ถ้าเราจะมองหาแหล่งกำเนิดในเมืองที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นจำนวนมาก อาคารระฟ้าที่เราเห็นอยู่ทั่วไปในเมืองนั่นเองที่เป็นแหล่งกำเนิดที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึงหนึ่งในสามของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายทั้งหมดและนับเป็นครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก

จากข้อมูลขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) พบว่าการใช้พลังงานในอาคารจำเป็นจะต้องลดลงถึง 50% หากเราต้องการลดค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิลงให้ได้ 2 องศาภายในปี 2050  ปัจจุบัน โลกของเรามีแนวทางการจำกัดอุณหภูมิโลกให้เป็นไปตามเป้าหมายนี้ด้วยการทำให้อาคารสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยนำชุดมาตรฐาน ISO 52000 ไปใช้งาน

มาตรฐาน ISO 52000-1 Energy performance of buildings – Overarching EPB assessment – Part 1: General framework and procedures ถือเป็นเอกสารตัวแรกที่ช่วยนำทางไปสู่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับมาตรฐานในตระกูล ISO 52000 นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานในอาคารนับตั้งแต่ระบบการทำความร้อน การทำความเย็น การระบายอากาศ และการควบคุมอัจฉริยะ ไปจนถึงการใช้พลังงาน หรืออุปกรณ์การผลิตต่างๆ มาตรฐานชุดนี้จะช่วยให้สถาปนิก วิศวกร และผู้ควบคุมกฎเข้าถึงประสิทธิภาพด้านพลังงานของอาคารที่มีอยู่แล้วหรืออาคารใหม่โดยมองเป็นภาพรวมซึ่งจะไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายและยังสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในอาคารไม่ให้เพิ่มขึ้นได้ด้วย

Dick van Dijk และศาสตราจารย์ Essam E. Khalil ผู้ประสานงานร่วมของคณะกรรมการร่วมของไอเอสโอด้านประสิทธิภาพพลังงานด้านอาคาร (Energy Performance of Buildings (EPB) กล่าวว่าชุดมาตรฐาน ISO 52000 จะช่วยให้เข้าถึงประสิทธิภาพพลังงานโดยรวมของอาคาร ซึ่งหมายความว่าการรวมเอาเทคโนโลยีใดก็ตามเข้าด้วยกันสามารถนำมาใช้เพื่อเข้าถึงระดับของประสิทธิภาพพลังงานโดยมีค่าใช้จ่ายต่ำสุดตามที่ตั้งใจได้

ISO 52000 ประกอบด้วยวิธีการที่รัดกุมในการประเมินประสิทธิภาพด้านพลังงานซึ่งเป็นพลังงานปฐมภูมิที่ใช้ในการทำความร้อน ความเย็น ระบบแสงไฟ การระบายอากาศ รวมทั้งการใช้น้ำร้อนภายในอาคาร ซึ่งจะช่วยเร่งให้มีความก้าวหน้าในการใช้วัสดุ เทคโนโลยี และแนวทางการออกแบบอาคาร การก่อสร้าง และการจัดการ

สำหรับการก่อสร้างที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้น สิ่งสำคัญประการแรก คือ การออกแบบที่มีคุณภาพสูงและฝีมือแรงงาน อาคารที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงในการก่อสร้างอาคาร ร่วมกับระบบอาคารทางเทคนิคที่มีคุณภาพสูงและเทคโนโลยีการใช้พลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้

หัวใจของเรื่องดังกล่าวคือแนวทางเชิงระบบที่ประเมินประสิทธิภาพด้านพลังงานซึ่งต้องนำมาพิจารณาร่วมกันระหว่างปฏิสัมพันธ์ในระบบ ผู้ใช้งาน และสภาพอากาศภายนอกที่มีการผันแปรอยู่เสมอ

แนวทางเชิงระบบมีความสำคัญสำหรับนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีและการนำไปใช้ ประเทศที่ใช้แนวทางนี้มาหลายปี เช่น เนเธอร์แลนด์ มีประสบการณ์ในการนำพลังงานไปใช้ในสเกลใหญ่ๆ และทำให้เกิดการประหยัดได้จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความหลากหลาย รวมถึงแนวคิดของการใช้ฉนวนกันความร้อน หน้าต่าง กระจก ความร้อน ความเย็น แสง การระบายอากาศ หรือระบบน้ำร้อนภายในอาคาร การควบคุมอาคารด้วยระบบอัตโนมัติ  และแหล่งพลังงานหมุนเวียน

