การตัดไม้ทำลายป่าเป็นการทำลายผืนโลกที่เราอาศัยอยู่ ถือเป็นการคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ และมีส่วนในการทำให้เกิดความเสียหายในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกด้วย
นอกจากเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสียหายต่อภาวะโลกร้อนแล้ว ปัจจุบัน ผู้บริโภคยังมีความตระหนักในด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งหากผู้บริโภคจะซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ ก็มีความต้องการที่จะรู้ถึงแหล่งของป่าไม้ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญองค์ประกอบหนึ่งในการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ และเนื่องจากในซัพพลายเชนของไม้มีผู้เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วน อีกทั้งชนิดของไม้ก็มีความแตกต่างกันออกไป การสอบกลับไปยังแหล่งที่ถูกกฎหมาย จึงมีความซับซ้อน แต่วิธีการที่เข้มแข็งของการสอบกลับ จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อได้ดีขึ้นและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้จะทราบถึงแหล่งที่มาของไม้ที่ถูกกฎหมายและทำให้อุตสาหกรรมเติบโตขึ้นได้ และสิ่งที่จะช่วยสอบกลับไปยังแหล่งที่มาของไม้ก็คือมาตรฐานไอเอสโอที่เพิ่งประกาศใช้ใหม่เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั่นเอง
มาตรฐานที่ช่วยตอบโจทย์ดังกล่าว คือ ISO 38200, Chain of custody of wood and wood-based products ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดสำหรับห่วงโซ่ของการดูแลป่าไม้และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากไม้ซึ่งทำให้ผู้ซื้อสามารถสอบกลับแหล่งของไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ในทุกๆ ขั้นตอนของซัพพลายเชน
ดร.จอร์จ อี อาร์ คาเจเซียร่า ประธานคณะกรรมการวิชาการที่พัฒนามาตรฐาน ISO 38200 กล่าวว่ามาตรฐานนี้เป็นการเตรียมกรอบการดำเนินงานที่ทำให้ผู้ที่มีบทบาทในซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานดังกล่าว มีการพูดภาษาเดียวกันทั่วโลก มาตรฐานนี้จะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถสอบกลับผลิตภัณฑ์ไม้ ว่ามาจากแหล่งใด ซึ่งจะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงไม้จากแหล่งผิดกฎหมายไม่ให้เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนได้
นอกจากนี้ ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับระบบ CoC (Chain of Custody) ซึ่งสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ทั้งในแง่ของการสอบกลับ ความโปร่งใส และคุณภาพ โดยระบบ CoC ขึ้นอยู่กับระบบควบคุมที่ใช้ติดตามและจัดการกับวัตถุที่เกี่ยวข้องทั้งซัพพลายเชนหรือส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน รวมทั้ง การขนส่ง การผลิต และการขาย ไปจนถึงการประกาศหรือการแถลงถึงผลผลิต (output declaration) เป็นต้น ซึ่งมาตรฐาน ISO 38200 มีวัตถุประสงค์ในการติดตามวัตถุจากแหล่งที่แตกต่างกันไปจนถึงผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย แต่ไม่รวมถึงการนำไปใช้กับการจัดการด้านป่าไม้ (Forest Management) ทั้งนี้ คำว่า “วัตถุ” ที่ระบุในมาตรฐานดังกล่าว หมายถึงวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากไม้ ไม้คอร์กและผลิตภัณฑ์จากลิกนิน (ส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อพืช) และอื่นๆเช่น ไม้ไผ่ เป็นต้น
มาตรฐาน ISO 38200 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการโครงการ ISO/PC 287, Chain of custody of wood and wood-based products ซึ่งมีเลขานุการคือ DIN สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน และ ABNT สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศบราซิล
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา:
ปัจจุบัน เมืองมีการเติบโตมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีคนจะย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในเมืองเพิ่มมากขึ้นอีก 2.4 พันล้านคนในอีก 30 ปีข้างหน้า การสร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนเป็นหัวข้อหลักที่องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญเนื่องในวันสากลแห่งเมืองในปีนี้ และมาตรฐานไอเอสโอก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เมืองเป็นเช่นนั้นได้
