น้ำสะอาดมีความหมายสำหรับทุกชีวิตและเป็นหนึ่งในทรัพยากรอันมีค่าที่สุด แต่ 40% ของประชากรโลกก็มีน้ำใช้ไม่เพียงพอ ในขณะเดียวกัน มนุษย์เรายังทำตัวเป็นศัตรูที่ร้ายที่สุดของตัวเองโดยได้ทำให้น้ำเสียที่เราสร้างขึ้นมา กลับเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศน์เกินกว่า 80% ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้ทำการบำบัดและไม่มีการนำมาใช้ซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ทั่วโลกต่างก็ตระหนักเป็นอย่างดีถึงเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติรวมถึงเรื่องของน้ำ ซึ่งรัฐบาลและภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับแรงกดดันในการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างจำกัด แต่การจะทำเช่นนี้ได้ ประการแรก ก็จะต้องสามารถทำการวัดการใช้น้ำได้เสียก่อน
ไอเอสโอได้ร่วมกับศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (International Trade Center: ITC) ทำการพัฒนาคู่มือไอเอสโอขึ้นมาใหม่ คือ ISO 14046 Environmental Management – Water footprint – A practical guide for SMEs เพื่อช่วยให้องค์กรทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs มีความเข้าใจในมาตรฐานได้ดีขึ้นและได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวางมากขึ้น
ผู้เขียนร่วมคือ เซบาสเตียน ฮัมเบิร์ทกล่าวว่า วอเตอร์ฟุตพริ้นท์เป็นรูปแบบใหม่ของการประเมินเชิงสัมพัทธ์ที่มีการเปรียบเทียบกับวิธีอื่น เช่น คาร์บอนฟุตพริ้นท์และมีหลายวิธีซึ่งมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป และการที่ได้ร่วมพัฒนามาตรฐานกับผู้เชี่ยวชาญกว่า 60 ประเทศรวมทั้งองค์กรเอ็นจีโออีก 20 แห่งจากทั่วโลกนั้น ทำให้ได้มาตรฐาน ISO 14046 มาเป็นกรอบการดำเนินงานที่ใช้ในการวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นผลมาจากการใช้น้ำนั่นเอง
คู่มือดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรมีการเตรียมตัวสำหรับการดำเนินการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์โดยใช้มาตรฐาน ISO 14046 ซึ่งเป็นคู่มือเชิงปฏิบัติที่ไม่เพียงแต่ให้หลักการที่สำคัญเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สามารถตีความได้ดีขี้นตลอดจนทำให้สามารถมองหาทางเลือกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่น้อยกว่าได้ด้วย
นอกจากนี้ ไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานที่ช่วยดูแลและปกป้องสิ่งแวดล้อมอีกหลายมาตรฐานซึ่งองค์กรทุกประเภทและทุกขนาดสามารถนำไปใช้ได้ เช่น
ISO 6107 Water Quality, ISO 10381 Soil Quality, ISO 4226 Air quality – General aspects – Units of measurement, ISO 14001 Environmental management systems – Requirements with guidance for use,
ISO 14005 Environmental management systems – Guidelines for the phased implementation of an environmental management system, including the use of environmental performance evaluation, ISO 14065 – Greenhouse gases – Requirements for greenhouse gas validation and verification bodies for use in accreditation or other forms of recognition, ISO 50001 – Energy Management, ISO 14001 – Environmental Management และ ISO 14006 – Environmental management systems – Guidelines for incorporating ecodesign เป็นต้น
ผู้สนใจมาตรฐาน ISO 14046 Environmental management – Water footprint. A practical guide for SMEs และมาตรฐานดังกล่าวข้างต้น สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา:
1. https://www.iso.org/news/ref2209.html
2. https://www.iso.org/iso-14001-environmental-management.html
ปัจจุบัน การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเป็นการศึกษาในห้องเรียนตามระบบอีกต่อไป การเรียนรู้ได้ก้าวไปไกลกว่าการฝึกอบรมและการศึกษาอย่างเป็นทางการ
ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ในโลกปัจจุบัน จึงได้พัฒนามาตรฐานสำหรับผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีบริการด้านการเรียนรู้ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสร้างการยอมรับและความเชื่อถือในด้านการเรียนรู้และการศึกษาทั่วโลกอีกด้วย
