การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเป็นกระแสนิยมในโลกปัจจุบัน  บริษัทหลายแห่งตั้งเป้าหมายในด้านความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม และกำลังก้าวสู่เป้าหมายสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศที่สัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดยทั่วไป เมื่อนึกถึงเรื่องของความยั่งยืน การจัดซื้ออาจไม่ใช่สิ่งแรกที่เรานึกถึง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ห่วงโซ่อุปทานของบริษัท (หรือองค์กร) มีบทบาทอย่างมากในการพิจารณาว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทมีความยั่งยืนเพียงใด ตัวอย่างเช่น รายงานด้านความยั่งยืนของแม็คคินซีย์ระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทด้านการบริโภคทั่วไปมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 80 และส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าร้อยละ 90   นอกจากนั้น อุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ยังสามารถติดตามผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีต่อแนวทางการจัดซื้อได้อีกด้วย

การสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนเป็นหนึ่งในความพยายามด้านความยั่งยืนที่ส่งผลกระทบมากที่สุดที่บริษัทสามารถลงทุนได้ซึ่งในปี 2565 เป็นช่วงเวลาที่ดีในการเริ่มทำการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากบริษัทต่างๆ ต่างกำลังทำงานเพื่อปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานในขณะที่กำลังรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจหลังเกิดโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองครั้งแรกถึงความพยายามและวางแผนสำหรับการจัดซื้ออย่างยั่งยืนในปี 2565 อาจมีคนคิดว่าพยายามมากเกินไป เพราะมีเรื่องที่ต้องกังวลมากมายเกี่ยวกับปัญหาห่วงโซ่อุปทาน แต่ถ้าเรามุ่งเน้นที่การปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานอยู่แล้ว ตอนนี้ถือว่าเป็นเวลาที่ดีในการเริ่มปรับปรุงเรื่องความยั่งยืน เราไม่จำเป็นต้องบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนทั้งหมดภายในปีเดียว ถึงแม้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะยังไม่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด แต่ทุกย่างก้าวที่ทำเพื่อความยั่งยืนจะทำให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้นสำหรับบริษัทและสิ่งแวดล้อมของเรา

บริษัท Procurement Tactics ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อได้คาดการณ์ว่าเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่โลกต้องเผชิญกับการระบาดใหญ่ทั่วโลก ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องปิดตัวลงชั่วขณะเพื่อหาแนวทางปรับตัว ทำให้ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายในปีหน้าซึ่งแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนจะสนับสนุนการเติบโตทางการเงินในระยะยาวของบริษัทได้ ในขณะเดียวกันก็ปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องสละความมั่นคงทางการเงินเพื่อหันมาใส่ใจความยั่งยืน แต่สามารถทำทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันได้

ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้มีความยั่งยืนมากขึ้นอาจทำให้ต้นทุนระยะสั้นเพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวจะช่วยปรับปรุงผลประกอบการของบริษัท  ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนจะช่วยลดต้นทุน ปรับปรุงชื่อเสียงของบริษัท  และปฏิบัติงานอย่างสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านความยั่งยืนทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ไม่ว่าบริษัทจะมีความยั่งยืนและมีความรับผิดชอบเพียงใด ต้องไม่ลืมว่า บริษัทอื่นๆ ที่เราทำงานด้วยก็เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของเราซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากต่อความยั่งยืนโดยรวมด้วยเช่นกัน

ดร.เวโรนิกา เอช วิลเลนนา  ผู้เชียวชาญด้านระบบสารสนเทศและซัพพลายเชนพบว่าบริษัทที่มีห่วงโซ่อุปทานที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนจะใช้วิธีการจัดการแบบลดหลั่นกันไปในรูปแบบนี้ คือ ให้ซัพพลายเออร์ระดับหนึ่งของตนเองปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนบางประการ และกำหนดให้พวกเขาสร้างความต้องการเดียวกันกับซัพพลายเออร์ของตนเอง แนวทางนี้สามารถช่วยให้บริษัทต่างๆ มั่นใจได้ว่าห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนจะคงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนจะช่วยปรับปรุงการรับรู้ของผู้บริโภคของบริษัท นอกจากนี้ ยังช่วยดึงดูดผู้มีความสามารถมายังบริษัทด้วย  เนื่องจากผู้สมัครงานจำนวนมากให้ความสนใจมากขึ้นที่จะเข้าไปทำงานในบริษัทที่ยั่งยืนและมีจริยธรรม ทั้งนี้ สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) พบว่าโครงการความยั่งยืนสามารถลดต้นทุนได้ 9-16% และช่วยปรับปรุงมูลค่าแบรนด์ 15-30% รวมทั้งเพิ่มรายได้ 5-20% ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

ดร.วิลเลนนา ยังชี้ให้เห็นว่าการมองข้ามความสำคัญของการจัดซื้อจัดจ้างถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่บริษัทมักจะทำเมื่อต้องทำงานเพื่อความยั่งยืน การจัดซื้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับซัพพลายเออร์ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและพนักงานคนอื่นๆ ในแผนกมีความเชื่อมโยงที่จำเป็นในการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ หากบริษัทของเราต้องการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนมากขึ้น การจัดซื้อต้องเกี่ยวข้องกับการวางแผนและการดำเนินการด้วย

