มาตรฐาน ISO 50001 เป็นมาตรฐานที่องค์กรทั่วโลกให้ความสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงสองปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด ดังจำนวนผู้ได้รับการรับรองที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 6,765 รายในปี 2557 เป็น 11,985 รายในปี 2558 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 77% (จากผลสำรวจขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ปี 2558) อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ได้รับการรับรองในมาตรฐานอื่นๆ นับว่ายังมีปริมาณไม่มากนัก เช่น ในปี 2558 มีองค์กรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 จำนวน 1,033,936 ราย มาตรฐาน ISO 14001 จำนวน 319,324 ราย มาตรฐาน ISO 22000 จำนวน 32,061 ราย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในด้านประโยชน์ของการนำมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO 50001 ไปใช้ ในด้านหนึ่ง มาตรฐานช่วยให้เราลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ ซึ่งอาจหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซฯ ที่ปล่อยออกมาจากยานพานหะบนท้องถนนเท่ากับจำนวน 215 ล้านคันภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) และในอีกด้านหนึ่งหมายถึงช่วยในเรื่องธุรกิจขององค์กรต่างๆ ด้วย ซึ่งคาดการณ์ว่าเท่ากับการลดการใช้พลังงานที่ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปถึง 600 พันล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน
ดังนั้น หลายประเทศจึงเห็นว่า ISO 50001 เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์สำหรับอนาคตของการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้มาตรฐานเป็นส่วนหนึ่งที่ผสมผสานไปกับนโยบายด้านพลังงาน ซึ่งรัฐบาลที่ดำเนินการในเชิงรุก จะใช้มาตรการทางภาษี การเข้าถึงเงินทุนวิจัย และมาตรการทางภาษีอื่นๆ เพื่อกระตุ้นบริษัทให้มีการนำมาตรฐาน ISO 50001ไปใช้มากขึ้น (ในประเทศไทย ภาครัฐโดยบีโอไอก็มีการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อการอนุรักษ์พลังงานเช่นกัน เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เว้นภาษีเพิ่ม 3 ปีซึ่งจะต้องยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม เป็นต้น )
การใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนหรือเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ทำให้การควบคุมค่าใช้จ่ายขององค์การอาจทำได้ไม่ง่ายนัก แต่สิ่งที่องค์กรสามารถทำได้เพื่อลดค่าใช้จ่าย คือ การปรับปรุงวิธีการจัดการด้านพลังงาน ซึ่งประโยชน์ของการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้จะทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่ายและการบริโภคพลังงานในองค์กรลงได้
โรแลนด์ ริสเซอร์ ประธานของคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 242 ด้านการจัดการพลังงาน กล่าวในมุมมองของผู้พัฒนามาตรฐานว่า ความท้าทายอันยิ่งใหญ่ของเขา ก็คือ การทำให้มาตรฐานด้านการจัดการพลังงานเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน คือ สามารถนำไปใช้งานได้ง่าย และตรงไปตรงมา นอกจากนี้ ในการที่จะทำให้มาตรฐานมีพัฒนาการก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ก็คือ ต้องทำให้มั่นใจว่ามีการเพิ่มหัวข้อใหม่ๆ ลงไปที่จะช่วยให้ผลลัพธ์ที่ออกมามีประสิทธิภาพและคุ้มค่าอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยหลักที่จะกระตุ้นให้องค์กรนำมาตรฐานระบบการจัดการพลังงานของไอเอสโอไปใช้
ในอีกด้านหนึ่ง ริสเซอร์ทำนายว่ามาตรฐาน ISO 50001 ที่กำลังปรับปรุงอยู่นี้ จะเป็นมาตรฐานที่เข้ากันได้ดีกับมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับมาตรฐานทุกมาตรฐานในด้านระบบการจัดการของไอเอสโอ หมายความว่าองค์กรจะใช้เวลาน้อยลงในการโฟกัสไปที่กระบวนการทำงานและการขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือด้านมาตรฐานเพราะมีพื้นฐานของระบบที่คล้ายคลึงกันอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า ISO 50001 มีความโดดเด่นกว่ามาตรฐานระบบการจัดการอื่นในแง่ที่ว่าการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนั้นมีการโฟกัสไปที่ 2 เรื่องคือ ระบบการจัดการด้วยตัวของมันเอง กับสมรรถนะด้านพลังงาน
ท้ายที่สุด สิ่งที่จะทำให้มาตรฐาน ISO 50001 เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง คือการช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถบรรลุพันธสัญญาที่ให้ไว้ตามข้อตกลงปารีส ในขณะที่มาตรฐานนี้ก็ท้าทายองค์กรให้ค่อยๆ ก้าวไปสู่การประหยัดพลังงานและพัฒนาระบบการจัดการด้านพลังงานอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย
ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2135
องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 11 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันภูเขาสากล” (International Mountain Day) ในปีนี้ การเฉลิมฉลองวันภูเขาสากล จัดทำขึ้นเพื่อให้ความสำคัญกับประเพณีและวัฒนธรรมของชาวเขาทั่วโลกจะปรากฎในชุมชนแบบดั้งเดิมซึ่งมีธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมในการแสวงบุญ พิธีการและการบูชาทางศาสนา
แนวคิดเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรม ธรรมเนียมประเพณี และเรื่องราวของจิตวิญญาณ ยังคงเชื่อมโยงวิถีชีวิตของชาวเขาให้ดำรงอยู่
ภูเขานับว่าเป็นแหล่งของสิ่งมีชีวิตที่ทำให้เกิดการผลิดออกออกผลรวมทั้งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำซึ่งได้รับความเคารพว่าเป็นบ้านของเทพเจ้านับตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในช่วงเวลาที่แห้งแล้ง ชาวคิคูยูในประเทศเคนยาต้องเผชิญกับความอดอยากแห้งแล้งและต้องร้องขอฝนจากเทพเจ้าไง ส่วนชาวอินคาในประเทศเปรูมีการสร้างวัดบนยอดเขาที่สูงที่สุดเหนือยอดเขาอินดีสมากกว่า 6,000 เมตร และในประเทศจีน มีหมู่บ้านที่อุทิศวัดของหมู่บ้านให้กับเทพเจ้าแห่งภูเขาท้องถิ่นที่ดูแลเมฆและฝน
สัดส่วนขนาดใหญ่ของชนส่วนน้อยของโลกอาศัยอยู่ในบริเวณภูเขา ในขณะที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยคนจำนวนน้อย แต่ก็มีคนกลุ่มใหญ่อาศัยอยู่ด้วย เช่น ชาวแคชัวในเทือกเขาแอนดีส และชาวแอมฮาราในเอธิโอเปีย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากการรังสรรค์ของธรรมชาติที่ทำให้พวกเขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและห่างไกลจากผู้คน ได้ช่วยทำให้วัฒนธรรมอันหลากหลายของชาวเขายังคงอยู่และไม่ถูกทำลายไปตามกาลเวลา แต่โชคไม่ดีที่ระบบความเชื่อ คุณค่าที่แตกต่าง ถูกทำลายไปจากการอพยพ การแผ้วถางป่าและภูเขาจนกลายเป็นเมือง รวมทั้งความขัดแย้งต่างๆ
ชาวเขาทั่วโลกได้มีบทบาทสำคัญในการจัดการระบบนิเวศน์ของพวกเขาเอง ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา พวกเขาได้พัฒนาระบบการใช้ดินที่ไม่เหมือนใคร แนวทางการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การบริโภคอาหารและผลิตภัณฑ์ของชาวเขาซึ่งมีความโดดเด่นไม่เหมือนใครและร่ำรวยในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญ
ชาวเขาส่วนใหญ่หยั่งรากลึกกับผืนแผ่นดินของตนเองและชุมชนชาวเขาในวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ทำให้สิ่งเหล่านี้นำทางพวกเขาไปใช้ชีวิตและมีกิจกรรมทางการเกษตรและใส่ใจในสิ่งแวดล้อมรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่นที่เทือกเขาแอนดีส พระแม่ธรณีที่ชาวไอมารานับถือจะเป็นประธานในการหว่านพืชผลล้อมรอบภูเขาซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว ชาวไอมาราเป็นชาวพื้นเมืองในแถบภูเขาทางตอนใต้ของประเทศเปรู ส่วนมากเป็นแคทอลิก แต่ความเชื่อของพวกเขาคือความเชื่อที่ว่า พวกเขามีความสัมพันธ์อย่างพิเศษกับแผ่นดินซึ่งพวกเขาเรียกว่า ปาชา มามา หรือพระแม่ธรณี พวกเขาเชื่อว่าโลกเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ พวกเขาต้องการติดต่อกับจิตวิญญาณเหล่านั้น และในที่สุดก็ติดต่อกับพระเป็นเจ้า ดังนั้นพิธีการทางศาสนาในการยกย่องแม่พระธรณีจึงเป็นการย้ำถึงความสำคัญระหว่างชุมชนของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ และนำมาซึ่งผู้คนจากชนเผ่าที่แตกต่างกันและจากหมู่บ้านต่างๆที่ทำการเกษตร
ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณที่ถูกภูเขาปกป้องไว้นับเป็นสถานที่แห่งการปลอบประโลมทางจิตวิญญาณ การสร้างแรงบันดาลใจ การสันทนาการและการผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสกี การไต่ภูเขาเพื่อชมวิวกอริลล่าภูเขาในประเทศรวันดาและการเยี่ยมชมโบสถ์หินในประเทศเอธิโอเปีย ภูเขาเป็นแหล่งที่ให้ความบันเทิงต่อนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
จากข้อมูลขององค์การยูเนสโก (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization: UNESCO) ระบุว่า 56% ของพื้นที่สงวนไบโอสเฟียร์ประกอบด้วยระบบนิเวศน์ของภูเขา
นักท่องเที่ยวที่เข้าไปในพื้นที่ของชาวเขาอาจส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมและความเป็นชาวเขาได้ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายและเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากชาวเขาอาจได้รับผลกระทบจากการบุกรุกทางวัฒนธรรมและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวและมีการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน สามารถลดการอพพยเข้าสู่เมืองและสร้างผลตอบแทนจากการปกป้องดูแลระบบนิเวศของชาวเขาบนภูเขา สินค้าและบริการได้เช่นกัน
ในปีนี้ องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วัฒนธรรรมของชาวเขาเป็นหัวข้อหลักเพื่อที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ชุมชนและองค์กรต่างๆ จะได้เฉลิมฉลอง “วันภูเขาสากล” ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวเขาซึ่งควรมีการให้ความสำคัญกับประเพณีและวัฒนธรรมของชาวเขาให้คงอยู่ต่อไป
