เรื่องของการศึกษาไม่เพียงแต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของสังคมอีกด้วย ดังนั้น คุณภาพของผู้ให้บริการด้านการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ ถึงแม้ว่าจะไม่อาจรับประกันผลลัพธ์ของการศึกษาได้อย่างเต็มที่ แต่ก็มีสถาบันการศึกษาจำนวนมากสามารถกระตุ้นการเรียนรู้และทำให้ผู้เรียนมั่นใจได้ว่าพวกเขามีระดับคุณภาพตามที่คาดหวัง ซึ่งมาตรฐานใหม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาของไอเอสโอ จะเป็นตัวช่วยในเรื่องดังกล่าวได้
ในขณะที่หน่วยงานด้านการศึกษาไม่อาจรับประกันความสำเร็จของผู้เรียนได้ทั้งหมด แต่ยังมีอีกหลายทางที่จะทำให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ขอององค์กรและมีส่วนร่วมในผลลัพธ์ของการเรียนรู้ที่ดีขึ้นได้
มาตรฐาน ISO 21001 Educational organizations – Management systems for educational organizations – Requirements with guidance for use เป็นมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพที่มีเป้าหมายในการปรับปรุงกระบวนการ และเน้นความต้องการและความคาดหวังของผู้ใช้บริการ
มาตรฐานในอนาคตจะช่วยให้ผู้ให้บริการทางการศึกษาสามารถเชื่อมโยงกิจกรรมเข้ากับพันธกิจและวิสัยทัศน์ได้อย่างมีประสิทธิผล และทำให้การเรียนรู้ตรงตามความต้องการส่วนบุคคลมากขึ้น ซึ่งทั้งสองประการนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับปรุงกระบวนการและระบบที่มีอยู่สำหรับนักการศึกษา ผู้ปกครองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ซึ่งจะได้เก็บเกี่ยวผลลัพธ์ของการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ
ขณะนี้ การพัฒนามาตรฐานดังกล่าวได้มาถึงขั้นของมาตรฐานร่างสุดท้ายแล้ว (Draft International Standard: DIS) ซึ่งหมายความว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถส่งข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างมาตรฐานเพื่อให้มีการพิจารณาก่อนที่จะตีพิมพ์เผยแพร่เป็นมาตรฐานสากลในต้นปีหน้า
ISO 21001 มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการใช้งานสำหรับผู้ให้บริการด้านการศึกษาทุกประเภท นับตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงการศึกษาระดับสูง รวมทั้งศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพและบริการการเรียนรู้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-learning services)
ปัจจุบัน ร่างมาตรฐานสุดท้าย ISO 21001 สามารถสั่งซื้อได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือจากเว็บไซต์ของ ISO ได้ (ISO Store)
ที่มา: https://www.iso.org/news/Ref2174.html
ในวันที่ 25-27 เมษายน 2560 ณ ห้องเพชรชมพู ชั้น 3 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการพัฒนาองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพเข้าสู่มาตรฐานสากล (ISO/IEC 17024) ประจำปีงบประมาณ 2560 ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และดำเนินโครงการโดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ซึ่งการอบรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมอบรมเป็นอย่างมาก
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2560 เวลา 13.30 น. ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ปาร์ค สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) หรือ MASCI ได้จัดพิธีเปิดตัวโครงการ MASCI Academy และการลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ รวมทั้งสถานประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน หน่วยงานภาครัฐ อาทิ
