แม้ว่าการระบาดของ COVID-19 จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาใดที่รายงานว่า COVID-19 แพร่กระจายผ่านผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากนี้ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังระบุว่าไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าไวรัสที่ติดเชื้อทางเดินหายใจสามารถถ่ายทอดผ่านอาหารหรือบรรจุภัณฑ์อาหารได้ และดูเหมือนว่าการแพร่กระจายของ SARS-CoV และ MERS-CoV ผ่านการบริโภคอาหารก็ยังไม่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบริการอาหาร (Food Service) เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประกอบการแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 เนื่องจากมีผู้บริโภคมีความกังวลในการสัมผัสอาหารที่พวกเขาคิดว่าเป็นไปได้ที่อาจปนเปื้อนเชื้อไวรัส COVID-19 แต่จริงๆ แล้วมีเพียงหลักฐานบ่งชี้ว่า SARS-CoV-2 สามารถแพร่เชื้อผ่านทางพื้นผิวสัมผัสเนื่องจากความสามารถของไวรัสสามารถอยู่รอดบนพื้นผิวได้เป็นเวลาหลายวัน (ซึ่งไม่ใช่การติดเชื้อผ่านการรับประทานอาหาร แต่อาจติดเชื้อจากการหายใจเอาเชื้อที่อยู่รอดบนพื้นผิวนั้นเข้าไป)
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 จากทางเดินหายใจไปยังพื้นผิวบรรจุภัณฑ์อาหารหรือผ่านการบริโภคอาหาร ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการอาหารให้ความสำคัญกับแนวทางสำหรับผู้บริโภคในระหว่างการซื้ออาหาร การจัดการอาหาร และการเตรียมอาหาร ซึ่งผู้จับต้องอาหาร และบุคลากรของสถานประกอบการอาหารและผู้บริโภคจำเป็นต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยที่ดีเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อและปฏิบัติตามข้อกำหนดขั้นต่ำของระบบความปลอดภัยของอาหารเป็นอย่างน้อย ซึ่งผู้ผลิตอาหารและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารทั้งหมดต้องตระหนักถึงหน้าที่รับผิดชอบอย่างใหญ่หลวงในการจัดการความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อสร้างความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้บริโภคซึ่งหากอาหารไม่มีความปลอดภัยก็จะเกิดความเสี่ยงสำหรับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ จึงมีการปฏิบัติตามแนวทางสุขอนามัยที่ดีรวมไปถึงการนำมาตรฐานเกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยของอาหารไปใช้งาน
สำหรับมาตรฐานระบบการจัดความปลอดภัยของอาหารของไอเอสโอ ช่วยให้องค์กรสามารถระบุและควบคุมอันตรายด้านความปลอดภัยของอาหารได้ และในขณะเดียวกันยังสามารถนำไปใช้งานร่วมกับมาตรฐานการจัดการไอเอสโอฉบับอื่นได้ด้วยโดยสามารถนำไปใช้กับผู้ผลิตทุกประเภทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถส่งข้ามพรมแดนไปยังผู้บริโภคซึ่งทำให้พวกเขาไว้วางใจได้
มาตรฐาน ISO 22000, Food safety management systems — Requirements for any organization in the food chain เป็นมาตรฐานระบบการจัดการความปลออดภัยของอาหาร ข้อกำหนดสำหรับทุกองค์กรในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนาขึ้นเพื่อกำหนดกรอบมาตรฐานสากลที่ครอบคลุมข้อกำหนดทุกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพด้านอาหารและความปลอดภัยของอาหารที่มีการบังคับใช้สำหรับการค้าสินค้าอาหารที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารมีมาตรฐานที่มีความสอดคล้องกัน นับตั้งแต่ธุรกิจที่ทำการผลิตวัตถุดิบ ส่วนประกอบของอาหาร ภาชนะบรรจุอาหาร ไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป และยังส่งเสริมให้องค์กรดำเนินธุรกิจอย่างสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาหารด้วย
ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์อาหารก็ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทุกแห่งว่าควรปฏิบัติตามแนวทางระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหารที่กำหนดโดยหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างเคร่งครัด และควรปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อตอบสนองต่อหลักฐานชิ้นใหม่เกี่ยวกับการป้องกันไวรัสเมื่อจำเป็น
มาตรฐาน ISO 22000 ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผน ดำเนินการ ดำเนินการ บำรุงรักษา และปรับปรุงระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารรวมทั้งช่วยให้สื่อสารประเด็นด้านความปลอดภัยของอาหารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในห่วงโซ่อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิต หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ค้าปลีก รวมทั้งผู้บริโภคด้วย
ที่มา:
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ในขณะเดียวกัน วิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ยังคงเป็นภัยคุกคามระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญด้วย ทั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์จากรายงาน Global Risks Report 2022 ซึ่งสภาพอากาศสุดขั้วเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถูกมองว่าเป็นภัยระยะสั้นที่ร้ายแรงที่สุดและเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่ร้ายแรงที่สุดเป็นอันดับสอง ตามมาด้วยเรื่องการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับสาม
จากข้อมูลของ National Oceanic and Atmospheric Administration ระบุว่าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียสตั้งแต่ก่อนยุคอุตสาหกรรม ความร้อนสะสมอันมหาศาลนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำแข็งละลาย พายุใหญ่ ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และไฟป่าที่รุนแรงซึ่งเกิดขึ้นแล้วเป็นระยะๆ รวมทั้งเมื่อปี 2564 (ค.ศ.2021)
นอกจากนี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ยังได้เปิดเผยรายงานที่ระบุอย่างชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อโลกเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ สภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่ร้อนจัด ฝนตกหนัก ภัยแล้ง ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงและบ่อยขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความมั่นคงด้านอาหาร และคาดว่าโลกร้อนจะทำให้ผู้คนกว่า 183 ล้านคนในประเทศที่มีรายได้ต่ำ อดอยากและขาดสารอาหารภายในปี 2593
