ชีลา เล็กเก็ตต์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศของประเทศแคนาดา และเป็นผู้นำด้านมาตรฐานเพื่อความยั่งยืน ได้กล่าวไว้ว่า โลกของเรายังมีความหวังที่จะบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน เนื่องจากไอเอสโอได้ก้าวไปสู่บนเส้นทางที่ถูกต้องของการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพอากาศแล้ว
ชีลา เล็กเก็ตต์ จะมาแบ่งปันประสบการณ์ว่าเรื่องของความยั่งยืนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจากการที่ได้เข้าไปรับผิดชอบงานในด้านนี้ รวมทั้งบทบาทของไอเอสโอในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย
เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่ชีลา เล็กเก็ตต์ ได้ก้าวเข้าไปสู่การทำงานที่เป็นหัวใจของมาตรฐานและนโยบายด้านความยั่งยืน เธอมองว่ามันเป็นการอภิปรายที่เปลี่ยนจากการสังเกตเชิงรับ เช่น การประเมินความสำคัญของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างฝนกรด มาเป็นแนวทางเชิงรุกเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น เธอได้ก้าวเข้ามาทำงานที่ไอเอสโอจากอาชีพด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม และการบริการสาธารณะด้วย และในฐานะผู้ควบคุมกับคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติของแคนาดาเมื่อช่วงต้นปี 2553 (ค.ศ.2010) ซึ่งได้ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมที่ทำการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ก็ได้พบว่ามีการพิจารณาประเด็นต่างๆ ดังกล่าวและมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง เธอเริ่มชื่นชอบเรื่องของมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
สำหรับชีลา เล็กเก็ตต์แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องไม่ละเลยเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและใช้ความพยายามไปกับเรื่องของความยั่งยืน เธอกล่าวว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมไม่ได้มุ่งเน้นที่สิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องราวและแง่มุมอื่นๆ ทางสังคมอีกด้วย โดยมีการสะท้อนถึงทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงภายในไอเอสโอและสังคมในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความคิดที่กว้างขวางขึ้น
ปัจจุบัน ชีลา เล็กเก็ตต์ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการจัดการสิ่งแวดล้อมของไอเอสโอ ISO/TC 207 และเช่นเดียวกับบทบาทในกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของแคนาดา ทำให้มีความพยายามเร่งด่วนในการดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ไอเอสโอได้ทุ่มเทให้กับประเด็นปัญหาเหล่านั้นโดยรวมเข้าไว้ในกลยุทธ์ 2030 ซึ่งสร้างขึ้นจากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เชื่อมโยงถึงกันขององค์การสหประชาชาติ และเมื่อปี 2564 (ค.ศ.2021) ไอเอสโอได้ประกาศความตั้งใจที่จะร่วมต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปฏิญญาลอนดอนด้วยการผลักดันให้มีการนำมาตรฐานไปใช้งาน
ชีลา เล็กเก็ตต์ กล่าวว่าการที่ไอเอสโอร่วมต่อสู้ที่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปฏิญญาลอนดอนนั้นมีความสำคัญมากซึ่งทำให้โลกรับรู้ว่าไอเอสโอมีบทบาทในเรื่องนี้ และปัจจุบัน หลายประเทศตกอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้ว่าจะมีการทำงานร่วมกันได้อย่างไรนอกเหนือจากการมีแพลตฟอร์มที่รวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อใช้งานได้
การทำงานร่วมกันต้องสามารถทำงานร่วมกันได้แบบองค์รวม และมีเรื่องราวที่ผู้คนสามารถเข้าใจได้และมีความเกี่ยวข้องเป็นต้นว่า ถ้าทำลำดับหนึ่ง สอง สามแล้วก็จะอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ภายใต้สถานการณ์เหล่านั้น คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207 ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะอนุกรรมการการจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อจัดทำกรอบการทำงานที่เชื่อถือได้สำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ
ในมุมมองของชีลา เล็กเก็ตต์ ไอเอสโอมีมาตรฐานทั้งหมดที่จำเป็นในการสนับสนุนวาระสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือหาวิธีจัดกลุ่มมาตรฐานที่ส่งเสริมให้มีการใช้งานได้อย่างเหมาะสม ซึ่งยังมีร่างมาตรฐานใหม่ในสาขานี้ที่ต้องทำทั้งหมดอีกจำนวนหนึ่งด้วย
ชีลา เล็กเก็ตต์ ให้ความเห็นในฐานะคณะกรรมการวิชาการว่า ไอเอสโอมีมาตรฐานที่ยอดเยี่ยมอยู่มากมาย แต่ผู้คนจำนวนมากที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้มาตรฐานเหล่านั้นกลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอเอสโอมีอยู่จริง ซึ่งจะต้องคิดหาวิธีที่จะทำให้มาตรฐานไอเอสโอมีการเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในแง่ของภาษาที่เรียบง่าย และในแง่ของการแสดงประโยชน์ของการใช้มาตรฐาน ซึ่งต้องทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจได้ง่าย
สำหรับความเร่งด่วนของการดำเนินการด้านสภาพอากาศถือเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาล บริษัท รวมทั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ชีลา เล็กเก็ตต์ มีความภาคภูมิใจในความรวดเร็วและทักษะที่คณะกรรมการวิชาการฯ สามารถทำได้ในการพัฒนามาตรฐานสำหรับการปรับตัวและการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ชีลา เล็กเก็ตต์ ยอมรับว่าเคยมีความกังวลจนนอนไม่หลับเพราะกลัวว่างานของไอเอสโอจะมีปัญหาที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้เพราะไม่สามารถตอบสนองได้เร็วพอ หรือไม่สามารถก้าวตามทันโลก แต่ว่าตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่าไอเอสโอกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างทันการณ์ และยังคงเกี่ยวข้องกับความพยายามด้านความยั่งยืนด้วย
ชีลา เล็กเก็ตต์ ได้เล่าถึงความเป็นมาของไอเอสโอซึ่งถือกำเนิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อสร้างกรอบการทำงานสำหรับการค้าระหว่างประเทศ และยังคงมีบทบาทในการรวมกลุ่มกันอย่างเงียบๆ แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่ากรอบการทำงานของไอเอสโอยังคงแข็งแกร่งอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถสร้างไอเอสโอขึ้นมาใหม่ได้ ไอเอสโอได้ใช้เวลาหลายปีในการก่อตั้งมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งจะต้องดำเนินงานต่อไปอย่างเข้มแข็งให้สามารถบรรลุเป้าหมายเพื่อคนทั่วโลกให้ได้ซึ่งหมายความว่าไอเอสโอจะยังคงต่อสู้กับมหันตภัยภาวะโลกร้อนร่วมกับผู้คนทั่วโลกต่อไปให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030)