ไม่มีแผนกใดสามารถบรรลุความยั่งยืนได้ด้วยตนเอง การผลักดันเพื่อความยั่งยืนอาจเริ่มต้นจากบุคคลหรือแผนกที่เฉพาะเจาะจง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจึงจะประสบความสำเร็จ ความคิดริเริ่มในห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนอาจเริ่มต้นจากผู้บริหารระดับสูง หรือในแผนกจัดซื้อก็ได้ สำหรับผู้บริหารของฝ่ายจัดซื้อที่ดำเนินการเพื่อความยั่งยืนนั้น การวางแผนและการร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ จะช่วยให้การจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนเป็นจริงได้

การจัดซื้ออย่างยั่งยืนยังถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคมตามที่ระบุไว้ในแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000, Guidance on Social Responsibility ด้วย โดยใช้หลักการเดียวกันกับประเด็นหลักในเรื่องสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงานและการปฎิบัติที่เป็นธรรม

สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างอนาคตด้วยการจัดซื้ออย่างยั่งยืน สามารถศึกษาแนวทางได้จากมาตรฐานแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืน ISO 20400, Sustainable procurement – Guidance ซึ่งจะทำให้มีความเข้าใจเรื่องของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนและนำไปปรับใช้ในองค์กรได้เป็นอย่างดี และองค์กรยังสามารถส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อนำความรู้ไปจัดทำอย่างเป็นระบบได้เช่นกัน

ที่มา:

  1. https://www.nextprocess.com/procurement-solutions/heres-what-you-should-know-about-sustainable-procurement-in-2022/
  2. https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/store/en/ISO%2020400_Sustainable_procur.pdf

การบริหารจัดการอาคารสถานที่จัดว่าเป็นงานบริหารจัดการสมัยใหม่ที่เข้ามาทดแทนการดูแลอาคารสถานที่แบบเดิมซึ่งได้แก่ งานดูแลรักษาอาคาร งานจัดการอาคาร และการบริหารจัดการอาคารสถานที่ก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพียงแค่ดูแลอาคารให้เหมาะกับการใช้งานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  แต่ยังครอบคลุมถึงประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน การลงทุน และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอีกด้วย

มาตรฐาน ISO 41001:  Facility management — Management systems — Requirements with guidance for use เป็นมาตรฐานที่ไอเอสโอพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ทีมบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด  โดยให้ความสำคัญกับวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากลซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการบริหารจัดการที่ประกอบด้วยการเปรียบเทียบเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนในด้านกลยุทธ์ ยุทธวิธี และการปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างมีประสิทธิผล

มาตรฐานการจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก หรือ FM (Facility Management) ได้มีการนำเอาความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ บูรณาการเข้าด้วยกันเพื่อให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพ และการเพิ่มผลิตผลทางเศรษฐกิจของสังคม ชุมชน และองค์กร ตลอดจนรูปแบบที่ตัวบุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นซึ่งเมื่อมีการส่งมอบบริการแล้วจะส่งผลต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน การส่งมอบบริการนั้นสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมทุกประเภท ตั้งแต่สำนักงาน สถานศึกษา สถานพยาบาล โรงแรม ไปจนถึงศูนย์กีฬาและสันทนาการ และห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น

สำหรับประโยชน์ของมาตรฐาน FM คือ ทำให้มีการปรับปรุงในด้านต่าง ๆ  ดังต่อไปนี้

โดยสรุป มาตรฐาน FM จะช่วยให้องค์กรสามารถให้บริการที่เหมาะสม ส่งมอบบริการในคุณภาพที่เหมาะสมด้วยต้นทุนที่เหมาะสมตามที่องค์กรลูกค้ากำหนด นอกจากนี้ ยังช่วยในเรื่องการจัดการความเสี่ยงและเรื่องของความปลอดภัยในอาคารสถานที่อีกด้วย

มาตรฐานนี้เหมาะสำหรับองค์กรที่มีความต้องการประยุกต์ใช้มาตรฐาน FM โดยสามารถขอรับการรับรองจากหน่วยงานรับรอง (Certification body) หรือจะรับรองตนเองว่าได้มีการปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับนโยบายการจัดการที่ประกาศเอาไว้ก็ได้

การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นบริการสนับสนุนที่เอื้อประโยชน์ต่อการส่งมอบเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และการดำเนินงานขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลไปพร้อม ๆ กับทำให้มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและสะดวกสบายอีกด้วย

องค์กรและหน่วยงานที่สนใจนำมาตรฐาน FM ไปประยุกต์ใช้สามารถศึกษามาตรฐานดังกล่าวเพิ่มเติ่มได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสังซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ  ISO Store

ที่มา :
1.
https://www.iso.org/news/ref2281.html
2. http://www.thaicondoonline.com/cm-fm/742-todays-facility-management   

ความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ก็คือเรื่องของสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่หรือ COVID-19 ซึ่งกำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกนั่นเอง ถึงแม้ว่าทั้งสองเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นคนละช่วงเวลา แต่ก็ส่งผลกระทบต่อโลกของเราเป็นอย่างมาก และมีสำนักข่าวต่างประเทศได้นำเสนอข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างภาวะโลกร้อนกับไวรัสโคโรน่าดังต่อไปนี้

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ได้นำเสนอข่าวการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาซึ่งเกิดจากโรคระบาดไวรัสโคโรน่า ทำให้โรงงานต้องหยุดการผลิต  สายการบินในประเทศจีนก็หยุดให้บริการในหลายเส้นทาง และพนักงานหรือบุคลากรเป็นจำนวนมากต้องหยุดพักอยู่ที่บ้าน ทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงประมาณ 25% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากการคำนวณของนักวิเคราะห์ขององค์กรเอกชนแห่งหนึ่ง คือศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด

ต่อมา วันที่ 29  กุมภาพันธ์ 2563 สำนักข่าวบีบีซี ได้นำเสนอข่าวการลดระดับมลภาวะในประเทศจีนส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าเช่นกันโดยได้แสดงภาพถ่ายดาวเทียมซึ่งทำให้เห็นว่าระดับมลภาวะในประเทศจีนลดลงอย่างกะทันหันซึ่งองค์การนาซา (องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา) เชื่อว่าส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากไวรัสโคโรน่า

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการลดลงของระดับไนโตรเจนออกไซด์นั้น ก๊าซพิษนี้เกิดจากกระบวนการสันดาปของเครื่องยนต์ที่ถูกปล่อยออกมาจากยานยนต์ และโรงงานอุตสาหกรรม  ซึ่งพบครั้งแรกว่าอยู่ใกล้เมืองอู่ฮั่น และกระจายไปทั่วประเทศ และเมื่อเปรียบเทียบแผนที่ หลังจากเกิดการกักกันบริเวณผู้ป่วย การลดลงจึงเกิดขึ้นเนื่องจากโรงงานในประเทศจีนหยุดทำการผลิตเพื่อควบคุมโรค

เฟย หลิว นักวิจัยคุณภาพอากาศที่นาซ่ากล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่เราเห็นก๊าซเรือนกระจกลดลงจากปรากฏการณ์โรคระบาด

เฟย หลิวยังกล่าวด้วยว่าก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ได้ลดลงในหลายประเทศระหว่างที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยซึ่งเริ่มเมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) แต่การลดลงก็เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป นักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตว่ารอบกรุงปักกิ่งระหว่างมีการจัดกีฬาโอลิมปิคเมื่อปี 2551 ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่หลังจากกีฬาโอลิมปิคสิ้นสุดลง ระดับมลภาวะทางอากาศก็เพิ่มขึ้นอีก

การลดลงของระดับไนโตรเจนออกไซด์ในปี 2563 เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับการเฉลิมฉลองตรุษจีนในประเทศจีนและหลายประเทศในเอเชียซึ่งธุรกิจและโรงงานทั่วไปปิดทำการ และปกติระดับไนโตรเจนออกไซด์จะเพิ่มขึ้นเมื่อสิ้นสุดเทศกาลลง

ในขณะที่ตรุษจีนอาจมีบทบาทในการทำให้ระดับไนโตรเจนออกไซด์ลดลง นักวิจัยก็เชื่อว่าการลดลงนี้มีอะไรมากกว่าผลกระทบของวันหยุดหรือสภาพอากาศที่เกี่ยวข้องกับความแปรปรวน เพราะว่าระดับไนโตรเจนออกไซด์ในประเทศจีนตอนกลางและภาคตะวันออกก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญราว 10 – 30% ซึ่งต่ำกว่าที่มีการสังเกตการณ์ทั่วไปในช่วงนี้ ในปีนี้ อัตราการลดลงก็มีนัยสำคัญมากกว่าปีที่แล้วและคงอยู่ยาวนานกว่าเดิม เฟย หลิวจึงกล่าวว่าไม่แปลกใจเลยว่าเป็นเพราะหลายเมืองทั่วโลกได้มีมาตรการที่จะลดการแพร่กระจายไวรัสนั่นเอง

สำหรับสำนักข่าวไฟแนนเชียลเอ็กซ์เพรส วันที่  28 กุมภาพันธ์ 2563 ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าภาวะโลกร้อนกระตุ้นให้ไวรัสชนิดนี้แพร่กระจายจากสัตว์ไปสู่มนุษย์และเร่งให้เกิดการแพร่กระจายมากขึ้น  เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างไวรัสโคโรน่ากับภาวะโลกร้อน

ปัจจุบัน ผลกระทบของโรคระบาดไวรัสโคโรน่ายังคงเกิดขึ้นเป็นระลอกและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศจีน ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า และประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตลอดจนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศต่างๆ ด้วย

ขณะเดียวกันนี้ ปรากฏว่าทั่วโลกเริ่มทำการยกเลิกการประชุมและการแข่งขันต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศเพื่อควบคุมสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรน่าไม่ให้แพร่กระจายออกไป ซึ่งทั้งโรคระบาดและภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกและภาวะผู้นำของแต่ละประเทศในการจัดการกับความท้าทายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผล

ที่มา :

  1. https://www.nytimes.com/2020/02/26/climate/nyt-climate-newsletter-coronavirus.html
  2. https://www.bbc.com/news/world-asia-51691967
  3. https://www.financialexpress.com/opinion/relation-between-coronavirus-and-global-warming-climate-crisis-changes-disease-pandemics/1883450/

ปัจจุบัน หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามอันเกิดจากความไม่สมดุลของปริมาณน้ำฝนและภัยแล้ง ซึ่งประเทศต่างๆ กำลังดำเนินการแก้ไขและป้องกันเพื่อสนับสนุนแนวทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในหัวข้อ SDG 6 (Clean Water and Sanitation) โดยมีวัตถุประสงค์ให้ทุกคนมีน้ำไว้ใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและมีการจัดการน้ำและสุขาภิบาลอย่างยั่งยืน

