ในวันอังคารที่ 10 มกราคม 2560 นำทีมโดย นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ นายธนภัทร ปิยะภากร ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริหารงานทั่วไป นางสาวอรุณี เอกพาณิชย์ถาวร ผู้อำนวยฝ่ายบริหารกลยุทธ์ พร้อมด้วยพนักงานจากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ บริการอาหารและเครื่องดื่ม แจกจ่ายแก่ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และประชาชนที่มาร่วมถวายสักการะพระบรมศพและถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยหน่วยงานหลักคือ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ พร้อมด้วยบริษัท ศรสอง จำกัด ร่วมบริจาคน้ำผลไม้รวม
ในวันพุธที่ 11 มกราคม 2560 นำทีมโดย นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ นายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร รองผู้อำนวยการสถาบันฯ นายฐานิต ปิยะศิริศิลป์ ผู้อำนวยฝ่ายรับรองระบบ พร้อมด้วยพนักงานจากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ บริการอาหารและเครื่องดื่ม แจกจ่ายแก่ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และประชาชนที่มาร่วมถวายสักการะพระบรมศพและถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยหน่วยงานหลักคือ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ พร้อมด้วยบริษัท ศรสอง จำกัด ร่วมบริจาคน้ำผลไม้รวม 384 กล่อง
ในวันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2560 นำทีมโดย ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายหน่วยตรวจ นายสำราญสอนผึ้ง พร้อมด้วยพนักงานจากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ บริการอาหารและเครื่องดื่ม แจกจ่ายแก่ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และประชาชนที่มาร่วมถวายสักการะพระบรมศพและถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยหน่วยงานหลักคือ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ พร้อมด้วยบริษัท ศรสอง จำกัด ร่วมบริจาคน้ำผลไม้รวม
ในวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2560 นำทีมโดย ดร.ชวาธิป จินดาวิจักษณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน นายธนภัทร ปิยะภากร ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริหารงานทั่วไป นางปริยดา พยุงธรรม ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายบริการเทคนิค พร้อมด้วยพนักงานจากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ บริการอาหารและเครื่องดื่ม แจกจ่ายแก่ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และประชาชนที่มาร่วมถวายสักการะพระบรมศพและถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยหน่วยงานหลักคือ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ พร้อมด้วยบริษัท ศรสอง จำกัด ร่วมบริจาคน้ำผลไม้รวม
มาตรฐาน ISO 50001 เป็นมาตรฐานที่องค์กรทั่วโลกให้ความสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงสองปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด ดังจำนวนผู้ได้รับการรับรองที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 6,765 รายในปี 2557 เป็น 11,985 รายในปี 2558 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 77% (จากผลสำรวจขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ปี 2558) อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ได้รับการรับรองในมาตรฐานอื่นๆ นับว่ายังมีปริมาณไม่มากนัก เช่น ในปี 2558 มีองค์กรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 จำนวน 1,033,936 ราย มาตรฐาน ISO 14001 จำนวน 319,324 ราย มาตรฐาน ISO 22000 จำนวน 32,061 ราย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในด้านประโยชน์ของการนำมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO 50001 ไปใช้ ในด้านหนึ่ง มาตรฐานช่วยให้เราลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ ซึ่งอาจหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซฯ ที่ปล่อยออกมาจากยานพานหะบนท้องถนนเท่ากับจำนวน 215 ล้านคันภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) และในอีกด้านหนึ่งหมายถึงช่วยในเรื่องธุรกิจขององค์กรต่างๆ ด้วย ซึ่งคาดการณ์ว่าเท่ากับการลดการใช้พลังงานที่ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปถึง 600 พันล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน
ดังนั้น หลายประเทศจึงเห็นว่า ISO 50001 เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์สำหรับอนาคตของการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้มาตรฐานเป็นส่วนหนึ่งที่ผสมผสานไปกับนโยบายด้านพลังงาน ซึ่งรัฐบาลที่ดำเนินการในเชิงรุก จะใช้มาตรการทางภาษี การเข้าถึงเงินทุนวิจัย และมาตรการทางภาษีอื่นๆ เพื่อกระตุ้นบริษัทให้มีการนำมาตรฐาน ISO 50001ไปใช้มากขึ้น (ในประเทศไทย ภาครัฐโดยบีโอไอก็มีการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อการอนุรักษ์พลังงานเช่นกัน เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เว้นภาษีเพิ่ม 3 ปีซึ่งจะต้องยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม เป็นต้น )
การใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนหรือเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ทำให้การควบคุมค่าใช้จ่ายขององค์การอาจทำได้ไม่ง่ายนัก แต่สิ่งที่องค์กรสามารถทำได้เพื่อลดค่าใช้จ่าย คือ การปรับปรุงวิธีการจัดการด้านพลังงาน ซึ่งประโยชน์ของการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้จะทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่ายและการบริโภคพลังงานในองค์กรลงได้
โรแลนด์ ริสเซอร์ ประธานของคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 242 ด้านการจัดการพลังงาน กล่าวในมุมมองของผู้พัฒนามาตรฐานว่า ความท้าทายอันยิ่งใหญ่ของเขา ก็คือ การทำให้มาตรฐานด้านการจัดการพลังงานเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน คือ สามารถนำไปใช้งานได้ง่าย และตรงไปตรงมา นอกจากนี้ ในการที่จะทำให้มาตรฐานมีพัฒนาการก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ก็คือ ต้องทำให้มั่นใจว่ามีการเพิ่มหัวข้อใหม่ๆ ลงไปที่จะช่วยให้ผลลัพธ์ที่ออกมามีประสิทธิภาพและคุ้มค่าอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยหลักที่จะกระตุ้นให้องค์กรนำมาตรฐานระบบการจัดการพลังงานของไอเอสโอไปใช้
ในอีกด้านหนึ่ง ริสเซอร์ทำนายว่ามาตรฐาน ISO 50001 ที่กำลังปรับปรุงอยู่นี้ จะเป็นมาตรฐานที่เข้ากันได้ดีกับมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับมาตรฐานทุกมาตรฐานในด้านระบบการจัดการของไอเอสโอ หมายความว่าองค์กรจะใช้เวลาน้อยลงในการโฟกัสไปที่กระบวนการทำงานและการขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือด้านมาตรฐานเพราะมีพื้นฐานของระบบที่คล้ายคลึงกันอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า ISO 50001 มีความโดดเด่นกว่ามาตรฐานระบบการจัดการอื่นในแง่ที่ว่าการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนั้นมีการโฟกัสไปที่ 2 เรื่องคือ ระบบการจัดการด้วยตัวของมันเอง กับสมรรถนะด้านพลังงาน
ท้ายที่สุด สิ่งที่จะทำให้มาตรฐาน ISO 50001 เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง คือการช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถบรรลุพันธสัญญาที่ให้ไว้ตามข้อตกลงปารีส ในขณะที่มาตรฐานนี้ก็ท้าทายองค์กรให้ค่อยๆ ก้าวไปสู่การประหยัดพลังงานและพัฒนาระบบการจัดการด้านพลังงานอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย
ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2135
องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 11 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันภูเขาสากล” (International Mountain Day) ในปีนี้ การเฉลิมฉลองวันภูเขาสากล จัดทำขึ้นเพื่อให้ความสำคัญกับประเพณีและวัฒนธรรมของชาวเขาทั่วโลกจะปรากฎในชุมชนแบบดั้งเดิมซึ่งมีธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมในการแสวงบุญ พิธีการและการบูชาทางศาสนา
แนวคิดเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรม ธรรมเนียมประเพณี และเรื่องราวของจิตวิญญาณ ยังคงเชื่อมโยงวิถีชีวิตของชาวเขาให้ดำรงอยู่
ภูเขานับว่าเป็นแหล่งของสิ่งมีชีวิตที่ทำให้เกิดการผลิดออกออกผลรวมทั้งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำซึ่งได้รับความเคารพว่าเป็นบ้านของเทพเจ้านับตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในช่วงเวลาที่แห้งแล้ง ชาวคิคูยูในประเทศเคนยาต้องเผชิญกับความอดอยากแห้งแล้งและต้องร้องขอฝนจากเทพเจ้าไง ส่วนชาวอินคาในประเทศเปรูมีการสร้างวัดบนยอดเขาที่สูงที่สุดเหนือยอดเขาอินดีสมากกว่า 6,000 เมตร และในประเทศจีน มีหมู่บ้านที่อุทิศวัดของหมู่บ้านให้กับเทพเจ้าแห่งภูเขาท้องถิ่นที่ดูแลเมฆและฝน
สัดส่วนขนาดใหญ่ของชนส่วนน้อยของโลกอาศัยอยู่ในบริเวณภูเขา ในขณะที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยคนจำนวนน้อย แต่ก็มีคนกลุ่มใหญ่อาศัยอยู่ด้วย เช่น ชาวแคชัวในเทือกเขาแอนดีส และชาวแอมฮาราในเอธิโอเปีย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากการรังสรรค์ของธรรมชาติที่ทำให้พวกเขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและห่างไกลจากผู้คน ได้ช่วยทำให้วัฒนธรรมอันหลากหลายของชาวเขายังคงอยู่และไม่ถูกทำลายไปตามกาลเวลา แต่โชคไม่ดีที่ระบบความเชื่อ คุณค่าที่แตกต่าง ถูกทำลายไปจากการอพยพ การแผ้วถางป่าและภูเขาจนกลายเป็นเมือง รวมทั้งความขัดแย้งต่างๆ