เมื่อเผชิญกับความเป็นจริงเช่นนี้ จึงเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลคิดอย่างกว้างขวางขึ้นและสร้างนโยบายที่กำหนดวาระการดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศสำหรับปีต่อ ๆ ไป ซึ่ง “มาตรฐาน” จะเป็นส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีการประสานงานกันมากขึ้นกว่าเดิม
หลักการประเมินความพร้อมสำหรับ Climate Change
ทีม Climate Sense ของประเทศอังกฤษมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาขีดความสามารถสำหรับการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การทำงานของ Climate Sense ครอบคลุมในระดับระหว่างประเทศทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยมีการให้คำปรึกษา การฝึกอบรม และตัวชี้วัดสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรและเชิงระบบ
ทีมงานดังกล่าวมีการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือซอฟต์แวร์ที่อิงตามความเสี่ยงเพื่อประเมินว่าองค์กรที่ปรับตัวนั้นจะเป็นอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการกำหนดเป้าหมายไปยังช่องว่างที่เหลืออยู่โดยมีกรอบการทำงานที่เรียกว่า Capacity Diagnosis & Development (CaDD) ซึ่งได้รับการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในระดับสากลและเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการวัดและพัฒนาความสามารถในการปรับตัวขององค์กรและระบบขององค์กรได้ดี
บอลด์วิน อาร์ แอนด์ เจ แบล็ค เป็นศูนย์กลางให้กับทีม Climate Sense ที่ทำงานให้กับสหภาพยุโรป โดยพัฒนาตารางสรุป Maturity เพื่อประเมินว่าองค์กรต่างๆ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีเพียงใดซึ่งมีเมทริกซ์ 6 ระดับ ตั้งแต่ระดับที่ไม่ได้เตรียมตัวไปจนถึงการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ หลักการของเมทริกซ์นี้และกระบวนการ CaDD ได้รวมอยู่ในมาตรฐาน ISO14090, Adaptation to climate change – Principles, requirements and guidelines ซึ่งใช้เสริมกับมาตรฐาน ISO14091, Adaptation to climate change – Guidelines on vulnerability, impacts and risk management เพื่อประเมินความเปราะบางของสภาพภูมิอากาศในระดับต่างๆ เนื่องจากโลกเราต้องเตรียมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วทุกสภาพ เช่น ฝนที่ตกหนักมาก แต่ขณะเดียวกันก็ยังเกิดภัยแล้งด้วย
วอลเตอร์ คอล์เลนบอร์น ที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัท อเดลฟีฯ (adelphi) และผู้ประสานงานของคณะทำงานที่พัฒนามาตรฐาน ISO14091 อธิบายว่า การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับสิ่งที่ยังไม่ได้ดำเนินการหรือ gap ขององค์กรเป็นส่วนสำคัญของการปรับตัว ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คณะทำงานจัดหาเครื่องมือเพื่อนำมาพิจารณาในการพัฒนามาตรฐานดังกล่าว
คอล์เลนบอร์นทำงานเกี่ยวกับการประเมิน gap ในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาเป็นเวลา 15 ปี และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการประเมิน gap ครั้งแรกของเยอรมนี ตั้งแต่นั้นมา เขาได้ทำงานเกี่ยวกับการประเมินดังกล่าวทั่วโลก และได้เขียนและสนับสนุนแนวทางที่ครอบคลุมในด้านนี้ เช่น แนวทางการประเมินสำหรับ UBA หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของเยอรมนี
จากนั้น UBA ได้เสนอมาตรฐานสากลฉบับใหม่สำหรับการประเมินความเปราะบาง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา ISO 14091 ซึ่งเป็นมาตรฐานเพื่อการปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับความเปราะบาง ผลกระทบ และการประเมินความเสี่ยง
คอล์เลนบอร์นกล่าวว่ามาตรฐานนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับ ISO 14090 และอธิบายว่าผลกระทบของสิ่งเร้าทางสภาพอากาศที่แตกต่างกัน เช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และความแห้งแล้ง สามารถนำไปสู่การพิจารณาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และสังคมได้ เนื่องจากเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ฝนที่ตกหนัก รวมถึงภัยแล้งด้วย ซึ่งอาจหมายถึงการใช้หลักการ ‘เมืองฟองน้ำ’ (Sponge city) เช่น การรวบรวมน้ำในช่วงที่มีฝนตกชุก แล้วเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ความจริงก็คือ มีแนวทางมากมายในการปรับตัวและการประเมินความเสี่ยง และผู้คนก็รู้สึกหนักใจกับวิธีการทั้งหมดเหล่านี้ ดังนั้น ISO14091 ก็เหมือนกับมาตรฐานกรอบงาน ISO14090 ที่ช่วยสรุปและย่อแนวปฏิบัติและหลักการที่ดีที่สุดเอาไว้ใช้งาน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเราต้องปรับเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ ไม่ว่าจะอย่างไร การปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีตราบเท่าที่เรามีเครื่องมือและกลไกในการกำหนดเป้าหมายที่จับต้องได้และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอจะเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับแนวทางการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบนโลกของเรานี้
ที่มา :
1. https://www.iso.org/contents/news/2022/02/infrastructures-portuaires-cap-s.html
2.https://www.thairath.co.th/news/foreign/2328465
