ในวงการธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นที่ทราบกันดีว่าการนำมาตรฐานไปใช้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อองค์กรในหลายด้าน และไม่ว่าองค์กรนั้นจะมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ “มาตรฐาน” มีส่วนสำคัญเสมอในการสร้างความก้าวหน้าทางธุรกิจและการดำเนินงานในองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประโยชน์ที่มองเห็นได้โดยตรงในด้านเศรษฐกิจซึ่งการนำมาตรฐานไปใช้ในองค์กรมีส่วนทำให้เกิดมูลค่าอยู่ระหว่าง 0.15% ถึง 5% ของรายได้จากการขายต่อปี (กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีหรือ EBIT)
การนำมาตรฐานไปใช้ทำให้เกิดประโยชน์มากมาย เช่น ปรับปรุงกระบวนการภายในบริษัท ลดของเสียและต้นทุนภายใน เพิ่มประสิทธิภาพของการวิจัยและพัฒนา สร้างสรรค์กระบวนการทางธุรกิจและนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม ทำให้ลดความเสี่ยงต่าง ๆ ลง ช่วยให้มีการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดใหม่ เป็นต้น
องค์กรทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วถึงประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมของมาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น
การปฏิบัติตามข้อกำหนดในมาตรฐานจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าร่วมในการค้าระหว่างประเทศ ในทางกลับกัน ก็เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการนำมาตรฐานไปใช้ในองค์กร
ปัจจุบัน เราจะพบเห็นสินค้าและบริการที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาจากประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากโลกใบนี้ ทุกส่วนของชีวิตเราในปัจจุบัน บริษัทต่างๆ แบ่งการดำเนินงานของตนจากทั่วโลก ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์และการผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบและการตลาด การสร้างห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ มีผลิตภัณฑ์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ถือว่า “ผลิตในโลก” มากกว่า “ผลิตในสหราชอาณาจักร” หรือ “ผลิตในฝรั่งเศส” เท่านั้น
โลกาภิวัตน์ได้เชื่อมโยงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมทั่วโลกเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น รถยนต์ที่ขายในแคนาดาสามารถออกแบบในฝรั่งเศสโดยใช้ชิ้นส่วนจากออสเตรเลีย กางเกงที่ขายในสหราชอาณาจักรทำจากผ้าฝ้ายแอฟริกาใต้โดยคนงานในโรงงานในประเทศไทย ในโลกที่มีรูปแบบทางการค้าเปลี่ยนไป การผลิตมีการแยกส่วนและกระจัดกระจายมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยถูกผลิตขึ้นในหลายประเทศ ในหลายบริษัท ก่อนที่จะมารวมกันเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายสำหรับผู้บริโภค ซึ่งเป็นรูปแบบการค้าที่มักเรียกกันว่าห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก สิ่งเหล่านี้ทำให้การใช้มาตรฐานสากลมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น การปฏิบัติตามมาตรฐานจะทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่ามีความมั่นใจว่าปัจจัยการผลิตสามารถเข้ากันได้ (Compatible) และมีความปลอดภัย
“มาตรฐาน” มีอยู่อย่างแพร่หลาย การอธิบายถึงประโยชน์ของมาตรฐานมักจะทำได้ดีที่สุดโดยการชี้ไปที่ปัญหาที่เกิดจากการไม่มีมาตรฐานเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น ปลั๊กที่ไม่พอดี กระดาษติดในเครื่องพิมพ์ แล็ปท็อปที่มีพอร์ตประเภทต่างๆ สำหรับแฟลชไดรฟ์ บัตรเครดิตที่มีขนาดต่างกัน เป็นต้น ปัจจุบัน การค้าโลกได้ขยายความสำคัญของประเด็นเหล่านี้ออกไป เพราะการให้สิทธิทางภาษีจะไม่ช่วยอะไรได้หากสินค้าที่ซื้อขายนั้นไม่สามารถเข้ากันได้กับอุปกรณ์อื่น หรือหากขาดความมั่นใจว่าสินค้านั้นปลอดภัยหรือมีคุณภาพเพียงพอ
เมื่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวในจุดเดียวสามารถส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก การพึ่งพาซึ่งกันและกันนี้จึงส่งผลอย่างมากต่อมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่แท้จริงกำลังเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้งานมาตรฐานสากลของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ กำลังดึงดูดการค้าโลกเข้ามา ทำให้มาตรฐานสากลเป็นส่วนสำคัญของการค้าระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในที่สุด
วารสาร MASCIInnoversity ได้นำเสนอบทความ เรื่อง “สำเร็จอย่างยั่งยืนด้วยมาตรฐานการจัดการนวัตกรรม” ซึ่งได้นำเสนอมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการนวัตกรรมหลายฉบับรวมทั้ง ISO 56002 ที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำเร็จได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากองค์กรยุคใหม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการทำงานให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ และปัจจัยสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนก็คือความสามารถขององค์กรในการสร้างนวัตกรรมนั่นเอง
ความสามารถด้านนวัตกรรมขององค์กรนั้นรวมถึงความสามารถในการเข้าใจและตอบสนองต่อเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปของบริบท แสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และใช้ประโยชน์จากความรู้และความคิดสร้างสรรค์ของคนภายในองค์กร และร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก ซึ่งองค์กรจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นเมื่อกิจกรรมที่จำเป็นทั้งหมดและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกันได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ
มาตรฐาน ISO 56002, Innovation management – Innovation management system – Guidance เป็นมาตรฐานที่ให้แนวทางปฏิบัติเพื่อให้องค์กรทุกประเภทสามารถนำไปประยุกต์เป็นแนวทางในการจัดทำ รักษา และพัฒนาแนวปฏิบัติในการจัดการนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ สามารถพัฒนาและก้าวไปสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมจนกระทั่งประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ กระบวนการ และรูปแบบธุรกิจใหม่
มาตรฐาน ISO 56002 มีหลักการที่เป็นสาระสำคัญจำนวน 8 ประการ ได้แก่
สำหรับข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 56002 ในสาระสำคัญ 7 ข้อ ได้แก่
มาตรฐานการจัดการนวัตกรรม ISO 56002 สามารถช่วยให้บริษัทและองค์กรดำเนินการนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ทำให้องค์กรสามารถตัดสินใจและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความเป็นพลวัตในโลกธุรกิจเกิดขึ้นอยู่เสมอ การที่องค์กรมีเครื่องทุ่นแรงในการจัดการนวัตกรรมอย่างมาตรฐาน ISO 56002 จะทำให้สามารถปรับตัวได้เร็ว พร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ รวมทั้งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วย
ที่มา:
สิ่งประดิษฐ์มากมายในโลกนี้เกิดขึ้นเพราะมนุษย์ได้คิดค้นขึ้นมาจากความรู้ ตรรกะของสมองและจิตใจ การทดลอง และความอุตสาหะ จนกระทั่งกลายเป็นนวัตกรรมในแต่ละยุคสมัย
มนุษยชาติคงไม่สามารถก้าวข้ามผ่านอารยธรรมนับพันปีเข้าสู่ยุคแห่งเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่นนี้ได้ หากโลกนี้ไม่มีผู้สร้างนวัตกรรมอย่างรหัสมอร์ส ระบบไปรษณีย์ แท่นพิมพ์ หลอดไฟ โทรทัศน์ มาจนถึงระบบอินเทอร์เน็ต เฟสบุ๊ค เอไอหรือปัญญาประดิษฐ์ คริปโทเคอร์เรนซี และอื่น ๆ อีกมากมาย