ชาวเขาทั่วโลกได้มีบทบาทสำคัญในการจัดการระบบนิเวศน์ของพวกเขาเอง ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา พวกเขาได้พัฒนาระบบการใช้ดินที่ไม่เหมือนใคร แนวทางการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การบริโภคอาหารและผลิตภัณฑ์ของชาวเขาซึ่งมีความโดดเด่นไม่เหมือนใครและร่ำรวยในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญ
ชาวเขาส่วนใหญ่หยั่งรากลึกกับผืนแผ่นดินของตนเองและชุมชนชาวเขาในวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ทำให้สิ่งเหล่านี้นำทางพวกเขาไปใช้ชีวิตและมีกิจกรรมทางการเกษตรและใส่ใจในสิ่งแวดล้อมรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่นที่เทือกเขาแอนดีส พระแม่ธรณีที่ชาวไอมารานับถือจะเป็นประธานในการหว่านพืชผลล้อมรอบภูเขาซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว ชาวไอมาราเป็นชาวพื้นเมืองในแถบภูเขาทางตอนใต้ของประเทศเปรู ส่วนมากเป็นแคทอลิก แต่ความเชื่อของพวกเขาคือความเชื่อที่ว่า พวกเขามีความสัมพันธ์อย่างพิเศษกับแผ่นดินซึ่งพวกเขาเรียกว่า ปาชา มามา หรือพระแม่ธรณี พวกเขาเชื่อว่าโลกเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ พวกเขาต้องการติดต่อกับจิตวิญญาณเหล่านั้น และในที่สุดก็ติดต่อกับพระเป็นเจ้า ดังนั้นพิธีการทางศาสนาในการยกย่องแม่พระธรณีจึงเป็นการย้ำถึงความสำคัญระหว่างชุมชนของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ และนำมาซึ่งผู้คนจากชนเผ่าที่แตกต่างกันและจากหมู่บ้านต่างๆที่ทำการเกษตร
ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณที่ถูกภูเขาปกป้องไว้นับเป็นสถานที่แห่งการปลอบประโลมทางจิตวิญญาณ การสร้างแรงบันดาลใจ การสันทนาการและการผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสกี การไต่ภูเขาเพื่อชมวิวกอริลล่าภูเขาในประเทศรวันดาและการเยี่ยมชมโบสถ์หินในประเทศเอธิโอเปีย ภูเขาเป็นแหล่งที่ให้ความบันเทิงต่อนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
จากข้อมูลขององค์การยูเนสโก (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization: UNESCO) ระบุว่า 56% ของพื้นที่สงวนไบโอสเฟียร์ประกอบด้วยระบบนิเวศน์ของภูเขา
นักท่องเที่ยวที่เข้าไปในพื้นที่ของชาวเขาอาจส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมและความเป็นชาวเขาได้ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายและเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากชาวเขาอาจได้รับผลกระทบจากการบุกรุกทางวัฒนธรรมและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวและมีการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน สามารถลดการอพพยเข้าสู่เมืองและสร้างผลตอบแทนจากการปกป้องดูแลระบบนิเวศของชาวเขาบนภูเขา สินค้าและบริการได้เช่นกัน
ในปีนี้ องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วัฒนธรรรมของชาวเขาเป็นหัวข้อหลักเพื่อที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ชุมชนและองค์กรต่างๆ จะได้เฉลิมฉลอง “วันภูเขาสากล” ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวเขาซึ่งควรมีการให้ความสำคัญกับประเพณีและวัฒนธรรมของชาวเขาให้คงอยู่ต่อไป
ที่มา:
1. http://www.un.org/en/events/mountainday/
2. http://www.thaicath.net/diarybible/cathsuebsiri/blessing/dialog.html
การประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 22 (COP22: Conference of Parties) ระหว่างวันที่ 7-18 พฤศจิกายน 2559 ที่เมืองมาราเกซ ประเทศโมรอคโค เป็นการประชุมเจรจาระหว่างผู้นำจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท องค์กร นักลงทุนหรือรัฐบาลทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เพื่อที่จะนำข้อตกลงปารีสไปปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้ในการประชุม COP21 เมื่อเดือนธันวาคม 2558
ในการที่จะทำให้การปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสบรรลุผลนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งไอเอสโอได้ได้ร่วมผลักดันโดยพัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศใหม่ๆ ขึ้นมาซึ่งขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมอันเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน
เมื่อปีที่แล้ว ผลสำรวจของไอเอสโอรายงานว่าทั่วโลกมีผู้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO50001จำนวน 12,000 ราย และผู้ได้รับการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 จำนวนกว่า 300,000 ราย
นอกจากนี้ ไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศซึ่งได้กลายมาเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและช่วยให้องค์กรสามารถรายงานเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดที่เป็นการบังคับของแต่ละประเทศซึ่งทำให้มีส่วนร่วมในการตลาดการค้าคาร์บอนหรือแสดงถึงพันธสัญญาในการความรับผิดชอบทางสังคมขององค์กรต่างๆ ด้วย
สำหรับมาตรฐาน ISO 14080 Greenhouse gases management and related activities — Framework and principles for methodologies on climate actions เป็นมาตรฐานที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาของไอเอสโอ ซึ่งจะทำให้องค์กรมีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศในการนำมาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาและวิธีการที่มีการปรับปรุงแล้วทำให้มีแนวทางในการลดผลกระทบของสภาวะโลกร้อนและนำกิจกรรมต่างๆ ไปปรับใช้และทำให้พัฒนาการเข้าถึงด้านการเงินและทรัพยากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศจะส่งผลดีต่อสุขภาพของประชากรโลกด้วย เช่น ในหลายประเทศ อาหารที่มีการปรุงโดยใช้เชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง (เช่น ไม้ ถ่านหิน เป็นต้น) และใช้เตาปรุงอาหารจะส่งควันพิษออกมาซึ่งเป็นผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ และยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ อันมีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลกอีกด้วย
ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 285, Clean Cookstoves and Clean Cooking Solutions เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับทุกองค์กรนับตั้งแต่หน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ SME ไปจนถึงบริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว
Abderrahim Taibi ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศโมร็อกโค (Moroccan Standards Institute: IMANOR) กล่าวว่า IMANOR ตระหนักถึงความสำคัญของมาตฐานที่มีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาในการลดผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปอัฟริกาซึ่งไม่มีเครื่องมือที่จะปกป้องผลกระทบดังกล่าว ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้แทนของชุมชนมาตรฐานระหว่างประเทศของประเทศโมร็อกโค IMANOR จึงกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องในประเทศในทวีปอัฟริกาใช้โอกาสนี้มีส่วนในการแก้ไขปัญหาผ่านเวทีการประชุมต่างๆ ในระดับระหว่างประเทศ รวมทั้งในการประชุม COP22 ซึ่งประเทศโมร็อกโกก็ยืนยันถึงความเต็มใจในการส่งเสริมให้ผู้แทนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมในการพัฒนามาตรฐานเพื่อความยั่งยืน โดยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมในโครงการความร่วมมือในภูมิภาค MENA (Middle East and North Africa) ด้วย
การประชุม COP22 ที่เมืองมาราเกซจะดำเนินการระบุตัวชี้วัดที่ต้องการทำให้เห็นผลสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2030 และเร่งให้ปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการจะทำเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออย่างมาตรฐานระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์และการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ
ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2143
ภาพบรรยากาศงานกิจกรรมเครือข่ายนวัตกรรมภาคอุตสาหกรรม หัวข้อ “ตามรอยพ่อ … สานต่อแนวคิดนวัตกรรมให้ยั่งยืน” วันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2559 เวลา 08.30 – 15.30 น. ณ ห้องสัมมนา 401 ชั้น 4 สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กล้วยน้ำไท) กรุงเทพมหานคร


สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) จัดการสัมมนา Innovation Management System & BCMS โดยทีมวิทยากรผู้ตรวจประเมิน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม 2559 ณ ห้องสร้อยทอง โรงแรมโกลเด้นซิตี้

การสัมมนาดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานระบบการบริหารจัดการนวัตกรรม (Innovation Management System: CEN/TS 16555 – 1) และมาตรฐาน ISO 22301 ระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCMS) ซึ่งจะทำให้องค์กรสามารถค้นหาแนวทางการสร้างนวัตกรรมได้อย่างเป็นระบบ ไปพร้อมๆ กับการสร้างขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และปกป้องผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาพลักษณ์ ชื่อเสียง และกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าขององค์กร
นางพรรณี อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ (สรอ.) หรือ MASCI พร้อมด้วยนายฐานิต ปิยะศิริศิลป์ ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายรับรองระบบ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันฯ ร่วมแสดงความยินดีกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ได้รับถ้อยแถลงการทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Verification Statement) ตามมาตรฐานข้อกำหนดและข้อแนะนำระดับองค์กรสำหรับการวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อย และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (ISO 14064-1:2006) ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช อาคาร ต. 040 สำนักงานใหญ่ กฟผ. เมื่อ 17 มกราคม 2563
กฟผ. โดยนายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรของ กฟผ. ให้เกียรติรับมอบถ้อยแถลงการทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Verification Statement) ตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2006 สำหรับรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 โดยได้รับการทวนสอบในระดับความเชื่อมั่นแบบจำกัด ขอบเขตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน และการปล่อยการเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ สำหรับกิจกรรมโรงไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังความร้อน โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โรงไฟฟ้าดีเซล โรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง การทำเหมืองถ่านหินและการจัดการถ่านหิน และกิจกรรมสนับสนุนอื่นๆ
การที่ กฟผ. ได้รับถ้อยแถลงการทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและการให้ความสำคัญของผู้บริหารและบุคลากรของ กฟผ. ทุกระดับ ในการนำมาตรฐานสากลว่าด้วยข้อกำหนดและข้อแนะนำระดับองค์กรสำหรับการวัดปริมาณและการรายงานผลการปลดปล่อย และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ไปประยุกต์ใช้ และแสดงถึงความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการดำเนินงานขององค์กร กฟผ. เป็นหน่วยงานแรกในธุรกิจการผลิต จัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับถ้อยแถลงการทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จาก สรอ.
สรอ. ขอแสดงความยินดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2006 ของ กฟผ. เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมของ กฟผ. อย่างต่อเนื่อง
สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายฝึกอบรม 18 หน่วยงานชั้นนำ รวมทั้งสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอและสถาบันอาหาร เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านกฎหมายความปลอดภัยอาหารของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคอาเซียน
เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 มกอช.จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง ความร่วมมือเครือข่ายฝึกอบรมตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงความปลอดภัยอาหารให้ทันสมัยของสหรัฐอเมริกา (Food Safety Modernization Act: FSMA) ระหว่าง มกอช. และหน่วยงานเครือข่ายฝึกอบรม 18 หน่วยงาน โดยมีขอบเขตการดำเนินงาน คือ มกอช.จะเป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการ ประสานงาน ติดตาม และเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย FSMA ของสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งให้การสนับสนุนบทบาทของหน่วยงานเครือข่ายฝึกอบรมในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลการดำเนินงานให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยได้ทราบอย่างต่อเนื่อง

ส่วนหน่วยงานเครือข่ายฝึกอบรมจะให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวโดยฝึกอบรมตามหลักสูตรฝึกอบรมทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานรับผิดชอบของสหรัฐอเมริกา คือ USFDA เพื่อให้ความรู้และเสริมสร้างศักยภาพแก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ติดตาม กำกับ และควบคุมการฝึกอบรมโดยบุคลากรของหน่วยงานให้เป็นไปตามมาตรฐาน