เราจะส่งเสริมให้เมืองเป็นที่สนใจในขณะเดียวกันก็สามารถอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรมได้อย่างไรในเมื่อเมืองทั่วโลกต่างเผชิญปัญหาที่ประชากรเติบโตอย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่เมืองแซปปาด้าในประเทศอิตาลีกลายเป็นชุมชนแรกในยุโรปที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 37101 การพัฒนาอย่างยั่งยืนในชุมชน – การบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน – ข้อกำหนดพร้อมแนวทางการใช้งาน (Sustainable development in communities – Management system for sustainable development – Requirements with guidance for use) เมืองก็ได้รับประโยชน์จากการบริหารจัดการท้องถิ่นเป็นอย่างมาก มีโครงการใหม่ๆ เพื่อการศึกษาและการปกป้องสิ่งแวดล้อม และมีวิธีการส่งเสริมเมืองและระบบเพื่อวัดและติดตามสมรรถนะด้านความยั่งยืน พร้อมทั้งยังช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนอีกด้วย
ISO 37101 เป็นส่วนหนึ่งของชุดมาตรฐานที่อุทิศให้กับเมืองที่ต้องการพิสูจน์อนาคตที่ต้องการความยั่งยืนและยืดหยุ่น ซึ่งมาตรฐานนี้มีส่วนทำให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ในข้อที่ 11 คือเมืองและชุมชนที่มีความยั่งยืน ซึ่งต้องการทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ “วันสากลแห่งเมือง” ในปีนี้ด้วย
มาตรฐานดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 268, Sustainable cities and communities ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ กว่า 50 ประเทศ ซึ่งได้เข้าร่วมในการพัฒนามาตรฐานอื่นๆ ที่เป็นกรอบการดำเนินงานและใช้วัดสมรรถนะด้วย เช่น ชุดมาตฐาน ISO 37150 ด้านโครงสร้างชุมชนอัจฉริยะ และ ISO 37120 ด้านตัวชี้วัดบริการของเมืองและคุณภาพชีวิต
ดร.แบร์นาร์ แชงโดรส ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 268 กล่าวว่าเมืองในวันพรุ่งนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายแต่ก็เป็นโอกาสที่ดีครั้งสำคัญด้วย เช่น การมีโอกาสที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของพลเมือง และการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพลเมือง เป็นต้น
อนาคตของเมืองส่งผลกระทบต่อทุกคนเพราะเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องนับตั้งแต่การขนส่งสาธารณะ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สาธารณูปโภคเช่น น้ำและพลังงาน ไปจนถึงการมีส่วนร่วมของสังคม สุขภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย
การสร้างเมืองที่มีความยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโดยธรรมชาตินั้น เมืองมีปฏิสัมพันธ์ของระบบที่ซับซ้อนสูง มาตรฐานของสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้นำของเมืองสามารถระบุวิสัยทัศน์ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้เมืองเป็นไปตามที่ต้องการ ทำอย่างไรจึงจะจัดการกับความท้าทายของพลเมืองที่เติบโตขึ้นทุกวัน และเมืองจะก้าวไปสู่อนาคตกับกลยุทธ์ที่มีความชัดเจนได้อย่างไร พร้อมด้วยเป้าหมายและโรดแมปของเมือง
ไอเอสโอได้ติดตามเรื่องราวของเมืองที่มีความยั่งยืนทั่วโลกและจะเข้าร่วมประชุมวิชาการกับองค์กรมาตรฐานสากล ได้แก่ คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอเทคนิกส์หรือไออีซีและสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือไอทียูในการประชุมวิชาการเมืองอัจฉริยะของโลกในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ที่เมืองซานตาเฟ่ ประเทศอาร์เจนติน่า
การประชุมวิชาการดังกล่าวจะเป็นการรวมคนและองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุยและปรึกษาหารือเพื่อทำให้เห็นภาพของสิ่งที่จำเป็นจะต้องพัฒนาสำหรับเมืองที่มีความยั่งยืนและเมืองอัจฉริยะในอนาคตพร้อมด้วยแนวทางการแก้ไขปัญหาในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2341.html
ปัจจุบัน เอไอไม่ใช่เพียงนิยายวิทยาศาสตร์เหมือนที่เราเคยพบเห็นอีกต่อไป แต่เอไอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราแล้ว เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรม การขนส่ง และการแพทย์ ก็เป็นสิ่งที่เราพบเห็นอยู่ทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว เอไอคืออะไรกันแน่ ทำไมเอไอต้องมีมาตรฐานสากล และอะไรคือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเอไอ
มีรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ของสถาบันแม็คคินซีย์โกลบอลกล่าวถึงการลงทุนในเอไอว่ามีการเติบโตที่รวดเร็ว และได้คาดการณ์ว่าผู้นำด้านดิจิตอลอย่างกูเกิ้ลมีการใช้จ่ายระหว่าง 20 – 30 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2559 (ค.ศ.2016) โดยมีการกระจายการลงทุนไปกับการวิจัยและพัฒนาถึง 90% และเน้นด้านเอไออีก 10%
จากองค์กรความร่วมมือข้อมูลสากล (International Data Corporation: IDC) ระบุว่าภายในปีหน้า โครงการที่เกี่ยวข้องกับดิจิตอลทรานสฟอร์เมชั่นจะทำให้เกิดธุรกิจเอไอประเภทต่างๆ 40% และภายในปี 2564 (ค.ศ.2021) 75% ของแอพพลิเคชั่นธุรกิจจะมีการนำเอไอไปใช้โดยมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นประมาณ 52.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ข้อมูลจากประธานคณะกรรมการวิชาการคณะใหม่ของไอเอสโอ ISO/IEC JTC1, Information technology, subcommittee SC 42, Artificial intelligence วิลเลียมกล่าวถึงคณะกรรมการวิชาการดังกล่าวว่าได้เริ่มต้นด้วยการพัฒนามาตรฐานพื้นฐานอย่างแนวคิดและคำศัพท์ (ISO/IEC 22989) ซึ่งเน้นถึงประโยชน์ของเอไอที่มีอยู่ค่อนข้างกว้างและเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากเช่น Data Scientist, digital practitioners และองค์กรด้านกฎระเบียบ แต่ก็ยังมีช่องว่างของเอไออยู่ เช่น คนมีแนวโน้มที่จะคิดว่าเอไอเป็นหุ่นยนต์อัตโนมัติหรือคอมพิวเตอร์ที่สามารถเล่นเกมชนะเซียนหมากรุกได้ แต่เอไอเป็นได้มากกว่านั้น กล่าวคือ เป็นการรวบรวมเอาเทคโนโลยีที่สามารถทำให้นำเอาข้อมูลความรู้ที่รวบรวมไปใช้ในรูปแบบของสารสนเทศจากเครื่องจักรจนกระทั่งเกิดประสิทธิผล
วิลเลี่ยม ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/IEC JTC 1 อธิบายว่าบ่อยครั้ง เอไอถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่มีระบบจัดการด้วยตนเองแบบอัตโนมัติ ในระบบเอไอหลายระบบ การจัดการข้อมูลที่ดีจะมีการเตรียมการก่อนที่จะป้อนเจ้าสู่เครื่องจักรที่มาในรูปแบบของแมชชีนเลิร์นนิ่งซึ่งจะสามารถใช้ประโยชน์ด้านการคาดการณ์จากข้อมูลที่มีอยู่ได้ เทคโนโลยีนี้ยังรวมถึง Big data และการวิเคราะห์ต่างๆ ด้วย
วิลเลี่ยมซึ่งเป็นผู้อำนวยการอาวุโสของหัวเว่ยเทคโนโลยีและเป็นประธานคณะอนุกรรมการวิชาการ ISO/IEC มีความรู้และประวัติการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า เศรษฐศาสตร์ และการบริหารธุรกิจจากทั้งสแตนฟอร์ดและวอร์ตัน โดยมีประวัติการทำงานที่เน้นไปในด้านกลยุทธ์ด้านธุรกิจและเทคโนโลยี นอกจากนี้ ยังทำงานให้กับบริษัทข้ามชาติอย่างซิสโก้และบรอดคอมรวมทั้งเป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี IoT เมื่อเร็วๆ นี้ ยังเป็นเลขานุการของคณะกรรมการนำร่องของ Industrial Internet Consortium เขาได้เตรียมจดสิทธิบัตรมากกว่า 850 รายการ และเกือบ 400 รายการอยู่ในระหว่างการตรวจสอบและใกล้จะได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว
วิลเลี่ยมมีความเชี่ยวชาญอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่การบ่มเพาะในช่วงเริ่มต้นไปจนถึงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ และการมาตรฐานซึ่งเขามองว่าเป็นพาหนะที่สมบูรณ์แบบในการขยายธุรกิจอุตสาหกรรมในภาพรวม เขากล่าวว่าเราจำเป็นต้องมีมาตรฐานสำหรับเอไอด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน ประการแรก ระดับของความซับซ้อนของเทคโนโลยีในสังคมปัจจุบัน ประการที่สอง ไอทีกำลังขับเคลื่อนลงลึกไปในทุกภาคส่วน หลังจากที่ขับเคลื่อนมาอย่างช้าๆ ในช่วงทศวรรษที่ 70 ถึง 80 คนเราก็อาจจะไม่จำเป็นต้องการระบบไอทีเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอีกต่อไป แต่กลับมีความจำเป็นในเรื่องของการคาดการณ์อนาคตในเชิงกลยุทธ์ด้านไอทีมากกว่า และท้ายที่สุด ไอทีมีอยู่ในทุกภาคส่วน และทุกภาคส่วนต้องพึ่งพาไอที นับตั้งแต่การเงินไปจนถึงการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ การขนส่ง ไปจนถึงหุ่นยนต์ และเรื่องอื่นๆ
โลกของเราจึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นรวมทั้งเอไอ โดยระบบนิเวศของเอไอได้รับการแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ สังคม และจริยธรรม รวมถึงกลุ่มที่กว้างขวาง ได้แก่ มาตรฐานพื้นฐาน วิธีการและเทคนิคในการคำนวณ ความน่าเชื่อถือ และการระบุ application domains
สำหรับมาตรฐานพื้นฐาน ด้วยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกันมาก จุดเริ่มต้นพื้นฐานมีการทำงานของคณะกรรมการในด้านมาตรฐานพื้นฐาน ซึ่งมองที่มุมมองของเอไอว่ามีความจำเป็นต้องใช้คำศัพท์ร่วม รวมทั้งอนุกรมวิธานคำศัพท์และนิยาม ท้ายที่สุด มาตรฐานเหล่านี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติงาน เช่น ผู้ควบคุมกฎ ผู้เชี่ยวชาญ สามารถพูดภาษาเดียวกัน ส่วนวิธีการและเทคนิคในการคำนวณ หัวใจของเอไอคือการประเมินของแนวทางทางการคำนวณและคุณลักษณะของระบบเอไอ ซึ่งรวมทั้งการศึกษาเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน (เช่น อัลกอริทึม การให้เหตุผล เป็นต้น) ซึ่งมีการใช้ในระบบเอไอ คุณสมบัติและคุณลักษณะ รวมทั้งการศึกษาระบบเอไอเฉพาะด้านที่มีอยู่เพื่อทำความเข้าใจและระบุแนวทางการคำนวณ โครงสร้าง และคุณลักษณะ กลุ่มที่ทำการศึกษานี้จะรายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในด้านนี้แล้วแนะนำการมาตรฐานในด้านที่มีความจำเป็น ส่วนความน่าเชื่อถือ เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเอไอ กลุ่มการศึกษากำลังพิจารณาเรื่องของความน่าเชื่อถือและความเป็นส่วนตัวเพื่อให้ระบบเอไอมีความเข้มแข็ง โปร่งใส และปราศจากอคติ สำหรับการระบุ application domains บริบทที่เอไอมีการนำไปใช้และรวบรวมกรณีตัวอย่างการใช้งานที่เป็นตัวแทน ถือว่าการขนส่งและการขับเคลื่อนอัตโนมัตินับเป็นหนึ่งในกลุ่มดังกล่าว
วิลเลียมได้คาดการณ์ถึงมาตรฐานเอไอซึ่งเขามั่นใจว่าการรับเอามาตรฐานไปใช้ในภาคส่วนต่างๆ นั้นไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงเทคโนโลยีหลักๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เราเป็นอยู่ด้วย
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2336.html
นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สถาบันฯ ขอแสดงความยินดีกับบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ ตามมาตรฐาน มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015)
บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดยนายไพฑูรย์ เชื้อสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ – ฝ่ายจัดหา พร้อมผู้บริหารและบุคลากรของบริษัทฯ รับมอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ ตามมาตรฐาน มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015) ขอบข่าย “การจัดหาวัสดุและบริการ ให้แก่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เหล็กสยาม (2001) จำกัด บริษัท เหล็กก่อสร้างสยาม จำกัด บริษัท เอ็น.ที.เอส สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทอื่นๆ ที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติ และการกำกับดูแลระบบการจัดการพัสดุของบริษัท เหล็กสยาม (2001) จำกัด บริษัท เหล็กก่อสร้างสยาม จำกัด และบริษัท เอ็น.ที.เอส สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)” จาก สรอ. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 ณ ห้อง Sharing ชั้น 18 สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ จากที่ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ มอก. 9001-2552 (ISO 9001:2008) จาก สรอ. ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โดยได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ ตามมาตรฐาน มอก. 9001-2559 (ISO 9001:2015) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561
การได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูง และการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและพนักงานทุกระดับ ในการพัฒนาระบบบริหารงานคุณภาพของบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมระบบการบริหารงานในด้านต่างๆ ให้มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยบริษัทย่อยในกลุ่มทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ บมจ. เอ็น.ที.เอส. สตีล กรุ๊ป บจก.เหล็กสยาม (2001) และ บจก. เหล็กก่อสร้างสยาม ต่างก็ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อสุขอนามัยที่ดีของพนักงาน โดยบริษัทย่อยในกลุ่มทั้ง 3 บริษัทดังกล่าว ได้รับการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) และระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (TIS/OHSAS 18001) จาก สรอ. ด้วย
สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพของบริษัทฯ เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นในด้านนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์และการบริการสำหรับเหล็กก่อสร้าง รวมทั้งการยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดของการดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณ
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ได้ริเริ่มจัดทำมาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรมในปี 2554 และได้นำเสนอกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และ สรอ. เป็นหน่วยร่วมดำเนินการในการกำหนดมาตรฐานดังกล่าวเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และประกาศเป็นมอก. 9999 เล่ม 1-2556 ซึ่งประเทศไทย โดย สมอ. ได้เสนอ มอก. 9999 เล่ม 1-2556 เป็นเอกสาร ISO ภายใต้คณะกรรมการวิชาการของ ISO คณะที่ 292 Security and Resilience (ISO/TC 292) และข้อเสนอของไทยในขั้นตอน Preliminary Work Item (PWI) ได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกใน ISO/TC 292 เป็นส่วนใหญ่ โดย สมอ. ได้จัดตั้งโครงการในการนำเสนอมอก. 9999 เล่ม 1-2556 เป็นเอกสาร ISO มี สมอ. (นายเอกนิติ รมยานนท์) เป็นหัวหน้าโครงการ (Project Leader) และ สรอ. (ดร. ชวาธิป จินดาวิจักษณ์ และนายสำราญ สอนผึ้ง) ร่วมเป็นฝ่ายเลขานุการ ซึ่งประเทศไทยได้รับโอกาสในการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอของไทย การเสนอแผนงาน รวมทั้งการประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการเสนอชื่อจากประเทศอื่นๆ ในการประชุม ISO/TC 292 ในวันที่ 8-12 ตุลาคม 2561 ณ เมืองสตาร์วังเงร์ (Stavanger) ประเทศนอร์เวย์