ทุกวันนี้ ผู้คนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้มากขึ้นโดยใช้ทักษะและทรัพย์สินของตนให้ดียิ่งขึ้นจากการนำหลักการของเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) มาใช้ในกิจการของตน และเศรษฐกิจแบ่งปันก็เป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก รวมทั้งมีศักยภาพที่จะเป็นปัจจัยหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจแบ่งปันสามารถสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงบุคคลและองค์กรที่มีทรัพย์สินและทักษะที่ไม่ได้ใช้กับผู้ที่ต้องการใช้ ช่วยให้บริการและผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายขึ้น สนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการ และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วยรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นซึ่งเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนจากการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเป็นการแบ่งปันผ่านรูปแบบใหม่นั้นช่วยให้สามารถใช้ทรัพยากรจนเกิดประโยชน์สูงสุดและมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย
ล่าสุด ไอเอสโอได้พัฒนาและเผยแพร่มาตรฐานใหม่เกี่ยวกับหลักการของเศรษฐกิจแบ่งปันเพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าของเศรษฐกิจแบ่งปันดังกล่าว
ISO 42500, Sharing economy เป็นมาตรฐานหลักการทั่วไปที่ให้แนวทางเพื่อให้แน่ใจว่าการทำธุรกรรมมีความปลอดภัยและมีความเชื่อถือได้โดยการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมที่สุด และเมื่อดำเนินการตามกฎหมายและหลักการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพนี้ยังสามารถช่วยสนับสนุนวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย
ดร.เคอร์นาฮัน เวบบ์ ผู้ประสานงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวให้ความเห็นว่าปัญหาเช่นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และความคาดหวังอื่นๆ ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจการแบ่งปัน นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคอื่นๆ ได้แก่ การขาดการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ การละเมิดการปกป้องข้อมูล และไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจนในการยื่นเรื่องร้องเรียน
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจการแบ่งปันมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกของเราอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการลดการบริโภคเกิน และการสร้างชุมชน การเติบโตนี้ขึ้นอยู่กับการมีรากฐานที่มั่นคงของความไว้วางใจที่สร้างขึ้นผ่านความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เมื่อทำการพัฒนามาตรฐาน ISO 42500
มาตรฐานเศรษฐกิจแบ่งปันฉบับแรกนี้เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งซึ่งจะมีมาตรฐานที่มีรายละเอียดมากขึ้นเพื่อใช้ประกอบกัน ซึ่งเมื่อนำมาใช้ร่วมกันจะก่อให้เกิดชุดมาตรฐานที่เสนอแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปันได้อย่างแท้จริง
ISO 42500 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 324, Sharing Economy โดยมีเลขานุการคือ JISC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2774.html
นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งการคมนาคมขนส่งที่เกือบจะหยุดนิ่ง แต่ปัจจุบัน เมื่อผู้คนทั่วโลกกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง สิ่งที่ย้ำเตือนเราก็คือความสำคัญของการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้คนต้องเดินทางไปทำงานยังสถานที่ต่าง ๆ เราจะเตรียมการรับมืออย่างไร ไอเอสโอมีคำตอบให้กับเราในมาตรฐานสากลฉบับใหม่ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2564
ISO 31030, Travel risk management – Guidance for organizations เป็นมาตรฐานฉบับใหม่ล่าสุดที่จะให้คำแนะนำแก่องค์กรทุกประเภทเกี่ยวกับวิธีจัดการความเสี่ยงในการเดินทาง คำแนะนำดังกล่าวเหมาะสำหรับองค์กรโดยให้แนวทางในการประเมินปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง สิ่งที่สามารถทำได้หากมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น รวมทั้งวิธีการพัฒนาแผนในการจัดการและสื่อสารด้วย
มาตรฐานนี้ครอบคลุมถึงการวางแผนล่วงหน้าและการประเมินความเสี่ยงของจุดหมายปลายทางและการเตรียมการเดินทาง มาตรการรักษาความปลอดภัยและความปลอดภัยของข้อมูล ความท้าทายในการขนส่งการเดินทาง และการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน เป็นต้น
เควิน ไมเยอร์ส ผู้ประสานงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานกล่าวว่า ISO 31030 ช่วยให้องค์กรไม่เพียงแต่ปกป้องพนักงานขององค์กรเมื่อเดินทางในลักษณะที่ครอบคลุมเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่หนักแน่นและเชื่อถือได้
ความเสี่ยงด้านการเดินทางนั้นแปรผันและเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากตามจุดหมายปลายทาง สถานการณ์ทางการเมืองหรือสุขภาพ และไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่สามารถใช้ได้กับจุดหมายปลายทางทุกแห่งหรือกับนักท่องเที่ยวทุกคน
เขากล่าวว่ามาตรฐาน ISO 31030 เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรทุกประเภทสามารถวางแผนได้จริงและครอบคลุมทุกสถานที่และทำให้พนักงานปลอดภัยเมื่อต้องเดินทาง
สำหรับจุดมุ่งหมายที่สำคัญประการหนึ่งของมาตรฐานฉบับนี้คือเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมที่มีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางอย่างจริงจัง โดยใช้ทรัพยากรเพียงพอ และจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง
ประโยชน์ดังกล่าวรวมถึงเรื่องต่างๆ อีกหลายอย่างดังต่อไปนี้ คือ การปกป้องบุคลากร ข้อมูล ทรัพย์สินทางปัญญาและทรัพย์สิน การลดการเปิดเผยทางกฎหมายและการเงิน การทำธุรกิจในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง การเสริมสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กร ซึ่งอาจส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขัน การหมุนเวียนของพนักงาน และการจัดหาผู้มีความสามารถ การปรับปรุงความมั่นใจของผู้ปฏิบัติงานในเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย และการรักษาความปลอดภัยในเรื่องการเดินทาง การมีส่วนสนับสนุนความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและความยืดหยุ่นขององค์กร การแสดงให้เห็นถึงความสามารถขององค์กรในการควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ซึ่งสามารถช่วยลดเบี้ยประกันได้ การให้การรับรองแก่คู่ค้าทางธุรกิจ ดังนั้น ธนาคารและนักลงทุนจะเต็มใจที่จะให้เงินทุนแก่ธุรกิจมากขึ้น การช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าในแง่ของความปลอดภัยและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน การเพิ่มผลผลิตทั่วไป ตลอดจนการมีส่วนสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยการเสริมสร้างมิติทางสังคมของความยั่งยืน
