วย
ปัจจุบัน สถานการณ์วิกฤตน้ำทั่วโลกส่งผลให้บางประเทศมีน้ำใช้ลดลง ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ หรือประสบปัญหามลพิษทางน้ำหรือแหล่งน้ำเสีย ภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกจึงปรับตัวและเตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยนำวิธีการบริหารจัดการน้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในองค์กร เพื่อให้องค์กรอยู่รอดได้เมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤตน้ำ
จากประสบการณ์ของผู้เขียนในการทำงานกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนพบว่ามีปัจจัยสำคัญ 5 ประการที่สามารถนำองค์กรไปสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และองค์กรทั่วไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมได้
ประการแรก ความมุ่งมั่นและกลยุทธ์ขององค์กร โดยการกำหนดเป้าหมาย พันธกิจ กลยุทธ์ในการบริหารจัดการน้ำขององค์กร และการประเมินความเสี่ยงของแหล่งน้ำที่นำมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ขององค์กร เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านน้ำต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม การบริหารเชิงกลยุทธ์จะช่วยให้องค์กรกำหนดและพัฒนาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันขึ้นมาได้ และเป็นแนวทางที่บุคลากรภายในองค์กรรู้ว่าจะใช้ความพยายามไปในทิศทางใดจึงจะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้
ประการที่สอง การบริหารจัดการน้ำ ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันและควรมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ตลอดทั่วทั้งองค์กร เพื่อให้วิเคราะห์ได้ง่าย สามารถวางแผนและแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำได้อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างมาตรฐานสากลที่สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เช่น มาตรฐาน ISO 46001: 2019 ระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water efficiency management systems – Requirements with guidance for use) และมาตรฐาน ISO 14046: 2014 การจัดการสิ่งแวดล้อม – วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ – แนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับเอสเอ็มอี (Environmental Management – Water Footprint – A Practical Guide for SMEs)
เป็นต้น
ประการที่สาม นวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยการนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจอยู่ในรูปของแนวคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ ตลอดจนผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในระบบงานต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำขององค์กร เช่น การหาเทคโนโลยีที่ช่วยในการบำบัดน้ำเสียให้สามารถกลับมาใช้ใหม่ หรือการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถช่วยลดการใช้น้ำในกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดี ต้องสามารถตอบโจทย์ได้ครั้งเดียวหลายด้าน หลายกระบวนการขององค์กร
ประการที่สี่ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยองค์กรควรสร้างความรู้และความตระหนักให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้รับทราบถึงแนวทางในการบริหารจัดการน้ำขององค์กร และควรแสวงหาโอกาสความเป็นไปได้ในการใช้ขอบเขตอิทธิพลขององค์กรในการส่งเสริมองค์กรในห่วงโซ่คุณค่าให้นำแนวปฏิบัติที่ดีด้านการจัดการน้ำมาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นส่วนสนับสนุนให้องค์กรได้บรรลุผลตามเป้าหมายของการบริหารจัดการน้ำ โดยพิจารณาตลอดวัฐจักรชีวิต (Life Cycle Perspective)
ประการสุดท้าย เครือข่ายทางสังคมและการทำงานร่วมกับองค์กรอื่น ในรูปแบบของการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และชุมชน หรือที่เรียกกันว่า “การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ” โดยทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือกันในการเป็นแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ ทั้งทางด้านทักษะและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการร่วมมือกับองค์กรอื่นที่มีลักษณะธุรกิจประเภทเดียวกัน เพื่อผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพของระบบการจัดการน้ำและเป็นระบบที่ยั่งยืน
ปัจจัยนำไปสู่ความสำเร็จดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ได้นำเสนอเพื่อเป็นแนวทางสำหรับองค์กรในการริเริ่มหรือปรับแนวทางการกำกับดูแลองค์กร กระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโอกาส และการบริหารความเสี่ยง เช่น สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นต้น เพื่อผลักดันให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม และสามารถแก้ไขและป้องกันปัญหาวิกฤตน้ำของโลกอย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา :
ความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ก็คือเรื่องของสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่หรือ COVID-19 ซึ่งกำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกนั่นเอง ถึงแม้ว่าทั้งสองเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นคนละช่วงเวลา แต่ก็ส่งผลกระทบต่อโลกของเราเป็นอย่างมาก และมีสำนักข่าวต่างประเทศได้นำเสนอข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างภาวะโลกร้อนกับไวรัสโคโรน่าดังต่อไปนี้
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ได้นำเสนอข่าวการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาซึ่งเกิดจากโรคระบาดไวรัสโคโรน่า ทำให้โรงงานต้องหยุดการผลิต สายการบินในประเทศจีนก็หยุดให้บริการในหลายเส้นทาง และพนักงานหรือบุคลากรเป็นจำนวนมากต้องหยุดพักอยู่ที่บ้าน ทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงประมาณ 25% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากการคำนวณของนักวิเคราะห์ขององค์กรเอกชนแห่งหนึ่ง คือศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด
ต่อมา วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 สำนักข่าวบีบีซี ได้นำเสนอข่าวการลดระดับมลภาวะในประเทศจีนส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าเช่นกันโดยได้แสดงภาพถ่ายดาวเทียมซึ่งทำให้เห็นว่าระดับมลภาวะในประเทศจีนลดลงอย่างกะทันหันซึ่งองค์การนาซา (องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา) เชื่อว่าส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากไวรัสโคโรน่า
นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการลดลงของระดับไนโตรเจนออกไซด์นั้น ก๊าซพิษนี้เกิดจากกระบวนการสันดาปของเครื่องยนต์ที่ถูกปล่อยออกมาจากยานยนต์ และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งพบครั้งแรกว่าอยู่ใกล้เมืองอู่ฮั่น และกระจายไปทั่วประเทศ และเมื่อเปรียบเทียบแผนที่ หลังจากเกิดการกักกันบริเวณผู้ป่วย การลดลงจึงเกิดขึ้นเนื่องจากโรงงานในประเทศจีนหยุดทำการผลิตเพื่อควบคุมโรค
เฟย หลิว นักวิจัยคุณภาพอากาศที่นาซ่ากล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่เราเห็นก๊าซเรือนกระจกลดลงจากปรากฏการณ์โรคระบาด
เฟย หลิวยังกล่าวด้วยว่าก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ได้ลดลงในหลายประเทศระหว่างที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยซึ่งเริ่มเมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) แต่การลดลงก็เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป นักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตว่ารอบกรุงปักกิ่งระหว่างมีการจัดกีฬาโอลิมปิคเมื่อปี 2551 ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่หลังจากกีฬาโอลิมปิคสิ้นสุดลง ระดับมลภาวะทางอากาศก็เพิ่มขึ้นอีก
การลดลงของระดับไนโตรเจนออกไซด์ในปี 2563 เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับการเฉลิมฉลองตรุษจีนในประเทศจีนและหลายประเทศในเอเชียซึ่งธุรกิจและโรงงานทั่วไปปิดทำการ และปกติระดับไนโตรเจนออกไซด์จะเพิ่มขึ้นเมื่อสิ้นสุดเทศกาลลง
ในขณะที่ตรุษจีนอาจมีบทบาทในการทำให้ระดับไนโตรเจนออกไซด์ลดลง นักวิจัยก็เชื่อว่าการลดลงนี้มีอะไรมากกว่าผลกระทบของวันหยุดหรือสภาพอากาศที่เกี่ยวข้องกับความแปรปรวน เพราะว่าระดับไนโตรเจนออกไซด์ในประเทศจีนตอนกลางและภาคตะวันออกก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญราว 10 – 30% ซึ่งต่ำกว่าที่มีการสังเกตการณ์ทั่วไปในช่วงนี้ ในปีนี้ อัตราการลดลงก็มีนัยสำคัญมากกว่าปีที่แล้วและคงอยู่ยาวนานกว่าเดิม เฟย หลิวจึงกล่าวว่าไม่แปลกใจเลยว่าเป็นเพราะหลายเมืองทั่วโลกได้มีมาตรการที่จะลดการแพร่กระจายไวรัสนั่นเอง
สำหรับสำนักข่าวไฟแนนเชียลเอ็กซ์เพรส วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าภาวะโลกร้อนกระตุ้นให้ไวรัสชนิดนี้แพร่กระจายจากสัตว์ไปสู่มนุษย์และเร่งให้เกิดการแพร่กระจายมากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างไวรัสโคโรน่ากับภาวะโลกร้อน
ปัจจุบัน ผลกระทบของโรคระบาดไวรัสโคโรน่ายังคงเกิดขึ้นเป็นระลอกและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศจีน ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า และประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตลอดจนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศต่างๆ ด้วย
ขณะเดียวกันนี้ ปรากฏว่าทั่วโลกเริ่มทำการยกเลิกการประชุมและการแข่งขันต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศเพื่อควบคุมสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรน่าไม่ให้แพร่กระจายออกไป ซึ่งทั้งโรคระบาดและภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกและภาวะผู้นำของแต่ละประเทศในการจัดการกับความท้าทายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผล
ที่มา :
นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) หรือ MASCI พร้อมด้วย นายฐานิต ปิยะศิริศิลป์ ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายรับรองระบบ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สรอ. ร่วมแสดงความยินดีกับสถาบันยานยนต์ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สยย.) หรือ TAI ที่ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015) ต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 ณ ห้อง SHARING สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ
สถาบันยานยนต์ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ โดยนายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ พร้อมผู้บริหาร และพนักงาน สยย. ให้เกียรติรับมอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015) ในขอบข่าย “1. งานบริการฝึกอบรม และพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ 2. งานบริการข้อมูลอุตสาหกรรมยานยนต์ 3. งานตรวจรับรองกระบวนการผลิตวัตถุดิบที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย” ซึ่งได้รับการรับรองต่อเนื่องเป็นรอบที่ 2 ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา
การได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพดังกล่าว แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง และการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับของ สยย. ในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดโลก รวมทั้งการเป็นศูนย์ข้อมูลและความเชี่ยวชาญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง การพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและการวิจัยและพัฒนา และการให้บริการด้านทดสอบมาตรฐาน การตรวจสอบรับรองและการพัฒนานวัตกรรม
สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพของสยย. เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุน สยย. ในการเป็นองค์กรชั้นนำด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนสู่อนาคต