ในการประชุมคณะทำงานคณะที่ 2 ของ ISO/TC 292 (WG2 Conformity & Organizational Resilience) ประเทศไทยได้เสนอ PWI โดยนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับเป็นเอกสาร ISO และได้ข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับชื่อเอกสาร/มาตรฐาน ISO ที่จะจัดทำ คือ Principles and Guidelines for Sufficiency and Viability โดยจะมีการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สวีเดน อังกฤษ อินเดีย สวิสเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ เป็นต้น
สรอ. ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการนำมาตรฐาน มอก. 9999 ไปใช้ในสถานประกอบการเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 โดยปีแรก สรอ. ร่วมกับผู้ประกอบการ 10 ราย ใช้งบประมาณดำเนินการ ของ สรอ. ร่วมกับผู้ประกอบการ ต่อมาได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในโครงการการนำ มอก. 9999 สู่ภาคปฏิบัติ ระหว่าง อก. สมอ. และ สรอ. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 และได้ดำเนินการร่วมกันต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทั้งการเผยแพร่ให้ความรู้ความเข้าใจและการดำเนินโครงการ ซึ่งการดำเนินโครงการตั้งแต่ ปี 2558 สรอ. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สมอ. โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับประกาศนียบัตรจาก อก. สมอ. และ สรอ. ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว รวมสถานประกอบการที่มีการนำ มอก. 9999 ไปปฏิบัติมากกว่า 70 ราย นอกจากนี้ สรอ. ได้ให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ มอก. 9999 อาทิ การบริการข้อมูลองค์ความรู้ การฝึกอบรม การทวนสอบ การเป็นพี่เลี้ยงในการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานประกอบการเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
วารสารไอเอสโอโฟกัสฉบับเดือนกันยายน – ตุลาคม 2561 ได้นำเสนอเรื่องของโรงแรมฮิลตันซึ่งเป็นโรงแรมที่ให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ผู้สื่อข่าววารสารไอเอสโอโฟกัสได้สอบถามมักซิม เฟอร์สตรัท รองประธานด้านความรับผิดชอบองค์กรของโรงแรมฮิลตันถึงแนวคิด แนวทาง และวิธีการดำเนินงานซึ่งมีดังต่อไปนี้
เรื่องของพลังงานเป็นเรื่องในระดับปฏิบัติการที่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากเป็นอันดับสองรองลงมาจากค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน โรงแรมฮิลตันมีประวัติการดำเนินงานที่ยาวนานในเรื่องของการบริหารจัดการในการใช้พลังงานอย่างรอบคอบในระดับโลก เริ่มจากการจัดทำคู่มือการจัดการพลังงานของโรงแรมฮิลตันในช่วงปี 2513 – 2522 (ค.ศ.1970 – 1979) ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการลดการใช้ทรัพยากร และในปี 2551 (ค.ศ. 2008) ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เรียกว่า “LightStay” เพื่อใช้ในการวัดความรับผิดชอบขององค์กร แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ทุกคนที่ทำงานกับกลุ่มโรงแรมจำนวน 5,400 แห่งสามารถติดตามฟุตพริ้นท์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนมากกว่า 200 ตัวชี้วัด และ LightStay เป็นมาตรฐานที่บ่งบอกถึงแบรนด์ของโรงแรม ทั้งนี้ การใช้งานแพลตฟอร์มนี้เป็นไปเพื่อให้สามารถจัดการทรัพย์สินของโรงแรมในเครือได้เหมือนกันทั่วโลก ซึ่งทำให้สามารถกำหนดระดับการใช้พลังงาน เป้าหมายด้านของเสียและน้ำ และยังสามารถติดตามสมรรถนะเป้าหมายด้านความยั่งยืนเป็นรายกลุ่มและรายบุคคลด้วย
แพลตฟอร์มนี้สร้างขึ้นตามความต้องการลูกค้าเพื่อรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในเชิงปฏิบัติการซึ่งช่วยให้บริหารสามารถจัดการด้านพลังงาน คาร์บอน น้ำและของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายสะสมลงได้มากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา
ปัจจุบัน การจัดการพลังงานยังคงเป็นสิ่งที่โรงแรมฮิลตันให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกและยังคงระบบวิธีการเชิงนวัตกรรมในการลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายลง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ การใช้มาตรฐาน ISO 50001 มีความสำคัญและทำให้โรงแรมเป็นผู้นำในกระบวนการด้านพลังงาน การให้การสนับสนุนจากผู้บริหารมีความจำเป็นและสำคัญมากต่อสมรรถนะและการจัดการด้านพลังงานของโรงแรม เมื่อไอเอสโอได้ประกาศใช้มาตรฐาน ISO 50001: 2011 ผู้บริหารของโรงแรมก็ให้ความสนใจที่จะนำเอาระบบการจัดการที่มีอยู่มาใช้เพื่อประโยชน์สำหรับแพลตฟอร์ม LightStay เพื่อให้ได้รับการรับรอง ซึ่งก่อนหน้านั้น โรงแรมฮิลตันได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001 แล้ว
ดังนั้น ผู้บริหารของโรงแรมจึงมีความเข้าใจถึงประโยชน์ของมาตรฐานไอเอสโออยู่แล้ว และเมื่อนำแพลตฟอร์ม LightStay มาใช้ ทางโรงแรมจึงได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 50001 เมื่อปี 2557 (ค.ศ.2014) ในเวลานั้น การได้รับการรับรองทั้ง 3 มาตรฐานนับว่าเป็นอาคารพาณิชย์ที่ได้รับการรับรองในขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การจัดการพลังงานก็เป็นสิ่งที่ผู้บริหารของโรงแรมได้ให้ความสำคัญเสมอมาและยังคงมองหาโอกาสที่จะขับเคลื่อนสมรรถนะองค์กรให้สูงขึ้นในระดับต่อไป
