คลื่นลูกใหม่ที่จะกำหนดกติกาทางการค้าของโลกในระยะอันใกล้นี้ คือ การบรรลุข้อตกลงจะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2065-2070 ซึ่งทั่วโลกกำลังร่วมกันรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) นั่นเอง
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือปัญหาระดับโลกที่มีการกล่าวถึงผลกระทบในด้านต่างๆ มานานหลายปี นอกจากการแก้ปัญหานี้ในระดับบุคคลด้วยการลดใช้ทรัพยากร หรือหมุนเวียนทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว สิ่งสำคัญคือองค์กรขนาดใหญ่ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง ภาคเกษตรกรรม ต่างก็มีส่วนสำคัญในการสร้างผลกระทบดังกล่าว ดังนั้น ทุกองค์กรจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันปรับเปลี่ยนการทำงาน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด
Net Zero เป็นการสร้างสมดุลให้สภาพภูมิอากาศของโลกด้วยการ “จำกัด” การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร่วมกับการ “กำจัด” ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศไปแล้ว โดยต้องหาวิธีลดและป้องกันไม่ให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กับการหาวิธีบรรเทาความเสียหายในอดีตจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ Net Zero ไม่ใช่การห้ามปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมลพิษต่างๆ แบบ 100% ธุรกิจบางอย่างที่จำเป็นยังคงปล่อยมลพิษบางส่วนได้ ตราบใดที่สามารถชดเชยด้วยกระบวนการที่ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศได้ เช่น การปลูกป่า หรือเทคโนโลยีการดักจับมลพิษในอากาศโดยตรง เพราะยิ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากเท่าไร ก็ยิ่งต้องกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศให้ได้มากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกใหม่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกนับจากนี้จะต้องมีปริมาณต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ Net Zero อย่างแท้จริง นั่นหมายความว่าธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้อง ลด-ละ-เลิก การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ เพื่อเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เร็วที่สุด
กลุ่มธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูง เช่น ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจสาธารณูปโภคไฟฟ้า ธุรกิจอุตสาหกรรมเหล็ก ธุรกิจปูนซีเมนต์ ธุรกิจยานพาหนะและการขนส่ง ธุรกิจน้ำมันและก๊าซ ต่างก็ได้รับผลกระทบและจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เป้าหมาย Net Zero เป็นจริง
แม้ว่าธุรกิจเหล่านี้ จะถูกจับตามองว่าเป็นภาคส่วนที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดในโลก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจเหล่านี้ยังคงมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และต้องการพันธมิตรที่มีประสบการณ์เพื่อช่วยสนับสนุนให้พวกเขาเริ่มต้นวางแผนเส้นทางสู่การกำจัดคาร์บอนให้เป็นศูนย์ได้สำเร็จ
ในปัจจุบัน บริษัทต่างๆ เริ่มเข้าใจแล้วว่าการลดคาร์บอนในธุรกิจของตนเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่นักลงทุนและผู้บริโภคคาดหวัง ซึ่งบริษัทระดับโลกต่างๆ จะใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกคู่ค้า ถ้าเราทำได้ตามเป้าหมายวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ ก็จะกลายเป็นโอกาสในการคัดเลือกเป็นคู่ค้าของกลุ่มธุรกิจนั้น และถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต้องเร่งปรับตัว ด้วยเหตุนี้ Net Zero จึงเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ธุรกิจแตกต่างเหนือคู่แข่ง มีโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจและได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่มากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวย่อมมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดและความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและผู้บริโภค
วิกฤตสภาพภูมิอากาศทุกวันนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ไม่มีเวลาให้รอคอยอีกต่อไปแล้ว….มาร่วมกันพลิกวิกฤตเป็นโอกาสแล้วขับเคลื่อนให้ธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนด้วย Net Zero
ที่มา:
ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญกำลังประชุมกันเพื่ออภิปรายถึงมาตรฐานใหม่ของไอเอสโอที่จะช่วยวัดปริมาณผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศของสสารที่สามารถนับปริมาณได้
ระบบการคำนวณที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน มีการเน้นไปที่การวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นส่วนใหญ่ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์หรือมีเทน และไอเอสโอมีจำนวนมาตรฐานที่สนับสนุนเรื่องนี้อยู่แล้ว เช่น ชุดมาตรฐาน ISO 14064 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังมีสาระสำคัญอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศซึ่งระบบการวัดในมาตรฐานที่มีอยู่เดิมไม่ครอบคลุม
มาตรฐานใหม่ที่กำลังพัฒนานี้มีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดที่เรียกว่าการแผ่รังสี (radiative forcing) ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่มีการดูดซับไปโดยโลกของเราและพลังงานที่มีการแผ่รังสีกลับไปยังอวกาศ ซึ่งเมื่อพลังงานที่กำลังแผ่เข้ามายังโลก มีมากกว่าพลังงานที่กลับออกไป ชั้นบรรยากาศของโลกจึงเกิดความอุ่น ดังนั้น อุณหภูมิของโลกจึงสูงขึ้น
มีหลายสิ่งที่สามารถมีผลต่อการแผ่รังสี รวมทั้งก๊าซเรือนกระจก ไอน้ำ และฝุ่นละออง มาตรฐานใหม่จึงเน้นไปที่วิธีการใหม่ในการคำนวณปริมาณนี้ี
บริททิน แอล โบนนิ่ง ผู้จัดการคณะกรรมการกลุ่มพัฒนามาตรฐานได้กล่าวไว้ว่า มาตรฐานแนวทางของ ISO 14082 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะขยายขอบข่ายมาตรฐานไอเอสโอเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไปด้วยการพิจารณาถึงฟุตพริ้นท์ด้านสภาพอากาศของสสารที่มีผลกระทบต่อการแผ่รังสี
สสารเช่นผงผุ่นเขม่าดำและฝุ่นอื่นๆ ไม่ได้มีการพิจารณาอยู่ภายใต้นิยามของก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน ISO 14064 ดังนั้น เราจึงรู้ว่าเราจำเป็นต้องมีมาตรฐานใหม่ที่ใช้ในการวัดและคำนวณผลกระทบของสิ่งที่มีอิทธิพลในด้านสภาพภูมิอากาศซึ่งมีความโดดเด่นไม่เหมือนใครซึ่งไม่ใช่แก๊สทั้งในเชิงกายภาพและเคมี หากมาตรฐานดังกล่าวแล้วเสร็จ จะช่วยให้มีหลักการและแนวทางในการคำนวณและการรายงานฟุตพริ้นท์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการแผ่รังสี
ในอนาคต มาตรฐานนี้จะช่วยให้ระบุโครงการและปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศที่มีส่วนในการบริหารจัดการด้านการแผ่รังสีอย่างมีประสิทธิผล และสนับสนุนความน่าเชื่อถือ ความคงเส้นคงวา และความโปร่งใสในเรื่องดังกล่าวรวมถึงการลดของปริมาณและการรายงานด้วย
ร่างมาตรฐานนี้เป็นเอกสารแนวทางสำหรับการวัดตัวชี้วัดและการวัดปริมาณ ซึ่งไม่รวมถึงข้อแนะนำสำหรับวิธีขององค์กรที่สามารถเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการแผ่รังสีหรือมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่เป็นการเน้นไปที่วิธีการคำนวณและวัดผลกระทบต่อการแผ่รังสีที่สสารอาจมีผลกระทบไปถึง
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญได้กล่าวย้ำว่าเทคนิควิศวกรรมดาวเคราะห์ (geoengineering) เช่น การบริหารจัดการรังสีจากดวงอาทิตย์ และการบริหารจัดการรังสีจากโลกนั้น อยู่นอกเหนือขอบข่ายของเอกสารนี้
มาตรฐาน ISO/AWI 14082, Radiative Forcing Management – Guidance for the Quantification and Reporting of Radiative Forcing-Based Climate Footprints and Mitigation Efforts อยู่ในระหว่างการพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนจากสมาคมผู้บริโภค ภาคการศึกษา เอ็นจีโอ และรัฐบาล
ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกของไอเอสโอซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 160 ประเทศ ซึ่งไอเอสโอได้มีความพยายามเป็นอย่างมากในการทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐานมากขึ้นรวมทั้งนำเอาความต้องการของผู้บริโภคเข้ามาพิจารณาด้วย กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการร่างมาตรฐานใหม่นี้ยังมีการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงงานให้เข้ากับศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศซึ่งได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่โดย IPCC ด้วย
การเตรียมการสำหรับมาตรฐานดังกล่าวเป็นผลจากความพยายามในการลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเรื่องที่เกี่ยวกับการแผ่รังสีซึ่งยังไม่เคยมีการพิจารณาในเรื่องนี้ และไอเอสโอหวังว่าจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี