การดำเนินธุรกิจของบริษัทห้างร้านต่างๆ ย่อมต้องการสร้างคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า  อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจสามารถส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังจะหมดไป ทำให้โลกของเราต้องมีเป้าหมายในเรื่องของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้ผลักดันให้เกิดขึ้น

โลกของเรายังมีคนมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มลพิษจากสถานีพลังงานถ่านหิน การทับถมของพลาสติกใต้ท้องมหาสมุทรซึ่งทำให้สัตว์น้ำต้องเสียชีวิตลง การตัดไม้ทำลายป่า และการละลายของน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือ เป็นต้น

ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลเสียและคุกคามต่อทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมสำหรับความเป็นอยู่ของมนุษย์ในอนาคต  และจากรายงานความเสี่ยงระดับโลกของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ปี 2561 ระบุว่าถึงแม้ว่าพื้นฐานด้านเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นจากสัญญาณของการกระตุ้นการเติบโต แต่โลกของเราไม่มีเวลาที่จะมัวแต่ฟังเรื่องของการยกยอปอปั้นกันอีกต่อไปแล้ว  รายงานดังกล่าวได้ทำให้มีความกังวลมากขึ้นในเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจในเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อม

ประเด็นดังกล่าวได้รับการยืนยันเช่นกันจากเลขาธิการสมาพันธ์สหภาพแรงงานสากล (International Trade Union Confederation – ITUC) ชารัน เบอร์โรว์ ซึ่งกล่าวเตือนในที่ประชุมดาวอสเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในเดือนมกราคม ว่ารูปแบบเศรษฐกิจที่มีมาก่อนหน้านี้ไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของกำลังคนแม้ว่าซีอีโอขององค์กรต่าง ๆ จะมีพันธสัญญาต่อข้อตกลงปารีสแล้วก็ตาม

สำหรับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อที่ 12 เรื่องการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) นั้น การบรรลุเป้าหมายนี้จำเป็นต้องมีกรอบการดำเนินงานระดับประเทศสำหรับการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนที่รวมเอาแผนงานระดับภาคส่วนและระดับประเทศ การปฏิบัติทางธุรกิจที่ยั่งยืน และพฤติกรรมผู้บริโภค ให้เข้ากับบรรทัดฐานระดับสากลในเรื่องของการบริหารจัดการสารเคมีอันตรายและของเสีย

พอล โพลแมน ซีอีโอของยูนิลีเวอร์ซึ่งเป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลกที่นำเอาเรื่องของความยั่งยืนมารวมเข้ากับกิจกรรมของบริษัท ได้กล่าวในรายงานของหนังสือพิมพ์ The Guardian ว่า SDGs นำเสนอโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของมนุษย์เราและจะกลายเป็นศูนย์กลางของเป้าหมายธุรกิจและการตัดสินใจด้านการลงทุน เขากล่าวว่าแบรนด์ที่ยั่งยืนของยูนิลีเวอร์กำลังเติบโตขึ้นถึง 30% ซึ่งเร็วกว่าแบรนด์ที่เหลือของบริษัท

สำหรับแม็คโดนัลด์ บริษัทฟ้าสต์ฟู้ดสัญชาติอเมริกัน ได้ประกาศแผนการที่จะลดการใช้หลอดแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมาใช้หลอดกระดาษแทนในระเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งบีบีซีกล่าวว่าแค่ในประเทศสหราชอาณาจักรแห่งเดียว มีการใช้งานถึง 8.5 ล้านหลอดต่อปี

ส่วนเอสเอ็มอีที่มีสายตาหลักแหลมและมองเห็นประโยชน์ในเรื่องนี้ ก็สามารถนำ SDGs มาใช้เป็นกลยุทธ์องค์กรได้เช่นกันซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อองค์กรและชุมชน และมาตรฐานที่มีบทบาทในกระบวนการดังกล่าวอย่างชัดเจนก็คือมาตรฐานแนวทางการจัดซื้อ ISO 20400 ซึ่งมีการเชื่อมโยงเข้ากับมาตรฐานแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 ซึ่งมีการนำเสนอข้อแนะนำเป็นจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับ SDGs และอยู่ในหัวข้อหลักด้านความรับผิดชอบต่อสังคม 7 เรื่อง ได้แก่ การกำกับดูแลองค์กร สิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การดำเนินงานอย่างเป็นธรรม ประเด็นด้านผู้บริโภค และการมีส่วนร่วมและการพัฒนาของชุมชน

บุคคลหนึ่งที่มีประสบการณ์ครั้งแรกในเรื่องนี้คือช้าค ชามม์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเอทูคอนซัลติ้ง ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีที่มีพนักงาน 100 คน ปฏิบัติงานอยู่ในประเทศฝรั่งเศส มีความเชี่ยวชาญในด้านการปรับเปลี่ยนองค์กร ชามม์ได้เข้าไปทำงานโครงการของไอเอสโอเป็นเวลา 4 ปีซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นความพยายามครั้งใหญ่สำหรับองค์กรเล็กๆ อย่างเอทูคอนซัลติ้ง  ซึ่งค่อนข้างกระตือรือร้นในการส่งเสริมมาตรฐานใหม่ในตลาดฝรั่งเศสและได้สร้างมาตรวัดตามมาตรฐาน ISO 20400 เพื่อวัดวิธีการที่องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนปฏิบัติทุกปี รวมทั้งวิธีการประยุกต์ใช้แนวทางมาตรฐานและผลกระทบของความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีต่อสังคม