ที่มา:
1. http://www.un.org/en/events/mountainday/
2. http://www.thaicath.net/diarybible/cathsuebsiri/blessing/dialog.html
การประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 22 (COP22: Conference of Parties) ระหว่างวันที่ 7-18 พฤศจิกายน 2559 ที่เมืองมาราเกซ ประเทศโมรอคโค เป็นการประชุมเจรจาระหว่างผู้นำจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท องค์กร นักลงทุนหรือรัฐบาลทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เพื่อที่จะนำข้อตกลงปารีสไปปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้ในการประชุม COP21 เมื่อเดือนธันวาคม 2558
ในการที่จะทำให้การปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสบรรลุผลนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งไอเอสโอได้ได้ร่วมผลักดันโดยพัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศใหม่ๆ ขึ้นมาซึ่งขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมอันเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน
เมื่อปีที่แล้ว ผลสำรวจของไอเอสโอรายงานว่าทั่วโลกมีผู้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO50001จำนวน 12,000 ราย และผู้ได้รับการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 จำนวนกว่า 300,000 ราย
นอกจากนี้ ไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศซึ่งได้กลายมาเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและช่วยให้องค์กรสามารถรายงานเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดที่เป็นการบังคับของแต่ละประเทศซึ่งทำให้มีส่วนร่วมในการตลาดการค้าคาร์บอนหรือแสดงถึงพันธสัญญาในการความรับผิดชอบทางสังคมขององค์กรต่างๆ ด้วย
สำหรับมาตรฐาน ISO 14080 Greenhouse gases management and related activities — Framework and principles for methodologies on climate actions เป็นมาตรฐานที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาของไอเอสโอ ซึ่งจะทำให้องค์กรมีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศในการนำมาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาและวิธีการที่มีการปรับปรุงแล้วทำให้มีแนวทางในการลดผลกระทบของสภาวะโลกร้อนและนำกิจกรรมต่างๆ ไปปรับใช้และทำให้พัฒนาการเข้าถึงด้านการเงินและทรัพยากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศจะส่งผลดีต่อสุขภาพของประชากรโลกด้วย เช่น ในหลายประเทศ อาหารที่มีการปรุงโดยใช้เชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง (เช่น ไม้ ถ่านหิน เป็นต้น) และใช้เตาปรุงอาหารจะส่งควันพิษออกมาซึ่งเป็นผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ และยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ อันมีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลกอีกด้วย
ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 285, Clean Cookstoves and Clean Cooking Solutions เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับทุกองค์กรนับตั้งแต่หน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ SME ไปจนถึงบริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว
Abderrahim Taibi ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศโมร็อกโค (Moroccan Standards Institute: IMANOR) กล่าวว่า IMANOR ตระหนักถึงความสำคัญของมาตฐานที่มีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาในการลดผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปอัฟริกาซึ่งไม่มีเครื่องมือที่จะปกป้องผลกระทบดังกล่าว ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้แทนของชุมชนมาตรฐานระหว่างประเทศของประเทศโมร็อกโค IMANOR จึงกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องในประเทศในทวีปอัฟริกาใช้โอกาสนี้มีส่วนในการแก้ไขปัญหาผ่านเวทีการประชุมต่างๆ ในระดับระหว่างประเทศ รวมทั้งในการประชุม COP22 ซึ่งประเทศโมร็อกโกก็ยืนยันถึงความเต็มใจในการส่งเสริมให้ผู้แทนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมในการพัฒนามาตรฐานเพื่อความยั่งยืน โดยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมในโครงการความร่วมมือในภูมิภาค MENA (Middle East and North Africa) ด้วย
การประชุม COP22 ที่เมืองมาราเกซจะดำเนินการระบุตัวชี้วัดที่ต้องการทำให้เห็นผลสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2030 และเร่งให้ปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการจะทำเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออย่างมาตรฐานระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์และการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ
ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2143