นอกจากนี้ยังมีพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้าร่วมโครงการยกระดับความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการ SMEs ปี 2559 รวม 3 โครงการ ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ MASCI Academy โดยได้รับเกียรติจากนายเผด็จภัย มีคุณเอี่ยม ประธานกรรมการ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เปิดเผยจากการเป็นประธานในพิธีฯ และนายปราโมทย์ วิทยาสุข ประธานกรรมการ คณะกรรมการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ กล่าวรายงาน
โครงการ MASCI Academy ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ ครอบคลุมทั้งการอุตสาหกรรม/การผลิต การบริการ การค้าและการเกษตร ให้มีศักยภาพและสามารถบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบตามแนวทางมาตรฐานการจัดการของสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนอันเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายไทยให้ก้าวสู่ Thailand 4.0 ต่อไป
คลิปข่าวเปิดตัวโครงการ MASCI Academy
ปัจจุบัน อีเมล์หลอกลวงที่เรียกว่า email phishing scam ระบาดไปทั่วโลกและทำให้ประชาชนและองค์กรจำนวนมากสูญเสียเงินไปกับเรื่องเหล่านี้ ไม่เว้นแม้แต่บริษัทไอทีของสหรัฐอเมริกา
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2560 สำนักข่าวบีบีซีได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับชายชาวลิธัวเนียถูกตำรวจจับกุมเนื่องจากได้เขียนอีเมล์ปลอมไปยังบริษัทด้านเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา เพื่อขอให้โอนเงินไปให้บริษัทดังกล่าวฝใไม่ได้รับการเปิดเผยชื่อแต่ระบุว่าเป็นบริษัทข้ามชาติที่มีฐานที่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และมีบริษัทที่ทำด้านโซเชียลมีเดีย
เจ้าหน้าที่กล่าวว่าบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่มีความทันสมัยและมีความรู้ความสามารถบริษัทหนึ่ง จึงเป็นเสมือนการปลุกให้องค์กรต่างๆ ลุกขึ้นมาป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรไอที โดยระบุว่ากระทรวงยุติธรรมของอเมริกากล่าวถึงชายอายุ 48 ปีชาวลิธัวเนียที่ถูกจับกุมได้ว่ามีการหลอกลวงบริษัทมาอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2556 – 2558 (ค.ศ.2013 – 2015) ชายผู้นี้ได้จดทะเบียนบริษัทในลัตเวียซึ่งใช้ชื่อเดียวกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ที่มีฐานการผลิตในเอเชียและได้เปิดบัญชีไว้หลายบัญชีและหลายธนาคาร
ด้วยเหตุนี้ อีเมล์ปลอมจึงถูกส่งไปยังลูกค้าและบริษัทต่างๆ ซึ่งมีธุรกรรมกับบริษัทในอาเซียนนับเป็นเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐและทำให้บริษัทติดกับการโอนเงินไปยังบัญชีต่างๆ ทั่วโลกที่ชายชาวลิธัวเนียเปิดบัญชีไว้ ได้แก่ ที่ประเทศลัตเวีย ไซปรัส สโลวาเกีย ลิธัวเนีย และฮ่องกง
นอกจากนี้ เขายังได้ปลอมใบเรียกเก็บเงิน สัญญาและจดหมายต่างๆ เพื่อให้ธนาคารเข้าใจว่าเป็นการทำธุรกรรมที่ถูกต้องด้วย ซึ่งทนายของสหรัฐอเมริกาที่ดูแลในเรื่องดังกล่าวระบุว่าการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการเตือนให้บริษัททั้งหลายอย่าหลงกลอาชญากรไซเบอร์ ขณะเดียวกันก็เป็นการเตือนอาชญากรไซเบอร์ด้วยว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกนี้ จะมีการติดตามตรวจสอบบัญชีเพื่อป้องกันปัญหาอาชญกรรมในโลกไซเบอร์เช่นกัน แต่ขณะนี้ ยังไม่ได้มีการนัดหมายเรื่องการไต่สวน
ในด้านของนักเทคโนโลยีก็ได้แนะนำข้อควรระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรไซเบอร์ไว้ดังนี้
เรามักได้รับการเตือนว่าอย่าคลิกอีเมล์จากคนไม่รู้จัก แต่อาชญากรก็มาเหนือเมฆโดยเข้าไปแอบใช้อีเมล์ของคนที่
เรารู้จัก ซึ่งเป็นเทคนิคที่พวกมัลแวร์และแรนซั่มแวร์ชอบใช้ ดังนั้น สิ่งที่ทำได้อย่างแรกเลยคือ ตรวจสอบที่อยู่และ
ข้อความว่ามาจาก URLs ที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หรือถ้ารู้สึกว่าอีเมล์ที่มาจากคนรู้จักนั้นมีความผิดปกติ
