ปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่เป็นจำนวนมากนิยมใช้ซอฟต์แวร์ ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้การวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรเพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการเชื่อมโยงระบบงานต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้องค์กรสามารถจัดการและติดตามกระบวนการงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ระบบงานทางบัญชีและการเงิน ระบบงานทรัพยากรบุคคล ระบบกระจายสินค้า และการทำรายงานทางการเงิน เป็นต้น

เนื่องจากธรรมชาติของข้อมูลที่อยู่ในระบบ ERP มีการเชื่อมโยงเข้าด้วยกันซึ่งหากองค์กรนำไปใช้งานแล้วจะพัฒนากระบวนการทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้ผู้ตรวจประเมินทั้งภายในและภายนอกสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งในรายละเอียดของแต่ละองค์กรจะแตกต่างกันไปตามระบบที่มีการออกแบบให้เหมาะสมกับองค์กร เช่น ด้านเนื้อหาข้อมูล รูปแบบข้อมูล รายงานการปฏิบัติงาน รายงานการบริหารจัดการ และรายงานทางการเงิน เป็นต้น

ล่าสุด ไอเอสโอพัฒนามาตรฐาน ISO 21378: 2019, Audit data collection ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ตรวจประเมินมีการเข้าถึงและถอดรหัสข้อมูลการตรวจประเมินด้วยมาตรฐานกระบวนการระบุ จำแนก และรวบรวมข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลการตรวจประเมินทำได้ง่าย  โปร่งใส  และไม่ทำงานซ้ำซ้อน ซึ่งจะทำให้ผู้ตรวจประเมินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้ธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถรวบรวมข้อมูลการตรวจประเมินได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้มากขึ้น

อนึ่ง ตามวัตถุประสงค์ ISO 21378 ของมาตรฐานดังกล่าว การประเมินที่ระบุในมาตรฐานนั้นหมายถึงการตรวจสอบบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเงินและสถานะทางการเงินขององค์กรเพื่อตรวจสอบว่าบันทึกข้อมูลนั้นมีการนำเสนออย่างตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ มาตรฐานดังกล่าวมีการกำหนดกรอบการทำงานร่วมกันสำหรับองค์ประกอบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจและจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นเพื่อสกัดเอาสิ่งที่เกี่ยวข้องออกมา และยังทำให้มีวิธีการในการแสดงข้อมูลอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะใช้ระบบ ERP หรือไม่ก็ตามซึ่งสามารถใช้กับงานหลายด้าน เช่น การขาย บัญชี  สินค้าคงคลัง สินทรัพย์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น ทำให้ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจด้านการบริหารจัดการบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

มาตรฐานใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ผู้ตรวจประเมินทั้งภายในและภายนอก ผู้รับการตรวจประเมิน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ขายซอฟแวร์ ERP เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาในการรวบรวมข้อมูลองค์กรและช่วยปรับปรุงการรวบรวมข้อมูลและช่วยในเรื่องรายงานการตรวจประเมินทางการเงิน

มาตรฐาน ISO 21378 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 295, Audit data services  ซึ่งมีเลขานุการคือ SAC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ  ISO Store

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2460.html
  2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:21378:ed-1:v1:en

ปัจจุบัน หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามอันเกิดจากความไม่สมดุลของปริมาณน้ำฝนและภัยแล้ง ซึ่งประเทศต่างๆ กำลังดำเนินการแก้ไขและป้องกันเพื่อสนับสนุนแนวทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในหัวข้อ SDG 6 (Clean Water and Sanitation) โดยมีวัตถุประสงค์ให้ทุกคนมีน้ำไว้ใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและมีการจัดการน้ำและสุขาภิบาลอย่างยั่งยืน

การดำเนินงานขององค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถดำเนินการเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ และยังสามารถดำเนินการเปิดเผยข้อมูลที่เรียกว่า ESG ได้อีกด้วย ซึ่งก็คือ การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลองค์กร (Environment Social Governance: ESG) อันหมายถึง การรายงานข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิด เป้าหมาย พัฒนาการ และผลการดำเนินงานสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลองค์กร ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับทราบอย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกกันว่ารายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ซึ่งนิยมเปิดเผยเป็นรายปี

อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรอาจมีความกังวลว่าจะได้รับประโยชน์หรือไม่จากการเปิดเผยข้อมูล ESG และเมื่อดำเนินการแล้วจะมีบทบาทต่อสมรรถะทางการเงินขององค์กรอย่างไร วารสาร MIT Sloan Management Review ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ได้ให้ข้อมูลว่าการดำเนินการเหล่านั้น เป็นเรื่องที่องค์กรสามารถบริหารจัดการได้ซึ่ง ESG เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการตัดสินใจลงทุน จึงมีส่วนช่วยให้ลดความเสี่ยงจากการลงทุนในระยะยาว แต่หากองค์กรทั่วโลกไม่สนับสนุนให้องค์กรลงทุนแล้วก็เป็นการยากที่โลกของเราจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) อย่างไรก็ตาม เราสามารถดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ง่ายกว่าที่คิดไว้

เพื่อสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ ร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้รวมทั้งมีส่วนร่วมในการสนับสนุน SDG 6 ผู้เขียนจึงขอนำเสนอแนวทางการรายงานข้อมูลความยั่งยืนขององค์กรด้านน้ำ หนึ่งในตัวชี้วัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานการจัดทำรายงาน Global Reporting Initiative (GRI)  ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรเข้าใจผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ภาพรวมการใช้น้ำขององค์กร และวิธีการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้องค์กรรายงานข้อมูลปริมาณน้ำที่มีการดึงมาใช้จากแหล่งน้ำต่างๆ  รายงานปริมาณการระบายน้ำ และปริมาณการใช้น้ำจากแหล่งต่างๆ ขององค์กร

สำหรับขั้นตอนการเขียนรายงาน GRI ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ขั้นตอน คือ การเตรียมการภายในองค์กร (Prepare) การพูดคุยหารือกับผู้มีส่วนได้เสียทั้งในและนอกองค์กร (Connect) การกำหนดเป้าประสงค์และเนื้อหารายงาน (Define) การติดตามเก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น (Monitor) และการลงมือเขียนรายงาน (Report) ตามลำดับ โดยมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับปริมาณการใช้น้ำและการระบายน้ำ ดังนี้

  1. GRI 303: น้ำและการระบายน้ำออก (Water and Effluents)
  1. GRI 306: การระบายน้ำออก และการจัดการของเสีย (Effluents and Waste)

การรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะการใช้น้ำตามกรอบการรายงานความยั่งยืนตามแนวทางสากล GRI ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่สามารถดึงดูดผู้ลงทุน ทำให้ลดความเสี่ยงจากการลงทุนในระยะยาว แสดงถึงความโปร่งใส และเพิ่มความเชื่อมั่นให้ธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและภาคการบริการที่มีการใช้น้ำปริมาณมาก อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้แนวคิดการลงทุนที่ยั่งยืน (Sustainable Investment) รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน SDG 6 เพื่อให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2573 ต่อไป

ที่มา :  

  1. https://www.globalreporting.org/standards/resource-d ownload-center
  2. https://sloanreview.mit.edu/article/supporting-sustainable-development-goals-is-easier-than-you-might-think/

นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) หรือ MASCI พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันฯ ร่วมแสดงความยินดีกับบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด   ในโอกาสรับมอบประกาศนียบัตรมาตรฐานแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน  ISO 20400:2017 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์  2563 ณ ห้องประชุม Queensland บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด

บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด โดย ดร. ศรายุธ แสงจันทร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มงานการเงิน พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรของบริษัทฯ ให้เกียรติรับมอบประกาศนียบัตรมาตรฐานแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (ISO 20400:2017) ภายใต้โครงการพัฒนาองค์กรด้านการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนตามแนวทางมาตรฐานสากล ISO 20400 Sustainable Procurement ประจำปี 2562 ในขอบข่าย การจัดซื้อจัดจ้างสำหรับกลุ่มธุรกิจน้ำตาลประเทศไทย พลังงานและธุรกิจใหม่ และกลุ่มธุรกิจวัสดุทดแทนไม้  ซึ่งบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด เป็นบริษัทแรกในกลุ่มธุรกิจน้ำตาล พลังงาน และวัสดุทดแทนไม้ ที่ได้รับประกาศนียบัตรมาตรฐานแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (ISO 20400) จาก สรอ.   โดยบริษัทฯ ได้รับการทวนสอบที่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ISO 20400 เพื่อความเชื่อมั่นในกิจกรรมการจัดซื้อจัดจ้างของบริษัทฯ