มาตรฐาน EPB สามารถนำมาใช้เสริมร่วมกับชุดมาตรฐานที่ประกอบด้วยวิธีการคำนวณความร้อน ความเย็น สมรรถนะขององค์ประกอบอาคาร รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น ตัวชี้วัดสมรรถนะด้านพลังงาน การจัดอันดับและใบรับรอง นอกจากนี้ ในอนาคต มาตรฐานนี้จะพิจารณาขยายองค์ประกอบเพิ่มเติมสำหรับแนวทางเชิงองค์รวมสำหรับอาคารประหยัดพลังงานด้วย

มาตรฐานชุด ISO 52000 ได้รับการพัฒนาจากคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ 2 คณะ ร่วมกับ คณะกรรมการยุโรปด้านการมาตรฐาน (European Committee for Standardization: CEN)  ดังนี้ 1) คณะกรรมการวิชาการไอเอสโอISO/TC 163, Thermal performance and energy use in the built environment ซึ่งมีสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน (SIS) เป็นเลขานุการ 2) คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 205, Building environment design ซึ่งมีสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (ANSI) เป็นเลขานุการ และ 3) CEN/TC 371, Energy Performance of Buildings project group, and CEN/TC 89, Thermal performance of buildings and building components

ชุดมาตรฐาน 52000 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของ ISO  ISO Store.

ที่มา: https://www.iso.org/standard/65601.html

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) จัดประชุมสัมมนาแถลงผลการดำเนินงานโครงการยกระดับมาตรฐานระบบการจัดการของผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพการผลิต ปีงบประมาณ 2560 ภายใต้งบประมาณจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และมอบประกาศนียบัตร  เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560

_dsc9472

การประชุมสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแถลงผลการดำเนินงานโครงการยกระดับมาตรฐานระบบการจัดการของผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพการผลิต ปีงบประมาณ 2560 (ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560) ของ สศอ.  มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตให้กับผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรม Super Cluster กลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve และกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้สถาบันเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม ในด้านการสร้างมูลค่าด้วยการเพิ่มคุณภาพและการประกันคุณภาพ การลดต้นทุนการผลิตด้วยการลดของเสียและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดความเสี่ยงจากการต่อต้านจากชุมชน อันตรายจากการปฏิบัติงานและความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

_dsc9561

ภายในงานมีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่บุคลากรของสถานประกอบการเป้าหมายที่เข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตรนักปฏิบัติด้านอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) หลักสูตรนักปฏิบัติด้านมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001:2015) และหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการแนะนำสถานประกอบการด้านอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) จำนวน 87 คน  และบุคลากรของสถาบันเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตร Train the Trainer ด้านอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) จำนวน 50 คน

_dsc9535

การดำเนินโครงการดังกล่าวจะช่วยให้มีบุคลากรพร้อมและพอเพียงสำหรับผู้ประกอบการในการช่วยดำเนินการด้านการเพิ่มผลิตภาพการผลิตอย่างเป็นระบบ มีที่ปรึกษาที่มีขีดความสามารถและมีคุณภาพเพียงพอในการให้บริการผู้ประกอบการ และสถานประกอบการมีแนวทางการเพิ่มผลิตภาพการผลิตอย่างเป็นระบบและยั่งยืนด้วยมาตรฐานการบริหารจัดการ

วันนี้ (14 กรกฎาคม 2560) นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานแถลงข่าว “การจัดงาน Thailand Industry Expo 2017” กำหนดแนวคิดการจัดงาน คือ Thailand Industry 4.0 : One Transformation, Thousand Opportunities หรือปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0
สรรค์สร้างโอกาสอนาคตไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-30 กรกฎาคม 2560 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 10.00- 22.00น. โดยมีนายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น 1
อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

งานแถลงข่าว “การจัดงาน Thailand Industry Expo 2017”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การจัดงาน Thailand Industry Expo ในปีนี้ มีการนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม สินค้าและบริการที่ทันสมัย รวมทั้งเป็นเวทีเปิดกว้างในการแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมไทยที่หลากหลาย ครบวงจร พร้อมระดมสุดยอดผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ชั้นนำของประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ ผู้ประกอบการรายใหญ่กลุ่ม SMEs และวิสาหกิจชุมชน หรือ OTOP ทั่วประเทศกว่า 1,500 ราย ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมหลากหลาย

กระทรวงอุตสาหกรรมยังเล็งเห็นถึงการขยายความร่วมมือไปยังกลุ่มธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมในต่างประเทศมากขึ้น โดยจัดพื้นที่โซน 4.0 International Business Matching Pavilion ขึ้นเป็นปีแรก เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการไทยได้มีโอกาสจับคู่ทางธุรกิจกับผู้ประกอบการจากต่างประเทศ พร้อมการจัดแสดงเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่น่าสนใจจากประเทศชั้นนำและคู่ค้าสำคัญของไทยด้วย อาทิ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี อินโดนีเซีย และมาเลเชีย เป็นต้น รวม
ผู้ประกอบการในโซนนี้กว่า 76 ราย นอกจากนี้ภายในงาน ยังแบ่งโซนต่างๆ ได้แก่

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) โดยผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (นางพรรณี อังศุสิงห์) ผู้บริหาร และพนักงานสถาบันฯ เข้าร่วมกิจกรรมงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา พุทธศักราช 2560 ของกระทรวงอุตสาหกรรม

buddhist-2

เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา พุทธศักราช 2560 วันที่  8-9 กรกฎาคม 2560 กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดกิจกรรมงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ณ วิหารโรงพยาบาลสงฆ์ กรุงเทพฯ  เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 โดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายสมชาย หาญหิรัญ เป็นประธานในการถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน เครื่องไทยธรรม และถวายปัจจัยพระสงฆ์อาพาธ พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม และสถาบันเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม

buddhist-4

กิจกรรมงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันอาสาฬหบูชาซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาและแสดงปฐมเทศนา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8  และในวันเข้าพรรษาซึ่งตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์ต้องเริ่มการอธิษฐานอยู่ประจำในวัดหรือเสนาสนะที่คุ้มแดดคุ้มฝนได้แห่งหนึ่งโดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น เพื่อไม่ให้พระสงฆ์จาริกเหยียบย่ำข้าวในนาของชาวบ้านเสียหาย

buddhist-3

สรอ. รับการตรวจประเมินจากสำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ เพื่อการรับรองระบบงานตามมาตรฐาน ISO/IEC 17021-1:2015
สาขาหน่วยรับรองมาตรฐานแรงงานไทย

สรอ.ได้ขยายการให้บริการรับรองระบบการจัดการตามมาตรฐานแรงงานไทย (มรท. 8001-2553) โดยดำเนินการตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17021-1:2015 Conformity assessment — Requirements for bodies providing audit and certification of management systems — Part 1: Requirements หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (กมช.) และระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเป็นหน่วยรับรอง หน่วยตรวจ การประเมิน และการรับรองมาตรฐานแรงงานไทย พ.ศ. 2559

การจัดทำระบบการจัดการตามมาตรฐานแรงงานไทย (มรท. 8001/TLS 8001) ของสถานประกอบการ เป็นการแสดงว่าสถานประกอบกิจการได้ปฏิบัติต่อแรงงานสอดคล้องกับข้อกำหนด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน และเสริมสร้างให้ธุรกิจมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สนับสนุนการส่งออก และช่วยให้แรงงานมีความปลอดภัยในการทำงาน ลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน เกิดขวัญกำลังใจที่จะสร้างผลผลิตอย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ยังทำให้องค์กรมีแนวปฏิบัติในการจัดทำระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตที่จะสร้างรายได้ให้แก่ลูกจ้าง และสร้างผลกำไรให้แก่สถานประกอบกิจการ และที่สำคัญ คือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความรับผิดชอบทางสังคม ซึ่งจะลดอุปสรรคและข้อกีดกันทางการค้า

iso_iec17021-1-2

สรอ. ได้ดำเนินการเป็นหน่วยตรวจมาตรฐานแรงงานไทย (มรท. 8001/TLS 8001) ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ตั้งแต่ปี 2549 รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการจัดทำและทบทวนมาตรฐานแรงงานไทย

ต่อมาสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้มีความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมเพื่อการพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานแรงงานไทย ในปี 2554 เพื่อให้หน่วยตรวจ หน่วยรับรอง มาตรฐานแรงงานไทยภาคเอกชนที่ได้รับการรับรองระบบงานจากคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (กมช.) สามารถประเมินและออกใบรับรองมาตรฐานแรงงานไทยให้สถานประกอบกิจการที่ปฏิบัติสอดคล้องตามข้อกำหนดมาตรฐานแรงงานไทย ตามแนวทางมาตรฐานสากล ISO/IEC 17021-1

