เมื่อเร็วๆ นี้ วารสาร MASCIInnoversity ได้นำเสนอบทความ เรื่อง “ปลายทางความยั่งยืนอยู่ที่ “ความหลากหลายทางชีวภาพ”” ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพในที่จะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ ซึ่งไอเอสโอได้นำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาในการพัฒนามาตรฐานเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพแล้วเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ไอเอสโอตระหนักดีว่า “มาตรฐาน” คือวิธีที่จะทำให้โลกสามารถหยุดยั้งการสูญเสียธรรมชาติและฟื้นฟูธรรมชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการกำหนดมาตรฐานระดับแนวหน้าก็ได้กล่าวไว้นลักษณะนี้เช่นกันในงานประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ CBD COP15 (UN Convention on Biological Diversity) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 ที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา

ในเวทีการประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD COP15) ดังกล่าว ผู้นำระดับโลกได้ให้ความเห็นพ้องกันเกี่ยวกับกรอบความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกฉบับใหม่ระยะเวลา 10 ปี การประชุมนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประชุม COP27 ซึ่งทั่วโลกต่างพาดหัวข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

แคโรไลน์ ลุยเลรี ผู้จัดการคณะกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพของไอเอสโอ (ISO/TC 331) กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่จะใช้มาตรการเร่งด่วนให้มีการใช้มาตรฐานเพื่อต่อสู้กับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและผลกระทบร้ายแรงที่จะตามมา เธอกล่าวว่า “เราต้องพัฒนามาตรฐานสากลที่เข้มงวดและเป็นที่ยอมรับเพื่อเป็นสัญญาณและสัญลักษณ์ของคุณภาพและความไว้วางใจ  ในขณะที่มาตรฐานกำลังได้รับการพัฒนา ตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทั่วโลกที่จะมีส่วนร่วมและมีอิทธิพลต่ออนาคตร่วมกันของเรา”

ลอเร เดนอส ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ของสหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ IUCN (International Union for Conservation of Nature) อธิบายถึงการพัฒนากรอบการทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก ในปัจจุบันว่า หลังปี 2563 (ค.ศ.2020) มีตัวอย่างที่ดีในการให้ความสำคัญของมาตรฐานสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมซึ่งมาตรฐานได้สนับสนุนกรอบการทำงานอย่างสอดคล้อง และสามารถนำไปเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ได้ และสามารถนำไปใช้ในการทำรายงาน

นอกจากนี้ ความหลากหลายทางชีวภาพยังเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว ในขณะเดียวกัน ธุรกิจและอุตสาหกรรมอาจมีผลกระทบเชิงลบอย่างมากต่อทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ แม้ว่าภาคเอกชนจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาเช่นกัน

ทางภาคเอกชน  ดร. ดาวิด อัลวาเรซ การ์เซีย ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง ECOACSA ได้ให้ข้อคิดเห็นที่สำคัญสำหรับภาคเอกชนไว้ว่าบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องรวมมาตรฐานสากลสำหรับความหลากหลายทางชีวภาพไว้ในกลยุทธ์ของบริษัท  ตอนนี้เป็นช่วงที่บริษัทต่างๆ จะมีโอกาสที่สำคัญในการมีส่วนร่วมเชิงนวัตกรรมและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในดารดำเนินการด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เขาเชื่อว่าภาคเอกชนสามารถแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการพัฒนามาตรฐานสากลเพื่อให้โลกของเราดีขึ้น และเพื่อให้บริษัททั่วโลกมีการนำมาตรฐานสากลไปใช้อย่างกว้างขวาง  ไอเอสโอจึงคำนึงถึงภาคเอกชนเมื่อทำการพัฒนามาตรฐานด้วย

ส่วนเอมิลิโอ เตเฮดอร์ หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมและคุณภาพของบริษัท ไอเบอร์โดรรา  (Iberdrola) ซึ่งให้บริการด้านพลังงานหมุนเวียน ได้กล่าวว่าเมื่อมีการพัฒนามาตรฐานด้านความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว มาตรฐานก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน ในขณะเดียวกันก็ยังมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาและสามารถบรรลุเป้าหมายในระดับสากลด้วย ซึ่งเขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเพื่อที่ว่าคนทั่วโลกจะได้รับประโยชน์เหล่านั้นเช่นกัน

แม้ว่ามาตรฐานความหลากหลายทางชีวภาพจะทำให้ภาคเอกชนหันมาให้ความใส่ใจ แต่ก็ต้องไม่ลืมชุมชนท้องถิ่นในส่วนกลางด้วยซึ่งก็มีความสำคัญและมีบทบาทในการบรรลุเป้าหมายการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมทองคำของอินเดีย

ดร. วินอด มาเธอร์ ผู้ประสานงานคณะทำงานวิชาการ ISO/TC 331, Biodiversity ซึ่งดูแลด้านการฟื้นฟู อนุรักษ์ และปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวถึงความสำคัญของมาตรฐานในการประเมินความบริสุทธิ์ของทองคำที่ฝังแน่นอยู่ในวัฒนธรรมและค่านิยมของอินเดียว่า “การพัฒนามาตรฐานสำหรับการดำเนินการด้านความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น และการเพิ่มผลกระทบระดับโลกอย่างมหาศาล จะต้องสร้างขึ้นจากแนวคิดเดียวกัน” เขากล่าวว่าการดำเนินการด้านความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้นที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีความหมายและมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ส่วนผู้บรรยายในงานอย่างเป็นทางการของไอเอสโอก็ได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสียหายมากกว่าที่เคยเป็นมา ตอนนี้ ถึงเวลาแล้วที่ทั่วโลกจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อที่ว่ามนุษย์และสิ่งมีชีวิตจะได้อยู่อาศัยต่อไปตราบนานเท่านาน และได้เน้นว่า “มาตรฐาน” ก็เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เราสามารถดำเนินการร่วมกันเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพที่สามารถรวมอยู่ในกลยุทธ์ การตัดสินใจ และโครงการต่างๆ ของบริษัทและภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี

ที่มา: https://www.iso.org/contents/news/2022/12/standards-for-biodiversity.html

ปัจจุบัน การผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ของประเทศไทยมีความสำคัญมากเนื่องจากทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ลูกค้าในประเทศต่างๆ ได้หันมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากบริษัทหรือองค์กรที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือมาตรฐานที่คำนึงถึงเศรษฐกิจ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น  หนึ่งในมาตรฐานนั้นคือ มาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (มอก.14061-1/TIS 14061-1)

สำหรับการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเป็นแนวทางแบบองค์รวมที่ทำให้มั่นใจว่ากิจกรรมป่าไม้จะส่งผลดีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ สามารถสร้างสมดุลให้กับความต้องการในการแข่งขัน ตลอดจนรักษาและปรับปรุงการทำงานของป่าไม้ในปัจจุบันและในอนาคตด้วย

สำหรับมาตรฐาน มอก.14061 – 1 ได้กำหนดข้อกำหนดระบบการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแนวทางในการจัดระบบการจัดการป่าไม้สำหรับผู้ประกอบการ ครอบคลุมการจัดการส่วนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในที่ดินของผู้ประกอบการในพื้นที่ที่กำหนด

มาตรฐานนี้เหมาะสำหรับเจ้าของ ผู้ประกอบการ หรือผู้จัดการสวนป่า ใช้สำหรับการยื่นสมัคร เพื่อขอการรับรองพื้นที่สวนป่าไม้เศรษฐกิจของตนเอง รวมท้ังเป็นข้อกำหนดที่บังคับใช้กับผู้รับเหมาและผู้ปฏิบัติงานอื่นๆ ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สวนป่าไม้เศรษฐกิจที่ขอการรับรองด้วย

สำหรับประโยชน์ของมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มีดังต่อไปนี้

เจ้าของสวนป่า หรือผู้จัดการสวนป่าสามารถสมัครยื่นขอการรับรองพื้นที่สวนป่าไม้เศรษฐกิจของตนเองเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมจากการตัดไม้ รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อ 15 (Life on Land) ด้วย

ที่มา :

  1. https://www.facebook.com/467274273633774/posts/467806926913842/
  2. https://uat-web.masci.or.th/service/cert-iso-tis14061-1/

ธรรมชาติเป็นแหล่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เรารับประทานเข้าไป อากาศที่เราหายใจเข้าออกอยู่ทุกขณะ น้ำที่เราดื่ม หรือภูมิอากาศที่แวดล้อมโลกของเราอยู่ ล้วนแล้วแต่มาจากธรรมชาติ  แต่เมื่อมนุษย์เราใช้ประโยชน์จากธรรมชาติจนเกินความพอดี ทำให้โลกต้องหันมาใส่ใจในการพัฒนาอย่างยั่งยืน  และถึงแม้ว่าโรคระบาดร้ายแรงอย่าง COVID-19 จะส่งผลให้ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมดีขึ้นบ้างแล้วก็ตาม แต่เรายังไม่อาจวางใจได้  ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างสรรค์ให้โลกของเราดีขึ้นกว่าเดิม

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2563 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program: UNEP) ได้จัดทำคู่มือปฏิบัติการวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งคนทั่วโลกสามารถนำไปใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะใช้ในนามของปัจเจกบุคคล กลุ่มคน เมือง สถาบันการศึกษา หรือองค์กรธุรกิจ

วันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้ มีการรณรงค์ในหัวข้อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมต่อสู้เพื่อลดความสูญเสียของพืชพันธุ์และสัตว์ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากมนุษย์

เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ ประเทศโคลอมเบียและประเทศเยอรมนีได้ร่วมกันรณรงค์และกระตุ้นให้ทั่วโลกคิดถึงระบบเศรษฐกิจที่ผู้คนได้เข้าไปมีส่วนร่วมและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีประเด็นปัญหามากมายที่โลกของเราไม่อาจสูญเสียไปได้อีกแม้ว่าจะเป็นเวลาที่เรากำลังต่อสู้กับโรคระบาดไวรัสโคโรนาก็ตาม ในฐานะที่ประเทศโคลอมเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากของโลก เช่น มีกล้วยไม้ถึง 3,500 ชนิดและมีชนิดของนกมากถึง 19% ของโลก เป็นต้น รัฐบาลโคลอมเบียจึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับแรก

ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตและรูปแบบทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยเป็นผลจากวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการทางธรรมชาติมานานนับพันล้านปี  ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตในสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งพืชและสัตว์ไปจนถึงเชื้อราและแบคทีเรีย นับได้ราว 8 ล้านสปีชีส์โดยมีระบบนิเวศที่ล้อมรอบอยู่ เช่น มหาสมุทร ป่าไม้ ภูเขา และแนวปะการัง ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพยังรวมไปถึงความหลากหลายทางสายพันธุ์ต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตด้วย

ในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2563 ยังมีคนทั่วโลกเป็นจำนวนมากต้องอยู่ที่บ้านและเว้นระยะห่างทางสังคม โรคระบาด Covid-19 ทำให้มนุษย์ระลึกว่าสุขภาพของมนุษย์นั้นมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพของโลกเพียงใด  เชื้อโคโรนาไวรัสมีการแพร่กระจายจากสัตว์ไปสู่มนุษย์ซึ่งการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโรคนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น มีผู้ป่วยไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันล้านคนและมีผู้เสียชีวิตนับล้านคน

นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าถ้ามนุษย์ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของเราซึ่งมีผลต่อที่อยู่ของสัตว์ป่า เราก็จะตกอยู่ในอันตรายจากโรคระบาดไวรัสมากขึ้นในอนาคต การป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดจากสัตว์มาสู่มนุษย์จึงต้องเน้นเรื่องของภัยคุกคามที่มีความหลากหลายต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติและสัตว์ป่ารวมไปถึงการสูญเสียถิ่นที่อยู่และการทำลายถิ่นฐานธรรมชาติ การค้าที่ผิดกฎหมาย การเกิดมลพิษ การเกิดสปีชีส์ที่รุกราน (สปีชีส์ต่างถิ่นที่สามารถเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ในธรรมชาติ) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น เราทุกคนจำเป็นต้องร่วมกันปกป้องธรรมชาติ ยุติการสร้างมลพิษ และสนับสนุนกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยในระดับบริษัท จำเป็นต้องพัฒนาซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน วิธีปฏิบัติทางการผลิตที่ไม่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ในระดับพลเมืองและกลุ่มสังคมควรมองหาวิธีการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศที่ถดถอยลง ในระดับผู้บริโภค ต้องคิดก่อนซื้อว่าการซื้อนั้นจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลงได้อย่างไร

ปัจจุบัน โลกของเราอยู่ในห้วงเวลาที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อันเนื่องมาจากกิจกรรมที่มีผลต่อการเกิดก๊าซเรือนกระจกลดลง แต่เราก็ยังคงต้องเฝ้าระวังกิจกรรมเหล่านั้นต่อไป  ส่วนในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพนั้น เลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้ชี้ให้เห็นว่า COVID-19 ที่แพร่กระจายมาจากสัตว์ป่านั้น มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโลกของธรรมชาติ เมื่อเราเข้าใกล้ธรรมชาติและทำลายที่อยู่ของสัตว์ป่า ทำให้สปีชีส์ต่างๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น  ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกซึ่งควรมีการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อลดปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้มั่นใจว่ามีการเข้าถึงอาหารและน้ำ รวมทั้งการป้องกันโรคระบาดได้

สำหรับไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ได้พัฒนาชุดมาตรฐาน ISO 14000 รวมทั้งชุดมาตรฐาน ISO 14055 (แนวทางวิธีปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการที่ดินซึ่งมีเป้าหมายในการป้องกันหรือลดการเสื่อมโทรมของที่ดิน) ซึ่งองค์กรสามารถนำไปใช้สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13, Climate Action) การส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล (SDG 14, Life below Water) และการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรบนแผ่นดิน (SDG 15, Life on Land)

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันช่วยกันใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างสรรค์ให้โลกของเราดีขึ้นกว่าเดิม….เมื่อเราใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น ธรรมชาติก็จะใส่ใจเรามากขึ้นเช่นกัน

ที่มา :

  1. https://www.worldenvironmentday.global/
  2. https://news.un.org/en/story/2020/05/1064752
  3. https://www.iso.org/news/ref2520.html