“เศรษฐกิจหมุนเวียน” ในปี 2565 ที่ผ่านมา มีแรงขับเคลื่อนเป็นอย่างมากในด้านกฎระเบียบใหม่ และมีความเชื่อมโยงระหว่างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับการนำทรัพยากรมาใช้ โดยเศรษฐกิจหมุนเวียนได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในการประชุม COP27 และแม้ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังทำลายสถิติที่ไม่พึงประสงค์จากการปล่อยมลพิษ และการบริโภค แต่ในที่สุดความเกี่ยวข้องของเศรษฐกิจหมุนเวียนก็เริ่มสะท้อนให้เห็นตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา และเห็นได้ชัดว่าเป็นโอกาสที่ระบบหมุนเวียนจะกลายเป็นกระแสหลักและเป็นเรื่องที่สามารถจับต้องได้หรือทำได้อย่างเป็นรูปธรรม
“เศรษฐกิจหมุนเวียน” เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีมาตรฐานและการประเมินความสอดคล้องเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา กระบวนการของเศรษฐกิจหมุนเวียนครอบคลุมข้อกำหนดที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ รวมถึงความยั่งยืนของห่วงโซ่มูลค่าโลกในแง่มุมต่างๆ เช่น การค้า ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ความรับผิดชอบขององค์กร แรงงาน สุขภาพ และสิทธิมนุษยชน เป็นต้น โดยมีวิธีการประเมินความสอดคล้องที่จะทำให้มั่นใจในด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ ความสามารถในการซ่อมแซม ความทนทาน และความสามารถในการอัปเกรด เป็นต้น
มาตรฐานความยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน กำลังได้รับการพัฒนาในระดับประเทศและระดับโลกโดยองค์กรต่างๆ รวมถึงไอเอสโอผ่านคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 323, Circular Economy ซึ่งดำเนินการเพื่อมาตรฐานการออกแบบเชิงนิเวศที่คำนึงถึงการบริโภควัสดุที่ยั่งยืน พลังงานและทรัพยากรอื่นๆ ในทุกขั้นตอนของผลิตภัณฑ์ กระบวนการพัฒนา
หลักการเหล่านั้นจะพิจารณาปัจจัยแวดล้อม เช่น การใช้ทรัพยากรและพลังงาน การปล่อยมลพิษต่ออากาศ น้ำ และดิน ตลอดจนมลพิษที่เกิดขึ้นจากเสียง การสั่นสะเทือน รังสี สนามแม่เหล็กไฟฟ้า และผลกระทบทางกายภาพอื่นๆ จุดเน้นอื่นๆ ได้แก่ ของเสียที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิตและการรีไซเคิล (เช่น การใช้ซ้ำและการนำวัสดุและ/หรือพลังงานกลับมาใช้ใหม่)
นอกจากนี้ ในการพัฒนามาตรฐานยังมีชุดข้อกำหนดด้านการออกแบบสำหรับความทนทานของผลิตภัณฑ์ การนำกลับมาใช้ใหม่ ความสามารถในการอัปเกรดและความสามารถในการซ่อมแซม และสำหรับความสามารถในการรีไซเคิลของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น จอแสดงผลอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องทำความเย็นเชิงพาณิชย์ เครื่องซักผ้า และเครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น
ตอนนี้ เรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจทางกฎหมายที่กำลังผลักดันให้เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายทั่วโลก ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กร และสถาบันต่าง ๆ จะต้องต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกันในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นระบบและการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แข็งแกร่งขึ้น อุตสาหกรรมทั่วโลกจึงกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนจะช่วยให้บริษัทและองค์กรต่างๆ สามารถปลดล็อกผลิตภาพ นวัตกรรม ความยั่งยืน และเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนได้จนกระทั่งสามารถแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญในที่สุด
ที่มา:
ข้อมูลของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ระบุว่าประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่กันอย่างเบียดเสียดในเมืองซึ่งมีส่วนที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 70% และการที่จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ เมืองต่างๆ จำเป็นต้องมีแนวทางในการทำให้คาร์บอนเป็นศูนย์
แนวทางที่จะทำได้คือ การทำให้ระบบต่างๆ ของเมืองมีประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบ เช่น การใช้พลังงานสะอาด การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ การสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนซึ่งใช้ทรัพยากรน้ำ ของเสีย และวัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