ปัจจุบัน คนทั้งโลกสามารถเชื่อมโยงถึงกันด้วยอินเทอร์เน็ตและข้อมูลมหาศาล ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือของ bankmycell ระบุว่ามีผู้คนถึง 3.5 พันล้านคนที่ปัจจุบันใช้สมาร์ทโฟน, บริษัท แอปเปิล ซึ่งสตีฟ จอบส์ ผู้ร่วมก่อตั้งได้ปรับเปลี่ยนบริษัทให้กลายเป็นผู้นำระดับโลกด้านโทรคมนาคมด้วยไอโฟน และยังคงเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการมากที่สุดในปัจจุบันด้วย
ไม่ว่าจะเป็นสตีฟ จ็อบส์, บิลล์ เกตส์, เจฟ เบซอส, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรืออีลอน มัสก์ ต่างมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ และมุ่งมั่นสร้างสิ่งที่คิดไว้ให้เกิดขึ้นให้ได้อย่างสุดกำลัง ไม่มีใครเคยคิดมาก่อนว่าพวกเขาจะทำได้ แต่ในที่สุดพวกเขาก็ทำได้จริง ๆ เพราะความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน กว่าที่สตีฟ จอบส์จะประสบความสำเร็จ เขาใช้เวลาถึง 18 ปีก่อนที่บริษัท สเปซเอ๊กซ์ของอีลอน มัสก์ จะประสบความสำเร็จในการส่งนักบินขึ้นสู่อวกาศในปี 2563 (ค.ศ.2020) ด้วยความฝันว่าสักวันหนึ่ง เขาจะพามนุษย์ไปตั้งถิ่นฐานอยู่นอกโลก
อุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังก้าวสู่ดิจิตอล
นวัตกรรมได้ผลักดันมนุษยชาติให้ก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบและใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น ไอโอที การสื่อสารระหว่างเครื่องจักร เป็นต้น เพื่อให้เครื่องจักรสามารถทำการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้เองจากการเก็บข้อมูลในระบบการผลิต
จากหนังสือ The Future Is Faster Than You Think โดยปีเตอร์ เอช ดิอาแมนดิส และสตีฟ คอตเลอร์ ชี้ให้เห็นว่าผู้เขียนทั้งสองคนเชื่อว่าการบรรจบกันของเทคโนโลยีนี้ทำให้เกิดความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้ เราเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น แต่เทคโนโลยีใหม่นี้ก็นำไปสู่นวัตกรรมด้านสุขภาพและการดูแลสุขภาพอย่างหนึ่งด้วย ตัวอย่างเช่น ปีเตอร์ เอช ดิอามานดิส และสตีฟ คอตเลอร์ ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับนักบินอวกาศคนหนึ่งในสถานีอวกาศนานาชาติในเมื่อปี 2556 (ค.ศ.2018) ที่สามารถรักษานิ้วที่หักได้โดยใช้เฝือกที่ทำจากเครื่องพิมพ์สามมิติ
อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น ใคร ๆ ก็คิดว่าสุดยอดแล้ว แต่ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์เรายังไม่ได้นำมาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมให้โลกได้รู้ว่ายังมีสิ่งที่สุดยอดไปกว่านั้นอีก สตีฟจ็อบส์และอีลอนมัสก์เป็นเหมือนรถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ที่เปล่งประกาย ดึงดูดผู้คนให้เข้าหา ธุรกิจอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เริ่มต้นจากธุรกิจขนาดเล็กก่อน โลกของเรามีสตาร์ทอัพจำนวนมากมายกำลังดำเนินธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมอยู่อย่างเงียบ ๆ หรือรู้จักกันเฉพาะในแวดวงของตัวเอง แต่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จโดยก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง มีหลายบริษัทได้นำระบบการจัดการนวัตกรรมไปใช้เพื่อเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของตนเองให้ประสบความสำเร็จแล้ว