การดำเนินงานขององค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถดำเนินการเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ และยังสามารถดำเนินการเปิดเผยข้อมูลที่เรียกว่า ESG ได้อีกด้วย ซึ่งก็คือ การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลองค์กร (Environment Social Governance: ESG) อันหมายถึง การรายงานข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิด เป้าหมาย พัฒนาการ และผลการดำเนินงานสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลองค์กร ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับทราบอย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกกันว่ารายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ซึ่งนิยมเปิดเผยเป็นรายปี

อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรอาจมีความกังวลว่าจะได้รับประโยชน์หรือไม่จากการเปิดเผยข้อมูล ESG และเมื่อดำเนินการแล้วจะมีบทบาทต่อสมรรถะทางการเงินขององค์กรอย่างไร วารสาร MIT Sloan Management Review ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ได้ให้ข้อมูลว่าการดำเนินการเหล่านั้น เป็นเรื่องที่องค์กรสามารถบริหารจัดการได้ซึ่ง ESG เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการตัดสินใจลงทุน จึงมีส่วนช่วยให้ลดความเสี่ยงจากการลงทุนในระยะยาว แต่หากองค์กรทั่วโลกไม่สนับสนุนให้องค์กรลงทุนแล้วก็เป็นการยากที่โลกของเราจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) อย่างไรก็ตาม เราสามารถดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ง่ายกว่าที่คิดไว้

เพื่อสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ ร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้รวมทั้งมีส่วนร่วมในการสนับสนุน SDG 6 ผู้เขียนจึงขอนำเสนอแนวทางการรายงานข้อมูลความยั่งยืนขององค์กรด้านน้ำ หนึ่งในตัวชี้วัดผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานการจัดทำรายงาน Global Reporting Initiative (GRI)  ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรเข้าใจผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ภาพรวมการใช้น้ำขององค์กร และวิธีการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้องค์กรรายงานข้อมูลปริมาณน้ำที่มีการดึงมาใช้จากแหล่งน้ำต่างๆ  รายงานปริมาณการระบายน้ำ และปริมาณการใช้น้ำจากแหล่งต่างๆ ขององค์กร

สำหรับขั้นตอนการเขียนรายงาน GRI ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ขั้นตอน คือ การเตรียมการภายในองค์กร (Prepare) การพูดคุยหารือกับผู้มีส่วนได้เสียทั้งในและนอกองค์กร (Connect) การกำหนดเป้าประสงค์และเนื้อหารายงาน (Define) การติดตามเก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น (Monitor) และการลงมือเขียนรายงาน (Report) ตามลำดับ โดยมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับปริมาณการใช้น้ำและการระบายน้ำ ดังนี้

  1. GRI 303: น้ำและการระบายน้ำออก (Water and Effluents)
  1. GRI 306: การระบายน้ำออก และการจัดการของเสีย (Effluents and Waste)

การรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะการใช้น้ำตามกรอบการรายงานความยั่งยืนตามแนวทางสากล GRI ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่สามารถดึงดูดผู้ลงทุน ทำให้ลดความเสี่ยงจากการลงทุนในระยะยาว แสดงถึงความโปร่งใส และเพิ่มความเชื่อมั่นให้ธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและภาคการบริการที่มีการใช้น้ำปริมาณมาก อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้แนวคิดการลงทุนที่ยั่งยืน (Sustainable Investment) รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน SDG 6 เพื่อให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2573 ต่อไป

ที่มา :  

  1. https://www.globalreporting.org/standards/resource-d ownload-center
  2. https://sloanreview.mit.edu/article/supporting-sustainable-development-goals-is-easier-than-you-might-think/

องค์กรมีการประเมินและให้คุณค่าความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร  อันที่จริงแล้ว มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่จะบอกเราได้ แต่ข้อมูลที่จะทำให้เราสามารถตัดสินคุณค่าที่แท้จริงกลับมีไม่มากนัก  ล่าสุด ไอเอสโอได้เตรียมคำตอบให้กับเราแล้ว

องค์กรสามารถวิเคราะห์ทางเลือกที่เหมาะสมกับองค์กรเพื่อกำหนดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ที่จะได้รับ แต่วิธีไหนจะเป็นวิธีที่องค์กรควรใช้นั้น ไอเอสโอ ได้เข้ามาช่วยเราแล้วด้วยการให้แนวทางวิธีการตามมาตรฐาน ISO 14007, Environmental management – Guidelines for determining environmental costs and benefits

องค์กรจำเป็นต้องรู้ว่าตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมและกลยุทธ์ใดที่ช่วยในเชิงเศรษฐกิจได้ ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ต้นทุนด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญในทางกลยุทธ์และวิธีการที่จะนำไปสู่โครงการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ISO 14007 ช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดและสื่อสารด้านต้นทุนและประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของตัวองค์กรเอง  และยังช่วยบอกองค์กรให้รู้ว่าจะทำการวิเคราะห์ความคุ้มค่าหรือประสิทธิภาพด้านต้นทุนอย่างไรในกรณีที่องค์กรมีทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป

มาร์ติน แบกซ์เตอร์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207 คณะอนุกรรมการ SC 1, Environmental management systems อธิบายว่าปัจจุบัน มีแรงผลักดันมากขึ้นในการประเมินต้นทุนทางธรรมชาติเช่นเดียวกับความต้องการในการประเมินทางการเงินสำหรับลักษณะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรและผลกระทบ

มาตรฐาน ISO 14007 ช่วยให้มีการสร้างข้อมูลที่โปร่งใสและแม่นยำ  ลดอุปสรรคด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และช่วยให้เข้าใจคุณค่าของความยั่งยืน

