แม้ว่าการระบาดของ COVID-19 จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาใดที่รายงานว่า COVID-19 แพร่กระจายผ่านผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากนี้ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังระบุว่าไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าไวรัสที่ติดเชื้อทางเดินหายใจสามารถถ่ายทอดผ่านอาหารหรือบรรจุภัณฑ์อาหารได้ และดูเหมือนว่าการแพร่กระจายของ SARS-CoV และ MERS-CoV ผ่านการบริโภคอาหารก็ยังไม่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบริการอาหาร (Food Service) เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประกอบการแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 เนื่องจากมีผู้บริโภคมีความกังวลในการสัมผัสอาหารที่พวกเขาคิดว่าเป็นไปได้ที่อาจปนเปื้อนเชื้อไวรัส COVID-19 แต่จริงๆ แล้วมีเพียงหลักฐานบ่งชี้ว่า SARS-CoV-2 สามารถแพร่เชื้อผ่านทางพื้นผิวสัมผัสเนื่องจากความสามารถของไวรัสสามารถอยู่รอดบนพื้นผิวได้เป็นเวลาหลายวัน (ซึ่งไม่ใช่การติดเชื้อผ่านการรับประทานอาหาร แต่อาจติดเชื้อจากการหายใจเอาเชื้อที่อยู่รอดบนพื้นผิวนั้นเข้าไป)

ดังนั้น  จึงจำเป็นต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 จากทางเดินหายใจไปยังพื้นผิวบรรจุภัณฑ์อาหารหรือผ่านการบริโภคอาหาร ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการอาหารให้ความสำคัญกับแนวทางสำหรับผู้บริโภคในระหว่างการซื้ออาหาร การจัดการอาหาร และการเตรียมอาหาร ซึ่งผู้จับต้องอาหาร และบุคลากรของสถานประกอบการอาหารและผู้บริโภคจำเป็นต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยที่ดีเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อและปฏิบัติตามข้อกำหนดขั้นต่ำของระบบความปลอดภัยของอาหารเป็นอย่างน้อย ซึ่งผู้ผลิตอาหารและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารทั้งหมดต้องตระหนักถึงหน้าที่รับผิดชอบอย่างใหญ่หลวงในการจัดการความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อสร้างความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้บริโภคซึ่งหากอาหารไม่มีความปลอดภัยก็จะเกิดความเสี่ยงสำหรับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ จึงมีการปฏิบัติตามแนวทางสุขอนามัยที่ดีรวมไปถึงการนำมาตรฐานเกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยของอาหารไปใช้งาน

สำหรับมาตรฐานระบบการจัดความปลอดภัยของอาหารของไอเอสโอ ช่วยให้องค์กรสามารถระบุและควบคุมอันตรายด้านความปลอดภัยของอาหารได้ และในขณะเดียวกันยังสามารถนำไปใช้งานร่วมกับมาตรฐานการจัดการไอเอสโอฉบับอื่นได้ด้วยโดยสามารถนำไปใช้กับผู้ผลิตทุกประเภทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน  ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถส่งข้ามพรมแดนไปยังผู้บริโภคซึ่งทำให้พวกเขาไว้วางใจได้

มาตรฐาน ISO 22000, Food safety management systems — Requirements for any organization in the food chain เป็นมาตรฐานระบบการจัดการความปลออดภัยของอาหาร ข้อกำหนดสำหรับทุกองค์กรในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนาขึ้นเพื่อกำหนดกรอบมาตรฐานสากลที่ครอบคลุมข้อกำหนดทุกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพด้านอาหารและความปลอดภัยของอาหารที่มีการบังคับใช้สำหรับการค้าสินค้าอาหารที่มีอยู่ในปัจจุบัน  ทำให้ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารมีมาตรฐานที่มีความสอดคล้องกัน นับตั้งแต่ธุรกิจที่ทำการผลิตวัตถุดิบ ส่วนประกอบของอาหาร ภาชนะบรรจุอาหาร ไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป และยังส่งเสริมให้องค์กรดำเนินธุรกิจอย่างสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาหารด้วย