ISO 31030 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 262, Risk management โดยมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหราชอาณาจักร
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
1. https://www.iso.org/news/ref2730.html
2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:31030:ed-1:v1:en
การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทุกอุตสาหกรรมรวมทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมนี้ขาดทุนไปแล้วถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2563 เพียงปีเดียว ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงทั้งต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ดังนั้น วันท่องเที่ยวโลกในปีนี้จึงได้มีการกำหนดหัวข้อ “การท่องเที่ยวเพื่อการเติบโตอย่างครอบคลุม” (Tourism for Inclusive Growth) ด้วยการยอมรับการสนับสนุนที่สำคัญซึ่งการท่องเที่ยวไม่เพียงแต่สร้างมาเพื่อเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมทั่วโลกอีกด้วย และไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานสากลจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยในการเริ่มต้นฟื้นตัวจากภาวะซบเซาอันเนื่องมาจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19
เมื่อเร็วๆ นี้ ไอเอสโอได้เผยแพร่เอกสารข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ คือ ISO/PAS 5643, Tourism and related services - Requirements and guidelines to reduce the spread of COVID-19 in the tourism industry เพื่อตอบสนองต่อการระบาดใหญ่โดยตรงและลดการแพร่กระจายของ COVID-19 ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (PAS) ดังกล่าวได้ให้คำแนะนำที่จะช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอกสารนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการใช้มาตรการที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทุกคนและสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพของบริการให้กับนักท่องเที่ยว
ข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (PAS) ดังกล่าวยังได้รับการรับรองโดย European Committee for Standardization (CEN) ให้เป็นตราประทับความปลอดภัยด้าน COVID-19 สำหรับการท่องเที่ยวในยุโรป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในแนวทางปฏิบัติและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วทั้งภูมิภาคด้วย
ไอเอสโอเชื่อว่าการเดินทางและการท่องเที่ยวควรเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนมีความสุขได้ไม่ว่าจะมีความสามารถทางกายภาพเป็นอย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 21902, Tourism and related services – Accessible tourism for all – Requirements and recommendations ISO21902 ซึ่งเป็นข้อกำหนดและคำแนะนะด้านการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการท่องเที่ยวของคนทุกวัยอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงใครก็ตามที่อาจประสบปัญหาในการเข้าถึงบริการการท่องเที่ยว เช่น ผู้ทุพพลภาพและผู้สูงอายุ เป็นต้น
มาตรฐานไอเอสโอดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรฐานที่ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services ได้เผยแพร่มาตรฐานมากกว่า 30 ฉบับเพื่อปรับปรุงบริการด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ได้รับการคุ้มครอง การจัดการที่พักอย่างยั่งยืน และการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย เป็นต้น
มาตรฐานทั้งหมดนี้มีส่วนโดยตรงในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) จำนวน 17 ข้อ รวมถึง SDG 1 การขจัดความยากจน(No poverty) SDG 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ(Decent Work and Economic Growth) และ SDG 13 ปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)
สำหรับเลขานุการคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228 คือ UNE ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสเปน
ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2722.html
องค์การสหประชาติได้กำหนดให้วันที่ 7 กันยายนของทุกปี เป็นวันสากลอากาศสะอาดเพื่อท้องฟ้าสดใส (International Day of Clean Air for blue skies)
วันสากลอากาศสะอาดเพื่อท้องฟ้าสดใสถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2563 (2020) อันเป็นผลจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ ซึ่งตระหนักถึงความสำคัญของอากาศบริสุทธิ์ต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตของมนุษย์
สำหรับหัวข้อสำหรับวันสากลอากาศบริสุทธิ์เพื่อท้องฟ้าสดใสในปีนี้คือ “อากาศที่ดีต่อสุขภาพ โลกที่ดีต่อสุขภาพ” (Healthy Air, Healthy Planet) ซึ่งเน้นถึงผลกระทบต่อสุขภาพของมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19 ดังนั้น ในปีนี้ จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดลำดับความสำคัญของความต้องการอากาศที่ดีต่อสุขภาพของทุกคน ในขณะเดียวกันก็ให้ความสนใจครอบคลุมประเด็นสำคัญอื่น ๆ ด้วย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สุขภาพของมนุษย์และดาวเคราะห์ ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น
การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อโลกของเรา โลกของเราก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกัน สำหรับไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน มีมาตรฐานหลายร้อยมาตรฐานที่แสดงถึงความเห็นพ้องต้องกันระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศทั้งภายในอาคารและกลางแจ้ง ซึ่งรวมถึงมาตรฐานสำหรับการวัดมลพิษทางอากาศและการปล่อยมลพิษ อากาศในที่ทำงาน อากาศภายในอาคาร และเทคโนโลยีที่ลดมลภาวะทั้งภายในและภายนอก