ISO 29993 Learning services outside formal education – Service requirements เป็นข้อกำหนดที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงในด้านความโปร่งใสและความเชื่อถือในตลาดการศึกษาด้วยการจัดเตรียมข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับระดับคุณภาพบริการด้านการเรียนรู้ที่เห็นพ้องต้องกันในระดับระหว่างประเทศ
ข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 29993 เป็นข้อกำหนดสำหรับบริการด้านการเรียนรู้นอกเหนือจากการศึกษาอย่างเป็นทางการ รวมทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น การศึกษาด้านวิชาชีพ อาชีวศึกษา การฝึกอบรมภายในบริษัท และการฝึกอบรมโดยผู้ให้บริการการฝึกอบรม (Learning Service Provider: LSP) เป็นต้น ซึ่งมีทั้งการเรียนรู้แบบตัวต่อตัว การเรียนรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยีต่างๆ และการเรียนรู้ที่ผสมผสานทั้งสองแบบดังกล่าวเข้าด้วยกัน
แดเนียล กราฟ ประธานคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 232 ที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าว ซึ่งมีเลขานุการคือ สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน (DIN) กล่าวว่ามาตรฐาน ISO 29993 ทำให้ผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาคุณภาพและมีการจัดเตรียมมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับระหว่างประเทศซึ่งทำให้มาตรฐานในประเทศทั้งภาคเอกชนและภาครัฐรวมไปถึงโรงเรียนในท้องถิ่นมีความสอดคล้องและเป็นไปในทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังทำให้ผู้เรียนรู้ได้รับประโยชน์จากการมีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่คาดหวังด้วย
คณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 232 ยังได้พัฒนามาตรฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านภาษาและมาตรฐานบริการฝึกอบรมที่ไม่เป็นทางการอีกด้วย ได้แก่ ISO 29990: 2010 – Learning services for non-formal education and training — Basic requirements for service providers และ ISO 29991: 2014 – Language learning services outside formal education — Requirements
ISO 29993 ยอมรับถึงความสำคัญของผู้เรียนรู้ที่ควรจะได้รับทางเลือกที่ได้รับการบอกกล่าวให้ทราบด้วยข้อมูลของผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ที่มีความชัดเจนรวมไปถึงสิ่งที่คาดหวังจากการเรียนรู้ ตลอดจนทำให้รู้จักผู้ให้บริการมากขึ้นด้วย
ISO 29993: 2017 ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์สำหรับโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยที่ให้บริการทางการศึกษาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรด้านการศึกษาและการเรียนรู้ที่ต้องการใช้มาตรฐานเป็นเครื่องมือในการประเมินตนเองและสะท้อนให้เห็นภาพขององค์กรของตนด้วย
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา:
1. https://www.iso.org/news/ref2210.html
2. https://www.iso.org/standard/70357.html
ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ค่อนข้างคุ้นเคยกับไฟล์ PDF ซึ่งเป็นที่นิยมในการทำ e-Document ซึ่ง Adobe Acrobat เป็นกลุ่มของโปรแกรมประยุกต์หรือซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นและบริการเว็บที่ได้รับการพัฒนาโดยระบบ Adobe ที่สามารถจัดการไฟล์ต่างๆ ได้ในรูปแบบที่เรียกว่า PDF กลุ่มของโปรแกรมประกอบด้วย Acrobat Reader, Acrobat และ Acrobat.com
รูปแบบไฟล์ PDF นี้ทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของการมีมาตรฐานเป็นอย่างมาก ถ้าหากว่าข้อกำหนดของ PDF ไม่มีการเผยแพร่จากการผลิตเทคโนโลยีในปี 2536 (ค.ศ.1993) แล้ว PDF ก็คงเป็นเพียงแค่หนึ่งในรูปแบบเอกสารธรรมดาหลายๆ แบบที่มีอยู่ทั่วไป แต่การตัดสินใจสร้างข้อกำหนด PDF ของ Adobe นั้น ทำให้ PDF มีความพิเศษและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมให้กับนักพัฒนา