เขายังได้อธิบายต่อไปว่า ISO 20400 มีความเชื่อมโยงกับ ISO 26000 และ SDG 12 ด้วยเหตุนี้เอง มาตรฐานจึงให้การสนับสนุนและการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของคณะทำงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP)

สำหรับประโยชน์ของมาตรฐาน ISO 20400, Sustainable procurement – Guidance เป็นการนำไปใช้งานเฉพาะภาคส่วนของมาตรฐาน 26000 ซึ่งระบุหลักการของพฤติกรรมเชิงจริยธรรมตลอดทั้งซัพพลายเชน ซึ่งมีประโยชน์ดังต่อไปนี้

ISO 20400 ทำให้องค์กรมีโครงสร้างของการจัดซื้ออย่างยั่งยืน สามารถแปลงนโยบายไปสู่ภาษาที่ซัพพลายเชนสามารถตอบสนองได้ เพราะมาตรฐานนี้มีการจัดเตรียมกรอบแนวทางที่มีการเชื่อมโยงเป้าหมายขององค์กรและทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในการจัดซื้ออย่างยั่งยืนได้

ภารกิจขององค์กรทั่วโลกทั้งภาครัฐและเอกชน คือ การเข้าร่วมปฏิบัติการด้านความยั่งยืนโดยการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนผ่านการปฏิบัติ เช่น การนำ ISO 20400 มาตรฐาน การจัดซื้ออย่างยั่งยืน ไปใช้งาน เพื่อร่วมกันผลักดันให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยเร็วต่อไป

ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2322.html

บทความเรื่อง คำถามเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน  ตอนที่ 1 ได้กล่าวถึงวิธีการดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืนไปพร้อมๆ กับการสร้างผลกำไร ซึ่งจากบทความในวารสาร Sloan Management Review ระบุว่าเราสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม  ทั้งนี้ จากการศึกษาของคณะกรรมการว่าด้วยมาตรฐานทางบัญชีความยั่งยืน (Sustainability Accounting Standards Board: SASB) พบว่าบริบทของ SDGs ในแนวคิดเรื่องประเด็นสำคัญ (Materiality) เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมผลลัพธ์ ESG (Environment, Social and Governance)  กับผลกระทบของ SDGs (Sustainable Development Goals)

ในรายงานทางการเงิน ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักลงทุน ประเด็น  SDGs ยังเพิ่มความสำคัญมากขึ้นรวมทั้งในประเด็น ESG ด้วย SASB ได้ระบุประเด็น ESG ที่สำคัญใน 10 สาขาอุตสาหกรรม (แบ่งออกเป็น 79 สาขาอุตสาหกรรม) และใน Provisional Standards ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ SASB พัฒนาขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมทั้ง 79 สาขา ได้รับการแนะนำให้เป็นตัวชี้วัด (KPIs) ในรายงานการทางการเงินด้วย

เราสามารถคาดเดาล่วงหน้าถึงผลสำเร็จของ SDGs ได้ด้วยการปรับปรุงผลลัพธ์ของ ESG ผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ ทำความเข้าใจผลลัพธ์ของ ESG ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับบริษัท กำหนดวิธีที่สมรรถนะของผลลัพธ์ที่มีส่วนสำคัญใน SDGs ข้อใดข้อหนึ่งหรือมากกว่านั้น และสุดท้าย ติดตามการปรับปรุงสมรรถนะของผลลัพธ์ ESG ที่มีผลกระทบต่อ SDGs

เพื่อทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์ของ ESG และผลกระทบของ SDG จึงทำการจับคู่ประเด็นทั้งสองโดยใช้โมเดลที่พัฒนาโดยทรูแวลูแล็บส์ แล้วทำการจับคู่ประเด็นสำคัญที่ระบุสำหรับทั้ง 79 สาขาอุตสาหกรรมสำหรับ SDG 16 หัวข้ออีกครั้ง ซึ่งผู้นำองค์กรจะต้องเข้าใจในการสร้างคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้นและมีส่วนสำคัญใน SDGs  ซึ่งพวกเขาได้ทำการคำนวณดัชนีผลกระทบ SDG ของอุตสาหกรรม (ซึ่งมีวิธีการต่างๆ เช่น ใช้อัตราส่วนระหว่างจำนวนประเด็นสำคัญของ ESG ที่เกี่ยวข้องกับ SDG และจำนวนประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ SDG แล้วคูณด้วยหนึ่งร้อย และวิธีการอื่นๆ เป็นต้น) การคำนวณนี้แสดงให้เห็นว่าแต่ละสาขาหรือภาคส่วนของอุตสาหกรรม มี SDGs เฉพาะด้านซึ่งมีผลกระทบสูง สำหรับแต่ละ SDG มีบางสาขาที่มีผลกระทบสูงและยังมีความสำคัญมากกว่า SDG ในภาพรวมมากกว่าสาขาอื่น เช่น  สาขาการบริโภคมีผลกระทบในวงกว้างโดยเฉพาะ สำหรับ SDG ข้อ 2 (การยุติความหิวโหย) และข้อ 15 (ระบบนิเวศน์ที่ยั่งยืน) เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์พบว่า SDG ทั้ง 16 ข้อ (ไม่นับข้อ 17 ซึ่งเป็นเรื่องของความร่วมมือหรือหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน)  ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนที่สำคัญมากที่สุด 3 ลำดับแรก ดังต่อไปนี้

  1. SDG ข้อ 1 (ขจัดความยากจน) และข้อ 2 (ขจัดความหิวโหย) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ การบริโภค และทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  2. SDG ข้อ 3 (มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) ส่งผลต่อการบริโภค การดูแลสุขภาพ และการแปลงทรัพยากร
  3. SDG ข้อ 4 (การศึกษาที่เท่าเทียม) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ การบริโภค และการบริการ
  4. SDG ข้อ 5 (ความเท่าเทียมทางเพศ) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ เทคโนโลยีและการสื่อสาร และการบริโภค
  5. SDG ข้อ 6 (การจัดการน้ำและการสุขาภิบาล) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ การบริโภค และทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  6. SDG ข้อ 7 (พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้) ส่งผลต่อการแปลงทรัพยากร การดูแลสุขภาพ และทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  7. SDG ข้อ 8 (การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ การแปลงทรัพยากร และทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  8. SDG ข้อ 9 (อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ เทคโนโลยีและการสื่อสาร และการแปลงทรัพยากร
  9. SDG ข้อ 10 (ลดความเหลื่อมล้ำ) ส่งผลต่อเทคโนโลยีและการสื่อสาร การดูแลสุขภาพ และการเงิน
  10. SDG ข้อ 11 (ชุมชนและเมืองที่ยั่งยืน) ส่งผลต่อทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ การดูแลสุขภาพ และทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้และพลังงานทางเลือก
  11. SDG ข้อ 12 (การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน) ส่งผลต่อการแปลงทรัพยากร ทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และการบริโภค
  12. SDG ข้อ 13 (การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ส่งผลต่อการบริโภค การแปลงทรัพยากร และทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้และพลังงานทางเลือก
  13. SDG ข้อ 14 (การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล) ส่งผลต่อทรัพยากรที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ การแปลงทรัพยากร และการบริโภค
  14. SDG ข้อ 15 (การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก) ส่งผลต่อการบริโภค การดูแลสุขภาพ และการแปลงทรัพยากร
  15. SDG ข้อ 16 (ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ เทคโนโลยีและการสื่อสาร และการแปลงทรัพยากร

ทั้งนี้ โดยรวมแล้ว ภาคส่วนที่มีความสำคัญมากที่สุด 4 อันดับแรกต่อ SDGs ได้แก่ การดูแลสุขภาพ การบริโภค การแปลงทรัพยากร และทรัพยากรที่ไม่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ได้อีก ซึ่งธุรกิจสามารถนำไปพิจารณาประยุกต์ใช้ได้ด้วยการใช้ตัวชี้วัดสมรรถนะด้าน ESG ของ SASB ในการพิจารณาวิธีการดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืนไปพร้อมๆ กับการสร้างผลกำไร เช่น การระบุและวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายสำหรับภาคส่วนที่มีความสำคัญมากที่สุดต่อการลงทุนละความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เป็นต้น

ผู้สนใจรายละเอียดสามารถศึกษาได้จากบทความใน Sloan Management Review ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2561

ที่มา :

  1. https://sloanreview.mit.edu/article/supporting-sustainable-development-goals-is-easier-than-you-might-think/
  2. https://www.sasb.org/
  3. https://www.sasb.org/sectors/resource-transformation/

เมื่อเร็วๆ นี้ วารสาร Sloan Management Review ได้ตีพิมพ์บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจโดยตั้งคำถามว่าจะดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืนไปพร้อมๆ กับการสร้างผลกำไรได้อย่างไร

มีคำถามสำหรับบริษัทและนักลงทุนว่าจะสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goal: SDG) ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ทั้ง 17 ข้อได้อย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับกลยุทธ์ขององค์กรในเรื่องดังกล่าว