มาตรฐานลดมพิษ ช่วยชีวิตมนุษย์
มลพิษทางอากาศมีส่วนทำให้มนุษย์ทั่วโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควรประมาณ 6.5 ล้านคน การค้นหาวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดอนุภาคที่เป็นอันตรายและช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณภาพของอากาศที่หมุนเวียนในสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ก๊าซที่เป็นอันตราย อนุภาค กลิ่น จุลินทรีย์ และการปล่อยมลพิษจากผลิตภัณฑ์และการตกแต่งอาคาร
ไอเอสโอ จึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 7708, Air quality – Particle size fraction definitions for health-related sampling ซึ่งเป็นมาตรฐานคุณภาพอากาศ –คำนิยามเศษส่วนของขนาดอนุภาคสำหรับการสุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และมาตรฐาน ISO 13138, Air quality – Sampling conventions for airborne particle deposition in the human respiratory system ซึ่งเป็นมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เป็นข้อตกลงการสุ่มตัวอย่างสำหรับการสะสมอนุภาคในอากาศในระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ นอกจากนี้ ยังมีชุดมาตรฐาน ISO 16000 series สำหรับอากาศภายในอาคารด้วย มาตรฐานเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของมาตรฐานที่สนับสนุนเทคโนโลยีเหล่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่ช่วยให้ผู้คนราว 3 พันล้านคนซึ่งต้องพึ่งพาไฟเปิดที่ก่อมลพิษหรือเตาที่ไม่มีประสิทธิภาพในการปรุงอาหารได้รับความปลอดภัยมากขึ้น เพราะเตาไฟแบบเปิดโล่งทำให้ผู้ใช้งานต้องเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งมาตรฐานนั้นก็คือ ISO 19869, Clean cookstoves and clean cooking solutions – Field testing methods for cookstoves ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับเตาปรุงอาหารที่สะอาดและช่วยให้มีการทำอาหารที่สะอาด พร้อมทั้งมีวิธีการทดสอบภาคสนามสำหรับเตาปรุงอาหาร สามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการพัฒนาอุปกรณ์การปรุงอาหารที่สะอาดกว่า และยังเป็นแนวทางในการประเมินวิธีการที่มีอยู่สำหรับการทดสอบเตาปรุงอาหาร ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ด้วย
มาตรฐานไอเอสโอช่วยลดมลพิษให้โลกของเรา
ไอเอสโอยังมีมาตรฐานอีกมากมายที่สนับสนุนวิธีการลดมลพิษทางอากาศ เช่น มาตรฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริด และเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งรวมถึง ISO 20762, Electrically propelled road vehicles – Determination of power for propulsion of hybrid electric vehicle ซึ่งเป็นมาตรฐานยานพาหนะสำหรับถนนที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และการกำหนดกำลังสำหรับการขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด และ ISO 23274, Hybrid-electric road vehicles – Exhaust emissions and fuel consumption measurements ซึ่งเป็นมาตรฐานยานยนต์สำหรับถนนที่ใช้ไฟฟ้าแบบไฮบริด และการวัดการปล่อยไอเสียและการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
มาตรฐานทั้งหมดเหล่านี้มีส่วนสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) หลายประการรวมถึงเป้าหมายด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (SDG 3: Good health and wellbeing) พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ (SDG 7: Affordable and clean energy) และปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13)
นอกจากการนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้โดยองค์กรต่างๆ แล้ว เราในฐานะปัจเจกบุคคลก็สามารถช่วยกันทำให้อากาศสะอาดขึ้นได้เช่กัน ด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากร ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ลดการเผาไหม้ เปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือก และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อให้โลกของเรามีอากาศที่ดีขึ้นและมีท้องฟ้าที่สดใสมากขึ้น
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือส่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2715.html
เมื่อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้เราได้มีโอกาสเห็นความเปราะบางในองค์กรและระบบที่เกิดขึ้น แต่สำหรับผู้ที่เตรียมรับสิ่งที่ไม่คาดฝันมักจะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อเดือนสิงหาคม 2564 ไอเอสโอได้เผยแพร่บทเรียนที่ได้รับจากการระบาดใหญ่โดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญระดับระหว่างประเทศ พวกเขาได้นำประสบการณ์ แนวคิด และกรอบการดำเนินงานอย่างเป็นระบบที่ได้เรียนรู้จากการฟื้นฟูและกลับเข้าสู่การดำเนินธุรกิจอีกครั้งจากการระบาดใหญ่ในครั้งนี้ซึ่งทำให้สามารถสร้างการปรับตัวหรือความยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี
ผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการระบาดใหญ่แล้วนำมาพัฒนาเป็นเอกสารทางวิชาการที่มีชื่อว่า ISO/TS 22393, Security and resilience – Community resilience – Guidelines for planning recovery and renewal
เอกสารข้อกำหนดทางวิชาการ ISO/TS 22393 ได้ให้แนวทางในการพัฒนาแผนการกู้คืนและกลยุทธ์การทำให้เกิดการดำเนินงานขึ้นมาใหม่ (renewal) จากเหตุฉุกเฉิน ภัยพิบัติ หรือวิกฤตที่สำคัญ เช่น การระบาดใหญ่ของ COVID-19 โดยให้แนวทางในการระบุกิจกรรมการทำธุรกรรมระยะสั้นที่จำเป็นในการสะท้อนและเรียนรู้ ทบทวนความพร้อมของส่วนต่างๆ ของระบบที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต และการกลับคืนสู่สถานะการดำเนินงานเพื่อสร้างการเตรียมพร้อม นอกจากนี้ ยังแยกแยะมุมมองการกู้คืนระยะยาวที่เรียกว่าการกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้ง (Renewal)