Adobe’s PDF version 1.7 ได้มีการนำมาพัฒนาเป็นมาตรฐาน ISO 32000 เมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) (ISO 32000 -Document management -Portable document format) นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สมาชิกของกลุ่มงานของคณะทำงานวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 171/SC 2/WG 8 ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่รับผิดชอบด้านมาตรฐานก็ได้เริ่มพัฒนาข้อกำหนดซึ่งเพิ่งตีพิมพ์เผยแพร่ข้อกำหนดสำหรับรูปแบบ PDF 2.0 ไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
คุณค่าของ PDF ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันคือ ทุกวันนี้ ทั่วโลกต่างใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ PDF ซึ่งเป็นมาตรฐานโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ซึ่งไฟล์ PDF ควรเป็นสิ่งที่สามารถทำงานร่วมกันได้สำหรับทุกคน ผู้ใช้งานขั้นสุดท้ายควรจะได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันไม่ว่าจะใช้ซอฟต์แวร์อะไร ดังนั้น คุณลักษณะหลักของไฟล์ PDF ซึ่งทำงานในลักษณะเดียวกันเสมอนี้ จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เทคโนโลยีนี้ประสบความสำเร็จ
สำหรับพื้นฐานการใช้งาน PDF 2.0 ยังคงเหมือนเดิม แต่คุณค่าสำหรับผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้น เช่น การแก้ไขข้อผิดพลาด การทำให้คุณลักษณะหรือฟีเจอร์มีความทันสมัย มีการอัพเดตมาตรฐานอ้างอิง เป็นต้น ซึ่งข้อกำหนดจำนวน 14% (ของ 972 หน้า) ได้มีการทบทวนและเขียนใหม่ทั้งหมด
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็ทำให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้ดีโดยมีการใช้งานร่วมกันได้ดีขึ้น โดยสรุป PDF 2.0 ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้นและช่วยนักพัฒนาประหยัดค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงการซัพพอร์ท PDF ในทุกระดับ
อย่างไรก็ตาม PDF 2.0 รวมทั้งฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมดได้ปรับปรุงข้อกำหนดที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้นในหลายเรื่อง เช่น เอกสารที่ไม่ได้ใส่รหัส สามารถทำเป็นไฟล์ที่ปลอดภัยเพื่อที่จะจัดส่งกันภายในในรูปแบบของเอกสารจดหมายนำส่ง (Cover Letter) ที่สามารถอ่านได้, มีการสนับสนุนใหม่ให้ มีฟีเจอร์ที่ให้พื้นที่และรูปแบบไฟล์ทรีดี (Product Representation Compact: PRC) และมีคำอธิบายประกอบได้เป็นจำนวนมาก, ไฟล์ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับการแนะนำด้วย PDF/A-3 ในครั้งแรก แต่ปัจจุบัน ขยายไปเป็นเอกสาร PDF 2.0 ที่มีความสามารถในการรวมเอาข้อมูลขนาดมหาศาล (สามารถอ่านได้) ที่แนบไปกับ PDF และผู้ใช้งานสามารถรวมเอาแหล่งหรือข้อมูลและรูปแบบไฟล์อื่นๆ ไปเป็นส่วนหนึ่งของเอกสาร PDF ได้ เป็นต้น
มาตรฐาน ISO 32000-2, Document management – Portable document format – Part 2: PDF 2.0 เป็นข้อกำหนดแรกที่มีการพัฒนาทั้งหมดภายใต้กระบวนการและแนวทางของไอเอสโอ ทำให้มีความชัดเจนขึ้นและใช้งานได้ดีขึ้น
ISO 32000-2 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 171 Document management applications คณะอนุกรรมการวิชาการ subcommittee SC 2, Document file formats, EDMS systems and authenticity of information ซึ่งมีเลขานุการคือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (American National Standards Institute: ANSI)
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้ที่ห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2199.html
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ร่วมกับ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) จัดสัมมนาเพื่อเผยแพร่แนวทางปฏิบัติที่ดีและข้อควรระวังในการนำมาตรฐานการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจไปประยุกต์ใช้ในองค์กร โครงการส่งเสริมมาตรฐานความปลอดภัยในโซ่อุปทานและการจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ (ISO 28000 & BCM) และพิธีมอบเกียรติบัตร แก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ ปี 2560 โดยผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กพร. คุณดวงกมล สุริยฉัตร ในงาน Industrial Supply Chain Logistics Conference 2017 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2560 ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายในหัวข้อ “มุมมองของผู้ประกอบการเกี่ยวกับมาตรฐานการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (ISO 22301) เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ” โดยคุณศิริวรรณ จวงตระกูล และคุณธนิดา เขียวสะอาดผู้แทนจาก บริษัท ซีพีแรม จำกัด และคุณนัฐพล นิยมพงษ์