โดยเฉพาะการร้องขอให้ทำอะไรบางอย่างแล้วละก็ ให้คิดไว้ก่อนว่าเป็นไปได้ที่อีเมล์นั้นจะถูกแฮ็ค แล้วสอบถาม
ไปยังเจ้าของอีเมล์ว่าได้ส่งอีเมล์มาให้จริงหรือไม่ อย่างไร
แม้แต่บริษัทข้ามชาติของสหัฐอเมริกายังถูกอาชญากรไซเบอร์ล่อลวงให้ติดกับได้ ดังนั้น เรื่องราวต่างๆ ที่เราได้ยินได้ฟังมาจึงเป็นบทเรียนสำคัญของทุกคนไม่ว่าจะเป็นองค์กรหรือตัวบุคคล ใครๆ ก็อาจถูกมิจฉาชีพหลอกได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องมีความถี่ถ้วนรอบคอบโดยพยายามสังเกตถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านั้นได้
ที่มา: 1. https://www.wired.com/2017/03/phishing-scams-fool-even-tech-nerds-heres-avoid/
สังคมผู้สูงวัยในหลายประเทศที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ มักจะต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกัน คือ จะต้องมีผู้ดูแลหรือมิฉะนั้น ก็จะต้องพักอาศัยอยู่ในสถานสงคราะห์
ACPPA ซึ่งเป็นองค์กรสังคมสงเคราะห์ที่ช่วยดูแลชุมชนและช่วยเหลือสังคมในประเทศฝรั่งเศสมานานกว่า 30 ปี มีเป้าหมายในการช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถมีวิถีชีวิตอย่างอิสระ ได้ทำการบริหารกลุ่มองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรเพื่อจัดการดูแลบริการและที่พักสำหรับประชากรสูงวัย และได้มีการนำเอามาตรฐาน ISO 9001 ไปใช้บริหารจัดการด้วยทีมงานทันสมัยที่มีความรู้ความสามารถแบบสหสาขา
ในการทำให้บรรลุความเป็นเลิศด้านการบริการผู้สูงวัยดังกล่าว ACPPA ได้ใช้โมเดลคุณภาพที่หลากหลายรวมทั้งมาตรฐานการบริการระดับประเทศและ ISO 9001 ซึ่งได้นำไปใช้กับศูนย์ดูแลผู้สูงวัยทั่วประเทศฝรั่งเศส
ลอเรนเชีย ปาลาสโซ ผู้อำนวยการสื่อสารและคุณภาพของกลุ่ม ACPPA กล่าวว่า ISO 9001: 2015 ได้ช่วยให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งข้อกำหนดใหม่นี้มีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารจัดการและองค์กรซึ่ง ACPPA ที่ต้องการนำไปใช้งาน และหลังจากที่ ACPPA ได้ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 มาแล้ว 3 รอบการรับรอง รวมถึง ISO 9001: 2008 แล้ว กลุ่ม ACPPA ก็มีความสนใจในโมเดลการบริหารจัดการตามแบบของมูลนิธิยุโรปเพื่อการบริหารจัดการคุณภาพที่เรียกว่า EFQM ซึ่งให้กรอบงานทั่วไปเพื่อสนับสนุนความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติงานและสมรรถนะ
ลอเรนเชียกล่าวว่าการตรวจประเมินตามมาตรฐานฉบับใหม่ก็ได้ช่วยให้เราวัดผลว่าองค์กรได้ก้าวไปไกลขนาดไหนและความก้าวหน้านี้ก็ทำให้เรามีความเป็นเลิศและรู้ถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเองเพื่อนำไปพัฒนาต่อไป
กลุ่ม ACPPA ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 ตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งการรับรองด้านการบริการส่วนบุคคลสำหรับที่พัก (อิงมาตรฐานยุโรป NF X50-056) นับเป็นหนึ่งในเครื่องหมายรับรองชั้นนำของยุโรปที่ทำให้มีความเชื่อมั่นในคุณภาพ ความเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพในงานบริการ นอกจากนี้ ยังได้รับการรับรองด้านการอำนวยความสะดวกด้านที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงวัยจากหน่วยรับรอง SGS อีกด้วย
เมื่อปี 2550 กลุ่ม ACPPA ได้เลือกที่จะรวมเอาการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 ด้านที่พักอาศัยเข้ากับงานบริการดูแลสำหรับที่พักรวมทั้งฝ่ายที่ดูแลการฝึกอบรมด้านสุขภาพและงานของสำนักงานใหญ่เข้าด้วยกัน มาตรฐานนี้จึงช่วยให้สามารถสร้างกรอบการทำงานที่มีความสม่ำเสมอในการบริหารจัดการด้านคุณภาพ