ในการนี้ เพื่อตอบสนองนโยบายภาครัฐและสร้างความมั่นใจในการให้บริการรับรองระบบการจัดการตามมาตรฐานแรงงานไทยที่มีคุณภาพ โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล  สรอ. จึงได้ขอรับการรับรองระบบงานสำหรับหน่วยรับรองในสาขาดังกล่าวจาก มกช. และได้รับการตรวจประเมินขั้นตอนที่ 1 จากสำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ สมอ. เมื่อวันที่ 28-29 มิถุนายน 2560 ซึ่งมีการดำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ISO/IEC 17021-1:2015 หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของ กมช. และระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานฯ ที่กำหนด

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) โดยผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (นางพรรณี  อังศุสิงห์) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการประเมินมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน (National Assessment Committee on ASEAN MICE Venue Standard) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2560

amvs_nac-4

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นร่วมกันกับการประชุมว่าด้วยมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน ครั้งที่ 5 (5th Special Meeting on ASEAN MICE Venue Standard) โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน): สสปน. (Thailand Convention & Exhibition Bureau: TCEB) ในวันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2560 ตามมติของที่ประชุมอาเซียนในการจัดทำมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน (ASEAN MICE Venue Standard: AVMS) มีรัฐสมาชิก (Member State) เข้าร่วมการประชุม อาทิ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ เวียดนาม ไทย โดยมีไทยเป็น Lead Coordinator ซึ่งวาระการประชุมหลักประกอบด้วยความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียนของแต่ละรัฐสมาชิก และหน้าที่
ความรับผิดชอบ โครงสร้าง กระบวนการตรวจประเมินและการประเมินของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการประเมินมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน

amvs_nac-2

สรอ.ได้ให้บริการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE: Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions) อาทิ การตรวจประเมิน
และรับรอง การพัฒนามาตรฐาน การตรวจ การฝึกอบรม เช่น มอก./TIS 22300. ISO 22301, ISO 9001, ISO 14001, TIS/OHSAS 18001, ISO 50001, GMP, HACCP, ISO 22000 ครอบคลุมข้อกำหนดด้านต่างๆ รวมทั้งคุณภาพในการให้บริการ สิ่งแวดล้อมและชุมชน/สังคม ความปลอดภัย/ความมั่นคงปลอดภัยและสวัสดิการแรงงาน ความปลอดภัยของอาหาร และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ของมาตรฐานสถานที่จัดงานของประเทศไทย (Thailand MICE Venue Standard: TMVS) และมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน (AVMS)

amvs_nac-3

การจัดทำมาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน (AVMS) ซึ่งรับ (Adopt) มาตรฐานสถานที่จัดงานของประเทศไทย (TMVS) ของ สสปน. ไปใช้เป็นส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานและเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไมซ์ของอาเซียนในระดับสากล และเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างศักยภาพด้านการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์ของไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลกและเติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งการเพิ่มรายได้ของประเทศ

พลังงานเป็นหนึ่งในเรื่องที่ท้าทายมากที่สุดสำหรับการเผชิญหน้าสำหรับชุมชนในระดับนานาชาติ  ซึ่ง MASCI Innoversity ได้เคยนำเสนอไว้ในบทความเรื่อง “ทั่วโลกส่งเสริมพลังงานสะอาดด้วย ISO 50001”  เมื่อปีที่แล้ว

การทบทวนมาตรฐาน ISO 50001 – Energy management systems นับว่ามีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเรื่องของการใช้พลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานสะอาด ซึ่งในปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 6 – 8 มิถุนายน 2560 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

การประชุมดังกล่าวมีการพูดคุยและอภิปรายเกี่ยวกับการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพและความร่วมมือในโครงการพลังงานสะอาดต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีอีเว้นท์ต่างๆ รวมถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับระหว่างประเทศในเรื่องการปรับปรุงการบริโภคสีเขียวซึ่งสะท้อนถึงประโยชน์ของมาตรฐาน ISO 50001 ด้วย

ในงานประชุมดังกล่าว นักพัฒนามาตรฐานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับมาตรฐาน ISO 50001 ได้มาประชุมประจำปีในนามของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 301- Energy management and energy savings  และผลลัพธ์ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ การทบทวนมาตรฐาน ISO 50001 หลังจากที่มีการใช้งานไปแล้ว 6 ปี เพื่อให้มั่นใจว่ายังคงเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์สำหรับทุกธุรกิจและทุกองค์กรทั่วโลก