เมื่อไม่นานมานี้ โรงแรมได้ทำการทบทวนและดำเนินการบริหารกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบองค์กรเสียใหม่และกำหนดเป้าหมายระยะยาวขึ้นใหม่ ซึ่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โรงแรมได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายในการลดผลกระทบทางสังคมและลดฟุตพริ้นท์ด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้ 2 เท่าภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ในโครงการความรับผิดชอบขององค์กรซึ่งเน้นการเดินทางที่มีเป้าหมายชัดเจน (Travel with Purpose) โดยองค์ประกอบสำคัญของพันธสัญญาในเรื่องนี้ก็คือเป้าหมายที่อิงอยู่บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งสอดคล้องกับระดับการลดคาร์บอนตามสนธิสัญญาปารีส ซึ่งผู้บริหารและพนักงานของโรงแรมฮิลตันมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นโรงแรมแห่งแรกที่มีการกำหนดเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการอนุมัติโดย Science Based Targets initiative: SBTi ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำที่สนับสนุนให้บริษัทต่างๆ มีความได้เปรียบในการแข่งขันโดยมีการปรับเปลี่ยนไปเป็นเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
สำหรับกลยุทธ์การเดินทางที่มีเป้าหมายชัดเจน (Travel with Purpose) ของโรงแรมฮิลตัน เป็นการกำหนดเป้าหมายใหม่ที่เน้นความยั่งยืนของการเดินทางของโรงแรมในเครือทั่วโลก ซึ่งภายในปี 2573 โรงแรมวางแผนที่จะลดผลกระทบทางสังคมและลดฟุตพริ้นท์ด้านสิ่งแวดล้อมลง 2 เท่า กลยุทธ์ดังกล่าวจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การลงทุนในชุมชนท้องถิ่นและการอนุรักษ์ทรัพยากรของโลกด้วยการลดผลกระทบขององค์กรที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับกลยุทธ์ของโรงแรมมีการเชื่อมโยงเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ
ส่วนประโยชน์ที่ได้รับจากการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ คือทำให้มั่นใจว่าโรงแรมมีการปฏิบัติตามแนวทางที่สม่ำเสมอในระบบการจัดการพลังงาน และตัวเลขที่มีนัยสำคัญคือการลดการใช้พลังงานลงถึง 20.6% และลดคาร์บอนลง 30% จากปี 2551
ทางโรงแรมยังได้ประมาณการว่ามีตัวเลขสะสมในเรื่องของการประหยัดด้านการปฏิบัติการอย่างยั่งยืนได้ถึงหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมาจากระบบ LightStay ที่ช่วยให้โรงแรมสามารถติดตามโครงการการประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นได้ทั้งในระดับที่ลดลงและในระดับที่ทำให้ไม่เกิดค่าใช้จ่ายเลย เช่น การติดตามว่าโรงแรมไหนสามารถใช้การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์แทนการติดตั้งด้วยหลอดแอลอีดีหรือโรงงานที่มีการใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน เป็นต้น สุดท้ายนี้ ผู้บริหารของโรงแรม กล่าวว่าการที่โครงการมีผลต่อความสำเร็จเป็นอย่างมากเป็นผลมาจากความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดทั้งภายในกลุ่มโรงแรม ภายในแผนก และภายนอกรวมทั้งหุ้นส่วน ครั้งแรกที่โรงแรมตั้งเป้าหมายว่าต้องการการรับรอง ก็ได้แต่งตั้งกลุ่มงานขนาดใหญ่ขึ้นมาโดยมีตัวแทนจากเกือบทุกแผนกของโรงแรม ปัจจุบัน ยังคงมีความร่วมมือระหว่างแผนกเพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรักษาใบรับรองไว้ได้ และได้รับประโยชน์จากการนำมาตรฐานไปใช้
สำหรับมาตรฐาน ISO 50001 ฉบับใหม่ ซึ่งมี High-Level Structure ทำให้สามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานระบบการจัดการที่โรงแรมทำอยู่แล้ว คือ ISO 9001 และ ISO 14001 ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเป็นมาตรฐานฉบับใหม่ ไม่ได้มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสำหรับระบบโดยพื้นฐาน แต่มันทำให้องค์กรสามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้โดยมองในภาพรวมผ่านการปฏิบัติงานประจำวัน
สำหรับโรงแรมฮิลตันเป็นองค์กรที่มีแบรนด์ชั้นนำระดับโลก 14 แบรนด์ซึ่งประกอบด้วยทรัพย์สินกว่า 5,400 แห่งซึ่งมีห้องเกือบ 880,000 ห้องใน 106 ประเทศและดินแดน โรงแรมฮิลตันอุทิศตนให้กับเป้าหมายในการให้บริการระดับโลกด้วยการส่งมอบประสบการณ์พิเศษของโรงแรมให้กับแขกทุกคนและทุกเวลา กลุ่มแบรนด์ของโรงแรมได้แก่ Hilton Hotels & Resorts, Waldorf Astoria Hotels & Resorts, Conrad Hotels & Resorts, Canopy by Hilton, Curio Collection by Hilton, DoubleTree by Hilton, Tapestry Collection by Hilton, Embassy Suites by Hilton, Hilton Garden Inn, Hampton by Hilton, Tru by Hilton, Homewood Suites by Hilton, Home2 Suites by Hilton และ Hilton Grand Vacations.
การขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) เป็นหนึ่งในเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติและยังเป็นหัวข้อในการรณรงค์วันอาหารโลกในปี 2561 ด้วย ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอนับว่าเป็นเครื่องมืออันทรงคุณค่าที่จะช่วยให้โลกของเราก้าวไปสู่เป้าหมายในเรื่องดังกล่าวได้
จากข้อมูลขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ระบุว่ามีคนที่ยังมีอาหารไม่เพียงพอและหิวโหยในโลกนี้มีจำนวน 815 ล้านคน ในขณะที่มีคนที่มีน้ำหนักมากเกินไปจำนวน 1.9 พันล้านคน อย่างไรก็ตาม โลกที่ปราศจากความหิวโหยซึ่งเป็นเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติภายในปี 2030 นั้น ไม่เพียงแต่เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้เท่านั้น แต่ยังเป็นหัวข้อที่วันอาหารโลกที่ FAO ทำการรณรงค์ในปีนี้ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ตุลาคม ด้วย
วันอาหารโลกในปีนี้ FAO ได้ให้ความสำคัญในหัวข้อ “เกษตรในครัวเรือน: เลี้ยงโลกและใส่ใจโลก” (Family Farming: Feeding the World, Caring for the Earth.)
สำหรับไอเอสโอ มีมาตรฐานสากลในภาคส่วนการผลิตอาหารมากกว่า 1600 มาตรฐานที่ช่วยให้สามารถยุติความหิวโหยของโลกได้ด้วยการสร้างความมั่นใจในผลิตภัณฑ์อาหาร ปรับปรุงวิธีการด้านเกษตรกรรม และส่งเสริมการจัดซื้ออย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมาตรฐานอีกประมาณ 850 มาตรฐานจากคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 34 – Food products ซึ่งครอบคลุมทุกเรื่องนับตั้งแต่สวัสดิภาพสัตว์ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ธัญพืชและนม และการทดสอบส่วนผสม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังรับผิดชอบชุดมาตรฐาน ISO 22000 ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร ซึ่งครอบคลุมมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร การทำฟาร์ม การทำบรรจุภัณฑ์ การลำเลียงขนส่งอาหารสัตว์ และการผลิตอาหารสัตว์
หัวใจสำคัญของระบบอาหารที่ยั่งยืนคือการทำให้มั่นใจในความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนสำหรับซัพพลายเชนด้านอาหาร และปัจจุบัน ไอเอสโอกำลังดำเนินงานในเรื่องนี้อยู่
กรณีนี้ ชุดมาตรฐาน ISO 34101 sustainable and traceable cocoa beans มีเป้าหมายที่จะอำนวยความสะดวกสำหรับการปฏิบัติด้านเกษตรกรรมที่มีประสิทธิผลซึ่งช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงสภาพทางสังคมของชาวสวนโกโก้ซึ่งเป็นผู้เพาะปลูกรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนาด้วย
ในคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 26030 ซึ่งมีการนำสาขาอาหารไปประยุกต์ใช้ใน ISO 26000 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานสากลที่มีการนำไปใช้อ้างอิงมากที่สุดของโลกในด้านความรับผิดชอบทางสังคม ยังได้ให้แนวทางวิธีการรวมเอาประเด็นหลักของความรับผิดชอบทางสังคมเข้าไว้ด้วยกันกับห่วงโซ่อาหาร ดังนั้น จึงมีส่วนร่วมในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในด้านวิถีที่ยั่งยืน มีจริยธรรม และโปร่งใส
สำหรับผู้สนใจเรื่องของมาตรฐานไอเอสโอกับเกษตรกรรม สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ dedicated page
https://www.iso.org/news/ref2334.html
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ร่วมงานสัมมนา “ยกระดับการรับรองสมรรถนะบุคลากรไทยสู่สากล ด้วย มอช.” สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สคช. ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายนคร ศิลปอาชา ประธานกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นประธานเปิดการสัมมนา โดยมีนายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ พร้อมผู้บริหาร สคช. นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ผู้บริหารและพนักงาน สรอ. ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ มีผู้ร่วมงาน 277 ราย
ภายในงานช่วงเช้ามีการแถลงข่าวความร่วมมือระหว่าง สคช. กับ ธนาคารออมสิน โดยนายอมรฤทธิ์ จันทร์ประสิทธิ์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มกำกับและธรรมาภิบาล พิธีมอบโล่เกียรติคุณแก่องค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพเข้าสู่มาตรฐานสากล (ISO/IEC 17024) ปีงบประมาณ 2561 จำนวน 5 แห่ง และการบรรยายพิเศษ หัวข้อ “ยกระดับการรับรองสมรรถนะบุคลากรไทยสู่สากล ด้วย มอช.” โดยนายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผอ. สคช.

นอกจากนี้ งานสัมมนาในช่วงบ่ายยังมีการเสวนา “มาตรฐานอาชีพไทยเพื่อการยอมรับในระดับสากล” โดย ดร. จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ นางสาววรชนาธิป จันทนู ผู้อำนวยการสำนักบริหารคุณวุฒิวิชาชีพ 2 สคช. และนางพรรณี อังศุสิงห์ ผอ.สรอ. เป็นผู้ร่วมเสวนา และนางปริยดา พยุงธรรม ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายบริการเทคนิค สรอ. เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
งานสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพเข้าสู่มาตรฐานสากล (ISO/IEC 17024) ปีงบประมาณ 2561 ของ สคช. เพื่อเผยแพร่โครงการฯ รวมทั้งผลการดำเนินงานให้แก่ผู้เกี่ยวข้องกับระบบการรับรองบุคลากรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่ง สรอ. ได้ดำเนินโครงการฯ ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน สามารถพัฒนาบุคลากรขององค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพเข้าสู่มาตรฐานสากล (ISO/IEC 17024) และบุคลากรอื่นที่เกี่ยวข้อง รวม 416 องค์กร 1,762 คน และพัฒนาระบบงานขององค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพเข้าสู่มาตรฐานสากล (ISO/IEC 17024) รวม 33 องค์กร ซึ่งเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทย 4.0
องค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ (มอช.) ซึ่งเทียบเคียงกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (National Qualifications
Framework: Thailand NQF) และกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (ASEAN Qualifications Reference Framework: AQRF) ที่ได้รับการพัฒนาระบบงานตาม ISO/IEC 17024 โดยเฉพาะการได้รับการรับรองระบบงานตาม ISO/IEC 17024 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล จะเป็นการยกระดับการรับรองสมรรถนะบุคคลากรไทยด้วยมาตรฐานอาชีพสู่สากล ให้เกิดความเชื่อถือในกระบวนการทดสอบและรับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานวิชาชีพขององค์กร รวมทั้งความเชื่อมั่นในศักยภาพของบุคลากรวิชาชีพของประเทศ
สรอ. ได้ให้บริการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาองค์กรหรือหน่วยรับรองบุคลากร ตาม ISO/IEC 17024 อาทิ การบริการข้อมูลองค์ความรู้ การฝึกอบรม การพัฒนามาตรฐาน การตรวจ การเป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาระบบงานขององค์กร รวมทั้งการพัฒนาหน่วยตรวจสอบรับรอง (Conformity Assessment Body : CAB) ตามอนุกรมมาตรฐาน ISO/IEC 17000 (ISO/IEC 17000 Series) เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและคุณภาพของอุตสาหกรรมทั้งภาคการผลิต การค้า การบริการและการเกษตร รวมทั้งการพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจสอบรับรองสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายตามแนวทางมาตรฐานสากล เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รองรับความต้องการและการเติบโตของประเทศ
กระทรวงอุตสาหกรรม จัดพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในวาระแห่งการสวรรคต 2 ปี โดย นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการและพนักงานกระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้งผู้บริหารและพนักงานสถาบันเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2561 ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ โดยนางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบัน พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานสถาบันฯ เข้าร่วมพิธี
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) สถาบันเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม จัดกิจกรรมทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี การจัดตั้งสถาบันฯ โดยนางชุตาภรณ์ ลัมพสาระ นายปราโมทย์ วิทยาสุข นสพ. บุญเพ็ง สันติวัฒนธรรม ดร. อรรณพ ปิยะสินธ์ชาติ (ประธานกรรมการ คณะกรรมการสถาบันฯ และกรรมการสถาบันฯ อดีตและปัจจุบัน) นายสมรวย หะริณสุต และนายชาญนาวิน สุกแจ่มใส (อดีตรักษาการผู้อำนวยการสถาบันฯ/ผู้อำนวยการสถาบันฯ) และแขกผู้มีเกียรติ ให้เกียรติร่วมทำบุญ ถวายภัตตาหารเพล ผ้าไตรและเครื่องไทยธรรม แด่พระภิกษุสงฆ์ ณ ห้อง SHARING ชั้น 18 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2561 พร้อมด้วยนางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ ผู้บริหารและพนักงานสถาบันฯ

โดยช่วงเช้า นายชาญนาวิน สุกแจ่มใส อดีตผู้อำนวยการสถาบันฯ นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ ผู้บริหารและพนักงานสถาบันฯ ร่วมกันสักการะองค์พระพรหม ณ บริเวณด้านหน้าอาคารยาคูลท์ สนามเป้า ที่ทำการของสถาบันฯ

จากนั้นประธานกรรมการ คณะกรรมการสถาบันฯ อดีตและปัจจุบัน และอดีตรักษาการผู้อำนวยการสถาบันฯ/ผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้กล่าวอวยพรและให้กำลังใจ พร้อมขอบคุณผู้บริหารและพนักงานสถาบันฯ ที่ร่วมกันดำเนินงานตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งสถาบันฯ ทั้งการให้บริการรับรองตามมาตรฐานไอเอสโอและมาตรฐานระบบอื่นๆ การเสริมสร้างประสิทธิภาพและคุณภาพของอุตสาหกรรม การเพิ่มขีดความสามารถด้านการรับรองของประเทศให้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ และการพัฒนาบุคลากรทั้งภาครัฐและเอกชนให้มีคุณสมบัติตามเกณฑ์มาตรฐานและเพียงพอที่จะรองรับงานในระดับสากล รวมถึงการมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งที่ช่วยให้สถาบันฯ บรรลุเป้าหมายการดำเนินงานตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้บริหารและพนักงานทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจกันดำเนินงานเพื่อองค์กร ส่วนรวมและประเทศชาติ โดยเฉพาะการพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรฐานการบริหารจัดการและการตรวจสอบรับรอง เพื่อส่งเสริมพัฒนาขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม/การผลิต การค้า การบริการและการเกษตรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน