ความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ก็คือเรื่องของสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่หรือ COVID-19 ซึ่งกำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกนั่นเอง ถึงแม้ว่าทั้งสองเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นคนละช่วงเวลา แต่ก็ส่งผลกระทบต่อโลกของเราเป็นอย่างมาก และมีสำนักข่าวต่างประเทศได้นำเสนอข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างภาวะโลกร้อนกับไวรัสโคโรน่าดังต่อไปนี้

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ได้นำเสนอข่าวการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาซึ่งเกิดจากโรคระบาดไวรัสโคโรน่า ทำให้โรงงานต้องหยุดการผลิต  สายการบินในประเทศจีนก็หยุดให้บริการในหลายเส้นทาง และพนักงานหรือบุคลากรเป็นจำนวนมากต้องหยุดพักอยู่ที่บ้าน ทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงประมาณ 25% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากการคำนวณของนักวิเคราะห์ขององค์กรเอกชนแห่งหนึ่ง คือศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด

ต่อมา วันที่ 29  กุมภาพันธ์ 2563 สำนักข่าวบีบีซี ได้นำเสนอข่าวการลดระดับมลภาวะในประเทศจีนส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าเช่นกันโดยได้แสดงภาพถ่ายดาวเทียมซึ่งทำให้เห็นว่าระดับมลภาวะในประเทศจีนลดลงอย่างกะทันหันซึ่งองค์การนาซา (องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา) เชื่อว่าส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากไวรัสโคโรน่า

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการลดลงของระดับไนโตรเจนออกไซด์นั้น ก๊าซพิษนี้เกิดจากกระบวนการสันดาปของเครื่องยนต์ที่ถูกปล่อยออกมาจากยานยนต์ และโรงงานอุตสาหกรรม  ซึ่งพบครั้งแรกว่าอยู่ใกล้เมืองอู่ฮั่น และกระจายไปทั่วประเทศ และเมื่อเปรียบเทียบแผนที่ หลังจากเกิดการกักกันบริเวณผู้ป่วย การลดลงจึงเกิดขึ้นเนื่องจากโรงงานในประเทศจีนหยุดทำการผลิตเพื่อควบคุมโรค

เฟย หลิว นักวิจัยคุณภาพอากาศที่นาซ่ากล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่เราเห็นก๊าซเรือนกระจกลดลงจากปรากฏการณ์โรคระบาด

เฟย หลิวยังกล่าวด้วยว่าก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ได้ลดลงในหลายประเทศระหว่างที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยซึ่งเริ่มเมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) แต่การลดลงก็เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป นักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตว่ารอบกรุงปักกิ่งระหว่างมีการจัดกีฬาโอลิมปิคเมื่อปี 2551 ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่หลังจากกีฬาโอลิมปิคสิ้นสุดลง ระดับมลภาวะทางอากาศก็เพิ่มขึ้นอีก

การลดลงของระดับไนโตรเจนออกไซด์ในปี 2563 เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับการเฉลิมฉลองตรุษจีนในประเทศจีนและหลายประเทศในเอเชียซึ่งธุรกิจและโรงงานทั่วไปปิดทำการ และปกติระดับไนโตรเจนออกไซด์จะเพิ่มขึ้นเมื่อสิ้นสุดเทศกาลลง

ในขณะที่ตรุษจีนอาจมีบทบาทในการทำให้ระดับไนโตรเจนออกไซด์ลดลง นักวิจัยก็เชื่อว่าการลดลงนี้มีอะไรมากกว่าผลกระทบของวันหยุดหรือสภาพอากาศที่เกี่ยวข้องกับความแปรปรวน เพราะว่าระดับไนโตรเจนออกไซด์ในประเทศจีนตอนกลางและภาคตะวันออกก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญราว 10 – 30% ซึ่งต่ำกว่าที่มีการสังเกตการณ์ทั่วไปในช่วงนี้ ในปีนี้ อัตราการลดลงก็มีนัยสำคัญมากกว่าปีที่แล้วและคงอยู่ยาวนานกว่าเดิม เฟย หลิวจึงกล่าวว่าไม่แปลกใจเลยว่าเป็นเพราะหลายเมืองทั่วโลกได้มีมาตรการที่จะลดการแพร่กระจายไวรัสนั่นเอง

สำหรับสำนักข่าวไฟแนนเชียลเอ็กซ์เพรส วันที่  28 กุมภาพันธ์ 2563 ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าภาวะโลกร้อนกระตุ้นให้ไวรัสชนิดนี้แพร่กระจายจากสัตว์ไปสู่มนุษย์และเร่งให้เกิดการแพร่กระจายมากขึ้น  เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างไวรัสโคโรน่ากับภาวะโลกร้อน

ปัจจุบัน ผลกระทบของโรคระบาดไวรัสโคโรน่ายังคงเกิดขึ้นเป็นระลอกและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศจีน ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า และประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตลอดจนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศต่างๆ ด้วย

ขณะเดียวกันนี้ ปรากฏว่าทั่วโลกเริ่มทำการยกเลิกการประชุมและการแข่งขันต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศเพื่อควบคุมสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรน่าไม่ให้แพร่กระจายออกไป ซึ่งทั้งโรคระบาดและภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกและภาวะผู้นำของแต่ละประเทศในการจัดการกับความท้าทายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผล

ที่มา :

  1. https://www.nytimes.com/2020/02/26/climate/nyt-climate-newsletter-coronavirus.html
  2. https://www.bbc.com/news/world-asia-51691967
  3. https://www.financialexpress.com/opinion/relation-between-coronavirus-and-global-warming-climate-crisis-changes-disease-pandemics/1883450/

เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2562 วารสาร Entrepreneur ได้นำเสนอเรื่องราวของ “โคเวิร์คกิ้งสเปซ” ว่าเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบมากสำหรับการสร้างชุมชนของการทำงานให้มีความแข็งแกร่ง โดยกล่าวย้อนไปในอดีตของมนุษยชาติว่ามนุษย์เรามีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เช่น ในการล่าสัตว์ การทำเกษตรกรรม ซึ่งทำให้กิจกรรมสำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น และหมายความว่าทำให้เป้าหมายร่วมกันบรรลุผลในการมีชีวิตอยู่รอดต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากกล่าวในแง่ของความเป็นชุมชนในเชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่รวมกลุ่มคนเข้าไว้ด้วยกันแล้ว เช่น วัด โบสถ์ หรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจซึ่งมีผู้คนมารวมตัวกัน ก็จะป็นสถานที่ที่รวมเอาความสนใจ คุณค่า การผูกพันทางสังคม และอาชีพต่างๆ เข้าด้วยกัน  และเป็นปัจจัยที่ประกอบขึ้นเป็นชุมชนและการมีอยู่ของชุมชนร่วมกัน

เมื่อปี 2529 (ค.ศ.1986) แม็คมิลแลนและเควิส นักจิตวิทยาได้กล่าวถึงการรวมตัวกันทางสังคมว่าเป็นความรู้สึกที่สมาชิกมีความเป็นเจ้าของและรู้สึกว่าสมาชิกแต่ละคนมีความสำคัญซึ่งกันและกันและมีความสำคัญต่อกลุ่มของตนเองซึ่งมีความศรัทธาร่วมกันซึ่งความต้องการของสมาชิกในกลุ่มจะได้รับการตอบสนองด้วยการมีพันธสัญญาร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมเปลี่ยนไป การปฏิวัติด้านเศรษฐกิจสังคมก็ได้ทำให้เกิดการสร้างความรู้สึกของความเป็นชุมชนขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อเน้นย้ำถึงการทำสิ่งที่ดีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ดิ้นรน ความเครียด ความสับสนของชีวิตยุคใหม่ ซึ่งก็ยิ่งทำให้ชุมชนเป็นแหล่งสนับสนุนแต่ละคนมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง สังคมยุคใหม่ที่มีการทำงานร่วมกันในโคเวิร์คกิ้งสเปซ จึงกลายเป็นจุดแรกและเป็นจุดที่สำคัญสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์เชิงจิตวิทยาสังคม

ความสามารถในการทำงานและแบ่งปันประสบการณ์ของมนุษย์ที่มีความชอบเหมือนกันและเข้ากันได้ จะช่วยให้เกิดรูปแบบที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และเมื่อผนวกกับความจริงที่ว่า 65% ของคนทำงานทั่วโลกเป็นคนรุ่นใหม่ในยุคมิลเลนเนียล มีวัฒนธรรมการทำงานที่ยืดหยุ่น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมธุรกิจส่วนใหญ่จึงชื่นชอบการใช้โคเวิร์คกิ้งสเปซเพื่อทำงานร่วมกันเป็นชุมชนหรือโครงการที่ใช้อาคารสถานที่ร่วมกันเพื่อให้ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของร่วมกัน

ปัจจุบัน ทั่วโลกมีการใช้โคเวิร์คกิ้งสเปซร่วมกันมากกว่า 19,000 แห่งและมีสมาชิกมากกว่า 1.74 ล้านคน อุตสาหกรรมโคเวิร์คกิ้งสเปซกำลังเป็นคลื่นลูกใหม่ที่สนับสนุนประสบการณ์ที่ดีของสตาร์ทอัพและฟรีแลนซ์ต่างๆ รวมทั้งเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่ (กรุงเทพมหานครก็มีโคเวิร์คกิ้งสเปซอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน เช่น HUBBA, Glowfish, Spaces, Regus, Too fast to sleep, Naplab, NestDots เป็นต้น)