ผู้แทนจาก บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด และการบรรยายในหัวข้อ “การบูรณาการระบบ BCM กับ ISO 9000 เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ” โดยคุณวันชัย จิรพฤกษ์ภิญโญ หัวหน้าผู้ตรวจประเมินอาวุโส สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ
สำหรับผู้ประกอบการที่เข้ารับมอบเกียรติบัตร ได้แก่
สำหรับมุมมองของทั้งสองบริษัทที่มีต่อการจัดทำมาตรฐานความต่อเนื่องทางธุรกิจ คือบริษัทได้รับประโยชน์จากการจัดทำมาตรฐาน ISO 22301 เป็นอย่างมาก โดยสืบเนื่องมาจากการเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ทำให้บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและได้หันมาจัดทำระบบตามมาตรฐาน และพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดทำ BCM คือ ผู้บริหารระดับสูงให้การสนับสนุนและเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำระบบอย่างจริงจัง พนักงานทุกระดับรวมทั้ง outsource ให้ความร่วมมือ และประสบการณ์จากอุบัติการณ์ (incidents) ครั้งก่อน
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) หรือ MASCI โดยผู้อำนวยการสถาบัน (นางพรรณี อังศุสิงห์) ผู้บริหาร และพนักงานสถาบัน ให้การต้อนรับคณะ
ผู้ตรวจประเมินจากสำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (กมช.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และคณะผู้สังเกตการณ์จาก
The Pacific Accreditation Cooperation (PAC) ซึ่งเป็นองค์กรภูมิภาคแปซิฟิคว่าด้วยการรับรองระบบงานในการสร้างระบบการให้การยอมรับในระดับ
สากลสำหรับการรับรองระบบการจัดการ ผลิตภัณฑ์ บริการ บุคลากร และการตรวจสอบรับรองอื่นๆ
สรอ.ได้ขยายการขอรับการรับรองระบบงานสำหรับหน่วยรับรองสาขาระบบการจัดการพลังงาน (ISO 50001) จาก กมช. เพิ่มเติมจากการได้รับการรับรองระบบงานสาขาระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001) สาขาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) และสาขาระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (มอก. 18001) ซึ่งมีการดำเนินการตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17021-1:2015 Conformity assessment — Requirements for bodies providing audit and certification of management systems — Part 1: Requirements, ISO 50003:2014 Energy management systems – Requirements for bodies providing audit and certification of energy management โดยรับการตรวจประเมินขั้นตอนที่ 1 พร้อมกับการตรวจติดตามผลการรักษาระบบงานสาขา ISO 9001 สาขา ISO 14001 และสาขา มอก. 18001 ในวันที่ 22-24 สิงหาคม และ 7 กันยายน 2560
ระบบการจัดการพลังงาน (ISO 50001) เป็นระบบที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถใช้จัดระบบและกระบวนการที่จำเป็นเพื่อการปรับปรุงสมรรถนะด้านพลังงาน ประสิทธิภาพพลังงาน ลักษณะการใช้พลังงาน และปริมาณการใช้พลังงาน ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งต้นทุนด้านพลังงาน โดยสามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรทุกประเภทและทุกขนาด ซึ่ง สรอ. ได้เปิดให้บริการการตรวจประเมินและการรับรอง ISO 50001 การฝึกอบรม/การพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการพลังงาน และที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา
การได้รับการรับรองระบบงานสาขา ISO 9001 และ ISO 14001 ตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17021-1 ภายใต้การยอมรับร่วม (Multilateral Recognition Arrangement – MLA) ขององค์กรว่าด้วยการรับรองระบบงานระหว่างประเทศ รวมทั้งสาขา มอก. 18001 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการให้บริการตรวจประเมินและรับรองระบบการจัดการ ทั้งการจัดองค์กร กระบวนการ และบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถรวมทั้งประสบการณ์ตามเกณฑ์สากลที่เป็นที่ยอมรับในระดับระหว่างประเทศ