News_Certificate_Mitrphol

มาตรฐานแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (ISO 20400 Sustainable Procurement – Guidance) เป็นมาตรฐานที่ช่วยให้องค์กรมีการบริหารจัดการในการขับเคลื่อนนโยบายและวัตถุประสงค์ด้านการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบ ช่วยองค์กรในการบูรณาการความสามารถด้านการดำเนินการอย่างยั่งยืนเข้ากับนโยบาย กลยุทธ์และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กร ส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพ การลดต้นทุนและนวัตกรรม เนื่องจากสินค้าและบริการที่จัดซื้อจัดจ้างจะส่งผลกระทบต่อองค์กร ทั้งสมรรถนะ สวัสดิภาพของพนักงาน ชื่อเสียง ความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม

สรอ.  ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างยั่งยืนของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ซึ่งบูรณาการ SDGs เข้ากับกระบวนการดำเนินงานของกลุ่มมิตรผลในทุกมิติ

นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) หรือ MASCI พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันฯ ร่วมแสดงความยินดีกับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ในโอกาสรับมอบประกาศนียบัตรมาตรฐานแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (ISO 20400:2017) เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์  2563 ณ ห้อง SHARING สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ

บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด โดยนายธงชัย งามเงินวรรณ  Procurement and Materials Management Manager พร้อมผู้บริหารและบุคลากรของบริษัทฯ ให้เกียรติรับมอบประกาศนียบัตรมาตรฐานแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (ISO 20400:2017) ภายใต้โครงการพัฒนาองค์กรด้านการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนตามแนวทางมาตรฐานสากล ISO 20400 Sustainable Procurement ประจำปี 2562  ในขอบข่าย การจัดซื้อจัดจ้างสำหรับบริษัทในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ ซึ่ง บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด เป็นบริษัทแรกในธุรกิจเคมิคอลส์ ที่ได้รับประกาศนียบัตรมาตรฐานแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (ISO 20400) จาก สรอ.  โดยบริษัทฯ ได้รับการทวนสอบที่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ISO 20400 เพื่อความเชื่อมั่นในกิจกรรมการจัดซื้อจัดจ้างของบริษัทในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์

News-iso20400-scgchemicals-pic1

มาตรฐานแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน (ISO 20400 Sustainable Procurement – Guidance) เป็นมาตรฐานที่ช่วยให้องค์กรมีการบริหารจัดการในการขับเคลื่อนนโยบายและวัตถุประสงค์ด้านการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบ ช่วยองค์กรในการบูรณาการความสามารถด้านการดำเนินการอย่างยั่งยืนเข้ากับนโยบาย กลยุทธ์และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กร ส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพ การลดต้นทุนและนวัตกรรม เนื่องจากสินค้าและบริการที่จัดซื้อจัดจ้างจะส่งผลกระทบต่อองค์กร ทั้งสมรรถนะ สวัสดิภาพของพนักงาน ชื่อเสียง ความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ ในการมุ่งสู่การเป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน  สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)  และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ “Building Success Together” หรือ “ก้าวสู่ความสำเร็จร่วมกัน” ในการเติบโตไปพร้อมกันอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

News-iso20400-scgchemicals-pic2

กีฬาโอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศที่ดึงดูดให้คนทั่วโลกเข้าไปท่องเที่ยวและสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน พร้อมกันนั้นก็นำมาซึ่งความเสี่ยงหรืออันตรายในด้านความมั่นคงปลอดภัยด้วย และเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานใหม่ที่จะช่วยให้เมืองมีการจัดการกับงานใหญ่ๆ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยของสาธารณชนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการจัดงาน

มาตรฐาน ISO 22379, Security and resilience – Guidelines for hosting and organizing large citywide events มีเป้าหมายในการจัดเตรียมแนวทางและความเชี่ยวชาญด้านวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยง ความปลอดภัยของสาธารณชน และความต่อเนื่องของการบริการระหว่างที่มีการจัดงานใหญ่

มาตรฐานนี้จะเป็นมาตรฐานสากลฉบับแรกของโลกที่จะนำเอาความรู้และวิธีการที่ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องในการจัดการใหญ่อย่างโอลิมปิกฤดูร้อนที่โตเกียว ในปี 2020 และโอลิมปิกฤดูหนาวในปักกิ่ง รวมทั้งงานเบอร์ลินมาราธอน เข้ามารวมกัน

อีวาร์โคลุนด์ ผู้ประสานงานของกลุ่มงานที่พัฒนามาตรฐาน กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้มาตรฐานนี้ทรงคุณค่าและโดดเด่นไม่เหมือนใครก็คือมาตรฐานนี้จะเป็นผลผลิตของบทเรียนและการเรียนรู้ของเมืองจำนวนมากและผู้จัดงานอีเว้นท์ทั่วโลก

เขากล่าวว่า เมืองจำนวนมากมองว่าอีเว้นท์ระดับสากลเช่นนี้ดึงดูดผู้คนจำนวนมากเข้ามาและเป็นวิธีการหลักในการส่งเสริมเมืองให้ก้าวไปสู่ระดับโลก แต่การที่จะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร

สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในปัจจุบันก็คือแต่ละเมืองเริ่มต้นวางแผนงานจากศูนย์โดยไม่ได้รับเอาความรู้เกี่ยวกับความเชี่ยวชาญหรือความสามารถหรือวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดของเมืองอื่นเข้ามาใช้ ดังนั้น มาตรฐานนี้จะช่วยเมืองหรือผู้ใช้งานได้เรียนรู้และได้รับประโยชน์จากการแบ่งปันเรื่องราวดังกล่าว

ลุนด์กล่าวว่าถึงอย่างนั้นก็ตาม ยังไม่มีมาตรฐานสากลใดที่สามารถกล่าวถึงองค์ประกอบทั้งหมดในการเตรียมงานแบบองค์รวม ตลอดจนการลงมือจัดงานให้ประสบความสำเร็จและประเมินผลการทำงานในลักษณะที่มีความมั่นคงปลอดภัยและมีความยั่งยืน

การใช้มาตรฐาน ISO 22379 จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้การจัดอีเว้นท์ขนาดใหญ่มีการปรับปรุงที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เมืองมีความสามารถในการเป็นเจ้าภาพในแบบที่มีส่วนร่วมต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติด้วย

มาตรฐาน ISO 22379 ยังช่วยให้เมืองตัดสินใจว่าควรจะจัดงานหรือไม่ เนื่องจากจะช่วยให้เมืองสามารถระบุความเสี่ยงที่แท้จริงและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นด้วย

มาตรฐานนี้จะเป็นประโยชน์มากเมื่อใช้เสริมกับมาตรฐาน ISO 20121, Event sustainability management systems – Requirements with guidance for use ซึ่งให้กรอบการทำงานสำหรับการปฏิบัติงานในอีเว้นท์ที่ยั่งยืนในระดับสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน มาตรฐานยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการพัฒนา

มาตรฐานนี้ ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience ซึ่งมี SIS  สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน เป็นเลขานุการ

มาตรฐานดังกล่าวมีส่วนในการส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในข้อ 3 Good Health and Well-being, ข้อ 6 Clean Water and Sanitation, ข้อ 7 Affordable and Clean Energy, ข้อ 8 Decent Work and Economic Growth, ข้อ 9 Industry, Innovation and Infrastructure, ข้อ 10 Reduced Inequality, ข้อ 11 Sustainable Cities and Communities, ข้อ 12 Responsible Consumption and Production, ข้อ 13 Climate Action, Peace และข้อ 16 Justice and Strong Institutions