นอกจากนี้ มาตรฐานและกฎหมายของประเทศฝรั่งเศส (French Law 2002-2) ยังเอื้ออำนวยให้กลุ่มมีการพัฒนาแผนส่วนบุคคลสำหรับที่อยู่อาศัยที่มีผู้ดูแลซึ่งตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของผู้สูงวัย ข้อกำหนดเหล่านี้ยังช่วยให้เราเติบโตและก้าวหน้าจากการที่องค์กรเข้ามาดูแลระบบบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ เมื่อคำนึงถึงความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในระบบการบริหารจัดการ ซึ่งในกรณีนี้ คือ ผู้พักอาศัยและครอบครัว รวมถึงพนักงานแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ข้อกำหนด ISO 9001 ในฉบับใหม่ ต้องการทำให้แข็งแกร่งขึ้น การระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านี้ให้แม่นยำมากขึ้นก็เพื่อที่จะรวมเอาประเด็นข้อกำหนดของมาตรฐานระบบการบริหารจัดการเข้าไปให้มีความเกี่ยวข้องมากขึ้นและทำให้มั่นใจว่ามีการคำนึงถึงความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและความท้าทายต่างๆ ในอนาคต
มาตรฐานฉบับใหม่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีการประเมินผู้ตรวจประเมินแบบใหม่ การสัมภาษณ์ผู้พักอาศัยและครอบครัวได้ช่วยให้พบมุมมองที่แตกต่างไปจากเดิมและข้อมูลที่ทำให้สามารถตรวจสอบอ้างอิงเพื่อใช้ในการสร้างความแข็งแกร่งที่มีอยู่เดิมและพุ่งเป้าไปที่การปรับปรุงเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปีกำลังเพิ่มขึ้นและเป็นตัวแทนของประชากรที่หลากหลาย ซึ่งเรื่องราวและความคาดหวังของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป แต่มาตรฐาน ISO 9001: 2015 ก็สามารถช่วยให้มีการปรับตัวเข้ากับความคาดหวังและความต้องการเหล่านั้นได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการทำความรู้จักกับบริบทขององค์กรทั้งภายในและภายนอก ความเข้าใจในส่วนนี้เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จขององค์กร
การสนับสนุนผู้พักอาศัยผ่านแผนการสนับสนุนส่วนบุคคลอย่างเป็นทางการ นับเป็นนโยบายการปรับปรุงคุณภาพของกลุ่ม ACPPA ที่ได้ระบุไว้เป็นลำดับแรกในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุนจากผู้อำนวยการบริหารขององค์กร และการพัฒนาระบบบริหารคุณภาพอย่างต่อเนื่องนี้เองที่ทำให้กลุ่ม ACPPA สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร และผลจากการมีแผนสนับสนุนดังกล่าวก็สามารถวัดผลได้เป็นรายบุคคลสำหรับผู้พักอาศัยและพนักงาน
ยิ่งไปกว่านั้น ความคาดหวังและสภาพทางประชากรศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปของประชากรสูงวัยทำให้กลุ่ม ACPPA มุ่งความสนใจไปที่นวัตกรรมเพราะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ในเรื่องของเทคโนโลยี บริการ ระบบบริหารจัดการ เป็นต้น ซึ่งอันที่จริง ผู้บริหารระดับอาวุโสได้ตัดสนใจลงทุนไปกับเครื่องมือติดตามผลสำหรับระบบคุณภาพแล้ว
สำหรับทิศทางใหม่ของกลุ่ม ACPPA เกี่ยวกับ ISO 9001: 2015 คือการรวมระบบการจัดการเข้าด้วยกันโดยอิงใน 3 เรื่องคือ ธรรมาภิบาล การบริหารคุณภาพ และการบริหารความเสี่ยง
ปัจจุบัน กลุ่ม ACPPA ได้จัดส่งใบสมัครเข้าร่วมโครงการประกวดระดับภูมิภาคสำหรับรางวัลที่มีชื่อว่า Rhône-Alpes Quality & Performance Award เพื่อส่งเสริมสมรรถนะขององค์กรและดำเนินโครงการ CAP 2021 เพื่อเพิ่มความมุ่งมั่นในเรื่อง CSR ภายใน 5 ปีข้างหน้า ดังนั้น กลุ่มจึงมีทิศทางให้กับผู้ส่วนได้ส่วนเสียในการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมขององค์กร
ด้วยเหตุนี้ กลุ่ม ACPPA จึงเชื่อมั่นว่ามาตรฐาน ISO 9001: 2015 และแนวทางการพัฒนาองค์กรดังกล่าวจะนำไปสู่ความเป็นเลิศขององค์กร ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้สูงวัยรวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/news/Ref2167.htm
