วันอนุรักษ์น้ำโลก (World Water Day) ตรงกับวันที่ 22 มีนาคมของทุกปี  เนื่องในโอกาสนี้ องค์การสหประชาชาติจึงได้รณรงค์ให้วันอนุรักษ์น้ำโลกให้ความสำคัญกับหัวข้อ ธรรมชาติเพื่อน้ำ (Nature for Water) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสำรวจแนวทางแก้ไขปัญหาความท้าทายในเรื่องน้ำที่โลกของเรากำลังเผชิญในศตวรรษที่ 21

ระบบนิเวศน์ที่เสียหายได้ส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพของน้ำที่มีอยู่สำหรับการบริโภคของมนุษย์ ปัจจุบัน มีประชากรโลกถึง 2.1 พันล้านคนต้องมีชีวิตอยู่โดยไม่มีน้ำที่สะอาดปลอดภัยซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ การศึกษา และชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายที่ 6 ขององค์การสหประชาชาติเกิดขึ้นด้วยความมั่นใจว่าคนทุกคนทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงน้ำที่ปลอดภัยได้ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) รวมทั้งมีเป้าหมายในการปกป้องสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติและลดปัญหามลภาวะ

น้ำนับว่าเป็นพลังงานชีวิตของมนุษย์ ขณะเดียวกันน้ำก็ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามด้วย  วันอนุรักษ์น้ำโลกเป็นการเตือนให้เรานึกถึงความสำคัญของทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลกซึ่งก็คือ “น้ำ” นั่นเอง

ความแห้งแล้ง น้ำท่วม และมลพิษทางน้ำทำให้เกิดแรงกดดันต่อการใช้น้ำทั่วโลก มีการคาดการณ์ว่าความต้องการน้ำจะเพิ่มขึ้นถึง 55% ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) วันอนุรักษ์น้ำโลกจึงต้องการให้โลกใส่ใจในการแก้ไขปัญหานี้

ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้พัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับน้ำไปแล้วมากกว่า 1,200 มาตรฐาน ทำให้มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับความท้าทายในเรื่องน้ำเป็นจำนวนมากและมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมเป้าหมายที่ 6 ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในเรื่องน้ำสะอาดและการสุขาภิบาลเพื่อคนทั่วโลก

ตัวอย่างเช่น การใช้น้ำ สามารถส่งมอบทรัพยากรน้ำที่จำเป็นไปยังระบบนิเวศโดยไม่จำเป็นต้องมีการบำบัดหรือการใช้ซ้ำ เกี่ยวกับประเด็นนี้ ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานจำนวนหนึ่งขึ้นมาเพื่อให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมาตรฐานสากลในเรื่องน้ำเสีย  ซึ่ง ISO 24516 ได้ให้แนวทางสำหรับการบริหารจัดการเครือข่ายน้ำเสียในขณะที่มาตรฐาน ISO 16075 ให้แนวทางการบริหารจัดการน้ำเสียในโครงการชลประทาน และในอนาคตอันใกล้ จะมีมาตรฐาน ISO 24526 ซึ่งจะกำหนดข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับวิธีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้  คณะกรรมการโครงการใหม่ของไอเอสโอได้มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนามาตรฐานสำหรับฉลากผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ปัจจุบัน ไอเอสโอมีการพัฒนามาตรฐานเพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีและแนวทางการแก้ไขปัญหาใหม่ เช่น มาตรฐาน ISO 30500 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งจะช่วยปรับปรุงสภาพการสุขาภิบาลสำหรับคนทั่วโลกอีกราว 1.8 พันล้านคนที่ต้องใช้น้ำที่ปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอมต่างๆ

ดูเล โกเน่ รองผู้อำนวยการด้านน้ำ สุขาภิบาลและสุขอนามัยแห่งมูลนิธิเกตส์ กล่าวว่าเขาได้ทำงานด้านเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้มีห้องน้ำที่สะอาดและไม่ต้องพึ่งพิงกับระบบท่อน้ำทิ้ง และในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการ ISO/PC 305 เขาได้ทำงานเพื่อสร้างแนวทางการสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่นี้เช่นกัน

การสุขาภิบาลแบบแยกส่วนเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่จำเป็นต้องใช้แนวทางที่นวัตกรมีการลงทุนในทรัพยากรอย่างชาญฉลาด ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ในปัจจุบันยังคงมีค่าใช้จ่ายสูง เราจึงจำเป็นต้องทำให้ราคาถูกลงด้วยการใช้ในปริมาณสูง

แนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ทุกวันนี้ยังมีราคาสูง แต่เราสามารถทำให้ราคาต่ำลงได้ด้วยการขยายจำนวนการใช้งาน ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานสากลจึงช่วยกำหนดข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของประชากรขนาดใหญ่ และเมื่อใดที่มีการนำมาตรฐานไปใช้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็จะทำให้อุตสาหกรรมนี้สามารถแข่งขันได้ด้วยการส่งมอบนวัตกรรมและบริการที่ดีที่สุดในราคาที่คนส่วนใหญ่สามารถซื้อหามาได้

ผู้สนใจมาตรฐานสากลเรื่องน้ำ สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ : https://www.iso.org/publication/PUB100293.html
วารสารไอเอสโอโฟกัสในหัวข้อน้ำและการสุขาภิบาล : https://www.iso.org/isofocus_126.html

 

ที่มา : 1. https://www.iso.org/news/ref2276.html

         2. http://worldwaterday.org/

ด้วยอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ ตั้งโดยกระทรวงอุตสาหกรรม มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันที่กระทรวงอุตสาหกรรมจัดตั้งขึ้น ลักษณะการดำเนินงานเป็นองค์การสาธารณกุศลตามประกาศกระทรวงการคลัง มีความประสงค์จะรับสมัครบุคคลเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่ง

ผู้ช่วยผู้จัดการอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ

โดยมีรายละเอียดในการรับสมัคร  ตามไฟล์แนบ : ดาวน์โหลด

ผู้สนใจสามารถขอรับใบสมัครและยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผูัอื่นยื่นใบสมัครแทน (ไม่รับสมัครทางไปรษณีย์) พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบการสมัครให้ครบถ้วน จ่าหน้าซองถึงประธานกรรมการสรรหาผู้ช่วยผู้จัดการอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ

สถานที่รับสมัคร :
สำนักงานอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ
75/6 ชั้น 4 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ถ.พระราม 6
แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร

ระยะเวลารับสมัคร :  ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2561 – 31 พฤษภาคม 2561

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 02-354-1587

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) หรือ MASCI จัดฝึกอบรม “มาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย (ประเภทห้องประชุม สถานที่จัดงานแสดงสินค้า และสถานที่จัดกิจกรรมพิเศษ) Thailand MICE Venue Standard (Category: Meeting Room, Exhibition Venue and Special Event Venue)” เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2561  รวม 50 คน เพื่อต่อยอดการพัฒนาผู้ตรวจประเมินและบุคลากรที่เกี่ยวข้องของสถาบันฯ ณ ห้องรวมใจ ชั้น 21 อาคารยาคูลท์ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ณรงค์ฤทธิ์ นีละโยธิน และ ดร.ณัฏฐณิชชา สิงห์บุระอุดม เป็นวิทยากร

news-mice-training-2018

สรอ. ได้ให้บริการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE: Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions) อาทิ การตรวจประเมิน การพัฒนามาตรฐาน การฝึกอบรม เช่น มอก./TIS 22300, ISO 22301, ISO 20121,  ISO 9001, ISO 14001, TIS/OHSAS 18001, ISO 50001, GMP, HACCP, ISO 22000 ครอบคลุมข้อกำหนดด้านต่างๆ รวมทั้งคุณภาพในการให้บริการ สิ่งแวดล้อมและชุมชน/สังคม ความปลอดภัย/ความมั่นคงปลอดภัยและสวัสดิการแรงงาน ความปลอดภัยของอาหาร และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ของมาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย (Thailand MICE Venue Standard: TMVS) และมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน (AVMS)

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ได้รับเชิญให้เข้าร่วมออกคูหา ในกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ T Mark จัดโดยกรมส่งเสริม
การค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561

Thailand Trust Mark (T Mark) คือ ตราสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าและบริการไทย ที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของไทยว่าเป็น
แหล่งผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสังคม และการใช้แรงงานที่เป็นธรรม โดยมีเกณฑ์ในการขอ T Mark คือ ได้รับการรับรองมาตรฐานในประเทศและ/หรือมาตรฐานสากลต่างประเทศ  ได้รับการรับรองมาตรฐานแรงงานไทย (มรท. 8001-2553) ระดับพื้นฐาน เป็นอย่างน้อย
ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3 ระบบสีเขียว (Green System) เป็นอย่างน้อย หรือได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) และมีการดําเนินกิจกรรมที่คํานึงถึงผลกระทบต่อสังคม (CSR in Process & CSR after process)

News-ThailandTrustMark
การให้บริการของ สรอ. ด้านการฝึกอบรมและการรับรองมาตรฐานทั้งในระดับประเทศและมาตรฐานระดับสากล  การตรวจประเมินอุตสาหกรรมสีเขียว และมาตรฐานแรงงานไทย  การเป็นพี่เลี้ยงการประเมิน และการฝึกอบรมเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม จึงมีส่วนช่วยพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการ
ตามเกณฑ์ T Mark เพื่อเพิ่มโอกาสในการก้าวไปสู่ตลาดระดับโลก รวมทั้งยกระดับและส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน

News2-ThailandTrustMark

นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) และผู้บริหาร สรอ. ขอแสดงความยินดีกับสำนักงานการบุคคลกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001:2015)

news-scgthai-9001-2015

สำนักงานการบุคคลกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) โดยคุณเฑวิณฑร์ สมงาม Corporate Human Resources Director และผู้บริหารของสำนักงานฯ รับมอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001:2015) ในขอบข่ายการให้บริการวางโครงสร้างและระบบบริหารงานบุคคล รวมทั้งการปฏิบัติงานบุคคล  การออกแบบและพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรม และการพัฒนาซอฟท์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล  ณ ห้อง Sharing ชั้น 18 สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 ซึ่งเป็นหน่วยงานแรกที่ได้รับการรับรอง ISO 9001:2015 ด้านระบบบริหารงานบุคคล (Human Resource Management System: HRMS) และเป็นการได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพรอบที่ 6 นับจากการได้รับการรับรองครั้งแรกเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2546

การได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001:2015) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานฯ โดยเฉพาะผู้นำระดับสูง พร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและพนักงานทุกระดับในการพัฒนาคุณภาพบุคลากร และระบบการบริหารทรัพยากรบุคคล (HRMS) อย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานสากล สอดคล้องกับอุดมการณ์หนึ่งของ SCG “เชื่อมั่นในคุณค่าของคน”

สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลของสำนักงานฯ เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนสำนักงานฯ ในการตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าและสอดคล้องกับกลยุทธ์ของธุรกิจ

เนื่องในโอกาสการจัดกิจกรรม “สืบสานประเพณีสงกรานต์ 2561” กระทรวงอุตสาหกรรม วันที่ 9 เมษายน 2561 เพื่อสืบสานประเพณีที่งดงาม แสดงออกถึงขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม มีคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์ของชาติ โดยมีนายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธี นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานสถาบันฯ เข้าร่วมสรงน้ำพระและรดน้ำขอพรรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุสาหกรรม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ใหญ่ที่ครบเกษียณอายุราชการ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรม ณ บริเวณห้องโถง อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อความเป็นสิริมงคล

songkran-moi-61-1

songkran-moi-61-2

วันที่ 12 เมษายน 2561 สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอจัดกิจกรรม “ทำบุญปีใหม่ไทยและพิธีรดน้ำดำหัวขอพร” เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทย และแสดงถึงความเคารพนบน้อม พร้อมทั้งขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลจากผู้ใหญ่  โดยนายปราโมทย์ วิทยาสุข  ประธานกรรมการ คณะกรรมการสถาบันฯ  คณะกรรมการสถาบันฯ ประธานคณะอนุกรรมการรับรองระบบ ประธานคณะทำงานทบทวน  พร้อมด้วยผู้อำนวยการสถาบันฯ ผู้บริหารและพนักงานสถาบันฯ ร่วมทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ และสรงน้ำพระ

songkran61-1

จากนั้นผู้อำนวยการสถาบันฯ ผู้บริหารและพนักงานสถาบันฯ ได้ร่วมกันรดน้ำขอพรจากประธานกรรมการ คณะกรรมการสถาบันฯ
ประธานคณะอนุกรรมการรับรองระบบ ประธานคณะทำงานทบทวน พร้อมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ณ ห้อง SHARING ชั้น 18
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ

songkran61-2

โดยในช่วงเช้านางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ นำคณะผู้บริหาร และพนักงานสถาบันฯ สักการะองค์พระพรหม ณ บริเวณด้านหน้าอาคารยาคูลท์ ที่ทำการของสถาบันฯ

สุขภาพและความปลอดภัยนับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ สำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิต วารสารไอเอสโอโฟกัสได้พูดคุย
กับไมค์ เดนิสัน จากองค์กรผู้ผลิตที่มีชื่อว่า EEF (The Manufacturers’ Organization) ซึ่งเป็นสมาคมการค้าที่เป็นตัวแทนของบริษัท 20,000 บริษัท
ในภาคส่วนการผลิตและวิศวกรรมศาสตร์ ไมค์ เดนิสันได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐาน ISO 45001 ซึ่งมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
จะมีผลกระทบต่อภาคการผลิตและจะช่วยทำให้มั่นใจในเรื่องของการทำงานที่มีอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ดี และเขาได้ให้สัมภาษณ์กับวารสารไอเอสโอโฟกัส ดังต่อไปนี้

คำถาม : สิ่งที่เป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสุขภาพโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตคืออะไร และมาตรฐาน ISO 45001 ช่วยในเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร

ไมค์ เดนิสัน : การผลิตมีความเสี่ยงหลายด้าน ในขณะที่มีความเสี่ยงแบบเดิมๆ อย่างขับเคลื่อนของยานพาหนะ การจัดการโดยใช้คน และอื่นๆ แล้วก็ยังมีหลายพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างเช่นเครื่องจักรและประเด็นด้านการยศาสตร์ (ergonomic) อื่นๆ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่ทำซ้ำๆ และส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน

ในการระบุอันตรายด้านนี้ ISO 45001 ขอให้ธุรกิจมองไปที่อันตรายที่เกิดขึ้นจากการออกแบบบริเวณที่ทำงาน กระบวนการ การติดตั้ง เครื่องจักร/อุปกรณ์ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และองค์กรที่ทำงาน รวมทั้งการรับเอาความต้องการและความสามารถของผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องไปใช้งาน ซึ่งเรื่องเหล่านี้เมื่อรวม
เข้ากับข้อกำหนดในการประเมินวิธีการจัดการ ปัจจัยด้านสังคม (รวมทั้งจำนวนงาน ชั่วโมงการทำงาน อันตรายที่จะเกิดขึ้น การล่วงละเมิด และการกลั่นแกล้ง) ความเป็นผู้นำ รวมทั้งวัฒนธรรมในองค์กรแล้วธุรกิจก็ควรจะให้เข้าไปดูแลจัดการให้ครอบคลุมด้วย

กิจกรรมการบำรุงรักษาในด้านการผลิตบ่อยครั้งทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากในหลายธุรกิจ การผลิตเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งสามารถส่งผลให้เกิดแรงกดดันในการเร่งทำงานโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยและทำให้เกิดความเสี่ยงในการผลิตและบ่อยครั้งก็เกี่ยวข้องกับการใช้ผู้รับเหมาช่วงด้วย

สำหรับการนำมาตรฐาน 45001 ไปใช้   ธุรกิจจำเป็นจะต้องระบุอันตรายที่เกิดจากกิจกรรมและสถานการณ์ที่ไม่ได้ทำเป็นปกติ และในข้อกำหนดเกี่ยวกับ
การจัดซื้อ (ซึ่งรวมถึงผู้รับจ้างช่วง) ก็ควรจะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ในทิศทางที่ถูกต้องด้วย

นอกจากนี้ ข้อกำหนดในด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ตามกำหนดเวลาอย่างเหมาะสม เนื่องจากการผลิตสมัยใหม่ได้สร้าง
สิ่งใหม่ๆ และก้าวไปสู่ในเรื่องของนวัตกรรม เช่น หุ่นยนต์และนาโนเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ธุรกิจจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการใหม่ๆ เพื่อดูแลในเรื่องความเสี่ยงด้วย

คำถาม : ทำไมการตีพิมพ์เผยแพร่มาตรฐาน ISO 45001 จึงมีความสำคัญ

ไมค์ เดนิสัน : มาตรฐาน ISO 45001 เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกใช้เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัย และเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันเป็นมาตรฐานแรกของโลกในการใช้สำหรับการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ปัจจุบัน เพื่อให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน จึงมีการยอมรับในระดับสากลสำหรับธุรกิจที่ดำเนินอยู่ในแง่ของการบริหารความเสี่ยง ซึ่งมีศักยภาพมากที่จะปรับปรุงเงื่อนไขการทำงานและช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจมีการเติบโต มีความสามารถ
ในการแข่งขัน  รวมทั้งมีความยั่งยืนมากขึ้น

สำหรับระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย  ทั่วโลกต่างเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายประการ และแต่ละปี มีผู้ปฏิบัติงานมากกว่าสองล้านคนต้องสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคที่เกิดจากการทำงาน  มาตรฐาน ISO 45001 จึงเป็นมาตรฐานที่มีบทบาทในการลดสถิติอุบัติเหตุดังกล่าว เนื่องจากเป็นมาตรฐานที่นำเอาเรื่องของอาชีวอนามัยและความปลอดภัยไปใช้เป็นแกนหลักของกลยุทธ์ธุรกิจ  และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับสวัสดิภาพในการทำงาน

มาตรฐานใหม่ยังช่วยจุดประกายสนทนาที่โฟกัสไปยังผลกระทบของธุรกิจ ความเสี่ยงของธุรกิจ และการทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและคุณธรรม  และด้วย
การเปรียบเทียบในระดับสากล มาตรฐานนี้มีแนวโน้มที่จะใช้ในธุรกิจที่มีการกระตุ้นให้ก้าวไปสู่ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมากขึ้น

คำถาม : มาตรฐานนี้มีความหมายกับธุรกิจและผู้จัดการด้าน Health Safety Climate and Environment อย่างไร

ไมค์ เดนิสัน : ที่ EEF มีการใช้แนวทางที่คล้ายคลึงกันในการจัดการด้านนี้ซึ่งข้อกำหนดมีความสอดคล้องกับหลักการของมาตรฐานไอเอสโอ เช่น ISO 9001 ISO 14001 ISO 14001

การตีพิมพ์เผยแพร่มาตรฐาน ISO 45001 ทำให้มีข้อกำหนดด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่สอดคล้องกันกับมาตรฐานหลัก เช่น ISO 9001  ISO 14001  ISO 27001 ซึ่งทั้งหมดมีการทบทวนให้เข้ากับกับแนวทางการบริหารแบบใหม่

มาตรฐานยุคใหม่มีการทำให้ง่ายขึ้นโดยมีวิธีการจัดการกับธุรกิจและความเสี่ยง มาตรฐานทั้งหมดใช้กรอบการดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยงภายใต้ Annex SLซึ่งจัดเตรียมโครงสร้างร่วมที่อำนวยความสะดวกการรวมระบบการบริหารจัดการหลายระบบเข้าไปไว้ในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัท
เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผล

มาตรฐานระบบการบริหารจัดการใช้วงจร P-D-C-A ที่ผู้จัดการ HSCE และธุรกิจส่วนใหญ่จะมีความคุ้นเคยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีผู้นำจาก
ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งรวมถึงการแสดงความเป็นเจ้าของและการแสดงความมีพันธสัญญาในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย  มาตรฐาน ISO 45001
มีการเน้นในเรื่องกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยและวิธีที่มาตรฐานเชื่อมโยงกับกลยุทธ์และบริบทด้วย

มาตรฐาน ISO 45001จะทำให้มั่นใจว่าบริษัทยอมรับและให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติงานและการให้คำปรึกษากับผู้ปฏิบัติงานในการปรับปรุงเงื่อนไขการทำงานด้วยการมีส่วนร่วมที่ดีขึ้นในการปฏิบัติงาน

สำหรับคำถามที่ว่าการรับเอามาตรฐานนี้ไปใช้งานจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างไรบ้างนั้น มาติดตามคำตอบในบทความ
ตอนที่ 2 ในครั้งหน้าค่ะ

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2269.htm  

ดูเหมือนปี 2561 เพิ่งจะเริ่มต้นมาได้ไม่นานนัก แต่ว่าปีนี้เป็นปีที่มีเรื่องที่มีความสำคัญมากสำหรับความมั่นคงด้านข้อมูลข่าวสารเลยทีเดียว

มีการหยิบยกประเด็นคำถามขึ้นมาเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของไมโครโปรเซสเซอร์และโครงการด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เช่น กฎระเบียบของข้อมูลทั่วไปของสหภาพยุโรปซึ่งมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ทำให้มาตรฐาน ISO/IEC 27000 ฉบับใหม่ได้เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม

ISO/IEC 27000: 2018 เป็นมาตรฐานที่จัดเตรียมภาพรวมของการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Management Systems: ISMS) นิยามศัพท์และความหมายที่ใช้ร่วมกันในมาตรฐานในกลุ่ม ISMS ISO/IEC 27001 ซึ่งมีการออกแบบมาเพื่อให้นำไปปรับใช้กับองค์กร
ทุกประเภทและทุกขนาด นับตั้งแต่ธุรกิจข้ามชาติ ไปจนถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจขนาดเล็ก รวมไปถึงองค์กรทั้งภาครัฐและองค์กรเอ็นจีโอด้วย ซึ่งมาตรฐานฉบับใหม่ได้มีการประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561

ยังมีมาตรฐานในกลุ่ม 27000 อีกมากกว่า 12 ฉบับ ส่วนมาตรฐาน ISMS ISO/IEC 27001: 2018 ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้เข้าใจถึงวิธีการที่มาตรฐานสามารถทำให้เข้ากันได้ ไม่ว่าจะเป็นขอบข่าย บทบาท หน้าที่ และความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

ชุมชนที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐาน ISO/IEC 27001 จะพบว่ามาตรฐานนี้เป็นประโยชน์ เนื่องจากได้นำเอาคำศัพท์ที่จำเป็นที่มีการใช้ในมาตรฐานอื่นๆ ในกลุ่ม ISO/IEC 27000 เข้ามาใช้งาน

ISO/IEC 27000:2018 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/IEC JTC 1, Information technology คณะอนุกรรมการ SC 27, IT security techniques ซึ่งมีเลขานุการคือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน (German Institute for Standardization หรือ Deutsches Institut für Normung: DIN)

ผู้ที่สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2266.html

ตามที่ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ได้จัดงานเปิดโครงการ SME Promotion Project III  พร้อมกับการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการ/หน่วยงานที่ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง และประกาศนียบัตรแก่บุคลากรที่เข้าร่วมโครงการ MASCI Academy, Phase I  เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา

news-sme-vse-61-2

สถาบันฯ ได้คัดเลือกผู้ประกอบการอุตสาหกรรม SME กลุ่มเป้าหมาย จากผู้เข้าร่วมโครงการ SME Promotion Project I (ปี 2558) และ II (ปี 2559) และผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในกลุ่ม S-Curve และ New S-Curve (ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการ
ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม การแพทย์ครบวงจร การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิตอล)
รวมทั้งกลุ่มลูกค้าโครงการภาครัฐ เพื่อเข้าร่วมโครงการ SME Promotion Project III ในปี 2561 ตามที่คณะกรรมการสถาบันฯ ได้ให้ความเห็นชอบให้ดำเนินโครงการโดยใช้งบประมาณของสถาบันฯ

news-sme-vse-61

โครงการการสร้างความสามารถในการดำเนินการด้านระบบการบริหารจัดการและแข่งขันได้ในตลาดโลก หรือ SME Promotion Project เป็นโครงการที่สอดคล้องและรองรับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่ง สรอ.ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ในการพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้านมาตรฐานการบริหารจัดการรวมทั้งการตรวจสอบรับรองตามแนวทางสากล เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ รวมทั้งผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และขนาดเล็กมาก (Very Small Enterprise: VSE) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาและภาคประชาชน  โดยได้ส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานของ SME และ VSE ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ตาม “เส้นทางการพัฒนา SME และ VSE ด้านมาตรฐานระบบการบริหารจัดการ/การบริหารจัดการสู่ความยั่งยืน”

โครงการ SME Promotion Project III ในปี 2561  มีวัตถุประสงค์หลักในการยกระดับการพัฒนาความรู้และทักษะบุคลากรของผู้ประกอบการ SME ในการนำมาตรฐานระบบการบริหารจัดการ/การบริหารจัดการสากลไปปฏิบัติ จากระดับพื้นฐานสู่ระดับที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม  โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากรด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ตามมาตรฐานแนวทางการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 เพื่อการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (SR Firm) ใน 2 ระดับ คือ ระดับเบื้องต้น (Beginner) และระดับนักปฏิบัติ (Practitioner) โดยได้จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรที่ 1 : หลักสูตรเบื้องต้น (SR Beginner) เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2561 ให้มีความรู้เบื้องต้นและความตระหนักถึงความสำคัญของมาตรฐานการบริหารจัดการสากลเพื่อการเป็น SR Firm รวม 70 บริษัท 150 คน และจะคัดเลือกผู้ที่สอบผ่านระดับ Beginner  เพื่อเข้ารับการพัฒนาต่อยอดใน หลักสูตรที่ 2 :  หลักสูตรนักปฏิบัติ (SR Practitioner) จำนวน 2 รุ่น รุ่นละไม่น้อยกว่า 60 คน คือ รุ่นที่ 1 ในวันที่ 3 – 4  พฤษภาคม 2561 และ รุ่นที่ 2 ในวันที่ 17 – 18 พฤษภาคม 2561