เนื่องจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียวไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะสนับสนุนเป้าหมายทั้งหมดดังกล่าวได้ ในขณะเดียวกัน บริษัทก็ต้องสร้างคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้นเพื่อสร้างผลกำไรสูงสุด ดังนั้น จึงมักถูกตั้งคำถามว่าแล้วจะทำดีและทำกำไรไปพร้อมๆ กันได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม การวัดผลในด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่เหมือนกับการวัดผลสมรรถนะทางการเงินที่มีมาตรฐานตายตัว ดังนั้น จึงมีระบบนิเวศขนาดใหญ่ขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและผู้ค้าข้อมูลที่พยายามจะแก้ปัญหาดังกล่าว  และทั้งบริษัทต่างๆ และนักลงทุนต่างก็พยายามหาทางทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แต่บริษัทก็ยังคงมีคำถามว่าแล้วผู้ถือหุ้นจะได้รับผลตอบแทนในระยะยาวหรือไม่  และเป้าหมายทั้ง 17 ข้อ 169 เป้าหมายนั้นเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงของโลกในขณะที่ ESG metrics (ESG: Environment, Social and Governance) คือเรื่องของสมรรถนะขององค์กร  อะไรคือสิ่งที่หายไประหว่างทางที่จะแสดงถึงความสัมพันธ์กันของทั้งสองสิ่ง

ในส่วนของนักลงทุนก็ยังคงมีความกังวลใจเกี่ยวกับบริษัทที่มีผลงานน้อยมากในการอธิบายถึงวิธีที่สมรรถะของ ESG มีส่วนทำให้เกิดสมรรถนะทางการเงิน

เมื่อปราศจากการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากชุมชนการลงทุน ชุมชนของบริษัทก็ไม่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมที่จำเป็นในอันที่จะบรรลุถึงเป้าหมายภายปี 2030 ได้

ความท้าทายเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถจัดการได้ โดยหัวใจสำคัญปรากฎอยู่ในงานของคณะกรรมการว่าด้วยมาตรฐานทางบัญชีความยั่งยืน (Sustainability Accounting Standards Board: SASB) ในบริบทของ SDGs ในแนวคิดเรื่องประเด็นสำคัญ (Materiality) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมผลลัพธ์ ESG กับผลกระทบของ SDGs

ในรายงานทางการเงิน ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักลงทุน ประเด็น  SDGs ยังเพิ่มความสำคัญมากขึ้นรวมทั้งในเประเด็น ESG ด้วย SASB ได้ระบุประเด็น ESG ที่สำคัญใน 10 สาขาอุตสาหกรรม (แบ่งออกเป็น 79 สาขาอุตสาหกรรม) และใน Provisional Standards ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ SASB พัฒนาขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมทั้ง 79 สาขา และได้รับการแนะนำให้เป็นตัวชี้วัด (KPIs) ในรายงานการทางการเงินด้วย

ในขณะที่ตัวชี้วัดระดับอุตสาหกรรมของ SASB เป็นการแสดงผลลัพธ์ของ ESG ผลลัพธ์เหล่านี้ก็มีผลกระทบต่อองค์กรและคนที่อยู่นอกองค์กรด้วย ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อ SDGs ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์ ESG และผลกระทบของ SDG จึงมีอยู่ตามแนวคิดในเรื่องประเด็นสำคัญดังกล่าว ทั้งนี้ เราสามารถคาดเดาล่วงหน้าถึงผลสำเร็จของ SDGs ได้ด้วยการปรับปรุงผลลัพธ์ของ ESG ผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ ทำความเข้าใจผลลัพธ์ของ ESG ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับบริษัท กำหนดวิธีที่สมรรถนะของผลลัพธ์ที่มีส่วนสำคัญใน SDGs ข้อใดข้อหนึ่งหรือมากกว่านั้น และสุดท้าย ติดตามการปรับปรุงสมรรถนะของผลลัพธ์ ESG ที่มีผลกระทบต่อ SDGs

ตัวอย่างเช่น การสร้างงานโดยบริษัทหนึ่งคือผลลัพธ์ของ ESG และผลกระทบของ SDG จะรวมถึงการรู้หนังสือมากขึ้น (SDG ข้อ 4 คือการศึกษาที่มีคุณภาพ) เนื่องจากมีเด็กจำนวนมากขึ้นที่สามารถเรียนจบแทนที่จะต้องไปทำงานเลี้ยงครอบครัว หรือการปล่อยก๊าซคาร์บอนของบริษัทมีความเกี่ยวข้องกับ SDG ข้อ 13 ในเรื่องปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ  ดังนั้น เราจึงวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นสำคัญของ ESG และ SDGs ได้

เพื่อทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์ของ ESG และผลกระทบของ SDG จึงทำการจับคู่ประเด็นทั้งสองโดยใช้โมเดลที่พัฒนาโดยทรูแวลูแล็บส์ แล้วทำการจับคู่ประเด็นสำคัญที่ระบุสำหรับทั้ง 79 สาขาอุตสาหกรรมสำหรับ SDG 16 หัวข้ออีกครั้ง ซึ่งผู้นำองค์กรจะต้องเข้าใจในการสร้างคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้นและมีส่วนสำคัญใน SDGs รายละเอียดจะเป็นอย่างไรและจะนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจได้อย่างไร โปรดติดตามในตอนต่อไปซึ่งเป็นตอนจบค่ะ

ที่มา :

  1. https://sloanreview.mit.edu/article/supporting-sustainable-development-goals-is-easier-than-you-might-think/
  2. https://www.sasb.org/
  3. https://www.sasb.org/sectors/resource-transformation/