ที่มา: https://www.iso.org/contents/news/2022/07/climate-expert-hopeful.html
ในการจัดการกับภาวะโลกร้อน องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนในหลายประเทศได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) การบรรลุเป้าหมายนี้หมายถึงการไม่ปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นไปในชั้นบรรยากาศอีก ซึ่งสามารถทำได้ทั้งลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือชดเชยด้วยการกำจัดก๊าซเรือนกระจกเท่ากับจำนวนที่ปล่อยออกไป
เพื่อสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ซึ่งจะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงหายนะจากสภาพภูมิอากาศได้ ไอเอสโอจึงได้จัดทำแนวทาง Net Zero หรือข้อตกลงหลักเกณฑ์สุทธิเป็นศูนย์ (IWA 42, Net zero guidelines) เพื่อเป็นเครื่องมือหรือแนวทางที่ผู้มีส่วนได้เสียสามารถนำไปใช้จัดการกับอุปสรรคสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงเหลือน้อยที่สุดและสมดุล
IWA 42 เป็นเครื่องมือสำหรับผู้กำหนดนโยบายและทุกคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศเพื่อให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์สำหรับธุรกิจ กลุ่ม หรือประเทศของตนเอง ซึ่งได้รับการเปิดตัวในการประชุม COP27 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา
ผู้เกี่ยวข้องสามารถนำ IWA 42 ไปใช้ในการประสาน ทำความเข้าใจ และวางแผนสำหรับสุทธิเป็นศูนย์ทั้งในระดับรัฐบาล ภูมิภาค เมือง และองค์กร เพื่อสนับสนุนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของโลกให้บรรลุตามเป้าหมาย
แนะนำแนวทางของ IWA 42
IWA 42 ได้มีการกำหนดแนวทางทั่วไปดังต่อไปนี้
ข้อตกลง IWA ดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นมาผ่านกระบวนการแบบเปิด (Open process) ของผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,200 คนจากประเทศต่าง ๆ กว่า 100 ประเทศ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและได้รับฉันทามติในวงกว้างในการกำหนดแนวทางปฏิบัติสุทธิเป็นศูนย์ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงร่วมกันที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง
IWA คืออะไร คืออะไร?
เอกสาร IWA ของไอเอสโอเป็นแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการมีส่วนร่วมโดยตรงของผู้เชี่ยวชาญในวงกว้าง
IWA เป็นข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศของไอเอสโอที่สามารถนำไปใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างเร่งด่วน ซึ่งมีการจัดทำขึ้นผ่านกลไกการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ไม่ได้อยู่ภายใต้โครงสร้างคณะกรรมการไอเอสโอ แต่เป็นไปตามขั้นตอนที่รับรองว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั่วโลกมีโอกาสเข้าร่วมและได้รับการอนุมัติจาก ฉันทามติระหว่างผู้เข้าร่วมแต่ละคนในการประชุมเชิงปฏิบัติการ
หลังจากเผยแพร่ข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศไปแล้วเป็นเวลา 3 ปี เอกสารข้อตกลงนี้จะได้รับการทบทวน และสามารถดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นข้อกำหนดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เป็นข้อกำหนดทางเทคนิค หรือมาตรฐานสากล ตามความต้องการของตลาด ข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศสามารถคงอยู่ได้สูงสุดถึง 6 ปี หลังจากนั้นจะถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนเป็นเอกสารไอเอสโอฉบับอื่นต่อไป
การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะเป็นจริงได้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาคมโลกด้วยการสนับสนุนทุกวิถีทางรวมทั้งนำเครื่องมืออย่าง IWA 42 และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติอย่างจริงจัง
ที่มา:
คลื่นลูกใหม่ที่จะกำหนดกติกาทางการค้าของโลกในระยะอันใกล้นี้ คือ การบรรลุข้อตกลงจะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2065-2070 ซึ่งทั่วโลกกำลังร่วมกันรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) นั่นเอง
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือปัญหาระดับโลกที่มีการกล่าวถึงผลกระทบในด้านต่างๆ มานานหลายปี นอกจากการแก้ปัญหานี้ในระดับบุคคลด้วยการลดใช้ทรัพยากร หรือหมุนเวียนทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว สิ่งสำคัญคือองค์กรขนาดใหญ่ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง ภาคเกษตรกรรม ต่างก็มีส่วนสำคัญในการสร้างผลกระทบดังกล่าว ดังนั้น ทุกองค์กรจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันปรับเปลี่ยนการทำงาน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด
Net Zero เป็นการสร้างสมดุลให้สภาพภูมิอากาศของโลกด้วยการ “จำกัด” การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร่วมกับการ “กำจัด” ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศไปแล้ว โดยต้องหาวิธีลดและป้องกันไม่ให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กับการหาวิธีบรรเทาความเสียหายในอดีตจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ Net Zero ไม่ใช่การห้ามปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมลพิษต่างๆ แบบ 100% ธุรกิจบางอย่างที่จำเป็นยังคงปล่อยมลพิษบางส่วนได้ ตราบใดที่สามารถชดเชยด้วยกระบวนการที่ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศได้ เช่น การปลูกป่า หรือเทคโนโลยีการดักจับมลพิษในอากาศโดยตรง เพราะยิ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากเท่าไร ก็ยิ่งต้องกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศให้ได้มากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกใหม่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกนับจากนี้จะต้องมีปริมาณต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ Net Zero อย่างแท้จริง นั่นหมายความว่าธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้อง ลด-ละ-เลิก การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ เพื่อเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เร็วที่สุด
กลุ่มธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูง เช่น ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจสาธารณูปโภคไฟฟ้า ธุรกิจอุตสาหกรรมเหล็ก ธุรกิจปูนซีเมนต์ ธุรกิจยานพาหนะและการขนส่ง ธุรกิจน้ำมันและก๊าซ ต่างก็ได้รับผลกระทบและจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เป้าหมาย Net Zero เป็นจริง