น้ำคือชีวิต หากน้ำไม่มีความปลอดภัยและไม่มีสุขลักษณะที่ดี น้ำอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ คนนับล้านคนต้องเผชิญกับความจริงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วันที่ 22 มีนาคมของทุกปีถือเป็นวันอนุรักษ์น้ำโลก ซึ่งจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาให้กับคนที่ไม่สามาถเข้าถึงการใช้น้ำตามที่พวกเขาต้องการได้
ปัจจุบัน คนจำนวน 663 ล้านคนไม่อาจเข้าถึงน้ำที่มีความปลอดภัย หากไม่มีบริการพื้นฐานเรื่องน้ำที่ปลอดภัยแล้ว คนเหล่านั้นจะไม่มีทางเลือก และจะต้องดื่มน้ำที่สกปรกซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้ ประชากรถึงหนึ่งในสามของโลก (ประมาณ 2.4 พันล้านคน) ไม่สามารถเข้าถึงการใช้ห้องน้ำที่เหมาะสม ประชากรจำนวนมากจำเป็นต้องใช้บริเวณที่เปิดโล่งแทนห้องน้ำซึ่งทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และถ้าเราไม่มีน้ำดื่มที่ปลอดภัยแล้ว ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร
ทุกๆ ปีในวันที่ 22 มีนาคม ประชากรทั่วโลกมีการเฉลิมฉลองวันอนุรักษ์น้ำโลก และที่ไอเอสโอ เป็นวันที่ชาวไอเอสโอตระหนักดีว่ามาตรฐานไอเอสโอทำให้คนทั่วโลกที่ไม่มีน้ำใช้ได้รับประโยชน์อย่างไรบ้างจากมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่มนับพันล้านแกลลอนที่รั่วไหลจากท่อส่งน้ำ หรือการนำไปสู่พิษปนเปื้อนจากน้ำเสียที่ไม่ได้ผ่านการบำบัด มาตรฐานไอเอสโอได้มีส่วนสำคัญในทางปฏิบัติเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว
สำหรับหัวข้อการรณรงค์วันอนุรักษ์น้ำโลกในปีนี้ คือ ทำไมต้องเป็นน้ำเสีย ซึ่งทำให้เราได้ทบทวนว่ามาตรฐานไอเอสโอช่วยตอบสนองเรื่องของน้ำเสียอย่างไรในแง่ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งที่มาตรฐานเน้นย้ำนั้นคือการเสนอแนวปฏิบัติที่ดีในการบำบัดน้ำและการใช้น้ำ การจัดเตรียมบริการที่เกี่ยวข้องกับน้ำ และการชลประทานสำหรับการเกษตร การผลิต และการก่อสร้าง
การบำบัดน้ำและการนำน้ำเสียมาใช้ซ้ำในการเกษตรไม่เพียงแต่ช่วยทำให้เกิดบ่อน้ำในทะเลทรายเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ และช่วยให้ชุมชนเกิดการประหยัด
ปัจจุบัน อนุกรมมาตรฐาน ISO 16075 (ซึ่งพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 – Water Reuse ซึ่งให้แนวทางสำหรับการใช้น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดในโครงการชลประทาน นอกจากนี้ ข้อตกลงใหม่ที่เรียกว่า IWA 20 (International Workshop Agreement) ซึ่งพัฒนาร่วมกับสถาบันมาตรฐานของประเทศอิสราเอล ก็ได้นำเสนอข้อมูลที่ทันสมัยเกี่ยวกับวิธีการใช้น้ำอย่างยั่งยืนในด้านชลประทานแบบหยดน้ำ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ ด้านที่มาตรฐานไอเอสโอกำลังทำเพื่อตอบสนองความท้าทายเรื่องของน้ำเสียของโลก
“น้ำ” เป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับชีวิต น้ำมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้น “น้ำ” จึงเป็นหัวใจของวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 ซึ่งเน้นเป้าหมายที่ 6 ในการทำให้มีการบริหารจัดการด้านน้ำและด้านสุขลักษณะอย่างยั่งยืน
เป้าหมายที่ว่า ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) การทำให้น้ำดื่มมีความปลอดภัยและคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงหรือซื้อหามาได้นั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างเพียงพอ ต้องมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขาภิบาล และกระตุ้นในเรื่องสุขลักษณะในทุกระดับ
สำหรับมาตรฐานสากลไอเอสโอที่เกี่ยวข้องกับงานด้านน้ำซึ่งจะช่วยให้ทุกชีวิตดีขึ้นนั้นมีอยู่มากกว่า 500 มาตรฐาน และสำหรับท่านที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับมาตรฐานน้ำ สามารถศึกษาได้จากเอกสารเผยแพร่ของไอเอสโอในเว็บไซต์ https://www.iso.org/publication/PUB100293.html