วันอนุรักษ์น้ำโลก (World Water Day) ตรงกับวันที่ 22 มีนาคมของทุกปี  เนื่องในโอกาสนี้ องค์การสหประชาชาติจึงได้รณรงค์ให้วันอนุรักษ์น้ำโลกให้ความสำคัญกับหัวข้อ ธรรมชาติเพื่อน้ำ (Nature for Water) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสำรวจแนวทางแก้ไขปัญหาความท้าทายในเรื่องน้ำที่โลกของเรากำลังเผชิญในศตวรรษที่ 21

ระบบนิเวศน์ที่เสียหายได้ส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพของน้ำที่มีอยู่สำหรับการบริโภคของมนุษย์ ปัจจุบัน มีประชากรโลกถึง 2.1 พันล้านคนต้องมีชีวิตอยู่โดยไม่มีน้ำที่สะอาดปลอดภัยซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ การศึกษา และชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายที่ 6 ขององค์การสหประชาชาติเกิดขึ้นด้วยความมั่นใจว่าคนทุกคนทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงน้ำที่ปลอดภัยได้ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) รวมทั้งมีเป้าหมายในการปกป้องสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติและลดปัญหามลภาวะ

น้ำนับว่าเป็นพลังงานชีวิตของมนุษย์ ขณะเดียวกันน้ำก็ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามด้วย  วันอนุรักษ์น้ำโลกเป็นการเตือนให้เรานึกถึงความสำคัญของทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลกซึ่งก็คือ “น้ำ” นั่นเอง

ความแห้งแล้ง น้ำท่วม และมลพิษทางน้ำทำให้เกิดแรงกดดันต่อการใช้น้ำทั่วโลก มีการคาดการณ์ว่าความต้องการน้ำจะเพิ่มขึ้นถึง 55% ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) วันอนุรักษ์น้ำโลกจึงต้องการให้โลกใส่ใจในการแก้ไขปัญหานี้

ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้พัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับน้ำไปแล้วมากกว่า 1,200 มาตรฐาน ทำให้มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับความท้าทายในเรื่องน้ำเป็นจำนวนมากและมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมเป้าหมายที่ 6 ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในเรื่องน้ำสะอาดและการสุขาภิบาลเพื่อคนทั่วโลก

ตัวอย่างเช่น การใช้น้ำ สามารถส่งมอบทรัพยากรน้ำที่จำเป็นไปยังระบบนิเวศโดยไม่จำเป็นต้องมีการบำบัดหรือการใช้ซ้ำ เกี่ยวกับประเด็นนี้ ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานจำนวนหนึ่งขึ้นมาเพื่อให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมาตรฐานสากลในเรื่องน้ำเสีย  ซึ่ง ISO 24516 ได้ให้แนวทางสำหรับการบริหารจัดการเครือข่ายน้ำเสียในขณะที่มาตรฐาน ISO 16075 ให้แนวทางการบริหารจัดการน้ำเสียในโครงการชลประทาน และในอนาคตอันใกล้ จะมีมาตรฐาน ISO 24526 ซึ่งจะกำหนดข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับวิธีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้  คณะกรรมการโครงการใหม่ของไอเอสโอได้มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนามาตรฐานสำหรับฉลากผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ปัจจุบัน ไอเอสโอมีการพัฒนามาตรฐานเพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีและแนวทางการแก้ไขปัญหาใหม่ เช่น มาตรฐาน ISO 30500 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งจะช่วยปรับปรุงสภาพการสุขาภิบาลสำหรับคนทั่วโลกอีกราว 1.8 พันล้านคนที่ต้องใช้น้ำที่ปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอมต่างๆ

ดูเล โกเน่ รองผู้อำนวยการด้านน้ำ สุขาภิบาลและสุขอนามัยแห่งมูลนิธิเกตส์ กล่าวว่าเขาได้ทำงานด้านเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้มีห้องน้ำที่สะอาดและไม่ต้องพึ่งพิงกับระบบท่อน้ำทิ้ง และในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการ ISO/PC 305 เขาได้ทำงานเพื่อสร้างแนวทางการสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่นี้เช่นกัน

การสุขาภิบาลแบบแยกส่วนเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่จำเป็นต้องใช้แนวทางที่นวัตกรมีการลงทุนในทรัพยากรอย่างชาญฉลาด ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ในปัจจุบันยังคงมีค่าใช้จ่ายสูง เราจึงจำเป็นต้องทำให้ราคาถูกลงด้วยการใช้ในปริมาณสูง

แนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ทุกวันนี้ยังมีราคาสูง แต่เราสามารถทำให้ราคาต่ำลงได้ด้วยการขยายจำนวนการใช้งาน ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานสากลจึงช่วยกำหนดข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของประชากรขนาดใหญ่ และเมื่อใดที่มีการนำมาตรฐานไปใช้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็จะทำให้อุตสาหกรรมนี้สามารถแข่งขันได้ด้วยการส่งมอบนวัตกรรมและบริการที่ดีที่สุดในราคาที่คนส่วนใหญ่สามารถซื้อหามาได้