แม้ว่าธุรกิจเหล่านี้ จะถูกจับตามองว่าเป็นภาคส่วนที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดในโลก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจเหล่านี้ยังคงมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และต้องการพันธมิตรที่มีประสบการณ์เพื่อช่วยสนับสนุนให้พวกเขาเริ่มต้นวางแผนเส้นทางสู่การกำจัดคาร์บอนให้เป็นศูนย์ได้สำเร็จ
ในปัจจุบัน บริษัทต่างๆ เริ่มเข้าใจแล้วว่าการลดคาร์บอนในธุรกิจของตนเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่นักลงทุนและผู้บริโภคคาดหวัง ซึ่งบริษัทระดับโลกต่างๆ จะใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกคู่ค้า ถ้าเราทำได้ตามเป้าหมายวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ ก็จะกลายเป็นโอกาสในการคัดเลือกเป็นคู่ค้าของกลุ่มธุรกิจนั้น และถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต้องเร่งปรับตัว ด้วยเหตุนี้ Net Zero จึงเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ธุรกิจแตกต่างเหนือคู่แข่ง มีโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจและได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่มากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวย่อมมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดและความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและผู้บริโภค
วิกฤตสภาพภูมิอากาศทุกวันนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ไม่มีเวลาให้รอคอยอีกต่อไปแล้ว….มาร่วมกันพลิกวิกฤตเป็นโอกาสแล้วขับเคลื่อนให้ธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนด้วย Net Zero
ที่มา:
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ในขณะเดียวกัน วิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ยังคงเป็นภัยคุกคามระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญด้วย ทั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์จากรายงาน Global Risks Report 2022 ซึ่งสภาพอากาศสุดขั้วเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถูกมองว่าเป็นภัยระยะสั้นที่ร้ายแรงที่สุดและเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่ร้ายแรงที่สุดเป็นอันดับสอง ตามมาด้วยเรื่องการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับสาม
จากข้อมูลของ National Oceanic and Atmospheric Administration ระบุว่าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียสตั้งแต่ก่อนยุคอุตสาหกรรม ความร้อนสะสมอันมหาศาลนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำแข็งละลาย พายุใหญ่ ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และไฟป่าที่รุนแรงซึ่งเกิดขึ้นแล้วเป็นระยะๆ รวมทั้งเมื่อปี 2564 (ค.ศ.2021)
นอกจากนี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ยังได้เปิดเผยรายงานที่ระบุอย่างชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อโลกเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ สภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่ร้อนจัด ฝนตกหนัก ภัยแล้ง ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงและบ่อยขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความมั่นคงด้านอาหาร และคาดว่าโลกร้อนจะทำให้ผู้คนกว่า 183 ล้านคนในประเทศที่มีรายได้ต่ำ อดอยากและขาดสารอาหารภายในปี 2593
เมื่อเผชิญกับความเป็นจริงเช่นนี้ จึงเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลคิดอย่างกว้างขวางขึ้นและสร้างนโยบายที่กำหนดวาระการดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศสำหรับปีต่อ ๆ ไป ซึ่ง “มาตรฐาน” จะเป็นส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีการประสานงานกันมากขึ้นกว่าเดิม
หลักการประเมินความพร้อมสำหรับ Climate Change
ทีม Climate Sense ของประเทศอังกฤษมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาขีดความสามารถสำหรับการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การทำงานของ Climate Sense ครอบคลุมในระดับระหว่างประเทศทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยมีการให้คำปรึกษา การฝึกอบรม และตัวชี้วัดสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรและเชิงระบบ
ทีมงานดังกล่าวมีการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือซอฟต์แวร์ที่อิงตามความเสี่ยงเพื่อประเมินว่าองค์กรที่ปรับตัวนั้นจะเป็นอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการกำหนดเป้าหมายไปยังช่องว่างที่เหลืออยู่โดยมีกรอบการทำงานที่เรียกว่า Capacity Diagnosis & Development (CaDD) ซึ่งได้รับการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในระดับสากลและเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการวัดและพัฒนาความสามารถในการปรับตัวขององค์กรและระบบขององค์กรได้ดี
บอลด์วิน อาร์ แอนด์ เจ แบล็ค เป็นศูนย์กลางให้กับทีม Climate Sense ที่ทำงานให้กับสหภาพยุโรป โดยพัฒนาตารางสรุป Maturity เพื่อประเมินว่าองค์กรต่างๆ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีเพียงใดซึ่งมีเมทริกซ์ 6 ระดับ ตั้งแต่ระดับที่ไม่ได้เตรียมตัวไปจนถึงการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ หลักการของเมทริกซ์นี้และกระบวนการ CaDD ได้รวมอยู่ในมาตรฐาน ISO14090, Adaptation to climate change – Principles, requirements and guidelines ซึ่งใช้เสริมกับมาตรฐาน ISO14091, Adaptation to climate change – Guidelines on vulnerability, impacts and risk management เพื่อประเมินความเปราะบางของสภาพภูมิอากาศในระดับต่างๆ เนื่องจากโลกเราต้องเตรียมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วทุกสภาพ เช่น ฝนที่ตกหนักมาก แต่ขณะเดียวกันก็ยังเกิดภัยแล้งด้วย
วอลเตอร์ คอล์เลนบอร์น ที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัท อเดลฟีฯ (adelphi) และผู้ประสานงานของคณะทำงานที่พัฒนามาตรฐาน ISO14091 อธิบายว่า การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับสิ่งที่ยังไม่ได้ดำเนินการหรือ gap ขององค์กรเป็นส่วนสำคัญของการปรับตัว ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คณะทำงานจัดหาเครื่องมือเพื่อนำมาพิจารณาในการพัฒนามาตรฐานดังกล่าว
คอล์เลนบอร์นทำงานเกี่ยวกับการประเมิน gap ในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาเป็นเวลา 15 ปี และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการประเมิน gap ครั้งแรกของเยอรมนี ตั้งแต่นั้นมา เขาได้ทำงานเกี่ยวกับการประเมินดังกล่าวทั่วโลก และได้เขียนและสนับสนุนแนวทางที่ครอบคลุมในด้านนี้ เช่น แนวทางการประเมินสำหรับ UBA หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของเยอรมนี
จากนั้น UBA ได้เสนอมาตรฐานสากลฉบับใหม่สำหรับการประเมินความเปราะบาง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา ISO 14091 ซึ่งเป็นมาตรฐานเพื่อการปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับความเปราะบาง ผลกระทบ และการประเมินความเสี่ยง
คอล์เลนบอร์นกล่าวว่ามาตรฐานนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับ ISO 14090 และอธิบายว่าผลกระทบของสิ่งเร้าทางสภาพอากาศที่แตกต่างกัน เช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และความแห้งแล้ง สามารถนำไปสู่การพิจารณาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และสังคมได้ เนื่องจากเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ฝนที่ตกหนัก รวมถึงภัยแล้งด้วย ซึ่งอาจหมายถึงการใช้หลักการ ‘เมืองฟองน้ำ’ (Sponge city) เช่น การรวบรวมน้ำในช่วงที่มีฝนตกชุก แล้วเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ความจริงก็คือ มีแนวทางมากมายในการปรับตัวและการประเมินความเสี่ยง และผู้คนก็รู้สึกหนักใจกับวิธีการทั้งหมดเหล่านี้ ดังนั้น ISO14091 ก็เหมือนกับมาตรฐานกรอบงาน ISO14090 ที่ช่วยสรุปและย่อแนวปฏิบัติและหลักการที่ดีที่สุดเอาไว้ใช้งาน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเราต้องปรับเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ ไม่ว่าจะอย่างไร การปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีตราบเท่าที่เรามีเครื่องมือและกลไกในการกำหนดเป้าหมายที่จับต้องได้และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอจะเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับแนวทางการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบนโลกของเรานี้
ที่มา :
1. https://www.iso.org/contents/news/2022/02/infrastructures-portuaires-cap-s.html
2.https://www.thairath.co.th/news/foreign/2328465
ชุมชนต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มมากขึ้น นับตั้งแต่สภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งไปจนถึงน้ำท่วมใหญ่ รวมทั้งปริมาณน้ำทะเลที่สูงขึ้นไปจนถึงสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว สิ่งเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศ แต่ไอเอสโอมีแนวทางใหม่ที่จะช่วยให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนสามารถนำไปใช้ในการเตรียมตัวสำหรับภัยคุกคามและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้
แนวทางใหม่ดังกล่าว เรียกว่า ข้อกำหนดทางวิชาการของไอเอสโอ ISO/TS 14092: 2020 Adaptation to climate change – Requirements and guidance on adaptation planning for local governments and communities ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเริ่มลงมือสร้างสังคมที่ปลอดภัย และมั่นคงทางเศรษฐกิจ อย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถรองรับและปรับตัวได้เมื่อเกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
จากผลสำรวจของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ได้มีรายงานความเสี่ยงโลกประจำปี 2563 (ค.ศ.2020) ซี่งระบุว่าความเสี่ยงที่โลกกำลังเผชิญขณะนี้มีความเกี่ยวข้องกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศรวม 5 เรื่องด้วยกันได้แก่ เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพครั้งใหญ่ ภัยธรรมชาติที่ร้ายแรง หายนะร้ายแรงของธรรมชาติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ และความล้มเหลวที่จะหยุดยั้งสภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจรู้สึกวิตกกังวล
มาตรฐาน ISO/TS 14092 ยอมรับว่าผลกระทบซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาคและมีผลกระทบโดยตรงต่อรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงบริการสาธารณะต่างๆ ตลอดจนความมั่นคงปลอดภัยของรัฐบาล ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของท้องถิ่นและรัฐบาล ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานดังกล่าวขึ้นมาเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถปรับตัวให้เข้าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยมีพื้นฐานอยู่บนเรื่องของผลกระทบต่อระบบนิเวศ สังคม และเศรษฐกิจ และการประเมินความเสี่ยง นอกจากนี้ มาตรฐาน ISO/TS 14092 ยังสนับสนุนการกำหนดลำดับความสำคัญเพื่อจัดการกับความเสี่ยงดังกล่าวที่หยั่งรากลึกด้วย
ซาร่า เจน สนุค ประธานคณะกรรมการกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่า การเตรียมการสำหรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการวางแผนสำหรับการปรับตัวระดับรัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ กระบวนการที่แสดงใน ISO/TS 14092 ในแต่ละขั้นตอนจะช่วยให้แผนการปรับตัวในท้องถิ่นมีความเหมาะสมกับเงื่อนไขในแต่ละกรณีของสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาแผนการปรับตัวอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งส่งเสริมการดำเนินการที่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องสภาพภูมิอากาศทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ข้อกำหนดของไอเอสโอใหม่นี้ ยังอธิบายถึงวิธีการพัฒนาแผนการปรับตัวที่สามารถทำได้ในระดับรัฐบาลท้องถิ่นและในระดับชุมชน โดยสรุปสาเหตุและวิธีการสร้างโครงสร้างการกำกับดูแลที่เหมาะสม (ซึ่งมีโครงสร้างที่ดีและการร่วมมือกัน) และองค์ประกอบของการวางแผนการปรับตัวและกระบวนการนำไปประยุกต์ใช้ โดยรายละเอียดเหล่านี้รวมถึงการจัดตั้งทีมอำนวยความสะดวก การประเมินความเสี่ยง และการพัฒนาแผนงานที่มีประสิทธิภาพ การติดตามความคืบหน้าของการนำไปประยุกต์ใช้และการประเมินความสำเร็จโดยมีเป้าหมายในการปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง
ISO/TS 14092 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management, คณะอนุกรรมการ SC 7 การจัดการก๊าซเรือนกระจกและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยมีเลขานุการคือ SCC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกรับรู้อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่ร้อนทะลุบันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิในฤดูหนาวในอาร์คติกที่เพิ่มขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียสนับตั้งแต่ปี 2533 (ค.ศ. 1990) ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ปะการังฟอกขาว หรือผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพ ไปจนถึงเรื่องคลื่นความร้อน และความไม่มั่นคงด้านอาหาร
นอกจากนี้ ผลกระทบของภาวะโลกร้อนยังส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ อีกด้วย และเมื่อเร็วๆ นี้ ธุรกิจชั้นนำของโลกมีการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อธุรกิจแล้วพบว่ามีมูลค่าเกือบล้านล้านเหรียญสหรัฐ แสดงว่าเราไม่อาจจะเพิกเฉยต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อีกต่อไป ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและไอเอสโอก็ได้พัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศฉบับใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยในเรื่องนี้เช่นกัน
สภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นแง่มุมทั้งหมดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สามารถส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้ ซึ่งยังสร้างโอกาสอีกด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานของ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) แสดงว่ากลุ่มของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบ 17 ล้านล้านเหรียญสหรัฐได้ประเมินค่าใช้จ่ายด้านความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาสภาพภูมิอากาศที่มีต่อธุรกิจไว้ที่เกือบ 1 ล้านล้านเหรีญสหรัฐ หรืออีกด้านหนึ่ง พวกเขาประเมินโอกาสที่จะได้รับจากธุรกิจมีมากกว่าสองเท่า
ดังนั้น การมีแผนการที่รัดกุมและเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับความสำเร็จทางธุรกิจ
มาตรฐาน ISO 14090, Adaptation to climate change — Principles, requirements and guidelines เป็นมาตรฐานฉบับแรกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้องค์กรประเมินผลกระทบในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัวอย่างมีประสิทธิผลซึ่งช่วยให้มีการระบุและประเมินความเสี่ยง และรีบทำอะไรกับโอกาสที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
มาตรฐานนี้เสนอกรอบการทำงานที่ทำให้องค์กรมีการพิจารณาการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อมีการออกแบบและการนำนโยบายไปใช้รวมถึงกลยุทธ์ การวางแผน และกิจกรรม
จอห์น ดอรา ผู้ประสานงานร่วมกลุ่มการทำงานที่พัฒนามาตรฐานนี้กล่าวว่าผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อากาศที่ไม่พึงคาดหวังและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ สามารถมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อส่วนที่สำคัญที่สุดขององค์กรถ้าหากไม่มีการเตรียมการในเรื่องนั้นมาก่อนซึ่งเป็นเพราะความเสียหายด้านโครงสร้างหรือการดิสรัพท์ต่อธุรกิจของพวกเขา ความเข้าใจผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือไม่เพียงแต่มีการนำเอาปฏิบัติการด้านการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอกาศเข้ามาใช้เท่านั้น แต่การตัดสินใจขององค์กรยังสามารถทำได้บนพื้นฐานของความเสี่ยงและโอกาสด้วย ดังนั้น ความเข้าใจในเรื่องความยืดหยุ่น จึงเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อห่วงโซ่คุณค่า เช่น ในการจัดซื้อ การลงทุน และการประกันภัย เป็นต้น
เหลียง ซัน ผู้ประสานงานร่วมอีกคนหนึ่งกล่าวว่า มาตรฐาน ISO 14090 จะช่วยให้องค์กรประเมินและเตรียมการสำหรับผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและทำให้เกิดความยืดหยุ่นได้มากขึ้น และยังช่วยให้องค์กรเน้นถึงโอกาสที่เป็นไปได้เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
มาตรฐานใหม่ของไอเอสโอเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรทุกประเภท ไม่ว่าจะมีแผนการปรับตัวอยู่หรือไม่ก็ตาม การนำไปใช้ยังช่วยให้ผู้ใช้มีส่วนสนับสนุนโดยตรงต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในเรื่องปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13) ด้วย
มาตรฐาน 14090 ได้รับการพัฒนาโดยคณะทำงานกลุ่มที่ 9 ของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management คณะอนุกรรมการที่ 7, Greenhouse gas management and related activities ซึ่งมีเลขานุการร่วมคือ SAC สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน และ SCC สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา
มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานที่นำมาใช้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและคณะกรรมการก็กำลังทำงานด้านมาตรฐานอื่นๆ ที่จะช่วยดำเนินการต่อในเรื่องแนวทางต่อไป ซึ่งรวมถึง ISO14091, Adaptation to climate change — Vulnerability, impacts and risk assessment และ ISO 14092, GHG Management and related activities: requirement and guidance of adaptation planning for organizations including local governments and communities.
อนาคตโลกของเราขึ้นอยู่กับความพยายามในการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการเกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมาตรฐานสากลที่กล่าวมาข้างต้นจะช่วยให้องค์กรสามารถจัดลำดับความสำคัญและพัฒนาการปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายด้านปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้ จึงนับว่าเป็นการพลิกวิกฤตโลกร้อนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
1. https://www.iso.org/news/ref2405.html
2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:14090:ed-1:v1:en
3. https://www.un.org/en/climatechange/un-climate-summit-2019.shtml
ข้อมูลจาก The Sustainable Infrastructure Imperative, The New Climate Economy Report ของธนาคารโลกระบุว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีการลงทุนเป็นจำนวนมากนับล้านล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลกของเรา ซึ่ง คณะกรรมการไอเอสโอคณะใหม่ได้รับการแต่งตั้งเพื่อทำงานในเรื่องของการเงินที่ยั่งยืนโดยเฉพาะแล้ว