ความก้าวหน้าและความเห็นพ้องต้องกันของมาตรฐานที่ได้ทบทวนดังกล่าวทำให้ขณะนี้ มาตรฐาน ISO 50001ได้มาถึงขั้นร่างมาตรฐานแล้ว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในอีก 3 เดือนข้างหน้า และจะตีพิมพ์เผยแพร่ได้ในราวเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม 2560 ซึ่งทางไอเอสโอได้ระบุว่าหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงหลักของมาตรฐาน ISO 50001 ฉบับปี 2018 คือ การรวมเอาโครงสร้างระดับสุง หรือ High-Level Structure: HLS เข้าไปซึ่งจะทำให้มีแนวทางของการทำให้เกิดความเข้ากันได้กับมาตรฐานระบบการจัดการอื่นๆ เมื่อมีการนำไปใช้ร่วมกัน และยังมีการปรับปรุงอื่นๆ ในมาตรฐานฉบับปรับปรุงใหม่นี้ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าแนวคิดมีความกี่ยวข้องกับสมรรถนะด้านพลังงานมีความชัดเจนสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กด้วย

สำหรับมาตรฐาน ISO 50001: 2011 (ประกาศใช้เมื่อ พ.ศ.2554) เป็นมาตรฐานที่ทำให้องค์กรสามารถจัดกับพลังงานโดยมีแนวทางที่รัดกุมในการปรับปรุงสมรรถนะด้านพลังงานอย่างต่อเนื่องรวมทั้งความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้สร้างคุณค่าทั้งในเชิงของวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและปฏิบัติการด้านพลังงานสะอาด ซึ่งมีองค์กรเกือบ 12,000 องค์กรทั่วโลกที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานนี้นับถึงปลายปี 2558 และมีสถิติสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้านั้นถึง 77%

นอกจากนี้ ยังมีผลการคำนวณแบบ CEM  ที่แสดงให้เห็นว่าการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ในภาคส่วนอุตสาหกรรมและในเชิงพาณิชย์จะสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการประหยัดพลังงานได้มากถึง 62 เอกซาจูลส์ (สามารถคำนวณเป็นจูลส์ได้จากเว็บไซต์ http://www.convertunits.com/from/exajoule/to/joule) ภายในปี 2030 (2573) ซึ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 600 พันล้านเหรียญสหรัฐและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 6,500 เมตริกตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการย้ายเอายานพาหนะโดยสารบนท้องถนนจำนวน 215 ล้านคันออกไปจากท้องถนน

ในการประชุม CEM 8 ยังมีการมอบรางวัลด้านความเป็นเลิศในด้านการจัดการพลังงานเพื่อเป็นเกียรติให้กับบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ซึ่งเป็นโครงการของกลุ่มงานการจัดการพลังงานจากที่ประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานสะอาดซึ่งมีส่วนร่วมในคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 301 ด้วย

ISO 50001 จึงนับว่าเป็นเครื่องมือหลักเพื่อปฏิบัติการลดภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการหยิบยกเรื่องนี้ผ่านการประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานสะอาดซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

และอีกไม่นานต่อจากนี้ เราก็จะได้พบกับมาตรฐาน ISO 50001 ฉบับปรับปรุงใหม่ที่มีความเหมาะสมและสะดวกสำหรับผู้ไปใช้งานมากยิ่งขึ้น

ที่มา:

1. https://www.iso.org/news/ref2193.html
2. http://www.cleanenergyministerial.org/Events/CEM8  

เพื่อให้มาตรฐานมีความทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานทั่วโลก ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน จึงทำการทบทวนมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ มาตรฐาน ISO 22000 ก็เช่นกัน ปัจจุบัน ไอเอสโอได้ทบทวนมาถึงขั้นร่างมาตรฐานแล้ว

มาตรฐานที่ทำการทบทวนใหม่จะรวมเอาโครงสร้างหลักอันใหม่เข้าไปพร้อมกับองค์ประกอบหลักเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของอาหารในทุกๆ ขั้นตอนของห่วงโซ่อาหาร

การทบทวนมาตรฐาน ISO 22000 มุ่งไปสู่การรวบรวมประเด็นใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารเพื่อให้เหมาะสมกับภาคส่วนอาหารในปัจจุบัน ซึ่งมีกระบวนการที่รัดกุมและกลุ่มงานที่ทำการทบทวนมาตรฐานก็ได้ค้นพบแนวคิดที่ขยายวงกว้างออกไปอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญได้มาประชุมร่วมกัน 3 ครั้งและได้รับข้อคิดเห็นจำนวน 1,800 ข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลกซึ่งเป็นผู้แทนขององค์กรที่ทำหน้าที่ต่างๆ กัน