ผู้สนใจมาตรฐานสากลเรื่องน้ำ สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ : https://www.iso.org/publication/PUB100293.html
วารสารไอเอสโอโฟกัสในหัวข้อน้ำและการสุขาภิบาล : https://www.iso.org/isofocus_126.html

 

ที่มา : 1. https://www.iso.org/news/ref2276.html

         2. http://worldwaterday.org/

ถ้าเราจะมองหาแหล่งกำเนิดในเมืองที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นจำนวนมาก อาคารระฟ้าที่เราเห็นอยู่ทั่วไปในเมืองนั่นเองที่เป็นแหล่งกำเนิดที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึงหนึ่งในสามของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายทั้งหมดและนับเป็นครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก

จากข้อมูลขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) พบว่าการใช้พลังงานในอาคารจำเป็นจะต้องลดลงถึง 50% หากเราต้องการลดค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิลงให้ได้ 2 องศาภายในปี 2050  ปัจจุบัน โลกของเรามีแนวทางการจำกัดอุณหภูมิโลกให้เป็นไปตามเป้าหมายนี้ด้วยการทำให้อาคารสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยนำชุดมาตรฐาน ISO 52000 ไปใช้งาน

มาตรฐาน ISO 52000-1 Energy performance of buildings – Overarching EPB assessment – Part 1: General framework and procedures ถือเป็นเอกสารตัวแรกที่ช่วยนำทางไปสู่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับมาตรฐานในตระกูล ISO 52000 นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานในอาคารนับตั้งแต่ระบบการทำความร้อน การทำความเย็น การระบายอากาศ และการควบคุมอัจฉริยะ ไปจนถึงการใช้พลังงาน หรืออุปกรณ์การผลิตต่างๆ มาตรฐานชุดนี้จะช่วยให้สถาปนิก วิศวกร และผู้ควบคุมกฎเข้าถึงประสิทธิภาพด้านพลังงานของอาคารที่มีอยู่แล้วหรืออาคารใหม่โดยมองเป็นภาพรวมซึ่งจะไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายและยังสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในอาคารไม่ให้เพิ่มขึ้นได้ด้วย

Dick van Dijk และศาสตราจารย์ Essam E. Khalil ผู้ประสานงานร่วมของคณะกรรมการร่วมของไอเอสโอด้านประสิทธิภาพพลังงานด้านอาคาร (Energy Performance of Buildings (EPB) กล่าวว่าชุดมาตรฐาน ISO 52000 จะช่วยให้เข้าถึงประสิทธิภาพพลังงานโดยรวมของอาคาร ซึ่งหมายความว่าการรวมเอาเทคโนโลยีใดก็ตามเข้าด้วยกันสามารถนำมาใช้เพื่อเข้าถึงระดับของประสิทธิภาพพลังงานโดยมีค่าใช้จ่ายต่ำสุดตามที่ตั้งใจได้

ISO 52000 ประกอบด้วยวิธีการที่รัดกุมในการประเมินประสิทธิภาพด้านพลังงานซึ่งเป็นพลังงานปฐมภูมิที่ใช้ในการทำความร้อน ความเย็น ระบบแสงไฟ การระบายอากาศ รวมทั้งการใช้น้ำร้อนภายในอาคาร ซึ่งจะช่วยเร่งให้มีความก้าวหน้าในการใช้วัสดุ เทคโนโลยี และแนวทางการออกแบบอาคาร การก่อสร้าง และการจัดการ

สำหรับการก่อสร้างที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้น สิ่งสำคัญประการแรก คือ การออกแบบที่มีคุณภาพสูงและฝีมือแรงงาน อาคารที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงในการก่อสร้างอาคาร ร่วมกับระบบอาคารทางเทคนิคที่มีคุณภาพสูงและเทคโนโลยีการใช้พลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้

หัวใจของเรื่องดังกล่าวคือแนวทางเชิงระบบที่ประเมินประสิทธิภาพด้านพลังงานซึ่งต้องนำมาพิจารณาร่วมกันระหว่างปฏิสัมพันธ์ในระบบ ผู้ใช้งาน และสภาพอากาศภายนอกที่มีการผันแปรอยู่เสมอ

แนวทางเชิงระบบมีความสำคัญสำหรับนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีและการนำไปใช้ ประเทศที่ใช้แนวทางนี้มาหลายปี เช่น เนเธอร์แลนด์ มีประสบการณ์ในการนำพลังงานไปใช้ในสเกลใหญ่ๆ และทำให้เกิดการประหยัดได้จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความหลากหลาย รวมถึงแนวคิดของการใช้ฉนวนกันความร้อน หน้าต่าง กระจก ความร้อน ความเย็น แสง การระบายอากาศ หรือระบบน้ำร้อนภายในอาคาร การควบคุมอาคารด้วยระบบอัตโนมัติ  และแหล่งพลังงานหมุนเวียน

มาตรฐาน EPB สามารถนำมาใช้เสริมร่วมกับชุดมาตรฐานที่ประกอบด้วยวิธีการคำนวณความร้อน ความเย็น สมรรถนะขององค์ประกอบอาคาร รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น ตัวชี้วัดสมรรถนะด้านพลังงาน การจัดอันดับและใบรับรอง นอกจากนี้ ในอนาคต มาตรฐานนี้จะพิจารณาขยายองค์ประกอบเพิ่มเติมสำหรับแนวทางเชิงองค์รวมสำหรับอาคารประหยัดพลังงานด้วย

มาตรฐานชุด ISO 52000 ได้รับการพัฒนาจากคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ 2 คณะ ร่วมกับ คณะกรรมการยุโรปด้านการมาตรฐาน (European Committee for Standardization: CEN)  ดังนี้ 1) คณะกรรมการวิชาการไอเอสโอISO/TC 163, Thermal performance and energy use in the built environment ซึ่งมีสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน (SIS) เป็นเลขานุการ 2) คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 205, Building environment design ซึ่งมีสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (ANSI) เป็นเลขานุการ และ 3) CEN/TC 371, Energy Performance of Buildings project group, and CEN/TC 89, Thermal performance of buildings and building components

ชุดมาตรฐาน 52000 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของ ISO  ISO Store.

ที่มา: https://www.iso.org/standard/65601.html

พลังงานเป็นหนึ่งในเรื่องที่ท้าทายมากที่สุดสำหรับการเผชิญหน้าสำหรับชุมชนในระดับนานาชาติ  ซึ่ง MASCI Innoversity ได้เคยนำเสนอไว้ในบทความเรื่อง “ทั่วโลกส่งเสริมพลังงานสะอาดด้วย ISO 50001”  เมื่อปีที่แล้ว

การทบทวนมาตรฐาน ISO 50001 – Energy management systems นับว่ามีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเรื่องของการใช้พลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานสะอาด ซึ่งในปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 6 – 8 มิถุนายน 2560 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

การประชุมดังกล่าวมีการพูดคุยและอภิปรายเกี่ยวกับการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพและความร่วมมือในโครงการพลังงานสะอาดต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีอีเว้นท์ต่างๆ รวมถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับระหว่างประเทศในเรื่องการปรับปรุงการบริโภคสีเขียวซึ่งสะท้อนถึงประโยชน์ของมาตรฐาน ISO 50001 ด้วย

ในงานประชุมดังกล่าว นักพัฒนามาตรฐานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับมาตรฐาน ISO 50001 ได้มาประชุมประจำปีในนามของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 301- Energy management and energy savings  และผลลัพธ์ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ การทบทวนมาตรฐาน ISO 50001 หลังจากที่มีการใช้งานไปแล้ว 6 ปี เพื่อให้มั่นใจว่ายังคงเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์สำหรับทุกธุรกิจและทุกองค์กรทั่วโลก

ความก้าวหน้าและความเห็นพ้องต้องกันของมาตรฐานที่ได้ทบทวนดังกล่าวทำให้ขณะนี้ มาตรฐาน ISO 50001ได้มาถึงขั้นร่างมาตรฐานแล้ว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในอีก 3 เดือนข้างหน้า และจะตีพิมพ์เผยแพร่ได้ในราวเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม 2560 ซึ่งทางไอเอสโอได้ระบุว่าหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงหลักของมาตรฐาน ISO 50001 ฉบับปี 2018 คือ การรวมเอาโครงสร้างระดับสุง หรือ High-Level Structure: HLS เข้าไปซึ่งจะทำให้มีแนวทางของการทำให้เกิดความเข้ากันได้กับมาตรฐานระบบการจัดการอื่นๆ เมื่อมีการนำไปใช้ร่วมกัน และยังมีการปรับปรุงอื่นๆ ในมาตรฐานฉบับปรับปรุงใหม่นี้ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าแนวคิดมีความกี่ยวข้องกับสมรรถนะด้านพลังงานมีความชัดเจนสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กด้วย

สำหรับมาตรฐาน ISO 50001: 2011 (ประกาศใช้เมื่อ พ.ศ.2554) เป็นมาตรฐานที่ทำให้องค์กรสามารถจัดกับพลังงานโดยมีแนวทางที่รัดกุมในการปรับปรุงสมรรถนะด้านพลังงานอย่างต่อเนื่องรวมทั้งความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้สร้างคุณค่าทั้งในเชิงของวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและปฏิบัติการด้านพลังงานสะอาด ซึ่งมีองค์กรเกือบ 12,000 องค์กรทั่วโลกที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานนี้นับถึงปลายปี 2558 และมีสถิติสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้านั้นถึง 77%

นอกจากนี้ ยังมีผลการคำนวณแบบ CEM  ที่แสดงให้เห็นว่าการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ในภาคส่วนอุตสาหกรรมและในเชิงพาณิชย์จะสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการประหยัดพลังงานได้มากถึง 62 เอกซาจูลส์ (สามารถคำนวณเป็นจูลส์ได้จากเว็บไซต์ http://www.convertunits.com/from/exajoule/to/joule) ภายในปี 2030 (2573) ซึ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 600 พันล้านเหรียญสหรัฐและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 6,500 เมตริกตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการย้ายเอายานพาหนะโดยสารบนท้องถนนจำนวน 215 ล้านคันออกไปจากท้องถนน

ในการประชุม CEM 8 ยังมีการมอบรางวัลด้านความเป็นเลิศในด้านการจัดการพลังงานเพื่อเป็นเกียรติให้กับบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ซึ่งเป็นโครงการของกลุ่มงานการจัดการพลังงานจากที่ประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานสะอาดซึ่งมีส่วนร่วมในคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 301 ด้วย

ISO 50001 จึงนับว่าเป็นเครื่องมือหลักเพื่อปฏิบัติการลดภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการหยิบยกเรื่องนี้ผ่านการประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานสะอาดซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

และอีกไม่นานต่อจากนี้ เราก็จะได้พบกับมาตรฐาน ISO 50001 ฉบับปรับปรุงใหม่ที่มีความเหมาะสมและสะดวกสำหรับผู้ไปใช้งานมากยิ่งขึ้น

ที่มา:

1. https://www.iso.org/news/ref2193.html
2. http://www.cleanenergyministerial.org/Events/CEM8  

การประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 22 (COP22: Conference of Parties)  ระหว่างวันที่ 7-18 พฤศจิกายน 2559 ที่เมืองมาราเกซ ประเทศโมรอคโค เป็นการประชุมเจรจาระหว่างผู้นำจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท องค์กร นักลงทุนหรือรัฐบาลทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เพื่อที่จะนำข้อตกลงปารีสไปปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้ในการประชุม COP21 เมื่อเดือนธันวาคม 2558

ในการที่จะทำให้การปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสบรรลุผลนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งไอเอสโอได้ได้ร่วมผลักดันโดยพัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศใหม่ๆ ขึ้นมาซึ่งขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมอันเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน

เมื่อปีที่แล้ว ผลสำรวจของไอเอสโอรายงานว่าทั่วโลกมีผู้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO50001จำนวน 12,000 ราย และผู้ได้รับการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 จำนวนกว่า 300,000 ราย

นอกจากนี้ ไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศซึ่งได้กลายมาเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและช่วยให้องค์กรสามารถรายงานเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดที่เป็นการบังคับของแต่ละประเทศซึ่งทำให้มีส่วนร่วมในการตลาดการค้าคาร์บอนหรือแสดงถึงพันธสัญญาในการความรับผิดชอบทางสังคมขององค์กรต่างๆ ด้วย

สำหรับมาตรฐาน ISO 14080 Greenhouse gases management and related activities — Framework and principles for methodologies on climate actions เป็นมาตรฐานที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาของไอเอสโอ ซึ่งจะทำให้องค์กรมีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศในการนำมาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาและวิธีการที่มีการปรับปรุงแล้วทำให้มีแนวทางในการลดผลกระทบของสภาวะโลกร้อนและนำกิจกรรมต่างๆ ไปปรับใช้และทำให้พัฒนาการเข้าถึงด้านการเงินและทรัพยากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศจะส่งผลดีต่อสุขภาพของประชากรโลกด้วย เช่น ในหลายประเทศ อาหารที่มีการปรุงโดยใช้เชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง (เช่น ไม้ ถ่านหิน เป็นต้น) และใช้เตาปรุงอาหารจะส่งควันพิษออกมาซึ่งเป็นผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ และยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ อันมีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลกอีกด้วย

ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 285, Clean Cookstoves and Clean Cooking Solutions เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับทุกองค์กรนับตั้งแต่หน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ SME ไปจนถึงบริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว

Abderrahim Taibi ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศโมร็อกโค (Moroccan Standards Institute: IMANOR) กล่าวว่า IMANOR ตระหนักถึงความสำคัญของมาตฐานที่มีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาในการลดผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปอัฟริกาซึ่งไม่มีเครื่องมือที่จะปกป้องผลกระทบดังกล่าว ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้แทนของชุมชนมาตรฐานระหว่างประเทศของประเทศโมร็อกโค IMANOR จึงกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องในประเทศในทวีปอัฟริกาใช้โอกาสนี้มีส่วนในการแก้ไขปัญหาผ่านเวทีการประชุมต่างๆ ในระดับระหว่างประเทศ รวมทั้งในการประชุม COP22 ซึ่งประเทศโมร็อกโกก็ยืนยันถึงความเต็มใจในการส่งเสริมให้ผู้แทนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมในการพัฒนามาตรฐานเพื่อความยั่งยืน โดยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมในโครงการความร่วมมือในภูมิภาค MENA  (Middle East and North Africa) ด้วย

การประชุม COP22 ที่เมืองมาราเกซจะดำเนินการระบุตัวชี้วัดที่ต้องการทำให้เห็นผลสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2030 และเร่งให้ปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการจะทำเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออย่างมาตรฐานระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์และการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ

ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2143