การปรับตัวให้สามารถตอบสนองการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกนั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนที่มีนัยสำคัญพอสมควร กล่าวคือ ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ควรมีการลงทุนประมาณ 90 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แม้ว่าจะมีการลงทุนโครงการสีเขียวและการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความยั่งยืนไปแล้ว แต่โลกของเรายังจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
คณะกรรมการวิชาการไอเอสโอคณะใหม่ คือ ISO/TC 322, Sustainable finance มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนตลาดการลงทุนด้านความยั่งยืนด้วยการพัฒนามาตรฐานสากลใหม่ สำหรับโครงการแรกของคณะกรรมการนี้จะเป็นการพัฒนากรอบการทำงานสำหรับการเงินที่ยั่งยืนซึ่งเป็นแนวคิดรวบยอดที่มีอยู่แล้วและพิจารณาคำศัพท์ที่ใช้ร่วมกัน
ไมค์ เฮนิแกน เลขานุการของคณะกรรมการดังกล่าว ระบุว่ามีมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล การเงิน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนรวมทั้งหัวข้อที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว เช่น พันธบัตรสีเขียว แต่ยังไม่มีมาตรฐานใดที่ครอบคลุมถึงการเงินที่ยั่งยืน
เป้าหมายของคณะกรรมการ ISO/TC 322 คือการมุ่งไปที่การเงินที่ยั่งยืนเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นและมีประสิทธิผลมากขึ้น ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างระบบการเงินทั่วโลกกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ และจะทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานที่มีอยู่สามารถทำให้มาตรฐานด้านการเงินที่ยั่งยืนมีความชัดเจนและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และสามารถจัดหาคำศัพท์ที่ใช้ร่วมกันได้รวมทั้งวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและแนวทางการใช้งานในระดับสากล
กรอบการทำงานครั้งแรกนี้จะช่วยทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนที่ยั่งยืนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต่อไปได้และจะทำให้มีผู้เล่นในตลาดมากขึ้นด้วย
ส่วนงานในอนาคตของคณะกรรมการนี้จะพิจารณาถึงการรวมเอาเรื่องของความยั่งยืนเข้ากับการตัดสินใจในด้านการเงิน การบริการและผลิตภัณฑ์ การตัดสินใจด้านการลงทุนที่จะทำให้บรรลุผลด้านสังคมที่ดี นอกเหนือจากด้านผลตอบแทนทางการเงิน การเงินสีเขียว ซึ่งจะรวมเอาการเงินที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเข้าไว้ด้วยเพื่อสนับสนุนแนวคิดด้านพลังงานสะอาด พร้อมด้วยการเงินที่สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมที่กว้างขึ้น รวมทั้งการลงทุนเกี่ยวกับโครงการเฉพาะ เช่น โครงการประสิทธิผลด้านพลังงาน และเมืองที่ยั่งยืน เป็นต้น
ในอนาคตอันใกล้นี้ โลกของเราจะก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วย “การเงินที่ยั่งยืน” จากการทำงานของคณะกรรมการ ISO/TC 322 ซึ่งไอเอสโอเชื่อมั่นว่าจะมีส่วนสำคัญในการทำให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2350.html
ในการประชุมเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพขององค์การสหประชาชาติระหว่างวันที่ 13 – 29 พฤศจิกายน 2561 ที่ชาร์ม เอล ชีค ประเทศอียิปต์ มีผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 190 ประเทศ ได้มาร่วมประชุมเพื่อหยุดยั้งความสูญเสียด้านความหลายหลายทางชีวภาพและปกป้องระบบนิเวศที่สนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ รวมทั้งสุขภาพที่ดีของคนทั่วโลก
ในการประชุม ดังกล่าว อีริค ซอลไฮม์ หัวหน้าโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNEP) กล่าวว่าปัจจุบัน การทำลายปะการังใต้น้ำจะทำให้โลกของเราเผชิญหน้ากับอนาคตที่น่ากลัว
เนื่องจากแนวปะการังเป็นแหล่งสำหรับอาหารและหมายถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรทั่วโลก ซึ่งช่วยให้หนึ่งในสี่ของชีวิตในท้องทะลมีชีวิตอยู่ได้ อีกทั้งยังปกป้องชุมชนและแนวชายฝั่งจากภัยอันตรายจากธรรมชาติด้วย หากขาดการปกป้องแนวปะการังแล้ว ก็อาจเกิดการสูญเสียอย่างถาวรได้
องค์กรสากล 8 องค์กรจึงได้เข้าร่วมสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเหล่านั้น ได้แก่ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ องค์กรกองทุนสัตว์โลกสากล หน่วยงานอนุรักษ์ธรรมชาติ Wildlife Conservation Society, Vulcan Inc. องค์กรแห่งทะเล และ เลขาธิการของอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (UN Convention on Biological Diversity: CBD)
ความคาดหวังเพื่อความร่วมมือดังกล่าวจึงมีสูงมาก การปกป้องแนวปะการังจะต้องเป็นสิ่งที่โลกให้ความสนใจเป็นอันดับแรก ซอลไฮม์ซึ่งได้เปิดเผยหุ้นส่วนใหม่ที่รีสอร์ทในชาร์ม เอล ชีค มีรัฐมนตรีรวม 12 คนจากประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของ CBD ได้มารวมตัวกันพร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้แทนจากองค์กรภาคสังคมพลเมืองซึ่งเริ่มกระบวนการรับเอากรอบการทำงานระดับโลกไปใช้ในเวลา 2 ปีเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งแนวปะการังทั่วโลก
การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีสำหรับผู้มีส่วนในการตัดสินใจจากประเทศต่างๆ กว่า 190 ประเทศที่เข้ามามีพันธสัญญาและก้าวไปสู่ความพยายามในการหยุดยั้งความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและปกป้องระบบนิเวศที่เกื้อกูลต่อสุขภาพของเรา ความมั่นคงของอาหารและน้ำ เพื่อคนอีกนับพันล้านคนทั่วโลก
นอกจากนี้ รัฐบาล ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรรวมทั้งองค์กรระหว่างรัฐบาลเช่น ชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นเยาวชน และสังคมพลเมือง ได้รับการคาดหวังว่าจะอุทิศตนเพื่อสนับสนุนแผนกลยุทธ์สำหรับความหลากหลายทางชีวภาพระหว่างปี 2554 – 2563 (ค.ศ.2011 – 2020)
รายงานล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ซึ่งเผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2561 กล่าวเตือนว่าแม้ว่าเราจะมีการบริหารจัดการให้โลกของเราให้มีอุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 1.5 องศาเซลเซียสซึ่งเหนือกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ตาม ก็จะยังคงสูญเสียแนวปะการังถึง 70 – 90% ไป หากโลกยังคงไม่สามารถปฏิบัติการลดภาวะโลกร้อนได้ ก็จะเกิดความสูญเสียตามมาอีกอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงการคุกคามหลักอย่างเดียวที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อปะการังเท่านั้น การจับปลาที่มากเกินไป และการพัฒนาชายฝั่ง ตลอดจนมลพิษ ยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสูญเสียปะการังในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา
การลดภัยคุกคามเหล่านั้นสามารถช่วยฟื้นฟูแนวปะการังและผลกระทบที่ตามมาได้ เช่น ปรากฏการณ์ฟอกขาวซึ่งเกิดจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน
เจ้าชายโรเบิร์ตที่สองแห่งโมนาโค ได้กล่าวว่าพระองค์ทรงโสมนัสที่ได้ทรงเห็นว่าแนวปะการังกำลังได้รับความสนใจตามสมควร และโลกของเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ปี 2563 (ค.ศ.2020) ในไม่ช้า และจำเป็นต้องมีความเฉียบคมในการมุ่งสู่กลยุทธ์เพื่ออนุรักษ์แนวปะการังและสนับสนุนคนที่ต้องใช้ชีวิตโดยพึ่งพิงอยู่กับมัน ส่วนการประชุมทั่วไปในโครงการแนวปะการังสากลซึ่งประเทศโมนาโคจะเป็นเจ้าภาพในเดือนธันวาคม 2562 นั้น จะเป็นก้าวสำคัญซึ่งพระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้การประชุมนี้เป็นการนำไปสู่การรับเอาแนวปฏิบัติของโครงการที่เป็นไปได้ไปใช้อย่างมีประสิทธิผลด้วย
ทั่วโลกจึงจำเป็นต้องเร่งทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดภาวะโลกร้อนเพื่อรักษาแนวปะการังของโลกไว้ให้ได้
ที่มา: https://news.un.org/en/story/2018/11/1025731
การตัดไม้ทำลายป่าเป็นการทำลายผืนโลกที่เราอาศัยอยู่ ถือเป็นการคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ และมีส่วนในการทำให้เกิดความเสียหายในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกด้วย
นอกจากเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสียหายต่อภาวะโลกร้อนแล้ว ปัจจุบัน ผู้บริโภคยังมีความตระหนักในด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งหากผู้บริโภคจะซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ ก็มีความต้องการที่จะรู้ถึงแหล่งของป่าไม้ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญองค์ประกอบหนึ่งในการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ และเนื่องจากในซัพพลายเชนของไม้มีผู้เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วน อีกทั้งชนิดของไม้ก็มีความแตกต่างกันออกไป การสอบกลับไปยังแหล่งที่ถูกกฎหมาย จึงมีความซับซ้อน แต่วิธีการที่เข้มแข็งของการสอบกลับ จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อได้ดีขึ้นและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้จะทราบถึงแหล่งที่มาของไม้ที่ถูกกฎหมายและทำให้อุตสาหกรรมเติบโตขึ้นได้ และสิ่งที่จะช่วยสอบกลับไปยังแหล่งที่มาของไม้ก็คือมาตรฐานไอเอสโอที่เพิ่งประกาศใช้ใหม่เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั่นเอง
มาตรฐานที่ช่วยตอบโจทย์ดังกล่าว คือ ISO 38200, Chain of custody of wood and wood-based products ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดสำหรับห่วงโซ่ของการดูแลป่าไม้และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากไม้ซึ่งทำให้ผู้ซื้อสามารถสอบกลับแหล่งของไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ในทุกๆ ขั้นตอนของซัพพลายเชน
ดร.จอร์จ อี อาร์ คาเจเซียร่า ประธานคณะกรรมการวิชาการที่พัฒนามาตรฐาน ISO 38200 กล่าวว่ามาตรฐานนี้เป็นการเตรียมกรอบการดำเนินงานที่ทำให้ผู้ที่มีบทบาทในซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานดังกล่าว มีการพูดภาษาเดียวกันทั่วโลก มาตรฐานนี้จะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถสอบกลับผลิตภัณฑ์ไม้ ว่ามาจากแหล่งใด ซึ่งจะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงไม้จากแหล่งผิดกฎหมายไม่ให้เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนได้
นอกจากนี้ ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับระบบ CoC (Chain of Custody) ซึ่งสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ทั้งในแง่ของการสอบกลับ ความโปร่งใส และคุณภาพ โดยระบบ CoC ขึ้นอยู่กับระบบควบคุมที่ใช้ติดตามและจัดการกับวัตถุที่เกี่ยวข้องทั้งซัพพลายเชนหรือส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน รวมทั้ง การขนส่ง การผลิต และการขาย ไปจนถึงการประกาศหรือการแถลงถึงผลผลิต (output declaration) เป็นต้น ซึ่งมาตรฐาน ISO 38200 มีวัตถุประสงค์ในการติดตามวัตถุจากแหล่งที่แตกต่างกันไปจนถึงผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย แต่ไม่รวมถึงการนำไปใช้กับการจัดการด้านป่าไม้ (Forest Management) ทั้งนี้ คำว่า “วัตถุ” ที่ระบุในมาตรฐานดังกล่าว หมายถึงวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากไม้ ไม้คอร์กและผลิตภัณฑ์จากลิกนิน (ส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อพืช) และอื่นๆเช่น ไม้ไผ่ เป็นต้น
มาตรฐาน ISO 38200 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการโครงการ ISO/PC 287, Chain of custody of wood and wood-based products ซึ่งมีเลขานุการคือ DIN สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน และ ABNT สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศบราซิล
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา:
วารสารไอเอสโอโฟกัสฉบับเดือนกันยายน – ตุลาคม 2561 ได้นำเสนอเรื่องของโรงแรมฮิลตันซึ่งเป็นโรงแรมที่ให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ผู้สื่อข่าววารสารไอเอสโอโฟกัสได้สอบถามมักซิม เฟอร์สตรัท รองประธานด้านความรับผิดชอบองค์กรของโรงแรมฮิลตันถึงแนวคิด แนวทาง และวิธีการดำเนินงานซึ่งมีดังต่อไปนี้
เรื่องของพลังงานเป็นเรื่องในระดับปฏิบัติการที่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากเป็นอันดับสองรองลงมาจากค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน โรงแรมฮิลตันมีประวัติการดำเนินงานที่ยาวนานในเรื่องของการบริหารจัดการในการใช้พลังงานอย่างรอบคอบในระดับโลก เริ่มจากการจัดทำคู่มือการจัดการพลังงานของโรงแรมฮิลตันในช่วงปี 2513 – 2522 (ค.ศ.1970 – 1979) ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการลดการใช้ทรัพยากร และในปี 2551 (ค.ศ. 2008) ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เรียกว่า “LightStay” เพื่อใช้ในการวัดความรับผิดชอบขององค์กร แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ทุกคนที่ทำงานกับกลุ่มโรงแรมจำนวน 5,400 แห่งสามารถติดตามฟุตพริ้นท์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนมากกว่า 200 ตัวชี้วัด และ LightStay เป็นมาตรฐานที่บ่งบอกถึงแบรนด์ของโรงแรม ทั้งนี้ การใช้งานแพลตฟอร์มนี้เป็นไปเพื่อให้สามารถจัดการทรัพย์สินของโรงแรมในเครือได้เหมือนกันทั่วโลก ซึ่งทำให้สามารถกำหนดระดับการใช้พลังงาน เป้าหมายด้านของเสียและน้ำ และยังสามารถติดตามสมรรถนะเป้าหมายด้านความยั่งยืนเป็นรายกลุ่มและรายบุคคลด้วย