ส่วนมาตรฐานใหม่อย่าง ISO 14008 Monetary valuation of environmental impacts and related environmental aspects เพิ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2562 ซึ่งอธิบายวิธีการประเมินลักษณะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบซึ่งมีการจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและประโยชน์ดังกล่าว ดังนั้น ทั้งจึงแนะนำให้ใช้มาตรฐานสองฉบับนี้ควบคู่กัน

ความยั่งยืนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาไว้ซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีของคนในปัจจุบันและเพื่อลูกหลานในอนาคต และความเป็นอยู่ที่ดีนี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเศรษฐกิจซึ่งต้นทุนทางธรรมชาติก็มีบทบาทสำคัญสำหรับอนาคต

สำหรับมาตรฐาน ISO 14007 ได้รับการพัฒนาจากคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management, คณะอนุกรรมการวิชาการ subcommittee SC 1, Environmental management systems โดยมีเลขานุการคือ SCC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

 

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2456.html

การจัดซื้อขององค์กรเป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งขององค์กรซึ่งผู้บริหารไม่อาจมองข้ามไปได้ ปัจจุบัน องค์กรหลายแห่งให้ความสำคัญกับการจัดซื้อที่ยั่งยืน โดยมีการคำนึงถึงเกณฑ์ด้านความยั่งยืนในการประเมินการจัดซื้อขององค์กรด้วย และเกณฑ์หรือมาตรฐานจะมีมุมมองครอบคลุมกระบวนการการตัดสินใจซื้ออย่างรอบด้านซึ่งการจัดซื้อของทุกองค์กรต่างมีผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

องค์กรใหญ่ๆ ที่มีการนำแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้งาน ได้แก่ ธนาคารโลก ซึ่งเมื่อเดือนเมษายน 2562 ได้จัดทำแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนโดยกำหนดเป็นนโยบายและแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนให้กับพนักงานและโครงการที่มีการลงทุนกับธนาคารในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีหลักการสำคัญ เช่น ความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความมีประสิทธิภาพ ความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ เป็นต้น นอกจากนี้ เมื่อปี 2558 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ก็ได้กำหนดกลยุทธ์การจัดซื้อโดยคำนึงถึงประโยชน์ของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนเช่นกัน (UNDP Procurement Strategy 2015 – 2017)

ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 20400 การจัดซื้ออย่างยั่งยืน เพื่อให้องค์กรทั่วโลกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงความรับผิดชอบในการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งจะมีส่วนต่อความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในข้อที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่มีความรับผิดชอบด้วย โดยองค์กรสามารถรวมนโยบายการจัดซื้อและวิธีปฏิบัติเข้ากับการบริหารจัดการความเสี่ยงซึ่งจะทำให้องค์กรมองเห็นโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

การจัดซื้ออย่างยั่งยืนเป็นโอกาสที่จะเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กรด้วยการปรับปรุงด้านผลผลิต การประเมินคุณค่าและสมรรถนะ การส่งเสริมการสื่อสารระหว่างผู้ซื้อ ซัพพลายเออร์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด รวมทั้งการส่งเสริมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในองค์กร

มาตรฐาน ISO 20400 จะทำให้องค์กรที่นำมาตรฐานนี้ไปใช้มีความเข้าใจเรื่องของการจัดซื้ออย่างยั่งยืน และผลกระทบที่เกิดขึ้นของกิจกรรมจัดซื้อโดยคำนึงถึงเรื่องของนโยบาย กลยุทธ์ องค์กร และกระบวนการ รวมทั้งวิธีการนำการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้ในองค์กร ทั้งนี้ มาตรฐาน ISO 20400 ยังใช้หัวข้อหลักของความรับผิดชอบทางสังคมที่นำมาจากมาตรฐาน ISO 26000, Guidance on social responsibility เพื่อทำให้องค์กรมีกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมจากการกระบวนการจัดซื้อผ่านทางซัพพลายเชนขององค์กรด้วย

องค์กรทุกประเภทและทุกขนาดสามารถนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ซึ่งการนำไปใช้ก็ขึ้นอยู่บริบทและลักษณะของแต่ละองค์กร โดยการนำไปใช้งานนั้นให้ใช้แนวคิดที่เหมาะสมกับขนาดขององค์กร และสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่นำไปใช้ก็จะช่วยส่งเสริมองค์กรขนาดเล็กและองค์กรขนาดกลางที่เป็นซัพพลายเชนให้มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นด้วย

ที่มา : https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:20400:ed-1:v1:en

จากข้อมูลขององค์การน้ำแห่งสหประชาชาติระบุว่า ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) การขาดแคลนน้ำจะทำให้คนทั่วโลกเดือดร้อนไม่ต่ำกว่า 700 ล้านคน วันสากลแห่งน้ำจึงได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ข้อ 6 ซึ่งหมายถึงการนำให้มั่นใจว่าคนทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงน้ำและการสุขาภิบาลได้ภายในปี 2573 แต่ว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้โลกของเราก้าวไปสู่เป้าหมายนั้นได้ แล้วมาตรฐานไอเอสโอมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ได้อย่างไร