ในการอธิบายเรื่อง Renewal เอกสารดังกล่าวได้ให้แนวทางในการระบุความคิดริเริ่มที่มีวิสัยทัศน์เพื่อจัดการกับผลกระทบเชิงกลยุทธ์และโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านการริเริ่มที่เปลี่ยนแปลงและท้าทาย แผนฟื้นฟูช่วยเสริมความพร้อมหลังวิกฤตและกลยุทธ์การ Renewal ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น แนวทางนี้ครอบคลุมถึงวิธีการทั้งในการกู้คืนและการกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้ง ซึ่งจำเป็นต้องระบุกิจกรรมที่ปรับขนาดให้เข้ากับผู้คน สถานที่ กระบวนการ และพันธมิตร เป็นต้น
เอกสารนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและการกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้งของชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับระหว่างประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากภาครัฐ เอกชน ภาคสมัครใจ ชุมชนและกิจการเพื่อสังคม เป็นต้น
ดันแคน ชอว์ หัวหน้าโครงการของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนาเอกสารดังกล่าวระบุว่า เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมาแล้ว องค์กรส่วนใหญ่เพียงต้องการกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด แต่การทำเช่นนี้อาจทำให้พลาดโอกาสอันมีค่า
เนื่องจากการหยุดชะงักครั้งใหญ่อาจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่สำคัญบางอย่าง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ
การฟื้นฟูเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น การกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้ง ทำให้มีการสร้างความสัมพันธ์ ในขณะที่ข้อบกพร่องและจุดอ่อนรวมทั้งความไม่เท่าเทียมกันต่างๆ ก็ได้รับการแก้ไข สิ่งเหล่านี้เกี่ยวกับการปรับรูปแบบการดำเนินการเพื่อสร้างการปรับตัวหรือความยืดหยุ่นในระยะยาว
ดันแคนยังกล่าวด้วยว่าแนวทางปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูและ ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนแรกๆ ของการระบาดใหญ่ และการพัฒนาเกี่ยวข้องกับการสัมภาษณ์และการหารือกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลก ผลลัพธ์ที่ได้คือแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากลโดยใช้ประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนองค์กรระดับท้องถิ่นและระดับประเทศในการจัดการกับ COVID-19 ซึ่งช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในกรอบความคิดจากเพียงแค่การกู้คืนให้กลายเป็นการกู้คืนและกลับเข้าสู่การดำเนินธุรกิจอีกครั้ง (Renewal) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในองค์กรหรือชุมชนที่มีการใช้งานมาตรฐานนี้
ISO/TS 22393 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience โดยมีเลขานุการคือ SIS ซึ่งเป็นสมาชิกของสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน
ผู้สนใจเอกสารทางวิชาการดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือส่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2714.html
นับตั้งแต่เกิดโรคระบาด COVID-19 โลกของเราก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อจะต้องเดินทางออกจากบ้าน เราต้องตระหนักรู้ว่าตนเองเป็นไข้สูงหรือไม่ หรือมีภาวะไม่ปกติซึ่งเสี่ยงที่จะออกไปรับเชื้อภายนอกบ้านหรือไม่ และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้การทำงานพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งลูกจ้างและนายจ้างต่างต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
การยอมรับถึงความจำเป็นต่าง ๆ ทำให้เราต้องทำความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่ตามมา อย่างไรก็ตาม องค์กรก็ต้องมีแนวทางทั่วไปในเชิงป้องกันให้กับพนักงานโดยที่ยังคงสามารถทำงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิผล ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยต้องเร่งทำงานและส่งมอบบันทึกการทำงานให้ทันด้วย
ในขณะที่มาตรฐานสากลโดยเฉลี่ยใช้เวลาในการพัฒนาถึง 3 ปี แต่เอกสารมาตรฐานไอเอสโอที่เรียกว่าข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (ISO/PAS – Publicly Available Specification) นั้นใช้เวลาพัฒนาในช่วงสั้น ๆ เท่านั้นดังเช่นเอกสาร ISO/PAS 45005, Occupational health and safety management – General guidelines for safe working during the COVID-19 pandemic ซึ่งใช้เวลาพัฒนาเพียง 3 เดือนเท่านั้นเพื่อตอบสนองสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 และความจำเป็นเร่งด่วนซึ่งต้องใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น
ISO/PAS 45005 ทำให้มีแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระหว่างที่เกิดโรคระบาด COVID-19 และไอเอสโอตั้งใจที่จะนำไปใช้เสริมกับกฎระเบียบและแนวทางระดับประเทศต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วด้วย
ผู้เชี่ยวชาญจาก 26 ประเทศต่างร่วมกันทำงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยในการจัดทำแนวทางในรูปแบบของเอกสารข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานสำหรับสาธารณะที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ (PAS) และได้รับการอนุมัติจากประเทศสมาชิกไอเอสโอทั้ง 80 ประเทศ ทำให้สามารถเผยแพร่ได้ในเดือนธันวาคม 2563 (ค.ศ.2020)
แซลลี่ สวินชวูด ผู้จัดการคณะกรรมการวิชาการที่พัฒนาเอกสารดังกล่าวระบุว่าเอกสารนี้มีการจัดเตรียมข้อแนะนำเชิงปฏิบัติในการจัดการความเสี่ยงใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจากโรค COVID-19 และนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกองค์กรโดยไม่คำนึงถึงสถานที่หรือสถานะแต่อย่างใด
พวกเขายอมรับว่าไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะทุ่มเทไปกับเรื่องของทรัพยากรมนุษย์หรือหน้าที่ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ดังนั้น องค์กรจึงต้องนำเอาแนวทางที่ใช้ในทางปฏิบัติที่มีความเหมาะสมมาพิจารณาและตัดสินใจดำเนินการกับโรคระบาดที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