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) โดยผู้อำนวยการสถาบันฯ (นางพรรณี อังศุสิงห์) ผู้บริหาร และพนักงานสถาบันฯ ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ สถาบันพลาสติก และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย รวม 181 คน เข้าร่วมเป็นจิตอาสาเพื่อการบริหารจัดการด้านอาหาร เครื่องดื่ม และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2560
โดยมีหน้าที่บริการน้ำดื่ม อาหารเช้า ช่วยงานในโรงครัวจิตอาสา ช่วยงานคลังเก็บวัตถุดิบและเครื่องปรุง โดยแบ่งการให้บริการเป็น 2 รอบ รอบแรก เวลา 03.30 น. – 12.00 น. และรอบที่สอง เวลา 12.00 น. – 22.00 น. สาหรับบรรยากาศที่พระบรมมหาราชวัง และท้องสนามหลวงยังคงมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวังอย่าง
ต่อเนื่อง
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ได้รับเชิญจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ร่วมจัดแสดงนิทรรศการงานประชุมสัมมนาวิชาการ
OIE Forum ประจำปี 2560 เรื่อง “Industry 4.0 Roadmap : Transforming towards Thailand 4.0, อุตสาหกรรม 4.0 จุดเปลี่ยนประเทศไทย”
เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แนวทางการพัฒนาภารกิจให้เข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 และแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่การปฏิรูปอุตสาหกรรม
ในอนาคต ในวันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม 2560 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ ชั้น 1 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี
ในการจัดแสดงนิทรรศการดังกล่าว สรอ.ได้นำเสนอแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แนวคิดของสถาบันฯ/บริการที่สอดรับ Industry 4.0 Roadmap
ที่มุ่งสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญา และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก โดยการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม (Promote Industry Promotion) ด้วยการยกระดับผลิตภาพ มาตรฐาน และนวัตกรรม “SPRING” (Enhance Productivity Standard & Innovation) และมุ่งเน้นการให้บริการแก่
ผู้ประกอบการภาคการผลิต/อุตสาหกรรม ภาคการค้า การบริการ และการเกษตร ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญา อาทิ กลุ่มเกษตรแปรรูป อาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ กลุ่มเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม อุปกรณ์อัจฉริยะและหุ่นยนต์ กลุ่มดิจิทัล กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทุนวัฒนธรรมและบริการที่มีมูลค่าสูง และกลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐานและอุตสาหกรรมสนับสนุน อาทิ ระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001) สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายดังกล่าว ระบบบริหารงานคุณภาพสำหรับเครื่องมือแพทย์
(ISO 13485) ระบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ (ISO/IEC 27001) ระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (ISO 22301)
ระบบการจัดการนวัตกรรม (CEN/TS 16555-1) เป็นต้น
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ร่วมจัดสัมมนาวิชาการด้านมาตรฐานระบบการบริหารจัดการ งาน Thailand Industry Expo 2017 กับกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมในการสื่อสาร และเผยแพร่องค์ความรู้ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และประชาชนผู้สนใจทั่วไป ในวันที่ 25 – 30 กรกฎาคม 2560 ภายใต้แนวคิด “ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 สรรค์สร้างโอกาสอนาคตไทย” (One Transformation, Thousand Opportunities) ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี
ในการจัดสัมมนาทางวิชาการดังกล่าว สรอ. ได้ร่วมจัดสัมมนารวม 5 เรื่อง ได้แก่