อันที่จริงแล้ว ธุรกิจหรืองค์กรทุกประเภทสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลด้วยการพิจารณาถึงกิจกรรมและองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องแล้วจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 56002 ที่ทุกองค์กรสามารถนำไปใช้ได้ทันทีเพื่อให้เกิดนวัตกรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบและใช้เวลาไม่นานนักเนื่องจากมาตรฐานนี้ครอบคลุมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม ตั้งแต่หลักการและระบบบริหารจัดการนวัตกรรม การจัดการกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยง การจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงความสัมพันธ์ของมาตรฐาน ISO 56002 กับมาตรฐานอื่นที่ธุรกิจองค์กรใช้อยู่แล้ว โดยอยู่บนพื้นฐานของหลักการ PDCA
สำหรับบทความในครั้งต่อไป จะกล่าวถึงตัวอย่างของบริษัทที่ได้นำมาตรฐาน ISO 56002 ไปใช้จนประสบความสำเร็จ โปรดติดตามค่ะ
ที่มา: https://www.iso.org/news/isofocus_142-1.html
บทความเรื่อง “สานฝันนวัตกรให้กลายเป็น “นวัตกรรม” ด้วย ISO 56002 ตอนที่ 1” ได้กล่าวถึงนวัตกรรมที่คนแต่ละยุคสมัยได้สร้างสรรค์ขึ้นมาและเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ จนกระทั่งนำพาโลกของเราเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคดิจิทัล ซึ่งนวัตกรทั่วโลกยังมีโอกาสที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาใหม่ได้อีกมากมาย และเครื่องมือที่จะช่วยให้เกิดขึ้นได้ก็คือ มาตรฐาน ISO 56002 นั่นเอง
สำหรับบทความในตอนนี้จะกล่าวถึงการรับมือของธุรกิจอุตสาหกรรมต่อสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการนำมาตรฐาน ISO 56002 ไปประยุกต์ใช้ในองค์กร โดยมีตัวอย่างของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการนำมาตรฐานนี้ไปใช้ดังต่อไปนี้
โยฮัน กรุนด์สตอร์ม เอียริคสัน รองหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตรวจประเมินด้านระบบการจัดการ และเป็นคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 279, Innovation Management ซึ่งมีประสบการณ์ด้านระบบการจัดการและการจัดการนวัตกรรมมาถึง 20 ปี โดยในช่วงแรกได้ทำงานอยู่ในแวดวงธุรกิจอาหาร และต่อมาได้เข้าสู่วงการเทเลคอมซึ่งทำให้เขามีประสบการณ์สูงขึ้นเป็นเวลายาวนานนับตั้งแต่เริ่มมีเทคโนโลยี 2G, 3G, 4G มาจนถึงปัจจุบัน ได้เข้าสู่ยุค 5G
เมล็ดพันธุ์แห่งความสำเร็จ
โซนี่โมบายล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโซนี่ คอร์ปอเรชั่น บริษัทผู้ผลิตหม้อหุงข้าวไฟฟ้ารายแรกของโลกเมื่อปี 2501 (ค.ศ.1958) ได้ให้ความสนใจในเรื่องของนวัตกรรมในด้านวิศวกรรมศาสตร์และออกแบบเสียง วิดีโอ เกม และการสื่อสารเพื่อให้บริษัทยังคงมีผลิตภัณฑ์ล้ำยุคออกมาจำหน่ายอยู่เสมอ โซนี่เชื่อมั่นว่า “นวัตกรรม” เป็นสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในระยะยาว และสามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในที่สุด
โยฮัน กรุนด์สตอร์ม เอียริคสัน ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมมีความสำคัญต่อองค์กรทุกองค์กร รวมทั้งองค์กรที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์และองค์กรสาธารณะด้วยซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแนะนำและปรับสมดุลให้เหมาะสมกับกับภารกิจปัจจุบันและความต้องการขององค์กรตลอดจนความต้องการในอนาคตและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น สิ่งนี้ใช้ได้กับโรงพยาบาลเทศบาลในระดับเมืองตลอดจนองค์กรพัฒนาเอกชน
นอกจากนี้ นวัตกรรมยังมีความสำคัญต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติด้วยตัวอย่างเช่น SDG 9 เรื่องนวัตกรรมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (Industrial Innovation and Infrastructure)
เขายอมรับว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เขากล่าวว่าสิ่งนี้จะทำให้เห็นการทำงานร่วมกันมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความต้องการของสังคมทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งมีโอกาสทางธุรกิจในการปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและจัดหาเทคโนโลยีสะอาด
ความเป็นผู้นำที่มุ่งมั่น
โยฮัน กรุนด์สตอร์ม เอียริคสัน กล่าวว่า ระหว่างปี 2557 (ค.ศ.2014) ถึงปี 2563 (ค.ศ.2020) มาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้โซนี่ในระดับต่าง ๆ ในองค์กรต่าง ๆ และในทวีปต่าง ๆ ด้วย
มาตรฐานที่เกิดขึ้นใหม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกของการรู้อนาคตไว้ล่วงหน้า รวมทั้งแนวคิดและข้อแนะนำที่มาจากแรงบันดาลใจและได้ทดลองซ้ำ ๆ มาเป็นเวลาหลายปีก่อนที่มาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรมจะเกิดขึ้น ทำให้เกิดนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานและปรับให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ดีที่สุดตามโครงสร้างใหม่ที่เกิดขึ้น
สำหรับเรื่องของนวัตกรรม ผู้นำต้องมีส่วนร่วมและมุ่งมั่นในแนวคิดใหม่ ๆ ต้องค้นหาโอกาสใหม่โดยมีกระบวนการ ร่วมกับการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุลเพื่อลงทุนได้อย่างเหมาะสม สามารถปรับเปลี่ยนงบประมาณดำเนินการและวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ มีการปรับปรุงวิธีการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ง่ายเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่มีอยู่แล้วเพื่อหาตลาดใหม่ และเป็นไปตามข้อกำหนดของลูกค้ารวมทั้งกฎระเบียบภายในองค์กร
เขายังชี้ให้เห็นจุดขายใหม่สำหรับ ISO 56002 ซึ่งเป็นการประกาศความร่วมมือระดับโลกระหว่างโซนี่และ สำนักงานบริการโครงการแห่งสหประชาชาติ (UNOPS) ในการแสวงหานวัตกรรมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายทางสังคม และการปรับปรุงความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ โซนี่ยังได้จัดทำ Sony Startup Acceleration Program ในระดับองค์กรที่โตเกียวและยุโรปซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบการจัดการนวัตกรรมสำหรับความร่วมมือของโซนี่กับ UNOPS เพื่อทำงานร่วมกันในระดับองค์กรเพื่อแสวงหานวัตกรรมที่ยั่งยืน
การลงทุนในนวัตกรรม
ธุรกิจและองค์กรขนาดใหญ่มักเริ่มจากเล็ก ๆ โซนี่ก็เช่นกัน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โซนี่เป็นเพียงแค่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้าในกรุงโตเกียว ส่วน ADOX เป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กในบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา แม้บริษัทจะมีขนาดใหญ่ แต่มีพนักงานประมาณ 60 คน การที่จะลงทุนเพิ่มเพื่อนวัตกรรมของบริษัทเหล่านี้ จึงต้องมีแนวทางและเครื่องมือสำหรับการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามต่อไปในครั้งหน้าซึ่งเป็นตอนจบค่ะ
ที่มา: https://www.iso.org/news/isofocus_142-1.html
บทความเรื่อง “สานฝันนวัตกรให้กลายเป็น “นวัตกรรม” ด้วย ISO 56002 ตอนที่ 1” และ “สานฝันนวัตกรให้กลายเป็น “นวัตกรรม” ด้วย ISO 56002 ตอนที่ 2” ได้กล่าวถึงความสำคัญของนวัตกรรมและ ISO 56002 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยทำให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้ และธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่มักเริ่มจากเล็ก ๆ มีตัวอย่างของบริษัทระดับโลกจำนวนมากที่เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นโซนี่โมบายล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโซนี่ คอร์ปอเรชั่น หรือ ADOX บริษัทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กในประเทศอาร์เจนตินา เป็นต้น ซึ่งหากธุรกิจขนาดเล็กต้องการลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรม ก็จำเป็นต้องมีแนวทางและเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะได้กล่าวถึงดังต่อไปนี้