แพลตฟอร์มนี้สร้างขึ้นตามความต้องการลูกค้าเพื่อรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในเชิงปฏิบัติการซึ่งช่วยให้บริหารสามารถจัดการด้านพลังงาน คาร์บอน น้ำและของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายสะสมลงได้มากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา
ปัจจุบัน การจัดการพลังงานยังคงเป็นสิ่งที่โรงแรมฮิลตันให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกและยังคงระบบวิธีการเชิงนวัตกรรมในการลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายลง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ การใช้มาตรฐาน ISO 50001 มีความสำคัญและทำให้โรงแรมเป็นผู้นำในกระบวนการด้านพลังงาน การให้การสนับสนุนจากผู้บริหารมีความจำเป็นและสำคัญมากต่อสมรรถนะและการจัดการด้านพลังงานของโรงแรม เมื่อไอเอสโอได้ประกาศใช้มาตรฐาน ISO 50001: 2011 ผู้บริหารของโรงแรมก็ให้ความสนใจที่จะนำเอาระบบการจัดการที่มีอยู่มาใช้เพื่อประโยชน์สำหรับแพลตฟอร์ม LightStay เพื่อให้ได้รับการรับรอง ซึ่งก่อนหน้านั้น โรงแรมฮิลตันได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001 แล้ว
ดังนั้น ผู้บริหารของโรงแรมจึงมีความเข้าใจถึงประโยชน์ของมาตรฐานไอเอสโออยู่แล้ว และเมื่อนำแพลตฟอร์ม LightStay มาใช้ ทางโรงแรมจึงได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 50001 เมื่อปี 2557 (ค.ศ.2014) ในเวลานั้น การได้รับการรับรองทั้ง 3 มาตรฐานนับว่าเป็นอาคารพาณิชย์ที่ได้รับการรับรองในขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การจัดการพลังงานก็เป็นสิ่งที่ผู้บริหารของโรงแรมได้ให้ความสำคัญเสมอมาและยังคงมองหาโอกาสที่จะขับเคลื่อนสมรรถนะองค์กรให้สูงขึ้นในระดับต่อไป
เมื่อไม่นานมานี้ โรงแรมได้ทำการทบทวนและดำเนินการบริหารกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบองค์กรเสียใหม่และกำหนดเป้าหมายระยะยาวขึ้นใหม่ ซึ่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โรงแรมได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายในการลดผลกระทบทางสังคมและลดฟุตพริ้นท์ด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้ 2 เท่าภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ในโครงการความรับผิดชอบขององค์กรซึ่งเน้นการเดินทางที่มีเป้าหมายชัดเจน (Travel with Purpose) โดยองค์ประกอบสำคัญของพันธสัญญาในเรื่องนี้ก็คือเป้าหมายที่อิงอยู่บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งสอดคล้องกับระดับการลดคาร์บอนตามสนธิสัญญาปารีส ซึ่งผู้บริหารและพนักงานของโรงแรมฮิลตันมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นโรงแรมแห่งแรกที่มีการกำหนดเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการอนุมัติโดย Science Based Targets initiative: SBTi ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำที่สนับสนุนให้บริษัทต่างๆ มีความได้เปรียบในการแข่งขันโดยมีการปรับเปลี่ยนไปเป็นเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
สำหรับกลยุทธ์การเดินทางที่มีเป้าหมายชัดเจน (Travel with Purpose) ของโรงแรมฮิลตัน เป็นการกำหนดเป้าหมายใหม่ที่เน้นความยั่งยืนของการเดินทางของโรงแรมในเครือทั่วโลก ซึ่งภายในปี 2573 โรงแรมวางแผนที่จะลดผลกระทบทางสังคมและลดฟุตพริ้นท์ด้านสิ่งแวดล้อมลง 2 เท่า กลยุทธ์ดังกล่าวจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การลงทุนในชุมชนท้องถิ่นและการอนุรักษ์ทรัพยากรของโลกด้วยการลดผลกระทบขององค์กรที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับกลยุทธ์ของโรงแรมมีการเชื่อมโยงเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ
ส่วนประโยชน์ที่ได้รับจากการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ คือทำให้มั่นใจว่าโรงแรมมีการปฏิบัติตามแนวทางที่สม่ำเสมอในระบบการจัดการพลังงาน และตัวเลขที่มีนัยสำคัญคือการลดการใช้พลังงานลงถึง 20.6% และลดคาร์บอนลง 30% จากปี 2551
ทางโรงแรมยังได้ประมาณการว่ามีตัวเลขสะสมในเรื่องของการประหยัดด้านการปฏิบัติการอย่างยั่งยืนได้ถึงหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมาจากระบบ LightStay ที่ช่วยให้โรงแรมสามารถติดตามโครงการการประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นได้ทั้งในระดับที่ลดลงและในระดับที่ทำให้ไม่เกิดค่าใช้จ่ายเลย เช่น การติดตามว่าโรงแรมไหนสามารถใช้การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์แทนการติดตั้งด้วยหลอดแอลอีดีหรือโรงงานที่มีการใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน เป็นต้น สุดท้ายนี้ ผู้บริหารของโรงแรม กล่าวว่าการที่โครงการมีผลต่อความสำเร็จเป็นอย่างมากเป็นผลมาจากความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดทั้งภายในกลุ่มโรงแรม ภายในแผนก และภายนอกรวมทั้งหุ้นส่วน ครั้งแรกที่โรงแรมตั้งเป้าหมายว่าต้องการการรับรอง ก็ได้แต่งตั้งกลุ่มงานขนาดใหญ่ขึ้นมาโดยมีตัวแทนจากเกือบทุกแผนกของโรงแรม ปัจจุบัน ยังคงมีความร่วมมือระหว่างแผนกเพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรักษาใบรับรองไว้ได้ และได้รับประโยชน์จากการนำมาตรฐานไปใช้
สำหรับมาตรฐาน ISO 50001 ฉบับใหม่ ซึ่งมี High-Level Structure ทำให้สามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานระบบการจัดการที่โรงแรมทำอยู่แล้ว คือ ISO 9001 และ ISO 14001 ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเป็นมาตรฐานฉบับใหม่ ไม่ได้มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสำหรับระบบโดยพื้นฐาน แต่มันทำให้องค์กรสามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้โดยมองในภาพรวมผ่านการปฏิบัติงานประจำวัน
สำหรับโรงแรมฮิลตันเป็นองค์กรที่มีแบรนด์ชั้นนำระดับโลก 14 แบรนด์ซึ่งประกอบด้วยทรัพย์สินกว่า 5,400 แห่งซึ่งมีห้องเกือบ 880,000 ห้องใน 106 ประเทศและดินแดน โรงแรมฮิลตันอุทิศตนให้กับเป้าหมายในการให้บริการระดับโลกด้วยการส่งมอบประสบการณ์พิเศษของโรงแรมให้กับแขกทุกคนและทุกเวลา กลุ่มแบรนด์ของโรงแรมได้แก่ Hilton Hotels & Resorts, Waldorf Astoria Hotels & Resorts, Conrad Hotels & Resorts, Canopy by Hilton, Curio Collection by Hilton, DoubleTree by Hilton, Tapestry Collection by Hilton, Embassy Suites by Hilton, Hilton Garden Inn, Hampton by Hilton, Tru by Hilton, Homewood Suites by Hilton, Home2 Suites by Hilton และ Hilton Grand Vacations.