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์อาหารก็ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทุกแห่งว่าควรปฏิบัติตามแนวทางระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหารที่กำหนดโดยหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างเคร่งครัด และควรปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อตอบสนองต่อหลักฐานชิ้นใหม่เกี่ยวกับการป้องกันไวรัสเมื่อจำเป็น

มาตรฐาน ISO 22000 ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผน ดำเนินการ ดำเนินการ บำรุงรักษา และปรับปรุงระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารรวมทั้งช่วยให้สื่อสารประเด็นด้านความปลอดภัยของอาหารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในห่วงโซ่อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิต  หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ค้าปลีก รวมทั้งผู้บริโภคด้วย

ที่มา:

  1. https://www.frontiersin.org/articles/10.3389/fmicb.2020.01854/full#B39
  2. https://www.iso.org/standard/65464.html

วันที่ 5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติแล้ว ยังเป็น “วันดินโลก” (World Soil Day) อีกด้วย

“วันดินโลก” มีที่มาจากการประชุมวิทยาศาสตร์ทางดินของโลก ครั้งที่ 17 ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2545 (ค.ศ.2002) ซึ่งมีนักปฐพีวิทยานานาชาติมาร่วมประชุมกัน ภายในงานดังกล่าวมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรดิน รวมถึงการจัดตั้งโครงการพระราชดำริในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ

นิทรรศการดังกล่าว ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมตระหนักและประจักษ์ชัดว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยในวิทยาศาสตร์ทางดิน และทรงมีพระวิสัยทัศน์ในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนโดยทรงให้ความสำคัญกับทรัพยากรดิน และผลสำเร็จจากการทรงงานบริหารจัดการดินอย่างต่อเนื่องของพระองค์ เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในประเทศและระดับระหว่างประเทศ

การประชุมในครั้งนั้น จึงมีการหารือการจัดตั้งวันดินโลก โดยที่ประชุมคณะกรรมการสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Sciences: IUSS) มีมติให้วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลก เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระองค์ และรณรงค์ให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน ซึ่งที่ประชุมองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ก็ได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้การรับรองวันดินโลกอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2556 (ค.ศ.2013) และในปีเดียวกันนั้นเอง FAO ได้ขอให้ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 68 ในเดือนกันยายน รับเอาวันที่ 5 ธันวาคมเป็นวันดินโลกซึ่งที่ประชุมสมัชชาใหญ่ฯ ได้ตอบรับและยืนยันโดยเริ่มต้นวันดินโลกอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2557 (ค.ศ.2014)

รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน” (Keep Soil Alive, Protect Soil Biodiversity) เป็นหัวข้อหลักของการรณรงค์ “วันดินโลก” ในปี 2563 ซึ่งทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยได้จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับดินและการจัดการทรัพยากรดินเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับประเทศไทย หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการจัดงานวันดินโลก โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานวันดินโลก ร่วมกับ สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทยสมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำ สมาคมดินโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และหน่วยงานภาคีภาครัฐ เอกชน องค์กรต่าง ๆ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของนิเวศวิทยา และความหลากหลายทางชีวภาพในดินซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทั้งหมดในระบบนิเวศ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้สานต่อเจตนารมณ์ในพระราชปณิธาน น้อมนำพระราชดำริมาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการใช้ที่ดิน การพัฒนาดิน น้ำ พืช และอาชีพของเกษตรกรให้มีความมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนา ในเรื่องทรัพยากรดินและสิ่งแวดล้อมความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่ง “ดิน” ถือเป็นหลักการองค์ความรู้มิติที่ 2 แห่ง “ศาสตร์ของพระราชา” ที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาชุมชนและสังคมให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ที่มา :

  1. https://www.nxpo.or.th/th/3007/
  2. https://www.facebook.com/WorldSoilDayThailand/
  3. https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/37336