โดยทั่วไป ผู้ปฏิบัติงานในโรงงานหรือสถานประกอบการต่างๆ ต้องปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการจัดการในสถานที่ทำงานหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอันตรายทางกายภาพ ผลกระทบทางจิตวิทยา หรือปัญหาด้านการยศาสตร์ (Ergonomics) องค์กรจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงผู้ปฏิบัติงานให้มีความสามารถในการทำงานได้อย่างสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพและผลผลิตของสถานประกอบการ  และจำเป็นต้องอาศัยวิชาวิทยาศาสตร์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ใช้ในการจัดการดูแลผลกระทบอันเกิดจากการทำงาน สร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ หากองค์กรไม่มีโครงการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างเป็นทางการ ก็อาจจะทำให้ดูแลได้ไม่ครอบคลุมอย่างเพียงพอ ทำให้องค์กรทั่วโลกนำมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001 – Occupational health and safety management systems — Requirements with guidance for use ไปใช้งาน แต่สำหรับองค์กรที่ได้นำเอามาตรฐาน ISO 45001 ไปใช้งานแล้ว ยังพบว่ามีคำถามอยู่มากมายในการนำมาตรฐานไปใช้งานจริง ไอเอสโอก็ได้พัฒนามาตรฐานขึ้นมาอีกฉบับหนึ่งเพื่อให้แนวทางแก่องค์กรในการนำมาตรฐาน ISO 45001 ไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กรโดยมีคำแนะนำพร้อมตัวอย่างให้นำไปใช้งานได้ในชีวิตจริงซึ่งก็คือ มาตรฐาน ISO  45002 – Occupational Health and Safety Management Systems — General guidelines for the implementation of ISO 45001: 2018

ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐาน ISO  45002 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 283, Occupational Health and Safety Management โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดทำ การใช้งาน การบำรุงรักษา และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OH&S) ที่สามารถช่วยให้องค์กรปฏิบัติตาม ISO 45001 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม

สำหรับข้อกำหนดส่วนใหญ่ในมาตรฐานดังกล่าว มีกรณีที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับวิธีการที่องค์กรประเภทต่างๆ ดำเนินการตามข้อกำหนด แต่ก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำวิธีการนี้วิธีการเดียวหรือวิธีที่ดีที่สุดในการนำไปใช้งาน  เป็นเพียงเพื่ออธิบายวิธีหนึ่งที่องค์กรสามารถนำไปใช้งานได้เท่านั้น แต่องค์กรทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ รวมไปถึงองค์กรข้ามชาติขนาดใหญ่ก็สามารถนำคำแนะนำแต่ละข้อในมาตรฐาน ISO  45002 ไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้ตามข้อกำหนดทั้งหมดของ ISO 45001 พร้อมกับศึกษาตัวอย่างในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี รวมทั้งไอเอสโอยังได้ให้ตัวอย่างที่เป็นวิธีปฏิบัติที่สุดทั้งในระดับพื้นฐานและในระดับสูงด้วย

แนวทางในมาตรฐาน ISO  45002 ครอบคลุมประเด็น OH&S เช่น บริบท การให้คำปรึกษาและการมีส่วนร่วม การระบุอันตรายรวมทั้งปัจจัยทางสังคม และวิธีการจัดการงาน ความเสี่ยงและโอกาส การควบคุมการปฏิบัติงาน รวมทั้งการจัดการการเปลี่ยนแปลง และผู้รับเหมาช่วง  เป็นต้น

ดังนั้น มาตรฐาน ISO  45002 จึงเป็นประโยชน์ต่อองค์กรที่นำไปใช้งานในการสนับสนุนการจัดทำระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานสากลดังกล่าว และทำให้องค์กรได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังมาจากความเห็นพ้องต้องกันของผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศที่ร่วมกันพัฒนามาตรฐาน ISO 45001 มากกว่าความคิดเห็นของแต่ละบุคคลหรือที่ปรึกษาด้านมาตรฐานด้วย จึงทำให้มาตรฐาน ISO  45002 เป็นประโยชน์ต่อผู้นำไปใช้งานอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่น่าสนใจของมาตรฐานใหม่ล่าสุดซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรที่นำมาตรฐาน ISO 45001 ไปใช้งาน

ที่มา:

  1. https://www.jorportoday.com/occupational-health-and-safety/
  2. https://www.iso.org/standard/76619.html
  3. https://committee.iso.org/files/live/sites/tc283/files/Documents/ISO%2045002%20Slide%20Deck%20Sept%202020.pdf

การบริหารจัดการอาคารสถานที่จัดว่าเป็นงานบริหารจัดการสมัยใหม่ที่เข้ามาทดแทนการดูแลอาคารสถานที่แบบเดิมซึ่งได้แก่ งานดูแลรักษาอาคาร งานจัดการอาคาร และการบริหารจัดการอาคารสถานที่ก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพียงแค่ดูแลอาคารให้เหมาะกับการใช้งานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  แต่ยังครอบคลุมถึงประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน การลงทุน และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอีกด้วย

มาตรฐาน ISO 41001:  Facility management — Management systems — Requirements with guidance for use เป็นมาตรฐานที่ไอเอสโอพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ทีมบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด  โดยให้ความสำคัญกับวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากลซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการบริหารจัดการที่ประกอบด้วยการเปรียบเทียบเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนในด้านกลยุทธ์ ยุทธวิธี และการปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างมีประสิทธิผล

มาตรฐานการจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก หรือ FM (Facility Management) ได้มีการนำเอาความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ บูรณาการเข้าด้วยกันเพื่อให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพ และการเพิ่มผลิตผลทางเศรษฐกิจของสังคม ชุมชน และองค์กร ตลอดจนรูปแบบที่ตัวบุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นซึ่งเมื่อมีการส่งมอบบริการแล้วจะส่งผลต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน การส่งมอบบริการนั้นสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมทุกประเภท ตั้งแต่สำนักงาน สถานศึกษา สถานพยาบาล โรงแรม ไปจนถึงศูนย์กีฬาและสันทนาการ และห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น

สำหรับประโยชน์ของมาตรฐาน FM คือ ทำให้มีการปรับปรุงในด้านต่าง ๆ  ดังต่อไปนี้

โดยสรุป มาตรฐาน FM จะช่วยให้องค์กรสามารถให้บริการที่เหมาะสม ส่งมอบบริการในคุณภาพที่เหมาะสมด้วยต้นทุนที่เหมาะสมตามที่องค์กรลูกค้ากำหนด นอกจากนี้ ยังช่วยในเรื่องการจัดการความเสี่ยงและเรื่องของความปลอดภัยในอาคารสถานที่อีกด้วย

มาตรฐานนี้เหมาะสำหรับองค์กรที่มีความต้องการประยุกต์ใช้มาตรฐาน FM โดยสามารถขอรับการรับรองจากหน่วยงานรับรอง (Certification body) หรือจะรับรองตนเองว่าได้มีการปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับนโยบายการจัดการที่ประกาศเอาไว้ก็ได้

การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นบริการสนับสนุนที่เอื้อประโยชน์ต่อการส่งมอบเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และการดำเนินงานขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลไปพร้อม ๆ กับทำให้มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและสะดวกสบายอีกด้วย

องค์กรและหน่วยงานที่สนใจนำมาตรฐาน FM ไปประยุกต์ใช้สามารถศึกษามาตรฐานดังกล่าวเพิ่มเติ่มได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสังซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ  ISO Store

ที่มา :
1.
https://www.iso.org/news/ref2281.html
2. http://www.thaicondoonline.com/cm-fm/742-todays-facility-management   

อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของประเทศ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถต่อยอดจากอุตสาหรรมเดิมที่มีอยู่และพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งหมายความว่าประชากรต้องมีรายได้มากกว่า 12,800 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี  ประเทศไทยจึงได้กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนดังกล่าว และใช้มาตรการต่างๆ สนับสนุนเพื่อให้มีการลงทุนในประเทศไทยและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์  ในการดำเนินธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในระดับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ดังนั้น “มาตรฐาน” จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งและไม่อาจมองข้ามไปได้

หลังจากไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ISO 13485 เมื่อปี 2559 (ค.ศ.2016) เพื่อให้อุตสาหกรรมการแพทย์ได้นำระบบมาตรฐานการจัดการด้านคุณภาพไปใช้งานแล้ว สามปีต่อมา ไอเอสโอก็ได้เผยแพร่มาตรฐาน ISO 14971, Medical devices – Application of risk management to medical devices ซึ่งเป็นข้อกำหนดด้านการจัดการความเสี่ยงสำหรับเครื่องมือแพทย์โดยเฉพาะ เนื่องจากอันตรายเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงกับผู้ป่วยหรือบุคลากรทางการแพทย์ได้

มาตรฐาน ISO 13485 ช่วยให้มีกระบวนการจัดการความเสี่ยงโดยมีการระบุคำศัพท์ หลักการ และกระบวนการสำหรับการจัดการความเสี่ยงของอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงซอฟต์แวร์ในฐานะเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นำตัวอย่างของเหลวหรือชิ้นส่วนจากร่างกายมนุษย์มาทำการตรวจสอบวินิจฉัยโรค

กระบวนการที่อธิบายไว้ในมาตรฐาน ISO 14971  มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ในการระบุอันตรายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ ประเมินและประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ควบคุมความเสี่ยงเหล่านั้น และติดตามประสิทธิภาพของการควบคุมด้วย ทั้งนี้ การจัดการความเสี่ยงสามารถเป็นส่วนสำคัญของระบบการจัดการคุณภาพได้ ซึ่งมาตรฐานฉบับนี้ได้ให้แนวคิดของความเสี่ยง และกระบวนการจัดการความเสี่ยงสำหรับเครื่องมือแพทย์ไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นมุมมอง ตัวอย่างอันตราย สถานการณ์ที่เป็นอันตราย ไปจนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ข้อกำหนดของเอกสารนี้มีผลบังคับใช้กับทุกขั้นตอนในวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์  และกระบวนการที่อธิบายไว้ในข้อกำหนดนี้สามารถใช้กับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ เช่น ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความเข้ากันได้ทางชีวภาพ ความปลอดภัยของข้อมูลและระบบ ไฟฟ้า ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว การแผ่รังสี และความสามารถในการใช้งาน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานนี้ไม่ได้กำหนดให้ผู้ผลิตต้องมีระบบการจัดการคุณภาพ และไม่สามารถนำไปใช้กับการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจหรือการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือแพทย์ในบริบทของขั้นตอนทางคลินิก

โดยสรุป วัตถุประสงค์หลักของมาตรฐาน ISO 14971 คือเพื่อให้ผู้นำไปใช้งานสามารถลดความเสี่ยงและบริหารความเสี่ยงเครื่องมือแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิผล

เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน  ไอเอสโอยังได้จัดทำรายงานทางวิชาการเพื่อให้คำแนะนำในการใช้งานมาตรฐาน ISO 14971 ด้วยซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรฐาน ISO/TR 24971, Medical devices – Guidance on the application of ISO 14971

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:
1. https://bit.ly/3ri1vgY
2.
https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:14971:ed-3:v1:en

เรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยในที่ทำงานไม่เพียงแต่ช่วยรักษาชีวิตของผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญต่อสมรรถนะในการการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วย  ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 45001 ระบบการจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (OH&S) ขึ้นมาเป็นฉบับแรกและฉบับเดียวของโลกซึ่งเป็นผลมาจากแนวปฏิบัติที่ดีซึ่งทั่วโลกตกลงร่วมกัน  นอกจากนี้ ยังได้จัดทำคู่มือฉบับใหม่เพื่อช่วยให้องค์กรขนาดเล็กสามารถนำไปใช้งานและได้รับประโยชน์สูงสุดด้วย

องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้กล่าวไว้ว่า งานที่ดีคืองานที่ปลอดภัยซึ่งอาจมีคนไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกๆ ปี โลกของเรามีคนเสียชีวิตถึง 2.78 ล้านคนจากโรคภัยหรืออุบัติเหตุจากการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายร้อยล้านคนที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพและอุบัติเหตุที่ไม่ร้ายแรง ทำให้เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้เป็นต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

มาตรฐาน ISO 45001, Occupational health and safety management systems – Requirements with guidance for use มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดสถิติในเรื่องโรคภัยหรืออุบัติเหตุจากการทำงานโดยมีผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาจัดทำกรอบร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงในสถานที่ทำงาน เสริมสร้างสุขภาพ เพิ่มความปลอดภัย และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในที่ทำงาน

สำหรับคู่มือฉบับใหม่เป็นการเผยแพร่ร่วมกันระหว่างไอเอสโอและยูนิโดหรือองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ  (United Nations Industrial Development Organization: UNIDO) ซึ่งให้แนวทางเพิ่มเติมโดยเฉพาะสำหรับองค์กรขนาดเล็กรวมทั้ง SMEs ในการนำ ISO 45001 ไปประยุกต์ใช้

คู่มือฉบับใหม่ ISO 45001:2018 – Occupational health and safety management systems – A practical guide for small organizations จัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้ให้ภาพรวมข้อกำหนดของ ISO 45001 และแนวทางที่องค์กรขนาดเล็กสามารถจัดทำระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยได้ โดยคำนึงถึงความท้าทายและความต้องการเฉพาะของพวกเขา

