เมื่อเร็วๆ นี้ วารสาร Sloan Management Review ได้ตีพิมพ์บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจโดยตั้งคำถามว่าจะดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืนไปพร้อมๆ กับการสร้างผลกำไรได้อย่างไร
มีคำถามสำหรับบริษัทและนักลงทุนว่าจะสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goal: SDG) ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ทั้ง 17 ข้อได้อย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับกลยุทธ์ขององค์กรในเรื่องดังกล่าว
เนื่องจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียวไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะสนับสนุนเป้าหมายทั้งหมดดังกล่าวได้ ในขณะเดียวกัน บริษัทก็ต้องสร้างคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้นเพื่อสร้างผลกำไรสูงสุด ดังนั้น จึงมักถูกตั้งคำถามว่าแล้วจะทำดีและทำกำไรไปพร้อมๆ กันได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม การวัดผลในด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่เหมือนกับการวัดผลสมรรถนะทางการเงินที่มีมาตรฐานตายตัว ดังนั้น จึงมีระบบนิเวศขนาดใหญ่ขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและผู้ค้าข้อมูลที่พยายามจะแก้ปัญหาดังกล่าว และทั้งบริษัทต่างๆ และนักลงทุนต่างก็พยายามหาทางทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แต่บริษัทก็ยังคงมีคำถามว่าแล้วผู้ถือหุ้นจะได้รับผลตอบแทนในระยะยาวหรือไม่ และเป้าหมายทั้ง 17 ข้อ 169 เป้าหมายนั้นเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงของโลกในขณะที่ ESG metrics (ESG: Environment, Social and Governance) คือเรื่องของสมรรถนะขององค์กร อะไรคือสิ่งที่หายไประหว่างทางที่จะแสดงถึงความสัมพันธ์กันของทั้งสองสิ่ง
ในส่วนของนักลงทุนก็ยังคงมีความกังวลใจเกี่ยวกับบริษัทที่มีผลงานน้อยมากในการอธิบายถึงวิธีที่สมรรถะของ ESG มีส่วนทำให้เกิดสมรรถนะทางการเงิน
เมื่อปราศจากการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากชุมชนการลงทุน ชุมชนของบริษัทก็ไม่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมที่จำเป็นในอันที่จะบรรลุถึงเป้าหมายภายปี 2030 ได้
ความท้าทายเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถจัดการได้ โดยหัวใจสำคัญปรากฎอยู่ในงานของคณะกรรมการว่าด้วยมาตรฐานทางบัญชีความยั่งยืน (Sustainability Accounting Standards Board: SASB) ในบริบทของ SDGs ในแนวคิดเรื่องประเด็นสำคัญ (Materiality) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมผลลัพธ์ ESG กับผลกระทบของ SDGs
ในรายงานทางการเงิน ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักลงทุน ประเด็น SDGs ยังเพิ่มความสำคัญมากขึ้นรวมทั้งในเประเด็น ESG ด้วย SASB ได้ระบุประเด็น ESG ที่สำคัญใน 10 สาขาอุตสาหกรรม (แบ่งออกเป็น 79 สาขาอุตสาหกรรม) และใน Provisional Standards ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ SASB พัฒนาขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมทั้ง 79 สาขา และได้รับการแนะนำให้เป็นตัวชี้วัด (KPIs) ในรายงานการทางการเงินด้วย
ในขณะที่ตัวชี้วัดระดับอุตสาหกรรมของ SASB เป็นการแสดงผลลัพธ์ของ ESG ผลลัพธ์เหล่านี้ก็มีผลกระทบต่อองค์กรและคนที่อยู่นอกองค์กรด้วย ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อ SDGs ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์ ESG และผลกระทบของ SDG จึงมีอยู่ตามแนวคิดในเรื่องประเด็นสำคัญดังกล่าว ทั้งนี้ เราสามารถคาดเดาล่วงหน้าถึงผลสำเร็จของ SDGs ได้ด้วยการปรับปรุงผลลัพธ์ของ ESG ผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ ทำความเข้าใจผลลัพธ์ของ ESG ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับบริษัท กำหนดวิธีที่สมรรถนะของผลลัพธ์ที่มีส่วนสำคัญใน SDGs ข้อใดข้อหนึ่งหรือมากกว่านั้น และสุดท้าย ติดตามการปรับปรุงสมรรถนะของผลลัพธ์ ESG ที่มีผลกระทบต่อ SDGs
ตัวอย่างเช่น การสร้างงานโดยบริษัทหนึ่งคือผลลัพธ์ของ ESG และผลกระทบของ SDG จะรวมถึงการรู้หนังสือมากขึ้น (SDG ข้อ 4 คือการศึกษาที่มีคุณภาพ) เนื่องจากมีเด็กจำนวนมากขึ้นที่สามารถเรียนจบแทนที่จะต้องไปทำงานเลี้ยงครอบครัว หรือการปล่อยก๊าซคาร์บอนของบริษัทมีความเกี่ยวข้องกับ SDG ข้อ 13 ในเรื่องปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น เราจึงวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นสำคัญของ ESG และ SDGs ได้