 

ที่มา:  https://www.iso.org/news/ref2458.html

องค์กรมีการประเมินและให้คุณค่าความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร  อันที่จริงแล้ว มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่จะบอกเราได้ แต่ข้อมูลที่จะทำให้เราสามารถตัดสินคุณค่าที่แท้จริงกลับมีไม่มากนัก  ล่าสุด ไอเอสโอได้เตรียมคำตอบให้กับเราแล้ว

องค์กรสามารถวิเคราะห์ทางเลือกที่เหมาะสมกับองค์กรเพื่อกำหนดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ที่จะได้รับ แต่วิธีไหนจะเป็นวิธีที่องค์กรควรใช้นั้น ไอเอสโอ ได้เข้ามาช่วยเราแล้วด้วยการให้แนวทางวิธีการตามมาตรฐาน ISO 14007, Environmental management – Guidelines for determining environmental costs and benefits

องค์กรจำเป็นต้องรู้ว่าตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมและกลยุทธ์ใดที่ช่วยในเชิงเศรษฐกิจได้ ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ต้นทุนด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญในทางกลยุทธ์และวิธีการที่จะนำไปสู่โครงการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ISO 14007 ช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดและสื่อสารด้านต้นทุนและประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของตัวองค์กรเอง  และยังช่วยบอกองค์กรให้รู้ว่าจะทำการวิเคราะห์ความคุ้มค่าหรือประสิทธิภาพด้านต้นทุนอย่างไรในกรณีที่องค์กรมีทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป

มาร์ติน แบกซ์เตอร์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207 คณะอนุกรรมการ SC 1, Environmental management systems อธิบายว่าปัจจุบัน มีแรงผลักดันมากขึ้นในการประเมินต้นทุนทางธรรมชาติเช่นเดียวกับความต้องการในการประเมินทางการเงินสำหรับลักษณะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรและผลกระทบ

มาตรฐาน ISO 14007 ช่วยให้มีการสร้างข้อมูลที่โปร่งใสและแม่นยำ  ลดอุปสรรคด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และช่วยให้เข้าใจคุณค่าของความยั่งยืน

ส่วนมาตรฐานใหม่อย่าง ISO 14008 Monetary valuation of environmental impacts and related environmental aspects เพิ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2562 ซึ่งอธิบายวิธีการประเมินลักษณะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบซึ่งมีการจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและประโยชน์ดังกล่าว ดังนั้น ทั้งจึงแนะนำให้ใช้มาตรฐานสองฉบับนี้ควบคู่กัน

ความยั่งยืนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาไว้ซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีของคนในปัจจุบันและเพื่อลูกหลานในอนาคต และความเป็นอยู่ที่ดีนี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเศรษฐกิจซึ่งต้นทุนทางธรรมชาติก็มีบทบาทสำคัญสำหรับอนาคต

สำหรับมาตรฐาน ISO 14007 ได้รับการพัฒนาจากคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management, คณะอนุกรรมการวิชาการ subcommittee SC 1, Environmental management systems โดยมีเลขานุการคือ SCC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

 

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2456.html

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI  โดยนางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ คณะผู้บริหารและพนักงานสถาบันฯ ให้การต้อนรับคณะผู้ตรวจประเมินจากสำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (สก.) หรือ ONSC ณ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เมื่อวันที่ 8-9 มกราคม 2563

การตรวจประเมิน ณ สำนักงานครั้งนี้ เป็นการตรวจประเมินเพื่อการรับรองระบบงานหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก ของ สรอ. ตามมาตรฐาน มอก. 14065-2560 (ISO 14065:2013) Greenhouse gasses – Requirements for greenhouse gas validation and verification bodies for use in accreditation or other forms of recognition  ในขอบข่ายการทวนสอบรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Emissions Report) ตามโครงการการชดเชยและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการบินระหว่างประเทศ ตามมาตรการทวนสอบ International Civil Aviation Organization – Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation (ICAO – CORSIA)  ซึ่งเป็นการตอบสนองนโยบายประเทศไทย 4.0 ด้านกลไกการขับเคลื่อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Growth) และอุตสาหกรรมไทย 4.0  สำหรับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ ในกลุ่มอุตสาหกรรม S-curve