ประโยชน์ที่จะได้รับจากระบบนี้มีหลายประการ รวมถึงการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่ดีและการบาดเจ็บจากการทำงาน การปกป้องผู้ที่ทำงานให้กับองค์กร  การมีวัฒนธรรมของบริษัทในเชิงบวกมากชึ้น และการทำให้มีชื่อเสียงที่ดียิ่งขึ้นสำหรับลูกค้า ซัพพลายเออร์ และชุมชน

ผู้สนใจคู่มือ ISO 45001: 2018 – Occupational health and safety management systems – A practical guide for small organizations สามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2552.html

“หางโจว” เมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียง หนึ่งในเมืองที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมากของประเทศจีน ได้พัฒนามาตรฐานอย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาหรือ COVID-19  และปัจจุบันเมืองหางโจวเพิ่งฟื้นตัวจากโรคระบาดนี้

ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ซ่ง หมิงชุง ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 321, Transaction assurance in E-Commerce ทีมที่มหาวิทยาลัยจื่อเหลียงได้พัฒนาโค้ดหรือรหัสสุขภาพที่ใช้เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนขึ้นมาโดยใช้คิวอาร์โค้ดเพื่อระบุความเสี่ยงของการแพร่กระจายการติดเชื้อของคนเพื่อทำการกักตัว

จากการสนับสนุนของกลุ่มอาลีบาบาซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองหางโจว ทำให้เมืองมีประสบการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลและวิธีปฏิบัติที่สั่งสมกันมาในเรื่องของการสร้างแหล่งข้อมูล Big Data อันเปรียบเสมือนมันสมองของเมืองซึ่งได้นำไปใช้ป้องกันและควบคุมโรคระบาดไวรัส COVID-19 และผลลัพธ์ที่ได้คือมาตรฐานรหัสสุขภาพใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า “แนวทางการบริหารจัดการและบริการของรหัสสุขภาพของเมืองหางโจว — DB 3301/T 0305-2020” (Guide to the management and service of Hangzhou health code — DB 3301/T 0305-2020) ซึ่งมาจากการรวมเอา Big Data เทคโนโลยีการสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกันเพื่อนำมาใช้ในการแยกแยะความเสี่ยง โดยสร้างและออกแบบคิวอาร์โค้ดให้เหมาะกับแต่ละบุคคลซึ่งขึ้นอยู่กับสถานะทางสุขภาพภายใต้สถานการณ์เฉพาะต่างๆ

แอปพลิเคชันนี้ออกแบบรหัสคิวอาร์โค้ดให้มี 3 สี เหมือนกับไฟจราจร คือ แดง เหลือง และเขียว ซึ่งเชื่อมโยงกับความหมายของสถานะที่มีอันตรายสูง กลาง และต่ำตามลำดับ ตัวอย่างเช่น รหัสสีแดงเป็นการยืนยันว่าเป็นผู้ป่วยที่ต้องสงสัยและจำเป็นต้องมีการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน  รหัสสีเหลืองเป็นการยืนยันว่าเป็นคนที่มีการสัมผัสกับผู้ป่วยที่ต้องสงสัยซึ่งจำเป็นต้องมีการกักตัวเป็นเวลา 7 วัน หลังจากครบกำหนดแล้วจึงจะได้รับรหัสสีเขียว แนวทางนี้เรียกว่า “แผนที่เดียว คิวอาร์โค้ดเดียว และดัชนีเดียว” (one map, one QR code, and one index) ทำให้การควบคุมดูแลโรคระบาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล

มาตรฐานรหัสสุขภาพเป็นการให้แนวทางวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ครอบคลุมไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันช่วงที่เกิดโรคระบาดเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ช่วงเวลาหลังจากการฟื้นตัวของโรคระบาดด้วย

มาตรฐานนี้แบ่งออกเป็น 7 ส่วน ครอบคลุมการใช้งานรหัสสุขภาพ การบริหารจัดการฉุกเฉิน บริการและการใช้งานประจำวันของแอปพลิเคชัน รวมทั้งความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และมุมมองด้านการปกป้องความเป็นส่วนตัวของบุคคล

ปัจจุบัน ทั่วทั้งประเทศจีนมีการสแกนและแสดงรหัสสุขภาพไปแล้วมากกว่า 2.5 พันล้านครั้งครอบคลุมประชากรเกือบ 900 ล้านคน ดังนั้น แอปพลิเคชันนี้จึงมีการเข้าเยี่ยมชมไปแล้วมากกว่า 9 พันล้านครั้งและได้รับการยอมรับจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งได้ไปเยี่ยมชมเมืองหางโจวเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้มาแล้ว

มาตรฐานรหัสสุขภาพดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการสนับสนุนเพียงอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่การที่เมืองหังโจวสามารถฟื้นตัวจากโรคระบาด มีปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน ซึ่ง World Economic Forum ได้สรุปบทเรียนสำคัญที่ได้จากเมืองหางโจวไว้ดังต่อไปนี้ ความเร็วและความแม่นยำของข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการระบุและการติดตามสายพันธุ์ไวรัส  การตัดสินใจในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับบุคคลอย่างถูกต้อง เทคโนโลยีข้อมูลและ Big Data มีความสำคัญเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดโรคระบาดซ้ำ การประเมินความพร้อมของทรัพยากรทางการแพทย์และระบบที่ตอบสนอง  การนำมาตรการเชิงป้องกันไปใช้ในชุมชนและสถานที่ต่างๆ และการให้ข้อมูลแก่สาธารณชน

COVID-19 ทำให้ทั่วโลกได้เรียนรู้ในเรื่องการป้องกันและควบคุมโรคระบาดร้ายแรงไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมด้วย

ที่มา :

  1. https://www.weforum.org/agenda/2020/03/coronavirus-covid-19-hangzhou-zhejiang-government-response/
  2. https://www.iso.org/news/ref2515.html

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 7 เมษายนของทุกปี เป็นวันอนามัยโลก (World Health Day) เพื่อรณรงค์ให้พลเมืองโลกและภาคีเครือข่ายตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพ และได้รับการส่งเสริมด้านสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ซึ่งในปี 2563 นี้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ปี 2563 เป็นปีแห่ง “การสนับสนุนพยาบาลและผดุงครรภ์” (Support Nurses and Midwives)

จากเหตุการณ์ปกติทั่วไป นอกเหนือจากแพทย์แล้ว พยาบาลและผดุงครรภ์เป็นบุคลากรอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานด้านสาธารณสุขอยู่ในแนวหน้าในการดูแลผู้ป่วย ไม่ใช่แค่ช่วงที่เกิดโรคระบาดอย่างไวรัสโคโรนา หรือ Covid-19 เท่านั้น ผู้ป่วยยังต้องการบริการทางการแพทย์ในด้านอื่นรวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลสุขภาพและการดูแลครรภ์ก่อนและหลังคลอด และการที่บุคลากรเหล่านี้จะทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้การทำงานครอบคลุมถึงการสาธารณสุขระดับสากล

ไอเอสโอมีมาตรฐานสากลที่จะช่วยสนับสนุนแนวคิดขององค์การอนามัยโลกในการให้การศึกษาพยาบาลและผดุงครรภ์ผ่านทางมาตรฐานสากลซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำและจะส่งผลในเชิงเศรษฐกิจด้วย

การที่พยาบาลและผดุงครรภ์สามารถทำงานจะงานได้อย่างเต็มศักยภาพนั้น จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเรื่องสาธารณสุข การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ และการสนับสนุนความแข็งแกร่งทางการเงินของเศรษฐกิจ

ในขณะที่เราเฉลิมฉลองวันอนามัยโลกด้วยเป้าหมายที่มีอยู่ในใจนั้น ไอเอสโอเพิ่งอนุมัติโครงการพัฒนาข้อกำหนดการประชุมเชิงปฏิบัติการสากล (International Workshop Agreement: IWA) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงคุณภาพของสภาพแวดล้อมด้านการเรียนรู้ทางคลินิก

IWA ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้คือ IWA 35, Quality of clinical learning environments for healthcare professionals – Requirements ทั้งนี้ เพื่อเสนอแนวทางสากลในการทำให้มั่นใจในด้านสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ด้านคลินิกสำหรับผู้ที่กำลังฝึกฝนปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลก รวมทั้งพยาบาลและผดุงครรภ์

แซลลี่ สวินจ์วูด ผู้ประสานงานของกลุ่มงานไอเอสโอที่พัฒนาเอกสารดังกล่าวระบุว่างานด้านพยาบาลและผดุงครรภ์นับเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของแรงงานด้านการดูแลสุขภาพในหลายประเทศ ซึ่งเมื่อประกอบกับการขาดแคลนมืออาชีพด้านการดูแลสุขภาพก็หมายความว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับประสบการณ์ด้านคลินิกซึ่งต้องมีอุปกรณ์ที่ดีเพื่อปรับใช้ตามความต้องการของคนไข้ที่มีอยู่หลากหลายอย่างกว้างขวาง