แม้ว่าน้ำจะมีครอบคลุมถึง 70% ของพื้นผิวโลก แต่มีบางส่วนเท่านั้นที่เป็นน้ำ น้ำดื่มที่หาได้มีการกระจายไปทั่วโลกไม่ทั่วถึงกัน และมีการทำให้ปนเปื้อนไปบ้าง ซึ่งหมายถึงว่าคนอีกนับพันล้านคนจะไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ในแต่ละวัน สถานการณ์ปัจจุบันยังหมายถึงว่าคนจำนวน 4.5 พันล้านคนยังคงขาดแคลนบริการด้านสุขาภิบาลที่มีการบริหารจัดการอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท

ในการเฉลิมฉลองวันสากลแห่งน้ำซึ่งตรงกับวันที่ 22 มีนาคมของทุกปี ทำให้ทั่วโลกให้ความสนใจในเรื่องความสำคัญของน้ำดิบ ซึ่งในปีนี้ให้ความสำคัญในหัวข้อ “ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง”  และเหมาะสมกับการปรับใช้ในวาระ 2030 ซึ่งมีวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับคนทั่วโลก  และเป็นโรดแม็ปขององค์การสหประชาชาติที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกไปสู่สิ่งที่ดีกว่าภายในปี 2573 ซึ่งรวมถึงการอุทิศให้กับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อ 6  (SDG 6) ในเรื่องน้ำ ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับน้ำไปแล้วกว่า 1,400 ฉบับ และแต่ละมาตรฐานก็เป็นตัวแทนของวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำ น้ำประปา น้ำใช้ น้ำเสีย และระบบการกำจัดน้ำ และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรฐานใหม่เรื่องการใช้น้ำซ้ำจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำได้เป็นอย่างดี

ทั่วโลกมีอัตราการใช้น้ำสูงขึ้นมากกว่าสองเท่าของประชากรที่เพิ่มขึ้นเมื่อศตวรรษที่แล้ว การขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ที่แห้งแล้งของโลกทำให้เกิดแรงกดดันอย่างหนักในพื้นที่ในเมือง ซึ่ง 55% ของประชากรโลกอาศัยอยู่

คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 เรื่องการใช้น้ำซ้ำ โดยคณะอนุกรรมการ SC 2, Water reuse in urban areas กำลังทุ่มเทให้กับงานเกี่ยวกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำในเมือง ซึ่งมาตรฐานสากลใหม่ ISO 20760-1 มีการให้แนวทางวิธีการใช้ประโยชน์ของน้ำเพื่อทำให้ตอบสนองความพึงพอใจเรื่องน้ำและยกระดับแรงกดดันเรื่องน้ำที่มีของพื้นที่ในเมือง

มายะ อิชิกาว่า เลขานุการของคณะกรรมการวิชาการดังกล่าวอธิบายว่า ในการเตรียมแนวทางการวางแผนและการออกแบบระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ  วิธีการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ และวิธีการและเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงและสมรรถนะของระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำนั้น  มาตรฐานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 จะเป็นหัวใจสำคัญของการนำน้ำกลับมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ภูมิภาคต่างๆ ในโลกนี้สามารถต่อสู้กับการขาดแคลนน้ำได้ นอกจากนี้ คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 ยังเน้นในเรื่องระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำเพื่อการชลประทานและการใช้งานด้านอุตสาหกรรมด้วย

มาตรฐานหลักตัวอื่นที่เน้น SDG 6 คือ ISO 30500 ในเรื่องระบบสุขาภิบาลที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับท่อน้ำทิ้ง  ซึ่งมีประชากรราว 1.8 พันล้านคนทั่วโลกกำลังใช้แหล่งของน้ำดื่มที่ปนเปื้อนของเสียมนุษย์ที่ส่งผลให้เกิดทุพโภชนาการและโรคภัยซึ่งข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับการออกแบบและทดสอบหน่วยบำบัดน้ำเสียแบบแยกส่วนตามมาตรฐาน ISO 30500 จะช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของชุมชนต่างๆ ทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

มาตรฐานสองฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมความสามารถในการดำเนินงานทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นการดำเนินงานอย่างยั่งยืนซึ่งองค์กรทั่วโลกต่างให้ความสำคัญและใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมีส่วนทำให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการเข้าถึงน้ำและสุขาภิบาลของคนทั่วโลกได้ภายในปี 2573 ต่อไป

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2377.html

การตัดไม้ทำลายป่าเป็นการทำลายผืนโลกที่เราอาศัยอยู่ ถือเป็นการคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ และมีส่วนในการทำให้เกิดความเสียหายในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกด้วย

นอกจากเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสียหายต่อภาวะโลกร้อนแล้ว ปัจจุบัน ผู้บริโภคยังมีความตระหนักในด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งหากผู้บริโภคจะซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ ก็มีความต้องการที่จะรู้ถึงแหล่งของป่าไม้ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญองค์ประกอบหนึ่งในการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ และเนื่องจากในซัพพลายเชนของไม้มีผู้เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วน อีกทั้งชนิดของไม้ก็มีความแตกต่างกันออกไป การสอบกลับไปยังแหล่งที่ถูกกฎหมาย จึงมีความซับซ้อน แต่วิธีการที่เข้มแข็งของการสอบกลับ จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อได้ดีขึ้นและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้จะทราบถึงแหล่งที่มาของไม้ที่ถูกกฎหมายและทำให้อุตสาหกรรมเติบโตขึ้นได้ และสิ่งที่จะช่วยสอบกลับไปยังแหล่งที่มาของไม้ก็คือมาตรฐานไอเอสโอที่เพิ่งประกาศใช้ใหม่เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั่นเอง