ทุกชีวิตไม่อาจมีชีวิตโดยโดยปราศจาก “น้ำ” จึงขอเชิญชวนผู้เกี่ยวข้องมาร่วมกันให้ความสำคัญกับมาตรฐานน้ำและนำไปใช้เพื่อส่งเสริมการใช้นำที่ปลอดภัยของประชาชนและส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/contents/news/2017/03/Ref2173.html
เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ได้ร่วมกับสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือและพิธีเปิดโครงการนำร่องระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Trading Scheme : Thailand V-ETS) ปีที่ 3 โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันทดสอบระบบการตรวจวัด (Measurement) การรายงาน (Reporting) และการทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Verification) หรือที่เรียกว่า ระบบ MRV นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันพัฒนากฎการดำเนินงานสำหรับระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทยให้มีความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละอุตสาหกรรมในประเทศด้วย
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน รวมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 37 องค์กร
โดยในปี 2560 ดำเนินการใน 5 อุตสาหกรรม ได้แก่
ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการวิชาการภายใต้โครงการ Thailand V-ETS ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง
นางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการ อบก. เปิดเผยว่า โครงการ Thailand V-ETS มีส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้อุตสาหกรรมไทยหากในอนาคตประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: EST) เป็นมาตรการหนึ่งในการบริหารการจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ภายใต้กรอบการเจรจาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เรือบางลำทางยุโรปเหนือได้ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) เป็นแหล่งเชื้อเพลิงมานานนับสิบปีแล้ว และมีบันทึกด้านความปลอดภัยที่สูงมาก แต่เมื่อมีการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานสากลสำหรับปฏิบัติการเกี่ยวกับถังก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่ง
ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้พัฒนามาตรฐานดังกล่าวที่ทำให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัยและมีความยั่งยืน
ถังก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นถังประเภทที่ต้องมีปฏิบัติการเฉพาะซึ่งก๊าซธรรมชาติเหลวจะถูกถ่ายจากแหล่งหนึ่งไปยังเรือเพื่อทำการบรรจุ จึงเกี่ยวข้องกับผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกันไป นับตั้งแต่เรือที่จอดอยู่ข้างๆ ซัพพลายเออร์ก๊าซธรรมชาติเหลว ท่าเรือ บุคลากร ไปจนถึงผู้ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ เป็นต้น
ความต้องการสำหรับท่อส่งก๊าซธรรมชาติกำลังเพิ่มขึ้น ดังนั้น ถังก๊าซธรรมชาติที่ใช้งานได้ดีและมีประสิทธิภาพ จึงเป็นที่ต้องการมากในทางปฏิบัติสำหรับผู้ให้บริการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานจึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำให้ปฏิบัติการส่งก๊าซธรรมชาติมีความปลอดภัย และได้พัฒนามาตรฐานใหม่ คือ ISO 20519 Ships and marine technology – Specification for bunkering of liquefied natural gas fuelled vessels ซึ่งจะช่วยให้เลือกผู้ให้บริการส่งเชื้อเพลิงทางท่อสามารถตอบสนองต่อมาตรฐานของคุณภาพเชื้อเพลิงและความปลอดภัยที่มีการระบุไว้