ไอเอสโอมีมาตรฐานอยู่นับพันฉบับที่ช่วยให้ผู้นำของเมืองต่างๆ สามารถดูแลใส่ใจตามคำแนะนำของสภาเศรษฐกิจโลกและทำให้เมืองสะอาดสะอ้านขึ้น ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้นและมีความยั่งยืนมากขึ้นภายใต้กรอบการดำเนินงานที่ต้องต่อสู้ด้วยปฏิบัติการของปัจเจกชนที่ช่วยให้มีการสร้างสภาพแวดล้อมในเมืองที่ตอบสนองความต้องการของพลเมืองในปัจจุบันพร้อมทั้งลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นสำหรับตัวเราเองและโลกของเรา
เริ่มต้นด้วยแนวทางแบบองค์รวมเชิงระบบ
การมีความเข้าใจที่ชัดเจนว่าเมืองที่ยั่งยืนคืออะไรเป็นสิ่งที่มีความหมายและยังเป็นเรื่องที่เมืองจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่เมืองแห่งความยั่งยืนได้
มาตรฐาน ISO 37101, Sustainable development in communities – Management system for sustainable development – Requirements with guidance for use ได้จัดเตรียมกรอบการดำเนินงานโดยรวมสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในชุมชนซึ่งช่วยให้เมืองกำหนดวัตถุประสงค์และจัดเตรียมกลยุทธ์ให้พร้อมสำหรับการบรรลุเป้าหมายของเมือง มาตรฐานระบบการจัดการนี้ครอบคลุมทุกสิ่งที่เมืองต้องให้ความสำคัญโดยผู้นำของเมือง เช่น การใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่และสุขภาพของพลเมือง การปกครอง เป็นต้น
มาตรฐาน ISO 37101 ได้รับการสนับสนุนโดยมาตรฐานอื่นๆ อีกหลายมาตรฐานในเรื่องต่างๆ เช่น คำศัพท์ (ISO 37100) และตัวชี้วัดหลักสำหรับการวัดสมรรถนะของบริการของเมือง (ISO 37120) เป็นต้น
ผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานนี้ได้พัฒนาเอกสารแนวทางสำหรับโครงสร้างชุมชนอัจฉริยะ รวมทั้งมุมมองที่สำคัญเช่น การขนส่งอย่างมาตรฐาน ISO 37161, Smart community infrastructures – Guidance on smart transportation for energy saving in transportation services ซึ่งจัดเตรียมแนวทางสำหรับอุตสาหกรรมขนส่ง รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลแห่งชาติพร้อมด้วยคำแนะนำวิธีการลดพลังงานที่ใช้ในการขนส่งสำหรับผู้โดยสาร การขนส่ง และบริการไปรษณีย์
เศรษฐกิจหมุนเวียนคืออนาคตของโลก
การเปลี่ยนแปลงจากสังคมที่ทิ้งขว้างสิ่งของเหลือใช้กลายมาเป็นการให้ความสำคัญกับสิ่งของทุกอย่างซึ่งสามารถนำไปใช้ซ้ำหรือแปรรูปได้อีก คืออนาคตที่ยั่งยืนซึ่งมีการอนุรักษ์ทรัพยากรอันมีค่ายิ่งของโลกเอาไว้ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “เศรษฐกิจหมุนเวียน”
จากข้อมูลของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ระบุว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนคือโอกาสที่มีมูลค่านับล้านล้านเหรียญสหรัฐซึ่งสามารถสร้างงานและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ ไอเอสโอจึงตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของอนาคตที่ยั่งยืนและได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 80 ประเทศเพื่อร่วมกันพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน
มาตรฐานที่คณะกรรมการดังกล่าวกำลังพัฒนาอยู่ก็คือ มาตรฐาน ISO 59004, Circular economy – Framework and principles for implementation ซึ่งให้กรอบการทำงานและหลักการสำหรับการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ มาตรฐาน ISO 59010, Circular economy – Guidelines on business models and value chains ซึ่งให้แนวทางโมเดลธุรกิจและห่วงโซ่คุณค่า รวมทั้ง ISO/TR 59031, Circular economy – Performance-based approach – Analysis of cases studies ซึ่งเป็นรายงานวิชาการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ค้นหาแนวทางเชิงสมรรถนะด้วยการวิเคราะห์กรณีศึกษา
การจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ
การที่องค์กรมีระบบการจัดการพลังงานที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ อย่างมาตรฐาน ISO 50001, Energy management systems – Requirements with guidance for use จะช่วยให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ สามารถบรรลุประสิทธิผลและรู้ว่าควรปรับปรุงในส่วนใดบ้าง