คำว่า 3Cs ได้แก่ Collaboration, Commerce และ Community เป็นหลักการสำคัญของการเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำงานร่วมกันในโคเวิร์คกิ้งสเปซซึ่งมีแนวทางให้กับวัฒนธรรมการทำงานสมัยใหม่

Collaboration คือ ความร่วมมือ ในแง่ของการรับรู้ว่าเป็นหน้าที่ของความร่วมมือ ซึ่งคำว่า Coworking คือ การทำงานร่วมกันเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกับคำว่า Collaboration แต่มีระดับของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างบริษัทและตัวบุคคลสูงกว่าสำหรับสถานที่ที่มีการแชร์การใช้งานร่วมกัน

ดังปรากฎว่ามีรายงานฉบับหนึ่ง พบว่า 84% ของคนที่ทำงานในโคเวิร์คกิ้งสเปซ มีส่วนร่วมมากกว่าและได้รับการกระตุ้นมากกว่าการทำงานในสำนักงานแบบดั้งเดิมที่ทำกันมานาน อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน บริษัทยังพบว่ามีความต้องการขององค์กรร่วมกันและอาจมีความร่วมมือในการสนับสนุนธุรกิจมากขึ้นไปอีกระดับหนึ่งมากกว่าแค่การใช้สถานที่ทำงานร่วมกันด้วย

Commerce คือการค้า หมายถึงการมีอยู่ของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อกันเป็นอย่างมาก นับเป็นปัจจัยต่อความสำเร็จของโคเวิร์คกิ้งสเปซซึ่งเป็นประตูที่เปิดสู่โลกของความเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดโดยพันธมิตรทางธุรกิจและการแลกเปลี่ยนแนวคิดผ่านนวัตกรรมและการทำธุรกิจแบบ B2B มีธุรกิจมากกว่า 83% ยอมรับว่ามองเห็นประโยชน์ทางธุรกิจที่จับต้องได้หลังจากย้ายเข้าไปใช้เวิร์คกิ้งสเปซร่วมกับบริษัทอื่น

Community คือชุมชน หมายถึงการเชื่อมโยงธุรกิจและบุคคลเข้าด้วยกันผ่านลำดับชั้นที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านภูมิหลังประชากรศาสตร์ อุตสาหกรรม และทักษะการทำงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการสร้างชุมชนการทำงานร่วมกันที่มีความเข้มแข็งเพื่อการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยการจัดเครือข่ายที่เหมาะสมและงานทางสังคมเพื่อสร้างความผูกพันระหว่างเพื่อนร่วมงานและบุคคลที่มีความแตกต่างกันทั้งในระดับธุรกิจและระดับตัวบุคคล เช่นในช่วงของการพูดคุย บ่อยครั้ง งานเลี้ยงต่างๆและประสบการณ์ของการดูแลหน้าที่การงานทำให้โคเวิร์คกิ้งสเปซมีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมนอกเหนือไปจากเป้าหมายทางธุรกิจ

แนวโน้มของการสร้างชุมชนและการส่งเสริมความร่วมมือจากการใช้เวิร์คกิ้งสเปซนับเป็นแนวโน้มที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญมากขึ้นทุกที และอีกไม่นาน การพัฒนาด้านเอไอ การจดจำเสียงและภาพ รวมทั้งไอโอทีก็จะเข้ามาแทนที่ความต้องการของคอมพิวเตอร์ อันที่จริงแล้ว เทคโนโลยีไอทีสวมใส่ (wearable technology) จะนำไปสู่การมีสถานที่ทำงานในฝันที่ทุกคนไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่กับที่อีกต่อไป แต่สามารถจะเดินทางไปไหนมาไหนพร้อมกับการทำงานในทุกๆ ที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้มีบรรยากาศการทำงานที่ขึ้นอยู่กับกิจกรรม เช่น มีการประชุมที่มีปฏิสัมพันธ์กันได้ไม่ว่าทุกคนจะอยู่ที่ใด และสามารถสร้างความรู้สึกของความเป็นเจ้าของ การมีแรงบันดาลใจ และการกระตุ้นให้เกิดการทำงานได้ตลอดเวลา โคเวิร์คกิ้งสเปซจึงเป็นออฟฟิศในฝันของทุกคนที่มีส่วนสำคัญในการทำให้บริษัทหรือองค์กรมีการเติบโตก้าวหน้าในบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานในยุคใหม่และในอนาคต

ที่มา:

  1.  https://www.entrepreneur.com/article/329642
  2. https://techsauce.co/tech-and-biz/thailand-co-working-space-wars/