เมื่อไม่นานมานี้ เรือและท่อส่งเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเริ่มขยายในวงกว้างขึ้น สามารถส่งผ่านในระยะทางที่ไกลขึ้นและอาจจะทำให้ต้องลำเลียงเชื้อเพลิงในปริมาณมากไปยังท่าเรือในประเทศต่างๆ ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการลำเลียงก๊าซธรรมชาติจึงมีจำนวนมากขึ้นไปด้วย และทำให้จำเป็นต้องมีปฏิบัติการด้านความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งต้องมีข้อกำหนดที่สามารถเข้าใจได้ร่วมกันทั้งหมดนับตั้งแต่ผู้ให้บริการก๊าซธรรมชาติไปจนถึงบุคลากรเดินเรือ
ISO 20519 ประกอบด้วยข้อกำหนดซึ่งไม่ครอบคลุมถึงกฎระเบียบของไอจีซี (Code for the Construction and Equipment of Ships Carrying Liquefied Gases in Bulk: IGC Code) ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่มีมาก่อนหน้านี้ซึ่งใช้เพื่อการขนส่งก๊าซธรรมชาติอย่างปลอดภัยทางทะเล แต่รวมถึงหัวข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้
สตีฟ โอมอลลีย์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 8 – Ships and Marine Technology คณะอนุกรรมการ SC 11 – Intermodal and short sea shipping และผู้ประสานงานของคณะกรรมการวิชาการ TC 8 ซึ่งได้พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 20519 สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุประสงค์ด้านการจัดการให้เหมาะสมกับโปรแกรมการจัดการที่มีอยู่เดิมและจัดเตรียมความสอดคล้องที่สามารถทวนสอบได้ ซึ่งมาตรฐานนี้มีความสำคัญเพราะข้อกำหนดที่สอดคล้องกับมาตรฐานไอเอสโอมักจะรวมเข้าไปในสัญญาทางธุรกิจและอาจจะใช้อ้างอิงโดยระเบียบของท้องถิ่น สตีฟยังแสดงความชื่นชมคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 67 – materials, equipment and offshore structures for petroleum, petrochemical and natural gas industries ซึ่งได้เริ่มทำงานในเรื่องนี้และสรรหาผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเข้ามาทำงานในกลุ่มวิชาการ TC 8
กลุ่มการทำงานที่ได้พัฒนามาตรฐาน ISO 20519 ประกอบผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมด้านการเดินเรือ ผู้ผลิตอุปกรณ์ สมาคมที่เกี่ยวข้อง (เช่น Society for Gas as a Marine Fuel: SGMF) บริษัทที่ทำการค้า หน่วยงานจดทะเบียนสากล และหน่วยงานป้องกันชายฝั่ง เป็นต้น การแบ่งปันความรู้ในเรื่องนี้ มีความสำคัญในการสร้างมาตรฐานที่สามารถปฏิบัติได้จริงและส่งเสริมความปลอดภัยระหว่างปฏิบัติการส่งผ่านก๊าซธรรมชาติ
การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นท่อส่งเชื้อเพลิงเป็นเรื่องใหม่ ดังนั้น มาตรฐานจึงต้องมีความทันสมัยเพื่อรวมเอาบทเรียนที่มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งไอเอสโอได้สร้างกลุ่มขึ้นมาเพื่อติดตามอุบัติการณ์การขนส่งและช่วยระบุว่าเมื่อไรควรปรับปรุงมาตรฐานให้ทันสมัย
สำหรับมาตรฐาน ISO 20519:2017 ได้พัฒนาขึ้นเนื่องจากการร้องขอขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization) สหภาพยุโรป (European Commission: EU) และสมาคมทางทะเลระหว่างประเทศบอลติก (Baltic and International Maritime Council: BIMCO)
ซึ่งเป็นสมาคมการเดินเรือระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ISO 20519:2017 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 8 ซึ่งเลขานุการคือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน (Standardization Administration of China: SAC) ร่วมกับสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน (Deutsches Institut für Normung: DIN/German Institute for Standardization)
ท่านที่สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2161
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าที่เราซื้อมาจากร้านค้านั้นมีที่มาหรือแหล่งกำเนิดจากไหน? มาจากกระบวนการผลิตใด? และมีคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนอย่างไร?