ส่วนมาตรฐาน ISO 17742, Energy efficiency and savings calculation for countries, regions and cities มีเป้าหมายสำหรับชุมชนโดยเฉพาะและจัดเตรียมวิธีการที่ใช้ตัวชี้วัดเป็นพื้นฐานสำหรับการคำนวณการประหยัดพลังงานซึ่งนำมาพิจารณาสำหรับผู้ใช้งานขั้นสุดท้าย เช่น บ้านเรือน อุตสาหกรรม บริการ เกษตรกรรม และการขนส่ง เป็นต้น
มาตรฐานเพื่อความยั่งยืนสำหรับการใช้พลังงานอาคาร
ขณะที่ประชากรโลกกำลังเพิ่มมากขึ้น ความต้องการในการใช้พลังงานก็มีมากขึ้นตามไปด้วย มีข้อมูลระบุว่าเมื่อปี 2562 (ค.ศ.2019) ภาคส่วนพลังงานทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28% ซึ่งในด้านอาคารและการก่อสร้างเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพเป็นอย่างมากในการปรับปรุงประสิทธิภาพและการบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์
คณะอนุกรรมการวิชาการของไอเอสโอ SC 17, Sustainability in buildings and civil engineering works กำลังพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยสร้างโอกาสในการสนับสนุนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในทุกแง่มุมของการค้าด้านอาคาร รวมถึงมาตรฐาน ISO 15392, Sustainability in buildings and civil engineering works – General principles และมาตรฐานชุด ISO 16745 ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ทำให้การวัดและการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอาคารเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมอาคารและอุตสาหกรรมก่อสร้าง
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เน้นระบบ บริการ และกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองอันมีระบบที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ช่วยให้หลายสิ่งหลายอย่างในเมืองเป็นไปได้นับตั้งแต่การปรับปรุงการใช้พลังงานไปจนถึงการลดปัญหาจราจรติดขัด
แม้ว่าเรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก แต่ชุดมาตรฐานใหม่ก็มีส่วนทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเพราะมีการให้มุมมองของภาพรวมที่ชัดเจนว่าระบบต่างๆ มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร ดังนั้น ผู้นำของเมืองจึงสามารถระบุได้ว่าควรจะปรับปรุงส่วนใดเพื่อความมีประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับมาตรฐาน ISO/IEC 30145-3, Information technology – Smart City ICT reference framework – Part 3: Smart city engineering framework เน้นเรื่องกรอบการทำงานของวิศวกรรมเมืองอัจฉริยะจากมุมมองด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประกอบด้วยระบบวิศวกรรมทั้งแนวตั้งและแนวนอนซึ่งให้ภาพที่ชัดเจนสำหรับเทคนิคที่แตกต่างกันและองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับกระบวนการธุรกิจเมืองอัจฉริยะ
ไอเอสโอได้ร่วมกับไออีซีพัฒนาชุดมาตรฐานใหม่นี้ซึ่งจะรวมถึงมาตรฐาน ISO/IEC 30145-1, Information technology – Smart City ICT reference framework – Part 1: Smart city business process framework, และ ISO/IEC 30145-2, Information technology – Smart City ICT reference framework – Part 2: Smart city knowledge management framework ด้วย
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
มาตรฐาน ISO 46001: 2019 เป็นมาตรฐานสากลที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร และช่วยให้องค์กรมั่นใจในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแนวทางสากลด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วยโครงสร้างระดับสูง (High Level Structure : HLS) 10 หัวข้อ ตามที่จะได้กล่าวถึงในบทความนี้ต่อไป
สำหรับโครงสร้างระดับสูงนั้น ไอเอสโอได้กำหนดขึ้นมาใช้กับมาตรฐานระบบการจัดการเพื่อให้สามารถนำไปใช้ร่วมกัน (integration) ได้ในระบบต่างๆ เช่น ระบบคุณภาพ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร เป็นต้น รวมทั้งระบบอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ซึ่งการมีโครงสร้างร่วมกันในระบบการจัดการเช่นนี้ นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานในการนำระบบการจัดการประเภทต่างๆ มาใช้ร่วมกันแล้ว ยังช่วยให้องค์กรมีความเข้าใจถึงวงจรการบริหารงานคุณภาพ หรือ PDCA มากขึ้นด้วย ได้แก่ วางแผน (Plan), ปฏิบัติ (Do), ตรวจสอบ (Check) และดำเนินการให้เหมาะสม (Act)