2.-_DSC7238

นอกจากนี้ สรอ. ยังได้รับการรับรองระบบงานจากคณะกรรมการบริหารกลไกพัฒนาที่สะอาด ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Executive Board of the Clean Development Mechanism, United Nations Framework Convention on climate Change: CDM EB, UNFCCC) ในการเป็นหน่วยปฏิบัติการที่ได้รับมอบหมาย (Designated Operational Entity: DOE) แห่งแรกของประเทศไทย เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารประกอบโครงการ และการตรวจสอบยืนยัน/การรับรอง (Validation and Verification/Certification) การลดก๊าซเรือนกระจก สำหรับโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด(CDM)    และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) หรือ TGO

NSC-audit-03

สรอ. ได้ให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก และ CDM เช่น การตรวจสอบความใช้ได้และการทวนสอบสำหรับ CDM, T-VER  และการลดก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กรและระดับโครงการตาม ISO 14064-1 & ISO 14064-2   การตรวจและการพัฒนาเกณฑ์ต่างๆ  การฝึกอบรมและการบริการข้อมูลและองค์ความรู้ด้านก๊าซเรือนกระจก

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สรอ.) หรือ MASCI ได้รับเกียรติจากผู้บริหารสถาบันไทย-เยอรมัน อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (สทย.) หรือ TGI  ในการนำคณะผู้บริหารจาก E-Zone HRM Limited สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ เข้าเยี่ยมชมและหารือเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานไอเอสโอและมาตรฐานระบบอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและคุณภาพของอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563  ณ ห้อง SHARING  ชั้น 18  สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ

TGI_and_EZone_HRM_pic2

นางพรรณี  อังศุสิงห์  ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ  พร้อมด้วยนายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร รองผู้อำนวยการสถาบันฯ และคณะผู้บริหารสถาบันฯ ให้การต้อนรับนายสินธู  อู่เงิน  ผู้อำนวยการศูนย์แม่พิมพ์และเครื่องมือกล สทย. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจาก E-Zone HRM Limited สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและหารือ สรอ. เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการรับรองตามมาตรฐานไอเอสโอและมาตรฐานระบบอื่นๆ โดย E-Zone HRM Limited ได้สรุปเกี่ยวกับการดำเนินงานของ E-Zone HRM Limited   และ สรอ. ได้สรุปเกี่ยวกับการดำเนินงานของ สรอ.   กระบวนการรับรองระบบการบริหารจัดการตามมาตรฐานสากล   การตรวจสอบรับรองรวมทั้งการรับรองมาตรฐานระบบการบริหารจัดการทั้งระดับสากล ระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยทั้งสองหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับธุรกิจอุตสาหกรรม  หน่วยตรวจสอบรับรอง และการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีวิศวกรรมและการตรวจสอบรับรองตามความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน

TGI_and_EZone_HRM_pic1

นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) หรือ MASCI  พร้อมด้วยนายฐานิต ปิยะศิริศิลป์ ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายรับรองระบบ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันฯ ร่วมแสดงความยินดีกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ได้รับถ้อยแถลงการทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Verification Statement) ตามมาตรฐานข้อกำหนดและข้อแนะนำระดับองค์กรสำหรับการวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อย และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (ISO 14064-1:2006)  ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช อาคาร ต. 040 สำนักงานใหญ่ กฟผ. เมื่อ 17 มกราคม 2563

1579839258427

กฟผ. โดยนายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรของ กฟผ. ให้เกียรติรับมอบถ้อยแถลงการทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Verification Statement)  ตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2006 สำหรับรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 โดยได้รับการทวนสอบในระดับความเชื่อมั่นแบบจำกัด ขอบเขตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน  และการปล่อยการเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ สำหรับกิจกรรมโรงไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังความร้อน โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โรงไฟฟ้าดีเซล โรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง การทำเหมืองถ่านหินและการจัดการถ่านหิน และกิจกรรมสนับสนุนอื่นๆ  

1579839259982

การที่ กฟผ. ได้รับถ้อยแถลงการทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและการให้ความสำคัญของผู้บริหารและบุคลากรของ กฟผ. ทุกระดับ ในการนำมาตรฐานสากลว่าด้วยข้อกำหนดและข้อแนะนำระดับองค์กรสำหรับการวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อย และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ไปประยุกต์ใช้  และแสดงถึงความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการดำเนินงานขององค์กร กฟผ. เป็นหน่วยงานแรกในธุรกิจการผลิต จัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับถ้อยแถลงการทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จาก สรอ.  