การสร้างความมั่นใจให้กับการสอบกลับ (Traceability) มีความสำคัญในการทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดในท้องตลาด
ปัจจุบัน โลกของเรากำลังให้ความสำคัญกับระบบ CoC (Chain of Custody) มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านความหมาย การนำเสนอและอุตสาหกรรมซึ่งรวมถึงระบบ CoC สำหรับความปลอดภัยของอาหาร เกษตรกรรมแบบยั่งยืน หรือความสอดคล้องในการผลิต ทั้งนี้ ลูกค้าทั่วโลกต่างก็มีความต้องการในเรื่องของการสอบกลับ (Traceability) และความโปร่งใส (Transparency) มากขึ้น ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานตระหนักถึง
ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/PC 308 – Chain of Custody ซึ่งจะช่วยดูแลมาตรฐานที่เกี่ยวข้องต่างๆ
ให้มีการสอบกลับที่ง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่อยู่ในซัพพลายเชนด้วยการใช้ ”ภาษามาตรฐาน” ของไอเอสโอให้เหมือนกันทั่วโลก
สำหรับห่วงโซ่ของการดูแลนั้น ระบบการสอบกลับมีความสำคัญอย่างยิ่ง และหากปล่อยให้เนิ่นนานไป ก็จะเกิดความสับสน ซับซ้อน และเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ การสอบกลับและความโปร่งใสยังเป็นหลักประกันสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และสามารถสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับลักษณะของการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพ อันเป็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพ ซึ่งในหลายกรณี ถือป็นข้อบังคับทางกฎหมายด้วย ดังนั้น ระบบการบริหารจัดการห่วงโซ่ของการดูแล (Chain-of-Custody: CoC Management System) จึงมีความสำคัญมากสำหรับโครงการด้านการประกันคุณภาพและการตรวจสอบรับรอง
ปัจจุบัน คณะกรรมการวิชาการ ISO/PC 308 – Chain of Custody ได้สร้างความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานจากองค์กรที่เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วน เช่น อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน และการก่อสร้าง รวมทั้งโครงการด้านการรับรองและภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้วย โดยไอเอสโอเปิดรับความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวจากผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก และผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศไทย
ที่มา:
นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ มอบประกาศนียบัตรจากการทวนสอบระบบการบริหารจัดการนวัตกรรม
CEN/TS 16555-1:2013 ให้แก่ผู้บริหารของ 6 สถานประกอบการของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในงาน
CPF CEO Awards ครั้งที่ 8 โดยมีนายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารซีพีเอฟ ร่วมแสดงความยินดี
อนึ่ง การทวนสอบตามมาตรฐาน CEN/TS 16555-1:2013 เป็นการส่งเสริมให้องค์กรที่มีการดำเนินการตามมาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรม
มีการกำหนดวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ การประเมินความเสี่ยง ตลอดจนกระบวนการในการสร้างนวัตกรรมที่ชัดเจน วัดผลได้ นำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สถานประกอบการซีพีเอฟที่ได้รับการทวนสอบตามมาตรฐานดังกล่าวทั้ง 6 แห่ง ได้แก่
ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 60