หัวข้อหลักของเอกสารข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (ISO/PAS 45005) ประกอบด้วยการวางแผนและการประเมินความเสี่ยง การยืนยันกรณีเกิดโรคระบาดหรือเกิดข้อสงสัยว่าจะเกิดโรคระบาด COVID-19 สุขภาพทางกายและสวัสดิภาพ การปฏิบัติขององค์กรที่ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทำงานของพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความปลอดภัย สวัสดิภาพ ทรัพยากรที่ใช้ในการจัดการ การสื่อสาร สุขอนามัย การใช้อุปกรณ์ส่วนบุคคลเพื่อป้องกันโรค การลงมือปฏิบัติ การประเมินสมรรถนะ และการปรับปรุง
ISO/PAS 45005 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 283, Occupational health and safety management ซึ่งมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษ
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store หรือสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอในรูปแบบ Online Browsing Platform (OBP) ซึ่งช่วยสนับสนุนความพยายามของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการจัดการกับวิกฤติโรคระบาด COVID-19
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2603.html
ธรรมชาติเป็นแหล่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เรารับประทานเข้าไป อากาศที่เราหายใจเข้าออกอยู่ทุกขณะ น้ำที่เราดื่ม หรือภูมิอากาศที่แวดล้อมโลกของเราอยู่ ล้วนแล้วแต่มาจากธรรมชาติ แต่เมื่อมนุษย์เราใช้ประโยชน์จากธรรมชาติจนเกินความพอดี ทำให้โลกต้องหันมาใส่ใจในการพัฒนาอย่างยั่งยืน และถึงแม้ว่าโรคระบาดร้ายแรงอย่าง COVID-19 จะส่งผลให้ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมดีขึ้นบ้างแล้วก็ตาม แต่เรายังไม่อาจวางใจได้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างสรรค์ให้โลกของเราดีขึ้นกว่าเดิม
เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2563 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program: UNEP) ได้จัดทำคู่มือปฏิบัติการวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งคนทั่วโลกสามารถนำไปใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะใช้ในนามของปัจเจกบุคคล กลุ่มคน เมือง สถาบันการศึกษา หรือองค์กรธุรกิจ
วันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้ มีการรณรงค์ในหัวข้อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมต่อสู้เพื่อลดความสูญเสียของพืชพันธุ์และสัตว์ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากมนุษย์
เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ ประเทศโคลอมเบียและประเทศเยอรมนีได้ร่วมกันรณรงค์และกระตุ้นให้ทั่วโลกคิดถึงระบบเศรษฐกิจที่ผู้คนได้เข้าไปมีส่วนร่วมและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีประเด็นปัญหามากมายที่โลกของเราไม่อาจสูญเสียไปได้อีกแม้ว่าจะเป็นเวลาที่เรากำลังต่อสู้กับโรคระบาดไวรัสโคโรนาก็ตาม ในฐานะที่ประเทศโคลอมเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากของโลก เช่น มีกล้วยไม้ถึง 3,500 ชนิดและมีชนิดของนกมากถึง 19% ของโลก เป็นต้น รัฐบาลโคลอมเบียจึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับแรก
ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตและรูปแบบทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยเป็นผลจากวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการทางธรรมชาติมานานนับพันล้านปี ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตในสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งพืชและสัตว์ไปจนถึงเชื้อราและแบคทีเรีย นับได้ราว 8 ล้านสปีชีส์โดยมีระบบนิเวศที่ล้อมรอบอยู่ เช่น มหาสมุทร ป่าไม้ ภูเขา และแนวปะการัง ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพยังรวมไปถึงความหลากหลายทางสายพันธุ์ต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตด้วย
ในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2563 ยังมีคนทั่วโลกเป็นจำนวนมากต้องอยู่ที่บ้านและเว้นระยะห่างทางสังคม โรคระบาด Covid-19 ทำให้มนุษย์ระลึกว่าสุขภาพของมนุษย์นั้นมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพของโลกเพียงใด เชื้อโคโรนาไวรัสมีการแพร่กระจายจากสัตว์ไปสู่มนุษย์ซึ่งการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโรคนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น มีผู้ป่วยไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันล้านคนและมีผู้เสียชีวิตนับล้านคน
นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าถ้ามนุษย์ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของเราซึ่งมีผลต่อที่อยู่ของสัตว์ป่า เราก็จะตกอยู่ในอันตรายจากโรคระบาดไวรัสมากขึ้นในอนาคต การป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดจากสัตว์มาสู่มนุษย์จึงต้องเน้นเรื่องของภัยคุกคามที่มีความหลากหลายต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติและสัตว์ป่ารวมไปถึงการสูญเสียถิ่นที่อยู่และการทำลายถิ่นฐานธรรมชาติ การค้าที่ผิดกฎหมาย การเกิดมลพิษ การเกิดสปีชีส์ที่รุกราน (สปีชีส์ต่างถิ่นที่สามารถเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ในธรรมชาติ) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น เราทุกคนจำเป็นต้องร่วมกันปกป้องธรรมชาติ ยุติการสร้างมลพิษ และสนับสนุนกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยในระดับบริษัท จำเป็นต้องพัฒนาซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน วิธีปฏิบัติทางการผลิตที่ไม่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ในระดับพลเมืองและกลุ่มสังคมควรมองหาวิธีการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศที่ถดถอยลง ในระดับผู้บริโภค ต้องคิดก่อนซื้อว่าการซื้อนั้นจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลงได้อย่างไร