เพื่อทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์ของ ESG และผลกระทบของ SDG จึงทำการจับคู่ประเด็นทั้งสองโดยใช้โมเดลที่พัฒนาโดยทรูแวลูแล็บส์ แล้วทำการจับคู่ประเด็นสำคัญที่ระบุสำหรับทั้ง 79 สาขาอุตสาหกรรมสำหรับ SDG 16 หัวข้ออีกครั้ง ซึ่งผู้นำองค์กรจะต้องเข้าใจในการสร้างคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้นและมีส่วนสำคัญใน SDGs รายละเอียดจะเป็นอย่างไรและจะนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจได้อย่างไร โปรดติดตามในตอนต่อไปซึ่งเป็นตอนจบค่ะ
ที่มา :
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) หรือ MASCI โดยผู้อำนวยการสถาบันฯ (นางพรรณี อังศุสิงห์) ผู้บริหาร และพนักงานสถาบันฯ ให้การต้อนรับคณะผู้ตรวจประเมินจากสำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อรับการตรวจประเมินระบบงาน สาขาหน่วยตรวจ (Inspection Body: IB) ในวันที่ 18, 21-22 พฤษภาคม 2561
สรอ. รับการตรวจประเมินระบบงาน สาขาหน่วยตรวจ ตามมาตรฐาน ISO/IEC 17020:2012 Conformity assessment – Requirements for the operation of various types of bodies performing inspection และเอกสารแนวทางการปฏิบัติตาม ISO/IEC 17020:2012 ขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองห้องปฏิบัติการ (International Laboratory Accreditation Cooperation, ILAC-P15:07/2016 Application of ISO/IEC 17020:2012 for the Accreditation of Inspection Bodies สำหรับการตรวจโรงงานเพื่อการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์
สรอ. ให้บริการการตรวจตามมาตรฐาน เกณฑ์ และข้อกำหนดต่างๆ ตลอดห่วงโซ่แห่งคุณค่า ทั้งในระดับหน่วยงาน ระดับสมาคม ระดับประเทศ และระดับต่างประเทศ อาทิ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) มาตรฐานตราสัญลักษณ์ Q-Mark มาตรฐานระบบการบริหารจัดการคุณภาพชีวิตการทำงานในสถานประกอบการ (Quality of Work Life: QWL) มาตรฐานแรงงานไทย (Thai Labour Standard: TLS) มาตรฐานท่องเที่ยว มาตรฐานสำนักงานบัญชี มาตรฐานองค์กรด้านคนพิการ มาตรฐานคลังสินค้า ไซโลและห้องเย็น มาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย (Thailand MICE Venue Standard: TMVS) มาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน (ASEAN MICE Venue Standard: AMVS)
การตรวจผลิตภัณฑ์จากหน่วยตรวจที่ได้รับการรับรองระบบงานตามมาตรฐาน ISO/IEC 17020 จะเพิ่มความเชื่อมั่นในการยอมรับผลการตรวจของหน่วยตรวจ โดยหน่วยงานกฎระเบียบ ผู้ส่งมอบ ผู้ซื้อ ผู้บริโภค และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศทั้งสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการได้รับการรับรองระบบงานสาขาหน่วยตรวจจากหน่วยรับรองระบบงานที่มีลงนามการยอมรับร่วมระดับระหว่างประเทศ จะช่วยลดการตรวจสอบซ้ำจากประเทศผู้นำเข้า ซึ่งเป็นการลดต้นทุนของผู้ผลิตและผู้นำเข้า
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) จัดสัมมนาวิชาการ หัวข้อ “ISO 13485:2016 ระบบบริหารงานคุณภาพสำหรับเครื่องมือแพทย์ (Medical Devices – Quality Management System: MDMS)” เพื่อให้องค์กรได้รับความรู้ มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและประสบการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานฯ ในงาน Subcon Thailand 2018 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2561
เครื่องมือแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวินิจฉัย ป้องกัน ติดตาม บำบัด บรรเทา หรือรักษาการบาดเจ็บหรือโรคของมนุษย์ การทดแทน แก้ไข ดัดแปลง พยุง ค้ำจุนด้านกายวิภาคหรือกระบวนการทางสรีระของร่างกายมนุษย์ หรือการประคับประคองหรือช่วยชีวิตมนุษย์ ซึ่งมีความหลากหลายแตกต่างกัน คุณภาพและความปลอดภัยของเครื่องมือแพทย์เป็นสิ่งสำคัญและไม่สามารถต่อรองได้ ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์จึงยิ่งมีความจำเป็นในการแสดงถึงกระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ การทำให้บรรลุเป้าหมายด้านคุณภาพและความปลอดภัยของเครื่องมือแพทย์ องค์กรต้องมีระบบการบริหารจัดการด้านคุณภาพและความปลอดภัยในทุกขั้นตอนของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการผลิตของเครื่องมือแพทย์และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดวัฎจักรชีวิตของเครื่องมือแพทย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับการให้บริการของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ตอบโจทย์การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-Curve) ในกลุ่มการแพทย์ครบวงจร รวมทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
สรอ. ได้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ด้านการตรวจประเมินและการรับรอง การฝึกอบรม และการพัฒนามาตรฐานและเกณฑ์ต่างๆ รวมถึงการให้บริการข้อมูลและองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพสำหรับเครื่องมือแพทย์ และมีความยินดีที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการด้านความสามารถขององค์กรในการส่งมอบผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์และบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) และผู้บริหารสถาบันฯ ขอแสดงความยินดีกับสายงานบริการ 2 สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ สสท. ที่ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001:2015)
สายงานบริการ 2 สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) โดยนายปติพนธ์ คุ้มภัย รักษาการผู้อำนวยการสายงานบริการ 2 และผู้แทนฝ่ายบริหาร (QMR) พร้อมผู้บริหารของสมาคมฯ รับมอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001:2015) ในขอบข่าย “
และในขอบข่าย “การบริการให้คำปรึกษา” ณ ห้อง SHARING ชั้น 18 สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นการได้รับ
การรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ รอบที่ 6 นับจากการได้รับการรับรองครั้งแรกเมื่อ 12 เมษายน 2546
การได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001:2015) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสมาคมฯ และผู้บริหาร พร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ ในการพัฒนาประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในด้านคุณภาพ ตามที่สมาคมฯ มุ่งมั่นที่จะดำเนินกิจกรรม
ภายใต้อุดมการณ์ “เผยแพร่วิทยาการ สร้างฐานเศรษกิจ” อย่างต่อเนื่อง
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพของ
สมาคมฯ เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนสมาคมฯ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ การส่งเสริมและสนับสนุนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ของสมาชิกและการเผยแพร่แก่ประชาชน รวมทั้งการส่งเสริมด้านการศึกษาและด้านอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) และผู้บริหาร สรอ. ให้การต้อนรับและแสดงความยินดีกับสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์พัทลุง จำกัด ที่ได้รับใบรับรองระบบการจัดการสุขลักษณะที่ดีในสถานประกอบการ GMP (FDA)
สหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์พัทลุง จำกัด โดยคุณโสภณ คงแก้ว ประธานกรรมการ คณะกรรมการดำเนินการ พร้อมด้วยกรรมการ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สหกรณ์ฯ เข้ารับใบรับรองระบบการจัดการสุขลักษณะที่ดีในสถานประกอบการ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ. 2543 เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และเก็บรักษาอาหาร ในขอบข่าย “การผลิตเนื้อหมูตัดแต่งแช่เย็น” ณ ห้อง SHARING ชั้น 18 สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2561
การที่สหกรณ์ฯ ได้รับการรับรองระบบการจัดการสุขลักษณะที่ดีในสถานประกอบการ GMP (FDA) ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการผลิตตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายอาหาร และเป็น สหกรณ์ฯ รายแรกที่ได้รับการรับรองในขอบข่ายดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะกรรมการฯ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในการพัฒนาระบบการจัดการของสถานประกอบการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นให้อาหารมีคุณภาพมาตรฐาน และเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับอาหารที่ปลอดภัย เป็นการช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับในการเป็นผู้ผลิต/ผู้ส่งมอบสินค้า/วัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานของหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่
สรอ. มีความภูมิใจและยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานระบบการบริหารจัดการของสหกรณ์ฯ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจและการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รวมทั้งสมาชิกสหกรณ์/เกษตรกร ให้สามารถพึ่งพาตนเอง สร้างความเข้มแข็งในชุมชน อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร
ตามที่ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ได้ดำเนินโครงการ SME Promotion Project ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ในการพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้านมาตรฐานการบริหารจัดการรวมทั้งการตรวจสอบรับรองตามแนวทางสากล เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ รวมทั้งผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และขนาดเล็กมาก (Very Small Enterprise: VSE) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาและภาคประชาชน โดยได้ส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานของ SME และ VSE ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ตาม “เส้นทางการพัฒนา SME และ VSE ด้านมาตรฐานระบบการบริหารจัดการ/การบริหารจัดการสู่ความยั่งยืน”
การดำเนินโครงการ SME Promotion Project III ในปี 2561 มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การยกระดับการพัฒนาความรู้และทักษะบุคลากรของผู้ประกอบการ SME และ VSE ในการนำมาตรฐานระบบการบริหารจัดการ/การบริหารจัดการสากลไปปฏิบัติ จากระดับพื้นฐานสู่ระดับที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการพัฒนาบุคลากรด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ตามมาตรฐานแนวทางการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 เพื่อการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (SR Firm) ใน 2 ระดับ คือ ระดับเบื้องต้น (Beginner) และระดับนักปฏิบัติ (Practitioner)
สรอ. ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับบุคลากรของผู้ประกอบการ SME และ VSE
หลักสูตรที่ 1 : หลักสูตรเบื้องต้น (SR Beginner) เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2561
ให้มีความรู้เบื้องต้นและความตระหนักถึงความสำคัญของมาตรฐานการบริหารจัดการสากลเพื่อการเป็น SR Firm รวม 71 บริษัท 152 คน
และได้คัดเลือกผู้ที่สอบผ่านระดับ Beginner เข้ารับการพัฒนาต่อยอดในหลักสูตรที่ 2 : หลักสูตรนักปฏิบัติ (SR Practitioner) จำนวน 2 รุ่น
รุ่นละไม่น้อยกว่า 60 คน โดยรุ่นที่ 1 จัดฝึกอบรม เมื่อวันที่ 3 – 4 พฤษภาคม 2561 รวม 35 บริษัท 61 คน และ รุ่นที่ 2 กำหนดจัดในวันที่ 17 – 18 พฤษภาคม 2561
เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงอุตสาหกรรม ครบรอบ 76 ปี วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 โดยนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งภายในงานได้จัดพิธีถวายเครื่องบวงสรวงองค์พระนารายณ์และพระภูมิ ถวายผ้าไตร เครื่องไทยธรรม และภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และกิจกรรมบริจาคเงินสมทบทุนโรงพยาบาลสงฆ์ และมูลนิธิรามาธิบดีฯ โครงการสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

โดยมีนายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายสันติ กีระนันท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมงาน ซึ่งสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ โดยนางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ และผู้บริหารสถาบันฯ เข้าร่วมงานและร่วมบริจาคเงินสมทบทุนโรงพยาบาลสงฆ์ และมูลนิธิรามาธิบดีฯ โครงการสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 1 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ร่วมพิธีมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย
(Thailand MICE Venue Standard: TMVS) และมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน (ASEAN MICE Venue Standard: AMVS) ประจำปี 2561
ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (Thailand Convention & Exhibition Bureau) หรือ สสปน. (TCEB)
เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ
โดยมีผู้ประกอบการที่ผ่านการประเมินตามมาตรฐาน TMVS
มาตรฐาน AMVS ประเภทห้องประชุม (Meeting Room) จำนวน 13 ราย
สรอ. ได้รับมอบหมายจาก สสปน. ให้เป็นหน่วยตรวจประเมินมาตรฐาน TMVS มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 และเป็นหน่วยตรวจประเมินมาตรฐาน AMVS ในปี พ.ศ. 2560 รวมทั้งการเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำคู่มือมาตรฐาน TMVS (ประเภทห้องประชุมและประเภทสถานที่จัดงานแสดงสินค้า) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับการให้บริการของอุตสาหกรรมไมซ์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ตอบโจทย์การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-Curve) ในกลุ่มการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในปี พ.ศ. 2561 สสปน. ได้จัดพิธีมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐาน TMVS และ AMVS โดยได้รับเกียรติจากนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานมอบตราสัญลักษณ์แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไมซ์ที่ผ่านเกณฑ์ และมีผู้อำนวยการ สสปน. (นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา) ผู้บริหาร สสปน. และผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมแสดงความยินดี
สรอ. ได้ให้บริการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE: Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions) อาทิ การตรวจประเมิน การพัฒนามาตรฐาน การฝึกอบรม เช่น มอก./TIS 22300, ISO 22301, ISO 20121, ISO 9001, ISO 14001, TIS/OHSAS 18001, ISO 50001, GMP, HACCP, ISO 22000 ครอบคลุมข้อกำหนดด้านต่างๆ ของมาตรฐาน TMVS และมาตรฐาน AMVS รวมทั้งคุณภาพในการให้บริการ สิ่งแวดล้อมและชุมชน/สังคม ความปลอดภัย/ความมั่นคงปลอดภัยและสวัสดิการแรงงาน ความปลอดภัยของอาหาร และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ
ของเล่นสำหรับเด็กมีอยู่มากมายและเป็นไปได้ว่าอาจจะมีอันตรายแอบแฝงมากับความสนุก เด็กๆ อาจจะเล่นของเล่นตามปกติแต่ก็มีโอกาสเป็นอันตรายได้ ไม่ว่าจะเป็นขอบหรือชิ้นส่วนเล็กๆ ที่มีความคมอยู่ในตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าของเล่นนั้นไม่ได้รับการออกแบบและผลิตมาอย่างถูกต้องและเหมาะสม
ปัจจุบัน เด็กๆ ได้รับความปลอดภัยและรอดพ้นจากอันตรายจากการเล่นของเล่นมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการมีมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยสำหรับของเล่นเด็กนั่นเอง ปัจจุบัน ไอเอสโอได้ทำการปรับปรุงมาตรฐานของเล่นเด็กเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยมาตรฐานฉบับใหม่จะมีความปลอดภัยและเหมาะสมมากขึ้นกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ISO 8124-1, Safety of toys – Part 1: Safety aspects related to mechanical and physical properties เป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดและวิธีทดสอบของเล่นสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 14 ปี และครอบคลุมช่วงอายุการใช้งาน มาตรฐานนี้ระบุหลักเกณฑ์ที่ยอมรับได้สำหรับลักษณะโครงสร้างของของเล่น เช่น รูปร่าง ขนาด และเค้าโครง เป็นต้น รวมทั้งคำเตือนและคู่มือการใช้งานที่เหมาะสมด้วย
คริสเตียน เว็ทเทอร์เบิร์ก ประธานคณะกรรมการที่พัฒนามาตรฐานชุดดังกล่าวระบุว่ามาตรฐานจำนวน 150 หน้าครอบคลุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และมีบทบาทสำคัญในการสร้างผลกระทบด้านความปลอดภัยของของเล่นสำหรับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้น มาตรฐานใหม่ที่ทำการปรับปรุงนี้จึงต้องมีความทันสมัยและคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบันด้วย