บทความเรื่อง องค์กรยุคใหม่ ใส่ใจ ISO 26000 ตอนที่ 1 ได้กล่าวว่าหลายองค์กรได้ให้ความใส่ใจในการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมก่อนที่จะมีมาตรฐาน ISO 26000 เกิดขึ้น แต่เมื่อมีมาตรฐานแล้วก็ยิ่งช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ มีแนวคิดในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้นและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางซึ่งไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานบางฉบับขึ้นมาเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบทางสังคมอีกด้วย แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงมาตรฐานฉบับอื่นที่เกี่ยวข้อง เรามาฟังความเป็นมาของมาตรฐาน ISO 26000 กันก่อน
เมื่อปี 2548 (ค.ศ.2005) กลุ่มงานของไอเสอโอได้ร่วมกันเป็นผู้นำในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม และใช้เวลา 5 ปีในการพัฒนาและประชุมระหว่างประเทศจำนวน 8 ครั้ง นับตั้งแต่ประเทศออสเตรเลียไปจนถึงประเทศชิลีและประเทศไทย มีการพิจารณาข้อคิดเห็นมากกว่า 25,000 เรื่องที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 450 คนซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศต่างๆ จำนวน 99 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศจากทั่วโลกกว่า 40 แห่งรวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นผู้แทนจาก Global Reporting Initiative องค์กรผู้บริโภคสากลและข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ
การสร้างมาตรฐาน ISO 26000 เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าประทับใจมากที่สุดประการหนึ่งของการสร้างความเห็นพ้องต้องกันให้เกิดขึ้นด้วยผู้เชี่ยวชาญที่เต็มใจให้เวลา ข้อคิดเห็นและทุ่มเทแรงกายแรงใจไปเพื่อช่วยกันพิจารณา เจรจา อภิปรายและพัฒนามาตรฐานจนกระทั่งสามารถนำมาใช้งานได้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน การตัดสินใจทั้งหมดเกิดขึ้นจากความยินยอมร่วมกันของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและให้ความสำคัญไปกับการมีส่วนร่วมอย่างสมดุลของประเทศต่างๆ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งผู้แทนจากสหภาพยุโรปซึ่งเข้าร่วมประชุมด้วย
หลังจากที่มาตรฐาน ISO 26000 ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ สหภาพยุโรปก็ได้ประกาศเรื่องการสื่อสาร CSR แบบใหม่ซึ่งระบุว่า CSR เป็นความรับผิดชอบของธุรกิจในเรื่องผลกระทบต่อสังคม ซึ่งคล้ายคลึงกับนิยามในมาตรฐาน ISO 26000 และใช้ในการกำหนดแนวทางและหลักการในการสร้างกลยุทธ์ด้วย
7 ปีต่อมา มาตรฐาน ISO 26000 ได้ช่วยให้องค์กรนับพันทำการปรับปรุงกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งบริษัทต่าง ๆ เช่น NEC Corporation ซึ่งได้วางนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไว้ คุณฮิโตชิ ซูซูกิ อดีตผู้จัดการทั่วไปด้าน CSR ของ NEC และปัจจุบันเป็นประธาน Think Tank IISE ของ NEC ที่ทำการวิจัยในประเด็นความสามารถในการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน ได้กล่าวว่า เมื่อได้เข้าไปจัดการในเรื่องซัพพลายเชนและมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาตรฐาน ISO 26000 จึงเกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้นไปอีก
กล่าวคือ มาตรฐานดังกล่าวทำให้บริษัทรู้จักซัพพลายเออร์ดีขึ้น สามารถเห็นว่าพวกเขาทำงานอย่างไรและทำให้สามารถระบุว่าควรปรับปรุงในจุดไหนและอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการทำงานที่มีเงื่อนไขต่างๆ รวมทั้งการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยด้วย ดังนั้น จึงได้สร้างมาตรการเชิงป้องกันและทำงานร่วมกันซึ่งทำให้เห็นถึงวิธีที่บริษัทและซัพพลายเออร์จะสามารถนำวิธีการบริหารจัดการเหล่านั้นไปปรับใช้งาน
มาร์คแอนด์สเปนเซอร์เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้บุกเบิกที่มีความโดดเด่นในด้านความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนด้วยการนำแผน A ไปใช้เมื่อปี 2550 (ค.ศ.2007) เพื่อช่วยปกป้องโลกด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ ลดของเสียและช่วยเหลือชุมชน แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากซัพพลายเออร์ ดังนั้น เมื่อปี 2556 (ค.ศ.2013) บริษัทจึงหันมาใช้ ISO 26000 เป็นแนวทางในการส่งเสริมวิธีปฏิบัติที่เป็นธรรมตลอดทั้งซัพพลายเชน
มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ใน 70 ประเทศที่มีการจ้างงานทั่วโลกถึงสองล้านคนซึ่งอยู่ในโรงงานสองหมื่นโรงและในฟาร์มอีกสองหมื่นแห่ง ดังนั้น โครงการต่างๆ จึงมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในร้านค้าปลีกของบริษัทซึ่งมีบางแห่งก็เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าในประเทศอินเย ศรีลังกา และบังคลาเทศ ซึ่งได้รับการเชื้อเชิญให้นำหลักการของ ISO 26000 ในด้านความรับผิดชอบของสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไปรวมอยู่ในกลยุทธ์ของธุรกิจ
เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2558 (ค.ศ.2015) สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับเอาเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 หัวข้อขององค์การสหประชาติไปดำเนินการเป็น “วาระการพัฒนา 2030” ซึ่งกำหนดเป้าหมายที่สร้างแรงบันดาลใจในการยุติความหิวโหย การปกป้องโลก และการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับทุกคนในโลกนี้ และแรงบันดาลใจนี้ก็สะท้อนอยู่ในมาตรฐาน ISO 2600 ซึ่งมีหลักการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและมีส่วนร่วมโดยตรงต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวด้วย
ในช่วง 7 ปีที่มาตรฐาน ISO 26000 ได้เกิดขึ้นมานั้น ยังพิสูจน์ให้เห็นว่ามาตรฐานนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังมาตรฐานอื่นๆ อีกหลายมาตรฐาน เช่น ISO 37001 มาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบน ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมของความซื่อสัตย์และความโปร่งใสในองค์กร มาตรฐาน ISO 20400 แนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนซึ่งใช้มาตรฐาน ISO 26000 มาอ้างอิงอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับระหว่างประเทศ IWA 26 ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรรวมเอาหลักการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเข้ากับมาตรฐานระบบการจัดการอื่นๆ ของไอเอสโอ
ในช่วงไม่ถึง 20 ปีที่ผ่านมา มาตรฐาน ISO 26000 ได้ให้แนวคิดที่มีการคิดร่วมกันมากขึ้นอย่างเช่นเอกสาร ISO Guide 82 – Guidelines for addressing sustainability in standards ซึ่งเป็นแนวทางในการช่วยใช้ให้ผู้เขียนมาตรฐานสามารถเน้นในประเด็นด้านความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนอันเป็นการยกระดับความตระหนักในเรื่องนี้เพื่อให้มีการนำไปใช้งานในมาตรฐานไอเอสโออย่างเป็นระบบและมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขอบข่ายของมาตรฐานที่ทำการพัฒนา
มาตรฐาน ISO 26000 จึงเป็นมาตรฐานที่ธุรกิจและองค์กรควรนำไปใช้ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นมาตรฐานที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่มีความโปร่งใสอันนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2204.html
NEC Corporation เป็นบริษัทที่นำเอามาตรฐาน ISO 26000 ไปใช้อย่างสมัครใจ ซึ่งได้ช่วยให้องค์กรนับพันสามารถปฏิบัติงานด้วยการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยความรับผิดชอบ
นับตั้งแต่เมื่อมีการตีพิมพ์เผยแพร่มาตรฐานฉบับนี้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว มีประเทศต่างๆ ทั่วโลกรับ ISO 26000 ไปใช้เป็นมาตรฐานระดับประเทศมากกว่า 80 ประเทศ และในภาษาต่างๆ 22 ภาษา และยังมีการนำไปใช้อ้างอิงในตำราของสถานศึกษากว่า 3,000 ฉบับ รวมทั้งหนังสือและเอกสารต่างๆ ก็นำไปใช้อ้างอิงด้วย องค์กรที่นำมาตรฐานนี้ไปใช้ก็มีทั้งองค์กรขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมทั้งบริษัทที่มีชื่อเสียง อย่างเปโทรบราส สายการบินฝรั่งเศส บริติชเทเลคอม โนโวนอร์ดิสค์ และมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ เป็นต้น