แซลลี่ สวินจ์วูด ได้ทำการปรับปรุงการฝึกฝนด้านการจัดให้มีการศึกษาเกี่ยวกับการพยาบาล แต่การอพยพเคลื่อนย้ายที่เพิ่มมากขึ้นทำให้มีความต้องการบุคลากรมืออาชีพด้านการดูแลสุขภาพมากขึ้นในวงกว้าง

ไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานอีกฉบับหนึ่งที่มีเป้าหมายในการสนับสนุนพยาบาลและผดุงครรภ์ระดับบริหารด้วย ได้แก่ มาตรฐาน ISO 22956, Healthcare organization management – Guidelines for patient-centered staffing ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรด้านการดูแลสุขภาพมีการพิจารณาที่ดีที่สุดและเตรียมการด้านความสามารถของผู้ปฏิบัติงานด้านนี้รวมทั้งทรัพยากรที่จำเป็นซึ่งเกี่ยวข้องกับความต้องการของคนไข้

ดร.เวอโรนิกา มัสควิส เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่รับผิดชอบมาตรฐานดังกล่าวระบุว่า COVID-19 ได้รับการประกาศว่าเป็นโรคระบาดระดับโลกซึ่งทั่วโลกมีความชื่นชมบุคลากรที่เป็นพยาบาลและผดุงครรภ์ผู้ซึ่งอุทิศตนและเสียสละในการทำงานเพื่อส่วนรวมและให้ความสำคัญในการดูแลคนไข้ในช่วงเวลาของการเกิดโรคระบาดนี้

มาตรฐานนี้ยอมรับว่าพยาบาลและผดุงครรภ์จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ รวมทั้งทรัพยากรอย่างเพียงพอเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลซึ่งแนวทางที่ให้ความสำคัญกับคนไข้เป็นหลักนั้นจะมีส่งผลดีต่อการดูแลคนไข้อย่างมีคุณภาพด้วยความปลอดภัย

เมื่อ IWA และ ISO 22956 ได้รับการเผยแพร่แล้ว เอกสารทั้งสองฉบับนั้นจะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการดูแลสุขภาพร่วมกับมาตรฐานไอเอสโอฉบับอื่นต่อไป

มาตรฐาน ISO 22956 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 304, Healthcare organization management โดยมีเลขานุการคือ ANSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2499.html

สุขภาพและความปลอดภัยนับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ สำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิต วารสารไอเอสโอโฟกัสได้พูดคุย
กับไมค์ เดนิสัน จากองค์กรผู้ผลิตที่มีชื่อว่า EEF (The Manufacturers’ Organization) ซึ่งเป็นสมาคมการค้าที่เป็นตัวแทนของบริษัท 20,000 บริษัท
ในภาคส่วนการผลิตและวิศวกรรมศาสตร์ ไมค์ เดนิสันได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐาน ISO 45001 ซึ่งมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
จะมีผลกระทบต่อภาคการผลิตและจะช่วยทำให้มั่นใจในเรื่องของการทำงานที่มีอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ดี และเขาได้ให้สัมภาษณ์กับวารสารไอเอสโอโฟกัส ดังต่อไปนี้

คำถาม : สิ่งที่เป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสุขภาพโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตคืออะไร และมาตรฐาน ISO 45001 ช่วยในเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร

ไมค์ เดนิสัน : การผลิตมีความเสี่ยงหลายด้าน ในขณะที่มีความเสี่ยงแบบเดิมๆ อย่างขับเคลื่อนของยานพาหนะ การจัดการโดยใช้คน และอื่นๆ แล้วก็ยังมีหลายพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างเช่นเครื่องจักรและประเด็นด้านการยศาสตร์ (ergonomic) อื่นๆ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่ทำซ้ำๆ และส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน

ในการระบุอันตรายด้านนี้ ISO 45001 ขอให้ธุรกิจมองไปที่อันตรายที่เกิดขึ้นจากการออกแบบบริเวณที่ทำงาน กระบวนการ การติดตั้ง เครื่องจักร/อุปกรณ์ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และองค์กรที่ทำงาน รวมทั้งการรับเอาความต้องการและความสามารถของผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องไปใช้งาน ซึ่งเรื่องเหล่านี้เมื่อรวม
เข้ากับข้อกำหนดในการประเมินวิธีการจัดการ ปัจจัยด้านสังคม (รวมทั้งจำนวนงาน ชั่วโมงการทำงาน อันตรายที่จะเกิดขึ้น การล่วงละเมิด และการกลั่นแกล้ง) ความเป็นผู้นำ รวมทั้งวัฒนธรรมในองค์กรแล้วธุรกิจก็ควรจะให้เข้าไปดูแลจัดการให้ครอบคลุมด้วย