ปัจจุบัน โลกของเราอยู่ในห้วงเวลาที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อันเนื่องมาจากกิจกรรมที่มีผลต่อการเกิดก๊าซเรือนกระจกลดลง แต่เราก็ยังคงต้องเฝ้าระวังกิจกรรมเหล่านั้นต่อไป ส่วนในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพนั้น เลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้ชี้ให้เห็นว่า COVID-19 ที่แพร่กระจายมาจากสัตว์ป่านั้น มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโลกของธรรมชาติ เมื่อเราเข้าใกล้ธรรมชาติและทำลายที่อยู่ของสัตว์ป่า ทำให้สปีชีส์ต่างๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกซึ่งควรมีการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนเพื่อลดปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้มั่นใจว่ามีการเข้าถึงอาหารและน้ำ รวมทั้งการป้องกันโรคระบาดได้
สำหรับไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ได้พัฒนาชุดมาตรฐาน ISO 14000 รวมทั้งชุดมาตรฐาน ISO 14055 (แนวทางวิธีปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการที่ดินซึ่งมีเป้าหมายในการป้องกันหรือลดการเสื่อมโทรมของที่ดิน) ซึ่งองค์กรสามารถนำไปใช้สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13, Climate Action) การส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล (SDG 14, Life below Water) และการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรบนแผ่นดิน (SDG 15, Life on Land)
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันช่วยกันใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างสรรค์ให้โลกของเราดีขึ้นกว่าเดิม….เมื่อเราใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น ธรรมชาติก็จะใส่ใจเรามากขึ้นเช่นกัน
ที่มา :
“หางโจว” เมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียง หนึ่งในเมืองที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมากของประเทศจีน ได้พัฒนามาตรฐานอย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาหรือ COVID-19 และปัจจุบันเมืองหางโจวเพิ่งฟื้นตัวจากโรคระบาดนี้
ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ซ่ง หมิงชุง ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 321, Transaction assurance in E-Commerce ทีมที่มหาวิทยาลัยจื่อเหลียงได้พัฒนาโค้ดหรือรหัสสุขภาพที่ใช้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนขึ้นมาโดยใช้คิวอาร์โค้ดเพื่อระบุความเสี่ยงของการแพร่กระจายการติดเชื้อของคนเพื่อทำการกักตัว
จากการสนับสนุนของกลุ่มอาลีบาบาซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองหางโจว ทำให้เมืองมีประสบการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลและวิธีปฏิบัติที่สั่งสมกันมาในเรื่องของการสร้างแหล่งข้อมูล Big Data อันเปรียบเสมือนมันสมองของเมืองซึ่งได้นำไปใช้ป้องกันและควบคุมโรคระบาดไวรัส COVID-19 และผลลัพธ์ที่ได้คือมาตรฐานรหัสสุขภาพใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า “แนวทางการบริหารจัดการและบริการของรหัสสุขภาพของเมืองหางโจว — DB 3301/T 0305-2020” (Guide to the management and service of Hangzhou health code — DB 3301/T 0305-2020) ซึ่งมาจากการรวมเอา Big Data เทคโนโลยีการสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกันเพื่อนำมาใช้ในการแยกแยะความเสี่ยง โดยสร้างและออกแบบคิวอาร์โค้ดให้เหมาะกับแต่ละบุคคลซึ่งขึ้นอยู่กับสถานะทางสุขภาพภายใต้สถานการณ์เฉพาะต่างๆ
แอปพลิเคชันนี้ออกแบบรหัสคิวอาร์โค้ดให้มี 3 สี เหมือนกับไฟจราจร คือ แดง เหลือง และเขียว ซึ่งเชื่อมโยงกับความหมายของสถานะที่มีอันตรายสูง กลาง และต่ำตามลำดับ ตัวอย่างเช่น รหัสสีแดงเป็นการยืนยันว่าเป็นผู้ป่วยที่ต้องสงสัยและจำเป็นต้องมีการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน รหัสสีเหลืองเป็นการยืนยันว่าเป็นคนที่มีการสัมผัสกับผู้ป่วยที่ต้องสงสัยซึ่งจำเป็นต้องมีการกักตัวเป็นเวลา 7 วัน หลังจากครบกำหนดแล้วจึงจะได้รับรหัสสีเขียว แนวทางนี้เรียกว่า “แผนที่เดียว คิวอาร์โค้ดเดียว และดัชนีเดียว” (one map, one QR code, and one index) ทำให้การควบคุมดูแลโรคระบาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล
มาตรฐานรหัสสุขภาพเป็นการให้แนวทางวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ครอบคลุมไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันช่วงที่เกิดโรคระบาดเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ช่วงเวลาหลังจากการฟื้นตัวของโรคระบาดด้วย
มาตรฐานนี้แบ่งออกเป็น 7 ส่วน ครอบคลุมการใช้งานรหัสสุขภาพ การบริหารจัดการฉุกเฉิน บริการและการใช้งานประจำวันของแอปพลิเคชัน รวมทั้งความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และมุมมองด้านการปกป้องความเป็นส่วนตัวของบุคคล
ปัจจุบัน ทั่วทั้งประเทศจีนมีการสแกนและแสดงรหัสสุขภาพไปแล้วมากกว่า 2.5 พันล้านครั้งครอบคลุมประชากรเกือบ 900 ล้านคน ดังนั้น แอปพลิเคชันนี้จึงมีการเข้าเยี่ยมชมไปแล้วมากกว่า 9 พันล้านครั้งและได้รับการยอมรับจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งได้ไปเยี่ยมชมเมืองหางโจวเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้มาแล้ว
มาตรฐานรหัสสุขภาพดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการสนับสนุนเพียงอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่การที่เมืองหังโจวสามารถฟื้นตัวจากโรคระบาด มีปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน ซึ่ง World Economic Forum ได้สรุปบทเรียนสำคัญที่ได้จากเมืองหางโจวไว้ดังต่อไปนี้ ความเร็วและความแม่นยำของข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการระบุและการติดตามสายพันธุ์ไวรัส การตัดสินใจในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับบุคคลอย่างถูกต้อง เทคโนโลยีข้อมูลและ Big Data มีความสำคัญเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดโรคระบาดซ้ำ การประเมินความพร้อมของทรัพยากรทางการแพทย์และระบบที่ตอบสนอง การนำมาตรการเชิงป้องกันไปใช้ในชุมชนและสถานที่ต่างๆ และการให้ข้อมูลแก่สาธารณชน
COVID-19 ทำให้ทั่วโลกได้เรียนรู้ในเรื่องการป้องกันและควบคุมโรคระบาดร้ายแรงไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมด้วย
ที่มา :