เนื้อหาหลัก (Core text) คือ ส่วนสำคัญที่อยู่ภายในแต่ละหัวข้อของ HLS ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกัน (Identical context) ในทุกๆ มาตรฐาน โดยเนื้อหาในส่วนแรกได้กล่าวถึงการกำหนด ขอบข่าย (Scope) ของการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรทุกขนาด ทุกประเภท ที่ต้องการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะมีการอ้างอิง (Normative references) ถึงมาตรฐานฉบับอื่นๆ ที่นำมาช่วยในการสนับสนุน เพื่อให้เกิดความง่ายในการประยุกต์ใช้มาตรฐานในแต่ละองค์กร นอกจากนี้ยังมีการอธิบายถึง คำศัพท์และบทนิยาม (Terms and definitions) ที่จำเพาะสำหรับการทำความเข้าใจมาตรฐาน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของมาตรฐานแต่ละฉบับ ในการประยุกต์ใช้มาตรฐานนี้ องค์กรควรทำความเข้าใจใน บริบทขององค์กร (Context of the organization) และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นต่างๆ ได้ถูกนำมาพิจารณา โดยระบบการบริหารจัดการน้ำขององค์กรจะมีทิศทางและถูกผลักดันให้เกิดประสิทธิผลมากหรือน้อยแค่เพียงใดขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและ ความเป็นผู้นำ (Leadership) ของผู้บริหารระดับสูง และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การวางแผน (Planning) ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของแผนงาน ตัวชี้วัด เป้าหมายในการดำเนินการ รวมทั้งวิธีในการดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ การดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้นั้น ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรส่วน สนับสนุน (Support) ที่เหมาะสม ทั้งทรัพยากรบุคคลและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุน ในส่วนสุดท้ายของมาตรฐานได้อธิบายถึงข้อกำหนดใน การดำเนินการ (Operation) และการควบคุมกระบวนการต่างๆ ตามแผนงานที่วางไว้ และการประเมินสมรรถนะ (Performance Evaluation) ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Improvement) ซึ่งเป็นไปตามวงวจร PDCA ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น
จะเห็นได้ว่ามาตรฐาน ISO46001: 2019 เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึงภาพรวมในการบริหารจัดการน้ำ เน้นมุมมองการจัดการเชิงระบบภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน องค์กรควรพิจารณาขยายขอบเขตความรับผิดชอบ โดยพิจารณาให้ครอบคลุมการลดผลกระทบจากการดำเนินงานตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยใช้แนวทางการประเมินรอยเท้าน้ำ (Water Footprint) หรือนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซี่งเป็นกรอบแนวทางการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบการจัดการน้ำแบบหมุนเวียน (Circular water management) ดังกรณีตัวอย่างของบริษัท Procter & Gamble (P&G) ประเทศอียิปต์ ที่ได้นำน้ำสบู่ที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) แทนการใช้น้ำจืด ในกระบวนการผลิตผงซักฟอก วิธีการนี้ส่งผลให้ลดปริมาณการใช้น้ำจืดลงเกือบ 40% ทั้งช่วยลดภาระการบำบัดน้ำสบู่ก่อนปล่อยออกจากโรงงาน
บริษัทในเครือ L’Oréal เป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่นำเทคโนโลยีเมมเบรนมาใช้ในการบำบัดน้ำเสียในโรงงานเครื่องสำอางก่อนปล่อยออกจากโรงงาน ซึ่งเป็นการรีไซเคิล (Recycle) เพื่อนำไปสู่มาตรฐานคุณภาพของกลุ่มองค์กร โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดจะมีการนำกลับมาใช้ใหม่ในการทำความสะอาดเครื่องจักร สามารถลดการใช้น้ำจืดมากถึง 60%
จากที่กล่าวมานั้นจะเห็นว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ให้แนวทางสำหรับองค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SDGs 6 เรื่องน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล (clean water and sanitation) ซึ่งหากภาคอุตสาหกรรมได้นำแนวทางดังกล่าวนี้มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ย่อมเป็นการสนับสนุนการทิศทางการพัฒนาของประเทศให้สามารถก้าวข้ามผ่านระบบการผลิตแบบเดิมไปสู่โอกาสทางการผลิตแบบใหม่หรือการสร้างนวัตกรรมซึ่งจะก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน ควบคู่กับการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ที่มา :