กิจกรรมการบำรุงรักษาในด้านการผลิตบ่อยครั้งทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากในหลายธุรกิจ การผลิตเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งสามารถส่งผลให้เกิดแรงกดดันในการเร่งทำงานโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยและทำให้เกิดความเสี่ยงในการผลิตและบ่อยครั้งก็เกี่ยวข้องกับการใช้ผู้รับเหมาช่วงด้วย

สำหรับการนำมาตรฐาน 45001 ไปใช้   ธุรกิจจำเป็นจะต้องระบุอันตรายที่เกิดจากกิจกรรมและสถานการณ์ที่ไม่ได้ทำเป็นปกติ และในข้อกำหนดเกี่ยวกับ
การจัดซื้อ (ซึ่งรวมถึงผู้รับจ้างช่วง) ก็ควรจะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ในทิศทางที่ถูกต้องด้วย

นอกจากนี้ ข้อกำหนดในด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ตามกำหนดเวลาอย่างเหมาะสม เนื่องจากการผลิตสมัยใหม่ได้สร้าง
สิ่งใหม่ๆ และก้าวไปสู่ในเรื่องของนวัตกรรม เช่น หุ่นยนต์และนาโนเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ธุรกิจจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการใหม่ๆ เพื่อดูแลในเรื่องความเสี่ยงด้วย

คำถาม : ทำไมการตีพิมพ์เผยแพร่มาตรฐาน ISO 45001 จึงมีความสำคัญ

ไมค์ เดนิสัน : มาตรฐาน ISO 45001 เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกใช้เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัย และเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันเป็นมาตรฐานแรกของโลกในการใช้สำหรับการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ปัจจุบัน เพื่อให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน จึงมีการยอมรับในระดับสากลสำหรับธุรกิจที่ดำเนินอยู่ในแง่ของการบริหารความเสี่ยง ซึ่งมีศักยภาพมากที่จะปรับปรุงเงื่อนไขการทำงานและช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจมีการเติบโต มีความสามารถ
ในการแข่งขัน  รวมทั้งมีความยั่งยืนมากขึ้น

สำหรับระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย  ทั่วโลกต่างเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายประการ และแต่ละปี มีผู้ปฏิบัติงานมากกว่าสองล้านคนต้องสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคที่เกิดจากการทำงาน  มาตรฐาน ISO 45001 จึงเป็นมาตรฐานที่มีบทบาทในการลดสถิติอุบัติเหตุดังกล่าว เนื่องจากเป็นมาตรฐานที่นำเอาเรื่องของอาชีวอนามัยและความปลอดภัยไปใช้เป็นแกนหลักของกลยุทธ์ธุรกิจ  และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับสวัสดิภาพในการทำงาน

มาตรฐานใหม่ยังช่วยจุดประกายสนทนาที่โฟกัสไปยังผลกระทบของธุรกิจ ความเสี่ยงของธุรกิจ และการทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและคุณธรรม  และด้วย
การเปรียบเทียบในระดับสากล มาตรฐานนี้มีแนวโน้มที่จะใช้ในธุรกิจที่มีการกระตุ้นให้ก้าวไปสู่ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมากขึ้น

คำถาม : มาตรฐานนี้มีความหมายกับธุรกิจและผู้จัดการด้าน Health Safety Climate and Environment อย่างไร

ไมค์ เดนิสัน : ที่ EEF มีการใช้แนวทางที่คล้ายคลึงกันในการจัดการด้านนี้ซึ่งข้อกำหนดมีความสอดคล้องกับหลักการของมาตรฐานไอเอสโอ เช่น ISO 9001 ISO 14001 ISO 14001

การตีพิมพ์เผยแพร่มาตรฐาน ISO 45001 ทำให้มีข้อกำหนดด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่สอดคล้องกันกับมาตรฐานหลัก เช่น ISO 9001  ISO 14001  ISO 27001 ซึ่งทั้งหมดมีการทบทวนให้เข้ากับกับแนวทางการบริหารแบบใหม่

มาตรฐานยุคใหม่มีการทำให้ง่ายขึ้นโดยมีวิธีการจัดการกับธุรกิจและความเสี่ยง มาตรฐานทั้งหมดใช้กรอบการดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยงภายใต้ Annex SLซึ่งจัดเตรียมโครงสร้างร่วมที่อำนวยความสะดวกการรวมระบบการบริหารจัดการหลายระบบเข้าไปไว้ในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัท
เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผล

มาตรฐานระบบการบริหารจัดการใช้วงจร P-D-C-A ที่ผู้จัดการ HSCE และธุรกิจส่วนใหญ่จะมีความคุ้นเคยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีผู้นำจาก
ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งรวมถึงการแสดงความเป็นเจ้าของและการแสดงความมีพันธสัญญาในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย  มาตรฐาน ISO 45001
มีการเน้นในเรื่องกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยและวิธีที่มาตรฐานเชื่อมโยงกับกลยุทธ์และบริบทด้วย

มาตรฐาน ISO 45001จะทำให้มั่นใจว่าบริษัทยอมรับและให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติงานและการให้คำปรึกษากับผู้ปฏิบัติงานในการปรับปรุงเงื่อนไขการทำงานด้วยการมีส่วนร่วมที่ดีขึ้นในการปฏิบัติงาน

สำหรับคำถามที่ว่าการรับเอามาตรฐานนี้ไปใช้งานจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างไรบ้างนั้น มาติดตามคำตอบในบทความ
ตอนที่ 2 ในครั้งหน้าค่ะ

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2269.htm  

ประชากรโลกกำลังก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ซึ่งปัจจุบันมีประชากรมากกว่า 21% ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ดังนั้น รัฐบาล ชุมชน และธุรกิจต่างๆ จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมสูงวัย ปัจจุบัน ไอเอสโอได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการและการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสังคมสูงวัยแล้ว

จากรายงานประชากรสูงวัยขององค์การสหประชาชาติเมื่อปีที่แล้ว ระบุว่าจำนวนประชากรทั่วโลกที่มีอายุ 60 ปีหรือมากกว่า มีจำนวนมากกว่า 2 เท่า
ของปี 2523 (ค.ศ.1980) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอีกครั้งภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) ซึ่งคาดว่าจะมีประชากรเกือบ 2.1 พันล้านคน

การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ของสังคมนำมาซึ่งแรงกดดันและความท้าทายหลายเรื่องนับตั้งแต่การดูแลสุขภาพไปจนถึงรถบัสที่ใช้ในท้องถิ่น แต่
ในด้านโอกาสก็ยังมีอีกมากมายเช่นกัน เมื่อเร็วๆ นี้ ไอเอสโอได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 314 – Ageing Society โดยมีเป้าหมายในการพัฒนามาตรฐานและแนวทางการแก้ไขปัญหาในสาขาต่างๆ อย่างกว้างขวาง เพื่อที่จะต่อสู้กับความท้าทายรวมทั้งโอกาสที่เกิดขึ้นมาจากประชากรสูงวัย

เลขานุการคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 314 Nele Zgavc จากสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสมาชิกของไอเอสโอ กล่าวถึง
การดูแลภาวะสมองเสื่อมเชิงป้องกัน แรงงานสูงวัย เทคโนโลยีและการเข้าถึงเทคโนโลยีว่าเป็นเพียงหนึ่งในสาขาด้านการมาตรฐานที่คณะกรรมการวิชาการเสนอให้มีการดำเนินงานเท่านั้น แต่อันที่จริง สังคมสูงวัยมีนัยสำคัญอยู่ทั่วโลก รัฐบาลและผู้ให้บริการจำเป็นต้องนำเอาความต้องการของประชากรสูงวัยไปพิจารณาในฐานะที่เป็นวัยที่ยังคงสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมโดยรวมด้วย

มาตรฐานสากลจึงมีความจำเป็นต้องสนับสนุนเรื่องนี้เพื่อยกระดับคุณภาพบริการให้สูงขึ้นและประสานโอกาสต่างๆ ที่สังคมสูงวัยมีส่วนทำให้เกิดขึ้น

ISO/TC 314 จึงเป็นผลการทำงานในด้านนี้ของไอเอสโอรวมทั้งการพัฒนาข้อตกลงที่เรียกว่า International Workshop Agreement IWA 18, Framework for integrated community-based life-long health and care services in aged societies ซึ่งนำไปสู่การสร้างกลุ่มที่ปรึกษา
เชิงกลยุทธ์ของไอเอสโอ (ISO Strategic Advisory Group: SAG) ในเรื่องสังคมสูงวัย

การยอมรับอย่างกว้างขวางในเรื่องนี้ SAG ได้ยืนยันถึงความต้องการและการตัดสินใจกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์และขอบข่ายของการมาตรฐานในอนาคต
ในเรื่องนี้แล้ว

ปัจจุบัน คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 314 Ageing Societies ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ 30 ประเทศ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องในคณะ SAG และในการพัฒนาของ IWA 18 ด้วย

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2261.html