ปัจจุบัน หน้าที่หลักของผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นก็คือการแปลแนวคิดที่ได้มีการปรับปรุงแล้วในมาตรฐานและทำการสื่อสารให้กับผู้ใช้งานอย่างชัดเจนและตรงประเด็นซึ่งทำให้สามารถเข้าใจมาตรฐาน ISO 22000 ได้ง่ายขึ้นและทำให้ทุกองค์กรมีการนำไปใช้ได้ในทุกแง่มุมของห่วงโซ่อาหาร

มาตรฐาน ISO 22000 ที่มีการทบทวนใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยซึ่งทำให้สามารถอ่านได้ง่ายขึ้นและชัดเจนขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญที่มีโครงสร้างเป็นธรรมชาติมากขึ้น  สิ่งที่สำคัญได้แก่

ไอเอสโอคาดว่ามาตรฐาน ISO 22000 ที่อยู่ระหว่างการทบทวนและปรับปรุงนี้จะตีพิมพ์เผยแพร่ได้ภายในเดือนมิถุนายน 2561

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2192.html

ความยืดหยุ่นหรือความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ต้องการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไอเอสโอตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 22316 ขึ้นมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รออยู่เบื้องหน้า

ISO 22316: 2017 – Security and resilience – Organizational resilience – Principles and attributes เป็นมาตรฐานที่ให้แนวทางการทำงานสำหรับองค์กรเพื่อช่วยให้องค์กรพิสูจน์ได้ว่าจะมีความสามารถในการปรับตัวและอยู่รอดในอนาคต ประกอบด้วยหลักการสำคัญในรายละเอียด คุณลักษณะ และกิจกรรมที่สนับสนุนองค์กรให้เกิดความยืดหยุ่น

เจมส์ คราสต์ ผู้ประสานงานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292  กลุ่มงาน WG 2 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าว ระบุว่าการปรับปรุงให้องค์กรให้มีความยืดหยุ่น จะทำให้มั่นใจได้ว่าองค์กรจะไม่เพียงแต่สามารถสร้างความคาดหวังในการตอบสนองความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เท่านั้น แต่ยังสามารถประสานการสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นอีกด้วย

มาตรฐานนี้ให้มุมมองที่กว้างขวางที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดความยืดหยุ่นในองค์กร แต่หลายองค์กรมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไป ดังนั้น มาตรฐานนี้จึงเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญในการช่วยให้องค์กรพัฒนาวัฒนธรรมที่สนับสนุนให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งมีการอธิบายคุณลักษณะขององค์กรที่ให้หลักการในการนำไปปรับใช้ กิจกรรมที่ให้แนวทางในการใช้งาน การประเมินผล รวมทั้งการสนับสนุนคุณลักษณะที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่นด้วย

นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างรูปแบบของการบริหารความเสี่ยงซึ่งมีคุณค่าร่วมและความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องบริบท ซึ่งผู้นำจะต้องร่วมสร้างพลังให้เกิดขึ้นด้วย  เพราะความยืดหยุ่นขององค์กรนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จากปฏิสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนใครและเกิดจากปัจจัยทั้งในเชิงกลยุทธ์และในเชิงปฏิบัติการขององค์กร

จะเห็นได้ว่าไม่มีแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นในองค์กรได้ แต่ความยืดหยุ่นขององค์กรเกิดขึ้นได้จากหลักการบริหารจัดการของตนเองที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากคุณลักษณะ กิจกรรม และการมีส่วนร่วมที่เกิดจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมทั้งวิธีที่จะจัดการกับความไม่แน่นอนและการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร

มาตรฐานดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มงาน WG 2 – Continuity and organizational resilience ของคณะทำงานวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience ซึ่งเลขานุการที่ดูแลรับผิดชอบ คือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน (Sweden Standards Institute: SIS) ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

1. https://www.iso.org/news/Ref2189.htm
2.
https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:22316:ed-1:v1:en

การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานข้อกำหนดทั่วไปสำหรับหน่วยรับรองบุคลากร ตามมาตรฐาน ISO/IEC 17024” รุ่นที่ 3 ประจำปี 2560  ในวันที่ 28-30 มิถุนายน 2560 ณ ห้อง Gemini ชั้น 3 โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพมหานคร

news03-07-17-2

ภายใต้โครงการพัฒนาองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพเข้าสู่มาตรฐานสากล (ISO/IEC 17024) ประจำปีงบประมาณ 2560 ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และดำเนินโครงการโดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ซึ่งการอบรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมอบรมเป็นอย่างมาก

news03-07-17-1