สำหรับหน่วยงานเครือข่ายฝึกอบรม 18 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สถาบันอาหาร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บริษัท ทูฟ นอร์ด (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ควอลิตี้ เอ็กเซลเลนซ์ จำกัด บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด และสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย

การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไปยังสหรัฐอเมริกาในระยะยาวต่อไป
สหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้กฎหมายความปลอดภัยอาหารฉบับใหม่ (FSMA: Food Safety Modernization Act) เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2554
เพื่อจัดการปัญหาด้านปนเปื้อนในอาหารและทยอยประกาศกฎระเบียบย่อยเพิ่มอีก 7 ฉบับ เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา
อันจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิต ผู้ประกอบธุรกิจประเทศผู้ส่งออกสินค้าอาหารไปยังสหรัฐฯ รวมทั้งไทยด้วย
ทั้งนี้กฎระเบียบสำคัญที่จะมีผลบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ คือ การควบคุมเชิงป้องกัน ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการผลิตอาหารสำหรับมนุษย์และสัตว์ต้องดำเนินการผลิตตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) ควบคู่หลักการวิเคราะห์อันตรายและการควบคุมเชิงป้องกันบนพื้นฐานความเสี่ยง (HARPC) ผ่านการจัดทำแผนความปลอดภัยอาหารที่จัดทำ และควบคุมโดยผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านการรับรองคุณสมบัติ (Preventive Control Qualified Individual : PCQI) โดยกฎระเบียบนี้กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้แปรรูปสินค้าเกษตรฯ ขนาดใหญ่ที่มีรายได้ต่อปีสูงกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีผู้ปฏิบัติงานมากกว่า 500 คน จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2559 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตามสถานประกอบการขนาดเล็ก มีผู้ปฏิบัติงานน้อยกว่า 500 คน ได้รับการผ่อนปรนไปอีก 1 ปี โดยจะต้องปฏิบัติตามระเบียบภายในวันที่ 17 กันยายน 2560 และสถานประกอบการที่รายได้ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งถือเป็นสถานประกอบการขนาดเล็กมาก ได้รับการผ่อนปรนไปอีก 2 ปี โดยจะต้องทำตามตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2561 เป็นต้นไป
สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมายดังกล่าว จึงได้ขึ้นทะเบียนผู้ที่มีคุณสมบัติฝึกอบรมหลักสูตร FSPCA กับหน่วยงาน USFDA สหรัฐอเมริกาแล้ว และสามารถดำเนินการจัดการอบรมหลักสูตร FSPCA และออก Certificate รับรองผู้ที่มีคุณสมบัติในการควบคุมกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม Preventive Controls Qualified Individual (PCQI) ผู้ส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาได้ ตามเกณฑ์ของ USFDA
ตามเนื้อหาหลักสูตรฝึกอบรม ผู้เข้าเรียนจะได้เรียนรู้เนื้อหาตามหลักสูตร FSPCA กำหนด คือ
• Discuss Good Manufacturing Practices and Prerequisite Programs
• Conduct hazard analysis and determine preventive controls
• Define process, food allergen, sanitation and supply-chain preventive controls
• Discuss verification, validation, recall and recordkeeping requirements
โดยหลักสูตรนี้เป็นไปตามข้อกำหนด Preventive Controls Qualified Individual Training requirements. และผู้เข้าร่วมอบรมที่ผ่านหลักสูตรจะได้รับใบรับรอง FSPCA Control for human Food
หลักสูตรนี้จัดฝึกอบรม 3 วันราคา 15,000 บาท (ไม่รวม VAT) ลูกค้าสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอมีส่วนลดพิเศษ
ท่านใดสนใจติดต่อรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายรับรองระบบ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ 02 617 1727
คุณศราวดี ต่อ 303 หรือ 301 อีเมล์ [email protected]
ดาวน์โหลด
การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานข้อกำหนดทั่วไปสำหรับหน่วยรับรองบุคลากร ตามมาตรฐาน ISO/IEC 17024” รุ่นที่ 1
ในวันที่ 29- 30 พฤศจิกายน และวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ณ ห้อง Magic 1 ชั้น G โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ (องค์การมหาชน)
ภายใต้โครงการพัฒนาองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพเข้าสู่มาตรฐานสากล (ISO/IEC 17024) ประจำปีงบประมาณ 2559
ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และดำเนินโครงการโดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