มาตรฐานที่ช่วยตอบโจทย์ดังกล่าว คือ ISO 38200, Chain of custody of wood and wood-based products ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดสำหรับห่วงโซ่ของการดูแลป่าไม้และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากไม้ซึ่งทำให้ผู้ซื้อสามารถสอบกลับแหล่งของไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ในทุกๆ ขั้นตอนของซัพพลายเชน

ดร.จอร์จ อี อาร์ คาเจเซียร่า ประธานคณะกรรมการวิชาการที่พัฒนามาตรฐาน ISO 38200 กล่าวว่ามาตรฐานนี้เป็นการเตรียมกรอบการดำเนินงานที่ทำให้ผู้ที่มีบทบาทในซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานดังกล่าว  มีการพูดภาษาเดียวกันทั่วโลก มาตรฐานนี้จะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถสอบกลับผลิตภัณฑ์ไม้ ว่ามาจากแหล่งใด  ซึ่งจะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงไม้จากแหล่งผิดกฎหมายไม่ให้เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนได้

นอกจากนี้ ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับระบบ CoC (Chain of Custody) ซึ่งสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ทั้งในแง่ของการสอบกลับ ความโปร่งใส  และคุณภาพ โดยระบบ CoC ขึ้นอยู่กับระบบควบคุมที่ใช้ติดตามและจัดการกับวัตถุที่เกี่ยวข้องทั้งซัพพลายเชนหรือส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน รวมทั้ง การขนส่ง การผลิต และการขาย ไปจนถึงการประกาศหรือการแถลงถึงผลผลิต (output declaration) เป็นต้น ซึ่งมาตรฐาน ISO 38200 มีวัตถุประสงค์ในการติดตามวัตถุจากแหล่งที่แตกต่างกันไปจนถึงผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย แต่ไม่รวมถึงการนำไปใช้กับการจัดการด้านป่าไม้ (Forest Management) ทั้งนี้ คำว่า “วัตถุ” ที่ระบุในมาตรฐานดังกล่าว หมายถึงวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากไม้  ไม้คอร์กและผลิตภัณฑ์จากลิกนิน (ส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อพืช) และอื่นๆเช่น ไม้ไผ่ เป็นต้น

มาตรฐาน ISO 38200 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการโครงการ ISO/PC 287, Chain of custody of wood and wood-based products ซึ่งมีเลขานุการคือ DIN สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน  และ ABNT สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศบราซิล

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

  1. https://www.iso.org/news/ref2342.html
  2. https://www.iso.org/standard/70179.html

ปัจจุบัน เมืองมีการเติบโตมากขึ้น  และมีแนวโน้มที่จะมีคนจะย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในเมืองเพิ่มมากขึ้นอีก 2.4 พันล้านคนในอีก 30 ปีข้างหน้า การสร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนเป็นหัวข้อหลักที่องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญเนื่องในวันสากลแห่งเมืองในปีนี้ และมาตรฐานไอเอสโอก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เมืองเป็นเช่นนั้นได้

เราจะส่งเสริมให้เมืองเป็นที่สนใจในขณะเดียวกันก็สามารถอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรมได้อย่างไรในเมื่อเมืองทั่วโลกต่างเผชิญปัญหาที่ประชากรเติบโตอย่างรวดเร็ว

นับตั้งแต่เมืองแซปปาด้าในประเทศอิตาลีกลายเป็นชุมชนแรกในยุโรปที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 37101 การพัฒนาอย่างยั่งยืนในชุมชน – การบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน – ข้อกำหนดพร้อมแนวทางการใช้งาน (Sustainable development in communities – Management system for sustainable development – Requirements with guidance for use)  เมืองก็ได้รับประโยชน์จากการบริหารจัดการท้องถิ่นเป็นอย่างมาก มีโครงการใหม่ๆ เพื่อการศึกษาและการปกป้องสิ่งแวดล้อม และมีวิธีการส่งเสริมเมืองและระบบเพื่อวัดและติดตามสมรรถนะด้านความยั่งยืน พร้อมทั้งยังช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนอีกด้วย

ISO 37101 เป็นส่วนหนึ่งของชุดมาตรฐานที่อุทิศให้กับเมืองที่ต้องการพิสูจน์อนาคตที่ต้องการความยั่งยืนและยืดหยุ่น ซึ่งมาตรฐานนี้มีส่วนทำให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ในข้อที่ 11 คือเมืองและชุมชนที่มีความยั่งยืน ซึ่งต้องการทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ “วันสากลแห่งเมือง” ในปีนี้ด้วย

มาตรฐานดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 268, Sustainable cities and communities ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ กว่า 50 ประเทศ ซึ่งได้เข้าร่วมในการพัฒนามาตรฐานอื่นๆ ที่เป็นกรอบการดำเนินงานและใช้วัดสมรรถนะด้วย เช่น ชุดมาตฐาน ISO 37150 ด้านโครงสร้างชุมชนอัจฉริยะ และ ISO 37120 ด้านตัวชี้วัดบริการของเมืองและคุณภาพชีวิต

ดร.แบร์นาร์ แชงโดรส ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 268 กล่าวว่าเมืองในวันพรุ่งนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายแต่ก็เป็นโอกาสที่ดีครั้งสำคัญด้วย เช่น การมีโอกาสที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของพลเมือง และการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพลเมือง เป็นต้น

อนาคตของเมืองส่งผลกระทบต่อทุกคนเพราะเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องนับตั้งแต่การขนส่งสาธารณะ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สาธารณูปโภคเช่น น้ำและพลังงาน ไปจนถึงการมีส่วนร่วมของสังคม สุขภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย

การสร้างเมืองที่มีความยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโดยธรรมชาตินั้น เมืองมีปฏิสัมพันธ์ของระบบที่ซับซ้อนสูง มาตรฐานของสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้นำของเมืองสามารถระบุวิสัยทัศน์ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้เมืองเป็นไปตามที่ต้องการ     ทำอย่างไรจึงจะจัดการกับความท้าทายของพลเมืองที่เติบโตขึ้นทุกวัน และเมืองจะก้าวไปสู่อนาคตกับกลยุทธ์ที่มีความชัดเจนได้อย่างไร พร้อมด้วยเป้าหมายและโรดแมปของเมือง

ไอเอสโอได้ติดตามเรื่องราวของเมืองที่มีความยั่งยืนทั่วโลกและจะเข้าร่วมประชุมวิชาการกับองค์กรมาตรฐานสากล ได้แก่ คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอเทคนิกส์หรือไออีซีและสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือไอทียูในการประชุมวิชาการเมืองอัจฉริยะของโลกในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ที่เมืองซานตาเฟ่ ประเทศอาร์เจนติน่า

การประชุมวิชาการดังกล่าวจะเป็นการรวมคนและองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุยและปรึกษาหารือเพื่อทำให้เห็นภาพของสิ่งที่จำเป็นจะต้องพัฒนาสำหรับเมืองที่มีความยั่งยืนและเมืองอัจฉริยะในอนาคตพร้อมด้วยแนวทางการแก้ไขปัญหาในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะต่อไป

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2341.html

น้ำสะอาดมีความหมายสำหรับทุกชีวิตและเป็นหนึ่งในทรัพยากรอันมีค่าที่สุด แต่ 40% ของประชากรโลกก็มีน้ำใช้ไม่เพียงพอ ในขณะเดียวกัน มนุษย์เรายังทำตัวเป็นศัตรูที่ร้ายที่สุดของตัวเองโดยได้ทำให้น้ำเสียที่เราสร้างขึ้นมา กลับเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศน์เกินกว่า 80% ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้ทำการบำบัดและไม่มีการนำมาใช้ซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ทั่วโลกต่างก็ตระหนักเป็นอย่างดีถึงเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติรวมถึงเรื่องของน้ำ ซึ่งรัฐบาลและภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับแรงกดดันในการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างจำกัด แต่การจะทำเช่นนี้ได้ ประการแรก ก็จะต้องสามารถทำการวัดการใช้น้ำได้เสียก่อน

ไอเอสโอได้ร่วมกับศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (International Trade Center: ITC) ทำการพัฒนาคู่มือไอเอสโอขึ้นมาใหม่ คือ  ISO 14046 Environmental Management – Water footprint – A practical guide for SMEs เพื่อช่วยให้องค์กรทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs มีความเข้าใจในมาตรฐานได้ดีขึ้นและได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวางมากขึ้น

ผู้เขียนร่วมคือ เซบาสเตียน ฮัมเบิร์ทกล่าวว่า วอเตอร์ฟุตพริ้นท์เป็นรูปแบบใหม่ของการประเมินเชิงสัมพัทธ์ที่มีการเปรียบเทียบกับวิธีอื่น เช่น คาร์บอนฟุตพริ้นท์และมีหลายวิธีซึ่งมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป และการที่ได้ร่วมพัฒนามาตรฐานกับผู้เชี่ยวชาญกว่า 60 ประเทศรวมทั้งองค์กรเอ็นจีโออีก 20 แห่งจากทั่วโลกนั้น ทำให้ได้มาตรฐาน ISO 14046 มาเป็นกรอบการดำเนินงานที่ใช้ในการวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นผลมาจากการใช้น้ำนั่นเอง

คู่มือดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรมีการเตรียมตัวสำหรับการดำเนินการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์โดยใช้มาตรฐาน ISO 14046 ซึ่งเป็นคู่มือเชิงปฏิบัติที่ไม่เพียงแต่ให้หลักการที่สำคัญเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สามารถตีความได้ดีขี้นตลอดจนทำให้สามารถมองหาทางเลือกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่น้อยกว่าได้ด้วย

นอกจากนี้ ไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานที่ช่วยดูแลและปกป้องสิ่งแวดล้อมอีกหลายมาตรฐานซึ่งองค์กรทุกประเภทและทุกขนาดสามารถนำไปใช้ได้ เช่น

ISO 6107 Water Quality, ISO 10381 Soil Quality, ISO 4226 Air quality – General aspects – Units of measurement, ISO 14001 Environmental management systems – Requirements with guidance for use,

ISO 14005 Environmental management systems – Guidelines for the phased implementation of an environmental management system, including the use of environmental performance evaluation, ISO 14065 – Greenhouse gases – Requirements for greenhouse gas validation and verification bodies for use in accreditation or other forms of recognition, ISO 50001 – Energy Management, ISO 14001 – Environmental Management และ ISO 14006 – Environmental management systems – Guidelines for incorporating ecodesign เป็นต้น

ผู้สนใจมาตรฐาน ISO 14046 Environmental management – Water footprint. A practical guide for SMEs และมาตรฐานดังกล่าวข้างต้น สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

1. https://www.iso.org/news/ref2209.html
2.
https://www.iso.org/iso-14001-environmental-management.html