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2006 ของ กฟผ. เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมของ กฟผ. อย่างต่อเนื่อง 

มาตรฐานเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนเราทุกด้าน นักพัฒนามาตรฐานจึงต้องมาจากทุกภาคส่วนของสังคม ไอเอสโอจึงได้ปรับปรุงแนวทางสากลใหม่สำหรับความสามารถที่จำเป็นต้องมีของมืออาชีพด้านมาตรฐาน และทำให้ทักษะมีความกลมกลืนไปในแนวทางเดียวกันรวมทั้งดึงดูดผู้ที่มีความรู้ความสามารถใหม่ๆ ให้เข้ามาในชุมชนมาตรฐานด้วย

นับตั้งแต่ข้อกำหนดของบริษัทไปจนถึงแนวทางระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล มีมาตรฐานอยู่หลายชนิดและนับพันรายการ หากไม่ใช่มืออาชีพด้านมาตรฐานนับล้านคนที่มาทำงานด้วยกัน มาตรฐานเหล่านั้นคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนามาตรฐานมีความหลากหลาย จึงจำเป็นต้องมีทักษะร่วมกันหลายอย่าง เช่นแนวทางที่หลากหลายที่มีอยู่ในโครงการคุณสมบัติระดับชาติในหลายประเทศและแนวทางการศึกษาของกลุ่มความร่วมมือเอเปคสำหรับมาตรฐานมืออาชีพเล่ม 5 (Education Guideline 5: Inspiring the Next Generation of Standards Professionals – Towards Job Profiling in Today’s Global World) และเล่ม 6 (Education Guideline 6: Career Roadmap and Competence Requirements for Standards Professionals)

ไอเอสโอได้พัฒนาข้อตกลงเชิงปฏิบัติการสากล International Workshop Agreement (IWA) สองส่วนซึ่งกำหนดความรู้ความสามารถสำหรับองค์กรทั่วโลก เพื่อการยอมรับสำหรับแนวทางระดับสากล และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมืออาชีพที่ทำการพัฒนามาตรฐาน

ส่วนแรกคือ IWA 30-1, Competence of standards professionals – Part 1: In companies ระบุความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับคนที่ทำงานด้านการมาตรฐานให้กับบริษัท ส่วนที่สองคือ IWA 30-2 Competence of standards professionals – Part 2: In standards-related organizations ใช้สำหรับคนที่อยู่ในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับส่วนใดส่วนหนึ่งของวงจรชีวิตด้านมาตรฐาน เอกสารนี้ครอบคลุมโครงสร้างงานหลักและงานรองซึ่งความสามารถร่วมกันที่ต้องมีคือความสามารถที่ต้องมีตามหน้าที่งานและตามโรดแมปของอาชีพสำหรับมืออาชีพด้านมาตรฐาน

ดองกึน ชอง ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานกล่าวว่างานด้านการมาตรฐานมีอยู่ทั่วโลกเป็นจำนวนมากมายและยังคงต้องการคนใหม่ๆ มาร่วมงานในชุมชนมาตรฐาน

มาตรฐานมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตั้งใจจะตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป มาตรฐานเหล่านี้จะช่วยให้มืออาชีพใหม่ๆ สามารถเข้าไปทำงานในโลกของการมาตรฐานได้และคนที่มีอาชีพด้านนี้อยู่แล้วก็จะสามารถพัฒนาและปรับปรุงทักษะได้เช่นกัน

ผู้สนใจ IWA 30-1 และ IWA 30-2 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2445.html