สำหรับมาตรฐานฉบับล่าสุดครอบคลุมความหมายที่ได้ทำการปรับปรุงให้ทันสมัยและข้อกำหนดที่มีการแจ้งเตือนซึ่งได้ทำการทบทวนและเกี่ยวข้องกับวัสดุและชิ้นส่วน เช่น สายและแผ่นของชิ้นส่วนต่างๆ รวมไปถึงของใหม่ๆ อย่างโยโย่บอลด้วย
ISO 8124-1 เป็นหนึ่งในมาตรฐานที่มีรายละเอียดมากที่สุดและมีความยาวมากที่สุด ส่วนมาตรฐานอื่นในชุดเดียวกันนี้รวมอยู่ในส่วนที่ 2 ในเรื่องของการเผาไหม้ได้และส่วนที่ 4 ในเรื่องของการแกว่งและของเล่นที่มีกิจกรรมที่คล้ายกัน
ISO 8124 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 181, Safety of toys ซึ่งมีเลขานุการคือ DS สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเดนมาร์ก
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ https://www.iso.org/standard/74477.html
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2279.html
ธุรกิจที่มีอยู่ทั่วโลกมีอายุเฉลี่ยน้อยลง แต่ก็มีธุรกิจจำนวนมากที่มีอายุนับร้อยปี การที่ธุรกิจจะยืนหยัดและอยู่รอดในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปนั้นจะทำได้อย่างไร ไอเอสโอมีเคล็ดลับมาบอกกล่าวให้ทราบดังต่อไปนี้
จากการทำนายอายุขององค์กร พบว่าภายในปี 2570 (ค.ศ.2027) มีบริษัทที่ติดอันดับ 500 บริษัทของ S&P (Standard & Poor’s 500 Index) จะยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ได้เพียง 12 ปีเท่านั้น เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนธุรกิจอุตสาหกรรมที่ดิสรัพท์จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจทั่วไป ดังนั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับโลกอนาคตจึงมีความสำคัญมาก
มาตรฐาน ISO 9004 – การบริหารคุณภาพ – คุณภาพขององค์กร – แนวทางเพื่อบรรลุความสำเร็จที่มีการดูแลรักษา(Quality management – Quality of an organization – Guidance to achieve sustained success) เป็นมาตรฐานที่เปิดเผยความลับและกลยุทธ์ของการดำเนินธุรกิจทั่วโลกให้ได้ยาวนานที่สุดเพื่อช่วยให้องค์กรมีการเตรียมความพร้อมรับความท้าทายดังกล่าวข้างต้น และขณะเดียวกัน ก็ช่วยทำให้การดำเนินธุรกิจมีสมรรถนะมากที่สุด
ชาร์ลส์ คอรรี เลขานุการของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานนี้กล่าวว่ามาตรฐานนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้องค์กรอยู่รอดได้เท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้องค์กรบรรลุถึงความสำเร็จที่จะยังคงมีต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย
บ่อยครั้งที่ธุรกิจล้มเหลวเพราะไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาด การแข่งขันหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ISO 9004 มีการดึงเอากลยุทธ์ วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและประสบการณ์ของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทั่วโลกมาเพื่อจัดเตรียมแนวทางให้กับธุรกิจทุกธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นธุรกิจประเภทไหนหรือมีขนาดใหญ่หรือเล็กเพียงใด มาตรฐานนี้รวมถึงวิธีการคาดการณ์ความท้าทายในอนาคตและวิธีการบรรลุถึงสมรรถนะระดับสูงได้ตลอดเวลาที่ดำเนินธุรกิจ
มาตรฐาน ISO 9004 ฉบับใหม่นี้เป็นมาตรฐานที่ทำการทบทวนจากมาตรฐานฉบับปี 2009 ซึ่งปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้นเพื่อช่วยให้องค์กรพัฒนาสมรรถนะโดยรวมด้วยการปลดปล่อยศักยภาพของระบบการบริหารคุณภาพให้ออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่งที่ไกลกว่ามาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพด้วยการเน้นในหัวข้อต่างๆ เช่น การกระจายงานตามกลยุทธ์และการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน การดำเนินงานตามนโยบายและวัตถุประสงค์ขององค์กรซึ่งมีมุมมองในบริบทขององค์กรที่กว้างขึ้นโดยพิจารณาถึงวิสัยทัศน์ พันธุกิจ คุณค่าและวัฒนธรรมองค์กร
มาตรฐาน ISO 9004 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 176 การบริหารงานคุณภาพและการประกันคุณภาพ (Quality management and quality assurance) คณะอนุกรรมการที่ 2 ระบบคุณภาพ (Subcommittee SC 2, Quality Systems) ซึ่งมี BSI สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษ เป็นเลขานุการ
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ https://www.iso.org/standard/70397.html