รัฐบาลท้องถิ่นมีหน้าที่ในการบริหารจัดการในหลายๆ เรื่อง นับตั้งแต่การขนส่งไปจนถึงระบบการระบายน้ำ ระบบแสงไฟ และการปกป้องภัยให้กับพลเมือง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าประชากรจะมีความคาดหวังกับรัฐบาลท้องถิ่นเป็นอย่างมาก ซึ่งมาตรฐานแนวทางการจัดการคุณภาพของรัฐบาลท้องถิ่นที่ไอเอสโอทำการทบทวนใหม่จะช่วยให้มีการปรับปรุงกิจกรรมและเชื่อมโยงกิจกรรมเข้ากับความต้องการและความคาดหวังของท้องถิ่นเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ชุมชนที่มีความสุขมากขึ้น
ภาครัฐนับเป็นผู้ให้บริการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งให้บริการที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประชากรผู้อยู่อาศัย ความท้าทายจึงไม่เพียงแต่เป็นการทำให้ความคาดหวังของประชากรเป็นไปอย่างสมดุลกับข้อจำกัดด้านงบประมาณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดำเนินงานอย่างสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์และสิ่งแวดล้อมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ประสบกับความยากลำบากด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลท้องถิ่นจำเป็นต้องบริหารจัดการด้านทรัพยากรและกระบวนการที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิผล และทำงานร่วมกันเป็นระบบ
ISO 18091, Quality management systems – Guidelines for the application of ISO 9001 in local government เป็นมาตรฐานที่จะช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผู้มีอำนาจดำเนินการในระดับท้องถิ่นสามารถรักษาระดับบริการที่ดีไว้ให้ได้และยังปรับปรุงในเรื่องความยั่งยืนด้วยซึ่งมีการปรับปรุงรูปแบบและเครื่องมือเชิงวินิจฉัยสำหรับการนำระบบการจัดการคุณภาพไปใช้อย่างครอบคลุมซึ่งจะมีส่วนทำให้เกิดความเชื่อถือและมีประสิทธิภาพสำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในระดับท้องถิ่น
ผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลท้องถิ่น คาร์ลอส แกดสเดน ผู้ประสานงานคณะกรรมการวิชาการที่ทบทวนมาตรฐานดังกล่าวระบุว่าเราสามารถทำให้รัฐบาลท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับสากล มีความเข้มแข็งมากขึ้นด้วยการทำงานด้วยกันอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เขากล่าวว่ามาตรฐาน ISO 18091 ประกอบไปด้วยเครื่องมือที่ดีเยี่ยมสำหรับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของพลเมืองอย่างเต็มที่และทันเวลา
ISO 18091 เป็นมาตรฐานไอเอสโอฉบับแรกที่ให้แนวทางแก่ภาครัฐในการนำมาตรฐาน ISO 9001 ไปใช้ในรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งให้ความสนใจในบริบทของการปฏิบัติงาน ซึ่งมีการปรับปรุงให้มีการรวมเอาข้อกำหนดของ ISO 9001: 2015 ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรฐานได้อย่างเต็มที่ โดยมีวิธีการวินิจฉัยสำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในระดับท้องถิ่นเพื่อประเมินขอบข่ายและความสมบูรณ์ของกระบวนการและบริการ
แกดสเดนอธิบายว่ามาตรฐานดังกล่าวเป็นเอกสารทางวิชาการที่ไม่ใช่ทำขึ้นเพื่อนักวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องในทางการเมืองซึ่งในทางเทคนิควิชาการจะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับรัฐบาลท้องถิ่นด้วย
รัฐบาลท้องถิ่นสามารถใช้ดัชนีชี้วัดเหล่านี้เพื่อประเมินความก้าวหน้าตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ข้อและทำให้มั่นใจได้ในความต่อเนื่องของสมรรถนะด้านการบริหารที่จำเป็นเพื่อทำให้การนำ SDGs ไปใช้ในระดับท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ และประหยัดทรัพยากร มีการนำเอาการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของหลักฐานข้อมูลต่างๆ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่นที่จะสามารถนำชุมชนเดินหน้าและบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในที่สุด
ISO 18091 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 176, Quality management and quality assurance ซึ่งเป็นคณะกรรมการวิชาการที่อยู่เบื้องหลังมาตรฐาน ISO 9001 มีเลขานุการ คือ SCC สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2378.html
จากข้อมูลขององค์การน้ำแห่งสหประชาชาติระบุว่า ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) การขาดแคลนน้ำจะทำให้คนทั่วโลกเดือดร้อนไม่ต่ำกว่า 700 ล้านคน วันสากลแห่งน้ำจึงได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ข้อ 6 ซึ่งหมายถึงการนำให้มั่นใจว่าคนทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงน้ำและการสุขาภิบาลได้ภายในปี 2573 แต่ว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้โลกของเราก้าวไปสู่เป้าหมายนั้นได้ แล้วมาตรฐานไอเอสโอมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ได้อย่างไร
แม้ว่าน้ำจะมีครอบคลุมถึง 70% ของพื้นผิวโลก แต่มีบางส่วนเท่านั้นที่เป็นน้ำ น้ำดื่มที่หาได้มีการกระจายไปทั่วโลกไม่ทั่วถึงกัน และมีการทำให้ปนเปื้อนไปบ้าง ซึ่งหมายถึงว่าคนอีกนับพันล้านคนจะไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ในแต่ละวัน สถานการณ์ปัจจุบันยังหมายถึงว่าคนจำนวน 4.5 พันล้านคนยังคงขาดแคลนบริการด้านสุขาภิบาลที่มีการบริหารจัดการอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท
ในการเฉลิมฉลองวันสากลแห่งน้ำซึ่งตรงกับวันที่ 22 มีนาคมของทุกปี ทำให้ทั่วโลกให้ความสนใจในเรื่องความสำคัญของน้ำดิบ ซึ่งในปีนี้ให้ความสำคัญในหัวข้อ “ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง” และเหมาะสมกับการปรับใช้ในวาระ 2030 ซึ่งมีวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับคนทั่วโลก และเป็นโรดแม็ปขององค์การสหประชาชาติที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกไปสู่สิ่งที่ดีกว่าภายในปี 2573 ซึ่งรวมถึงการอุทิศให้กับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อ 6 (SDG 6) ในเรื่องน้ำ ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับน้ำไปแล้วกว่า 1,400 ฉบับ และแต่ละมาตรฐานก็เป็นตัวแทนของวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำ น้ำประปา น้ำใช้ น้ำเสีย และระบบการกำจัดน้ำ และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรฐานใหม่เรื่องการใช้น้ำซ้ำจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำได้เป็นอย่างดี
ทั่วโลกมีอัตราการใช้น้ำสูงขึ้นมากกว่าสองเท่าของประชากรที่เพิ่มขึ้นเมื่อศตวรรษที่แล้ว การขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ที่แห้งแล้งของโลกทำให้เกิดแรงกดดันอย่างหนักในพื้นที่ในเมือง ซึ่ง 55% ของประชากรโลกอาศัยอยู่
คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 เรื่องการใช้น้ำซ้ำ โดยคณะอนุกรรมการ SC 2, Water reuse in urban areas กำลังทุ่มเทให้กับงานเกี่ยวกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำในเมือง ซึ่งมาตรฐานสากลใหม่ ISO 20760-1 มีการให้แนวทางวิธีการใช้ประโยชน์ของน้ำเพื่อทำให้ตอบสนองความพึงพอใจเรื่องน้ำและยกระดับแรงกดดันเรื่องน้ำที่มีของพื้นที่ในเมือง
มายะ อิชิกาว่า เลขานุการของคณะกรรมการวิชาการดังกล่าวอธิบายว่า ในการเตรียมแนวทางการวางแผนและการออกแบบระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ วิธีการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ และวิธีการและเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงและสมรรถนะของระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำนั้น มาตรฐานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 จะเป็นหัวใจสำคัญของการนำน้ำกลับมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ภูมิภาคต่างๆ ในโลกนี้สามารถต่อสู้กับการขาดแคลนน้ำได้ นอกจากนี้ คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 ยังเน้นในเรื่องระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำเพื่อการชลประทานและการใช้งานด้านอุตสาหกรรมด้วย
มาตรฐานหลักตัวอื่นที่เน้น SDG 6 คือ ISO 30500 ในเรื่องระบบสุขาภิบาลที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับท่อน้ำทิ้ง ซึ่งมีประชากรราว 1.8 พันล้านคนทั่วโลกกำลังใช้แหล่งของน้ำดื่มที่ปนเปื้อนของเสียมนุษย์ที่ส่งผลให้เกิดทุพโภชนาการและโรคภัยซึ่งข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับการออกแบบและทดสอบหน่วยบำบัดน้ำเสียแบบแยกส่วนตามมาตรฐาน ISO 30500 จะช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของชุมชนต่างๆ ทั่วโลกได้เป็นอย่างดี
มาตรฐานสองฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมความสามารถในการดำเนินงานทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นการดำเนินงานอย่างยั่งยืนซึ่งองค์กรทั่วโลกต่างให้ความสำคัญและใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมีส่วนทำให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการเข้าถึงน้ำและสุขาภิบาลของคนทั่วโลกได้ภายในปี 2573 ต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2377.html
เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2562 วารสาร Entrepreneur ได้นำเสนอเรื่องราวของ “โคเวิร์คกิ้งสเปซ” ว่าเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบมากสำหรับการสร้างชุมชนของการทำงานให้มีความแข็งแกร่ง โดยกล่าวย้อนไปในอดีตของมนุษยชาติว่ามนุษย์เรามีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เช่น ในการล่าสัตว์ การทำเกษตรกรรม ซึ่งทำให้กิจกรรมสำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น และหมายความว่าทำให้เป้าหมายร่วมกันบรรลุผลในการมีชีวิตอยู่รอดต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากกล่าวในแง่ของความเป็นชุมชนในเชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่รวมกลุ่มคนเข้าไว้ด้วยกันแล้ว เช่น วัด โบสถ์ หรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจซึ่งมีผู้คนมารวมตัวกัน ก็จะป็นสถานที่ที่รวมเอาความสนใจ คุณค่า การผูกพันทางสังคม และอาชีพต่างๆ เข้าด้วยกัน และเป็นปัจจัยที่ประกอบขึ้นเป็นชุมชนและการมีอยู่ของชุมชนร่วมกัน
เมื่อปี 2529 (ค.ศ.1986) แม็คมิลแลนและเควิส นักจิตวิทยาได้กล่าวถึงการรวมตัวกันทางสังคมว่าเป็นความรู้สึกที่สมาชิกมีความเป็นเจ้าของและรู้สึกว่าสมาชิกแต่ละคนมีความสำคัญซึ่งกันและกันและมีความสำคัญต่อกลุ่มของตนเองซึ่งมีความศรัทธาร่วมกันซึ่งความต้องการของสมาชิกในกลุ่มจะได้รับการตอบสนองด้วยการมีพันธสัญญาร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมเปลี่ยนไป การปฏิวัติด้านเศรษฐกิจสังคมก็ได้ทำให้เกิดการสร้างความรู้สึกของความเป็นชุมชนขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อเน้นย้ำถึงการทำสิ่งที่ดีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ดิ้นรน ความเครียด ความสับสนของชีวิตยุคใหม่ ซึ่งก็ยิ่งทำให้ชุมชนเป็นแหล่งสนับสนุนแต่ละคนมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้เอง สังคมยุคใหม่ที่มีการทำงานร่วมกันในโคเวิร์คกิ้งสเปซ จึงกลายเป็นจุดแรกและเป็นจุดที่สำคัญสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์เชิงจิตวิทยาสังคม
ความสามารถในการทำงานและแบ่งปันประสบการณ์ของมนุษย์ที่มีความชอบเหมือนกันและเข้ากันได้ จะช่วยให้เกิดรูปแบบที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และเมื่อผนวกกับความจริงที่ว่า 65% ของคนทำงานทั่วโลกเป็นคนรุ่นใหม่ในยุคมิลเลนเนียล มีวัฒนธรรมการทำงานที่ยืดหยุ่น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมธุรกิจส่วนใหญ่จึงชื่นชอบการใช้โคเวิร์คกิ้งสเปซเพื่อทำงานร่วมกันเป็นชุมชนหรือโครงการที่ใช้อาคารสถานที่ร่วมกันเพื่อให้ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของร่วมกัน
ปัจจุบัน ทั่วโลกมีการใช้โคเวิร์คกิ้งสเปซร่วมกันมากกว่า 19,000 แห่งและมีสมาชิกมากกว่า 1.74 ล้านคน อุตสาหกรรมโคเวิร์คกิ้งสเปซกำลังเป็นคลื่นลูกใหม่ที่สนับสนุนประสบการณ์ที่ดีของสตาร์ทอัพและฟรีแลนซ์ต่างๆ รวมทั้งเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่ (กรุงเทพมหานครก็มีโคเวิร์คกิ้งสเปซอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน เช่น HUBBA, Glowfish, Spaces, Regus, Too fast to sleep, Naplab, NestDots เป็นต้น)
คำว่า 3Cs ได้แก่ Collaboration, Commerce และ Community เป็นหลักการสำคัญของการเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำงานร่วมกันในโคเวิร์คกิ้งสเปซซึ่งมีแนวทางให้กับวัฒนธรรมการทำงานสมัยใหม่
Collaboration คือ ความร่วมมือ ในแง่ของการรับรู้ว่าเป็นหน้าที่ของความร่วมมือ ซึ่งคำว่า Coworking คือ การทำงานร่วมกันเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกับคำว่า Collaboration แต่มีระดับของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างบริษัทและตัวบุคคลสูงกว่าสำหรับสถานที่ที่มีการแชร์การใช้งานร่วมกัน
ดังปรากฎว่ามีรายงานฉบับหนึ่ง พบว่า 84% ของคนที่ทำงานในโคเวิร์คกิ้งสเปซ มีส่วนร่วมมากกว่าและได้รับการกระตุ้นมากกว่าการทำงานในสำนักงานแบบดั้งเดิมที่ทำกันมานาน อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน บริษัทยังพบว่ามีความต้องการขององค์กรร่วมกันและอาจมีความร่วมมือในการสนับสนุนธุรกิจมากขึ้นไปอีกระดับหนึ่งมากกว่าแค่การใช้สถานที่ทำงานร่วมกันด้วย
Commerce คือการค้า หมายถึงการมีอยู่ของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อกันเป็นอย่างมาก นับเป็นปัจจัยต่อความสำเร็จของโคเวิร์คกิ้งสเปซซึ่งเป็นประตูที่เปิดสู่โลกของความเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดโดยพันธมิตรทางธุรกิจและการแลกเปลี่ยนแนวคิดผ่านนวัตกรรมและการทำธุรกิจแบบ B2B มีธุรกิจมากกว่า 83% ยอมรับว่ามองเห็นประโยชน์ทางธุรกิจที่จับต้องได้หลังจากย้ายเข้าไปใช้เวิร์คกิ้งสเปซร่วมกับบริษัทอื่น
Community คือชุมชน หมายถึงการเชื่อมโยงธุรกิจและบุคคลเข้าด้วยกันผ่านลำดับชั้นที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านภูมิหลังประชากรศาสตร์ อุตสาหกรรม และทักษะการทำงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการสร้างชุมชนการทำงานร่วมกันที่มีความเข้มแข็งเพื่อการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยการจัดเครือข่ายที่เหมาะสมและงานทางสังคมเพื่อสร้างความผูกพันระหว่างเพื่อนร่วมงานและบุคคลที่มีความแตกต่างกันทั้งในระดับธุรกิจและระดับตัวบุคคล เช่นในช่วงของการพูดคุย บ่อยครั้ง งานเลี้ยงต่างๆและประสบการณ์ของการดูแลหน้าที่การงานทำให้โคเวิร์คกิ้งสเปซมีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมนอกเหนือไปจากเป้าหมายทางธุรกิจ
แนวโน้มของการสร้างชุมชนและการส่งเสริมความร่วมมือจากการใช้เวิร์คกิ้งสเปซนับเป็นแนวโน้มที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญมากขึ้นทุกที และอีกไม่นาน การพัฒนาด้านเอไอ การจดจำเสียงและภาพ รวมทั้งไอโอทีก็จะเข้ามาแทนที่ความต้องการของคอมพิวเตอร์ อันที่จริงแล้ว เทคโนโลยีไอทีสวมใส่ (wearable technology) จะนำไปสู่การมีสถานที่ทำงานในฝันที่ทุกคนไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่กับที่อีกต่อไป แต่สามารถจะเดินทางไปไหนมาไหนพร้อมกับการทำงานในทุกๆ ที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้มีบรรยากาศการทำงานที่ขึ้นอยู่กับกิจกรรม เช่น มีการประชุมที่มีปฏิสัมพันธ์กันได้ไม่ว่าทุกคนจะอยู่ที่ใด และสามารถสร้างความรู้สึกของความเป็นเจ้าของ การมีแรงบันดาลใจ และการกระตุ้นให้เกิดการทำงานได้ตลอดเวลา โคเวิร์คกิ้งสเปซจึงเป็นออฟฟิศในฝันของทุกคนที่มีส่วนสำคัญในการทำให้บริษัทหรือองค์กรมีการเติบโตก้าวหน้าในบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานในยุคใหม่และในอนาคต
ที่มา:
ปัจจุบัน นวัตกรรมนับเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ให้ก้าวทันคู่แข่ง และไอเอสโอเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงได้พัฒนาชุดมาตรฐานใหม่ที่ช่วยให้องค์กรสามารถค้นหาแนวคิดที่ดีที่สุดจากแนวคิดดีๆ จำนวนมาก และมีการใช้ประโยชน์จากกระบวนการจัดการนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นวัตกรรมไม่เพียงแต่หมายถึงการสร้างสรรค์สิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าทึ่งเท่านั้น แต่ยังอาจหมายถึงการค้นหาวิธีที่ดีกว่าในการทำสิ่งของหรือปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่นำไปสู่การปรับปรุงระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญด้วย อย่างไรก็ตาม การประสานเอาแนวคิดเหล่านี้เข้าด้วยกันและทำให้เกิดการปรับปรุงเพื่อกลยุทธ์องค์กรจะทำให้มั่นใจว่าแนวคิดเหล่านั้นได้ผลดีที่สุด
ชุดมาตรฐานใหม่ ISO 56000 มีเป้าหมายในการจัดเตรียมองค์กรให้มีแนวทางและกระบวนการที่ทำให้องค์กรได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงการนวัตกรรมขององค์กร
มาตรฐาน ISO 56003, Innovation management – Tools and methods for innovation partnership – Guidance เป็นมาตรฐานที่จัดเตรียมแนวทางที่มีโครงสร้างสำหรับองค์กรในการค้นหาวิธีการที่จะนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนนวัตกรรมกับองค์กรอื่น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าถ้าร่วมมือกับองค์กรอื่นในโครงการนวัตกรรมแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่เท่านั้น แต่ยังช่วยให้มีวิธีคัดเลือกหุ้นส่วนที่เหมาะสมด้วย
การเชื่อมโยงกับหุ้นส่วนที่เหมาะสม และการตกลงร่วมกัน ทำให้มีแนวทางวิธีการที่ดีที่สุดในการมอบหมายบทบาทและความรับผิดชอบรวมทั้งมีการวางคู่มือขั้นตอนการดำเนินงานด้านการควบคุมอย่างมีประสิทธิผล
นอกจากนี้ รายงานทางวิชาการที่มีชื่อว่า ISO/TR 56004, Innovation Management Assessment – Guidance จะช่วยให้องค์กรทบทวนกระบวนการจัดการนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิผล เพื่อที่จะสามารถปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ มาตรฐานใหม่ ISO 56002, Innovation management – Innovation management system – Guidance ที่กำลังจะเกิดขึ้นยังให้แนวทางการพัฒนา การนำไปใช้ การรักษา และการปรับปรุงระบบการจัดการนวัตกรรมอย่างแท้จริงด้วย
อลิส เดอ คาซาโนเว ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าการจัดการนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิผลจะทำให้องค์กรมีการเติบโตก้าวหน้าอย่างแท้จริงด้วยการทำให้มีการนำความรู้และความคิดสร้างสรรค์ไปใช้งานอย่างง่ายดายกับคนในองค์กรรวมทั้งคนในองค์กรอื่นที่มีความร่วมมือต่อกัน
นวัตกรรมไม่ได้เป็นแต่เพียงการประดิษฐ์คิดค้นที่ใหญ่พอเท่านั้น แต่ยังเป็นความสามารถขององค์กรในการปกป้องและตอบสนองต่อสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อตอบสนองต่อโอกาสใหม่และทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วเกิดประโยชน์มากที่สุดด้วย
ในแง่นี้ แนวคิดใหม่ที่มีความสำคัญที่เรามองเห็นอยู่บ่อยๆ มักจะมาพร้อมกับผลลัพธ์ของแนวคิดเล็กๆ น้อยๆ จำนวนมากและการเปลี่ยนแปลงที่มีการนำไปปรับใช้นั่นเอง ซึ่งมาตรฐานการจัดการนวัตกรรมจะช่วยให้องค์กรทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการเตรียมคู่มือขั้นตอนการปฏิบัติงานซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติและแนวทางที่ดีที่สุดที่ช่วยให้องค์กรสามารถติดตามข้อมูลที่เหมาะสม และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิผล
คณะกรรมการวิชาการได้มีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) เพื่อใช้งานร่วมกันด้านคำศัพท์ร่วมและโครงสร้างสำหรับนวัตกรรม ดังนั้น ความหมายของคำว่า “นวัตกรรม” และ “การจัดการนวัตกรรม” จึงมีการนำไปใช้ในมาตรฐานคู่มือแนวทางการรวบรวมและการตีความข้อมูลนวัตกรรมของ OECD ด้วย ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลแนวทางสากลที่สำคัญสำหรับการรวบรวมและการใช้กิจกรรมด้านนวัตกรรมในอุตสาหกรรม
มาตรฐาน ISO 56003: 2019 และ ISO/TR 56004: 2019 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 279, Innovation management มีเลขานุการคือ AFNOR ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศส
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
https://www.iso.org/news/ref2368.html
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม หรือ สรอ. (MASCI) ได้รับการอนุมัติการขยายขอบข่ายการรับรองระบบงานหน่วยตรวจ (Inspection Body: IB) ประเภท C ตามมาตรฐาน มอก.17020 – 2556 (ISO/IEC 17020 : 2012) จากคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (กมช.) หรือ NSC เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2562
สรอ. ได้รับการรับรองระบบงานหน่วยตรวจ ประเภท C ตามมาตรฐาน มอก. 17020: 2556 (ISO/IEC 17020 : 2012) สาขาการตรวจโรงงานเพื่อการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ ขอบข่ายการตรวจกระบวนการผลิต ระบบควบคุมคุณภาพ และการตรวจประเมินผลิตภัณฑ์เหล็ก เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561 และได้ยื่นขอขยายขอบข่ายการรับรองระบบงานเพิ่มเติม ในขอบข่ายการตรวจกระบวนการผลิต ระบบควบคุมคุณภาพ และการตรวจประเมินผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มบริภัณฑ์ส่องสว่าง กลุ่มเซรามิกและอุปกรณ์สุขภัณฑ์ เมื่อเดือนตุลาคม 2561 เพื่อให้บริการผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งได้รับการอนุมัติการขยายขอบข่ายการรับรองระบบงานหน่วยตรวจ ประเภท C ตามมาตรฐาน มอก. 17020: 2556 (ISO/IEC 17020: 2012) เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2562
การตรวจผลิตภัณฑ์จากหน่วยตรวจที่ได้รับการรับรองระบบงานตามมาตรฐาน มอก. 17020: 2556 (ISO/IEC 17020: 2012) จะเพิ่มความเชื่อมั่นในการยอมรับผลการตรวจของหน่วยตรวจโดยหน่วยงานกฎระเบียบ ผู้ส่งมอบ ผู้ซื้อ ผู้บริโภค และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศทั้งสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการได้รับการตรวจจากหน่วยตรวจที่ได้รับการรับรองระบบงานจากหน่วยรับรองระบบงานที่มีลงนามการยอมรับร่วมระดับระหว่างประเทศ จะช่วยลดการตรวจซ้ำจากประเทศผู้นำเข้า ซึ่งเป็นการลดต้นทุนของผู้ผลิตและผู้นำเข้า
ข้อมูลจากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Tourism Organization: UNWTO) ระบุว่าหนึ่งในภาคส่วนที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดและรวดเร็วที่สุด คือ “การท่องเที่ยว” โดยมีประชากรนับพันล้านคนทั่วโลกที่เดินทางท่องเที่ยวทุกปี และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น 3.3% ทุกปีจนถึงปี 2579 (ค.ศ.2030)
ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างมาก และยังส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย ไอเอสโอจึงได้พัฒนาคู่มือสากลฉบับใหม่สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักเพื่อช่วยให้เจ้าของสถานที่มีการปรับปรุงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้
การท่องเที่ยวไม่เพียงแต่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมความเข้าใจและวัฒนธรรมอันดีระหว่างประเทศด้วย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทำให้คนนับล้านคนมีงานทำและมีส่วนสำคัญโดยตรงในการทำให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ ด้วย
สิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมการท่องเที่ยวและยังอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ นอกจากนี้ ยังสามารถส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านสังคมและการมีส่วนร่วมต่อเศรษฐกิจชุมชน และแม้ว่าจะมีโครงการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่มีอยู่ทั่วโลก หรือมีการส่งเสริมโดยผู้ปฏิบัติงานด้านการท่องเที่ยวหรือองค์กรอื่นๆ ที่ให้ความสนใจในเชิงพาณิชย์อยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีองค์กรมาตรฐานสากลที่มีความเป็นกลางแห่งใดเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ จนกระทั่งไอเอสโอได้เห็นความสำคัญและพัฒนามาตรฐานด้านที่พักขึ้นมา
มาตรฐาน ISO 21401, Tourism and related services – Sustainability management system for accommodation establishments – Requirements เป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพื่อนำระบบการจัดการด้านความยั่งยืนไปใช้ในด้านที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว
นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ ยังคงเน้นประเด็นอื่น เช่น ด้านสิทธิมนุษยชน สุขภาพ และความปลอดภัยสำหรับพนักงานและแขกทีมาพัก การปกป้องสิ่งแวดล้อม การบริโภคพลังงานและน้ำ การทำให้เกิดของเสียและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น
มานูเอล โอเตโร ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐาน กล่าวว่าโครงการหลายโครงการในตลาดที่ผู้ให้บริการที่พักสามารถใช้มาตรฐานนี้เพื่อช่วยพัฒนาการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมได้
โครงการหลายโครงการด้านที่พักเพื่อความยั่งยืนจากประเทศต่างๆ และองค์กรต่างๆ สามารถนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องที่ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้และจะทำให้สามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดเหล่านั้นได้อย่างไร
มาตรฐานที่ได้รับการเห็นพ้องต้องกันในระดับสากลนี้ได้ให้ความกระจ่างชัดในเรื่องของตลาดที่อาจมีความสับสนอยู่ มีการนำไปประยุกต์ใช้กับที่พักทุกประเภทและสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการด้านความยั่งยืนได้ นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นตลาดให้มีความยั่งยืนมากขึ้นทั้งในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่พักและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวม
อเล็กซานเดอร์ การ์ริโด ผู้ประสานงานของกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนามาตรฐาน กล่าวว่าผู้ที่นำมาตรฐานระบบการจัดการด้านความยั่งยืนไปใช้โดยอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐาน ISO 21401 จะสามารถยืนยันกับแขกที่มาพักและกลุ่มลูกค้าในตลาดได้ว่าพวกเขามีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
มาตรฐานนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านที่พักโดยการทำให้การบริหารจัดการมีความเข้มแข็งมากขึ้นและพัฒนาชื่อเสียงไปพร้อมๆ กับการให้บริการที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้นเพื่อลูกค้าและพัฒนาความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ ลูกจ้าง และชุมชนท้องถิ่น
ISO 21401 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services ซึ่งมีเลขานุการร่วมคือ UNE ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสเปน และ INNORPI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศตูนีเซีย
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2366.html
ปัจจุบัน “ทุนมนุษย์” ได้รับการกล่าวยอมรับว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กร และการลงทุนสำหรับทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายขององค์กรที่มีมูลค่าสูง
สำหรับกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลสามารถส่งผลกระทบต่อสมรรถนะขององค์กรได้หลายด้าน เช่น การเจริญเติบโตของธุรกิจ ผลประโยชน์สำหรับพนักงานและนายจ้าง และส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม เป็นต้น และด้วยการลงทุนไปกับแรงงานหรือทุนมนุษย์ก็ทำให้องค์กรมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นได้ถึง 70% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ดังนั้น ผู้บริหารองค์กรจึงจำเป็นต้องทำให้กลยุทธ์นี้เป็นไปอย่างเหมาะสม
ระบบการจัดการและกระบวนการด้านทรัพยากรบุคคลมีความแตกต่างกันออกไปมากมายซึ่งมีเป้าหมายในการทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนไปกับทรัพยากรบุคคลเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในแต่ละธุรกิจและในแต่ละประเทศก็แตกต่างกันออกไป ทำให้ยากต่อการเปรียบเทียบอย่างแม่นยำในระดับสากล ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานไอเอสโอฉบับใหม่จึงได้จัดทำแนวทางการรายงานเรื่องทุนมนุษย์ทั้งภายในและภายนอกองค์กรเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการมีส่วนร่วมที่แท้จริงของทุนมนุษย์ ซึ่งสามารถปรับใช้ได้กับองค์กรทุกประเภท ทุกขนาด อีกทั้งยังให้แนวทางสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคลเป็นหลักด้วย เช่น วัฒนธรรมองค์กร การสรรหา และการลาออก ผลผลิต สุขภาพและความปลอดภัย และความเป็นผู้นำ เป็นต้น
ดร.รอน แม็คคินลีย์ ประธานคณะกรรมการวิชาการที่พัฒนามาตรฐาน ISO 30414 – Human Resource Management – Guidelines for internal and external human capital reporting ระบุว่ามาตรฐานนี้จะช่วยส่งเสริมให้องค์กรได้รับความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบต่อพนักงานและช่วยให้บุคลากรมีส่วนร่วมในความสำเร็จระยะยาวได้มากขึ้น
การรายงานทุนมนุษย์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการคิดใหม่ในวิธีที่องค์กรควรทำความเข้าใจและประเมินคุณค่าขององค์กร รวมทั้งการทำให้มีข้อมูลมากขึ้นเพื่อใช้ในการตัดสินใจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ยิ่งไปกว่านั้น การจัดเตรียมแนวทางสำคัญที่เกี่ยวข้องที่มีการจัดทำเป็นเมทริกซ์ที่ยอมรับกันในระดับสากล ทำให้บริษัทข้ามชาติสามารถถ่ายโอนข้อมูลทุนมนุษย์ได้ง่ายขึ้น สามารถควบคุมกิจกรรมด้านทรัพยากรบุคคลในระดับระหว่างประเทศได้ดีขึ้น และมีความโปร่งใสที่ดีขึ้นสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด
แต่มาตรฐานนี้ไม่ใช่มาตรฐานสำหรับบริษัทข้ามชาติเท่านั้น องค์กรทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่สามารถนำไปใช้และได้รับประโยชน์จากความสามารถในการเลือกสิ่งที่เหมาะสมและเกี่ยวข้องกับองค์กรนั้นเอง
รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายก็ได้รับประโยชน์เช่นกันจากการได้รับความรู้ที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาทรัพยากรทุนมนุษย์ในองค์กรของประเทศซึ่งมีความสำคัญต่อโครงการด้านตลาดแรงงานในประเทศซึ่งสามารถนำไปพิจารณาในเชิงนโยบายของประเทศได้
มาตรฐาน ISO 30414 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 260, Human resource management ซึ่งมีเลขานุการคือ ANSI สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2357.html
นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม หรือ สรอ. (MASCI) มอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001:2015) และใบรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001:2015) แก่บริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) (General Environmental Conservation Public Company Limited) หรือ GENCO เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2562 ณ ห้อง SHARING ชั้น 18 สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ
บริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) หรือ GENCO โดยนายสมบัติ ปิยะสัจจบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงาน ศูนย์บำบัดกากอุตสาหกรรม (มาบตาพุด) นายฉัตร เชือดกิ่ง ผู้จัดการสายงานธุรกิจพลังงานทางเลือก ศูนย์บำบัดกากอุตสาหกรรม (มาบตาพุด) พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรของบริษัทฯ ให้เกียรติรับมอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001:2015) และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001:2015) ขอบข่ายการบริหารการขนส่งของเสียอุตสาหกรรมและการให้บริการจัดการกากของเสียอุตสาหกรรม โดยกระบวนการการทำเชื้อเพลิงแข็งผสมจากของเสียอันตราย การทำเชื้อเพลิงแข็งผสมจากของเสียที่ไม่เป็นอันตราย และการทำเชื้อเพลิงเหลวผสม
การได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001:2015) และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001:2015) ของบริษัทฯ สำหรับศูนย์บำบัดกากอุตสาหกรรม (มาบตาพุด) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูง และการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและพนักงานทุกระดับ ในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการของศูนย์ และบริษัทฯ จากที่ได้รับการรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (TIS/OHSAS 18001), ระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001) และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) จาก สรอ. สำหรับศูนย์บำบัดกากอุตสาหกรรม (แสมดำและราชบุรี) ตั้งแต่ปี 2546, 2554 ตามลำดับ เป็นต้นมา ซึ่งบริษัทฯ ในฐานะผู้ให้บริการด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐในการให้บริการกำจัดกากอุตสาหกรรมอย่างได้มาตรฐานและถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อลดและป้องกันปัญหามลพิษอันส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและสภาพแวดล้อม ช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยในการจัดการสิ่งแวดล้อม อันมีผลในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการยกระดับมาตรฐานระบบการบริหารจัดการเพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการให้บริการของบริษัทฯ เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรชั้นนำในการบริหารและจัดการกากของเสียอุตสาหกรรมเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม หรือ สรอ. (MASCI) ได้รับเชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ในการวิเคราะห์และการจัดการธุรกิจเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน หลักสูตร “นวัตกรรมความยั่งยืนในการจัดการความปลอดภัย สุขภาพ สิ่งแวดล้อมและพลังงาน” จัดโดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมี ดร.ชัยยุทธ ชวลิตนิธิกุล ที่ปรึกษา คณะบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) ซึ่งมี รศ.ดร. เฉลิมชัย ชัยกิตติภรณ์ นายกสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) และที่ปรึกษา คณะบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมด้วย ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2562
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ในการวิเคราะห์และการจัดการธุรกิจเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน หัวข้อ “Best Practice ของผู้นำในการวิเคราะห์ธุรกิจเพื่อมุ่งสู่ Sustainability” จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2562 โดยมี นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ดร. สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนางพรรณี อังศูสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เป็นวิทยากรร่วมในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และตัวอย่างในเรื่อง Sustainable Growth for All, การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเพื่อมุ่งสู่นวัตกรรมความยั่งยืน และการบริหารจัดการ & Sustainable Innovation เพื่อมุ่งสู่ Sustainability ตามลำดับ
ในช่วงแรกของการดำเนินงานของ สรอ. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สรอ. เป็นหน่วยงานเครือข่ายซึ่งกันและกันตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา สมาคม สภาและสถาบันวิชาชีพต่างๆ และสถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ในด้านต่างๆ อาทิ การให้บริการด้านการรับรอง การพัฒนาบุคลากรด้านการตรวจสอบรับรอง การพัฒนามาตรฐานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการบริหารความเสี่ยงและเกณฑ์การรับรองการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ การพัฒนาบุคลากรวิชาชีพด้านมาตรฐานระบบ/การบริหารจัดการทั้งกลุ่มผู้ให้บริการและกลุ่มสถานประกอบการโดยเฉพาะ SME ในห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้โครงการ MASCI Academy, Phase I
สำหรับสังคมที่จะมีการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนแล้ว เราไม่อาจละเลยคนกลุ่มหนึ่งที่มีความบกพร่องทางร่างกายซึ่งมีนับพันล้านคนทั่วโลก (ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561) การให้คนเหล่านั้นมีส่วนร่วมและสร้างพลังให้เกิดขึ้นในสังคมเป็นสิ่งที่สามารถทำได้และจำเป็นต้องสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง
วันที่ 3 ธันวาคม เป็นวันผู้พิการสากล (International Day of Persons with Disabilities: IDPD) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ตามวาระ 2030 ที่กล่าวไว้ว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมาตรฐานสากลของไอเอสโอหลายมาตรฐานถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวโดยยังมีมาตรฐานอีกจำนวนมากที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
จากป้ายสัญลักษณ์บนท้องถนนไปจนถึงการก่อสร้างอาคาร มาตรฐานไอเอสโอช่วยให้ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ นักออกแบบ และผู้กำหนดนโยบายสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการหรือการเข้าถึงของทุกคนได้
ด้วยความร่วมมือระหว่างไออีซี ไอทียูและไอเอสโอ จึงมีการพัฒนามาตรฐาน ISO/IEC Guide 71, Guide for addressing accessibility in standards ขึ้นมาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการช่วยให้ผู้พัฒนามาตรฐานมีการพิจารณาถึงประเด็นด้านการเข้าถึง (accessibility) ของคนทุกประเภทเมื่อทำการพัฒนาหรือทบทวนมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่เคยมีการพิจารณาในเรื่องนี้มาก่อน
สำหรับวันผู้พิการสากลในปีนี้มีการอุทิศให้กับการสร้างโลกที่มีความเจริญรุ่งเรืองและความสงบสุขซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันกับวาระ 2030 และปรากฏอยู่ในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ข้อ เช่นเดียวกับมาตรฐานสากลที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น
นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่มีคุณค่าที่ช่วยให้คนในเมืองมีแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับชุมชน คือ ISO 37101, Sustainable development in communities – Management system for sustainable development – Requirements with guidance for use ซึ่งช่วยให้เมืองมีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และมีบริการที่ครอบคลุมความต้องการของเมือง
ส่วนมาตรฐาน ISO/IEC Guide 71: 2014 Guide for addressing accessible in standards เป็นมาตรฐานที่จัดเตรียมแนวทางให้ผู้ที่ทำหน้าที่พัฒนามาตรฐานให้คำนึงถึงข้อกำหนดด้านการเข้าถึงและข้อแนะนำสำหรับมาตรฐานทั้งทางตรงและทางอ้อมในระบบไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเข้าถึงของคนทุกประเภท โดยมีการสรุปคำศัพท์และประเด็นที่ควรพิจารณาเพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนามาตรฐานเพื่อให้คนทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้ คำอธิบายถึงความสามารถและคุณลักษณะของมนุษย์และกลยุทธ์ที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ และการพิจารณาการออกแบบมาตรฐานให้ผู้ใช้งานทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้ ตัวอย่างมาตรฐานที่ใช้แนวทางดังกล่าวประกอบการพัฒนามาตรฐาน เช่น ISO/TS 20646: 2014 Ergonomics guidelines for the optimization of musculoskeletal workload, ISO 17069: 2014 Accessible design – Consideration and assistive products for accessible meeting เป็นต้น
มีตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นสำหรับประโยชน์ของมาตรฐานในด้านการเข้าถึงของทุกคน จากวิดีโอที่เป็นเรื่องราวของชองอีฟ เลอ เมอร์ บุคลากรห้องสมุดดิจิตอลขององค์กรวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (CERN) ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากการตกรถไฟทำให้เสียขาไปข้างหนึ่งตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นและเกือบจะเสียชีวิต แต่ด้วยความอดทนและกำลังใจจากพ่อแม่ ทำให้เขาฟื้นตัว ใช้ขาเทียม หันมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติและเล่นกีฬาหลายประเภท เขาฝึกฝนกีฬาประเภทต่างๆ และไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความพิการ ทำให้ได้รับรางวัลระดับโลกเป็นจำนวนมาก และสามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองด้วยการปีนถึงยอดเขามองบลังค์อันเป็นยอดเขาสูงที่สุดในยุโรปโดยใช้เวลาสองวันซึ่งแม้แต่คนปกติธรรมดาก็ยากที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการเข้าถึงในเรื่องมาตรฐานต่างๆ ในชีวิตประจำวันแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาคงไม่ได้มีความสะดวกสบายอย่างเช่นทุกวันนี้
การที่ทุกคนรวมทั้งผู้พิการสามารถเข้าถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์และบริการได้เพราะ “มาตรฐาน” จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและจำเป็นต้องมีการสนับสนุนให้คนทั่วโลกเห็นประโยชน์และร่วมกันใช้มาตรฐานเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนอย่างเท่าเทียมกันต่อไป
ที่มา :