หลายองค์กรได้ให้ความใส่ใจในการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมก่อนที่จะมีมาตรฐาน ISO 26000 เกิดขึ้น แต่เมื่อมีมาตรฐานแล้วก็ยิ่งช่วยส่งเสริมให้มีแนวคิดในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ว่าเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมความก้าวหน้าในทุกๆ ด้านของความรับผิดชอบทางสังคม ซึ่งนับเป็นฐานรากของกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบทางสังคมด้วย
ในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งไอเอสโอในปี 2490 (ค.ศ.1947) ผู้ผลิตนับเป็นผู้ใช้มาตรฐานของไอเอสโอเป็นส่วนใหญ่ และนั่นก็คืองานหลักของไอเอสโอ แต่ในช่วงเวลาต่อมา ไอเอสโอเริ่มให้ความสนใจกับความต้องการของผู้บริโภค หลักๆ ก็คือผู้บริโภคเป็นเสียงสะท้อนความต้องการในเรื่องข้อกำหนดซึ่งไอเอสโอจำเป็นต้องนำมาพิจารณาด้วย ดังนั้น ไอเอสโอจึงแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภค (ISO Committee on Consumer Policy: COPOLCO) ในปี 2521 (ค.ศ.1978) เพื่อกระตุ้นส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้กับการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในกระบวนการด้านการมาตรฐาน
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประสบการณ์ของผู้บริโภคจึงกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการมาตรฐาน และแม้ว่าการจัดลำดับความสำคัญของคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอจะยังคงมีพื้นฐานอยู่ในเรื่องของผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค เช่น จักรยาน หรือน้ำยาล้างจาน แต่พอถึงช่วงปี 1990 – 1999 ไอเอสโอยังได้ขยายมุมมองออกไปยังประเด็นในเชิงสังคมมากขึ้น เช่น การบริการ ความสามารถในการเข้าถึง และความปลอดภัย ซึ่งในช่วงนั้น มาตรฐานและแนวทางในด้านมุมมองต่างๆ อย่างเช่น สังคมผู้สูงวัยก็เริ่มมีเข้ามามากขึ้น พร้อมกับเอกสารเช่น ประกาศนโยบายของ ISO/IEC ที่มุ่งเน้นความจำเป็นของผู้สูงวัยและบุคคลที่ไร้ความสามารถลงไปในงานด้านการมาตรฐาน ซึ่งมีการเผยแพร่ในปี 2544 (ค.ศ.2001)
ดานา คิสซิงเจอร์-มาเทรย์ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอ กล่าวว่า COPOLCO จะคอยฟังอยู่เสมอว่าผู้บริโภคต้องการอะไรและอะไรที่จำเป็นสำหรับงานมาตรฐาน การปฏิรูปของไอเอสโอในเรื่องมาตรฐานที่เน้นในด้านสังคม เป็นความคาดหวังในวงกว้างของสังคมที่ต้องนำมาพิจารณา และมีการขยายขอบข่ายไปมากกว่าข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) สำหรับผลิตภัณฑ์และองค์ประกอบ และยังประจวบเหมาะพอดีกับช่วงเวลานั้นซึ่งผู้บริโภคเองก็มีอิทธิพลต่อข้อกำหนดของตลาดด้วย
ดังนั้น ในปี 2545 (2002) คณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอ จึงแนะนำให้พัฒนามาตรฐานเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ก่อนที่จะมีคณะกรรมการบริหารทางวิชาการของไอเอสโอ (ISO Technical Management Board: TMB) เกิดขึ้น ซึ่งหน้าที่สำคัญที่ได้ก็ปรากฏชัดเจนอยู่ในประกาศครั้งแรกของคณะกรรมการฯ ที่ว่ามาตรฐานควรช่วยให้องค์กรเน้นในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อมๆ กับการเคารพในเรื่องของความแตกต่างทางกฎหมาย สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งเงื่อนไขในการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วย
ในช่วงนั้น คำว่าความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility: CSR) เป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยมาก และความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีมาตรการด้านสิทธิประโยชน์ให้กับองค์กรที่สามารถปฏิบัติได้ตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านความยั่งยืน และเมื่อมีการนำข้อเสนอเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางสังคมมาพิจารณาในสมาชิกของไอเอสโอ ก็มีข้อโต้แย้งว่าทำไมจึงให้ความสำคัญแค่ในระดับองค์กร ดังนั้น คำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร” จึงกลายเป็นคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (social responsibility)
สำหรับความสำเร็จของมาตรฐาน ISO 26000 ยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องและไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานบางฉบับขึ้นมาซึ่งส่งเสริมเรื่องความรับผิดชอบทางสังคมด้วย จะเป็นมาตรฐานอะไรบ้างนั้น โปรดติดตามต่อในครั้งหน้าซึ่งเป็นตอนจบค่ะ