กอนซาโล วิเก-รา ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบงานวางแผนกลยุทธ์ ได้กล่าวถึง ADOX ซึ่งเป็นธุรกิจของบิดาว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นด้านสังคมและมีความคล่องตัวในการทำงานโดยมีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เขากล่าวว่า ADOX ได้ทำธุรกิจในอาร์เจนตินามาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว และได้ลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ผู้คนในประเทศอาร์เจนตินามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บริษัทได้เปิดโรงงานต้นแบบที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตอุปกรณ์และเวชภัณฑ์โดยปฏิบัติตามมาตรฐานสากลสูงสุดและสรรหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และยังสนับสนุนการใช้มาตรฐานสากลในอุตสาหกรรม ทำให้ได้รับการรับรองจากสำนักงานบริหารแห่งชาติด้านยา อาหารและอุปกรณ์ทางการแพทย์ซึ่งมีชื่อว่า ANMAT (National Administration of Drugs, Food and Medical Devices) ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีหอการค้าอุตสาหกรรมด้านโลหะวิทยาซึ่งมีชื่อว่า ADIMRA Centros Tecnológicos (Technological Center of the Metallurgical Industries Chamber)
การลงทุนพัฒนาด้านนวัตกรรมของ ADOX ทำให้บริษัทสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ให้บริการด้วยคุณภาพและราคาที่เหมาะสม มีการให้บริการฝึกอบรมลูกค้าในการใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้องและใช้อะไหล่ในราคาที่คุ้มค่าด้วยการประกันคุณภาพสูงสุด เป็นต้น
กรอบการสร้างนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ
ADOX ยังได้เปรียบเทียบงานที่ทำอยู่กับมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐานการจัดการนวัตกรรม ISO 56002 ทำให้ สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ สามารถพัฒนาทีมพิเศษและตัวชี้วัดซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ ADOX ได้แนะนำว่าความคิดริเริ่มดี ๆ มากมายเกิดขึ้นในองค์กร แต่หากองค์กรไม่จัดเตรียมโครงสร้างที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติตามได้อย่างบรรลุเป้าหมาย ก็จะพลาดโอกาสดี ๆ ที่จะพัฒนาองค์กรและบุคลากร อันที่จริงแล้ว มาตรฐาน ISO 56002 สามารถนำไปใช้และขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แม้แต่ระบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมแบบเดิม กล่าวคือ สามารถสนับสนุนโครงการความร่วมมือระหว่างบริษัท ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ด้วยซึ่งการใช้ ISO 56002 เป็นกรอบงานที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการดำเนินโครงการร่วมกันกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร
จากรายงานที่เผยแพร่โดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) เมื่อปี 2558 (ค.ศ.2015) เรื่อง “นวัตกรรมการทำงานร่วมกัน: การเปลี่ยนแปลงธุรกิจการขับเคลื่อนการเติบโต” มาร์ค เอสโปซิโต ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ Harvard University Extension School และ Grenoble École de Management ได้กล่าวไว้ว่า “นวัตกรรมทำให้การทำงานด้วยกันมีจุดร่วม และยังเป็นกลไกขององค์กรที่ทันสมัย คล่องตัว สามารถสร้างขีดความสามารถใหม่ซึ่งสามารถบุกเบิกแนวคิดใหม่ ๆ รวมทั้งทดสอบขีดจำกัดของตลาด จึงถือได้ว่านวัตกรรมเป็นเพื่อนแท้ของการเติบโต
กอนซาโล วิเก-รา ถือว่าการจัดการนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในยุคดิจิตอลเช่นนี้ โดยทั่วไป ธรรมชาติของงานมักมีวิวัฒนาการและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับเทคโนโลยี และในการทำงานจะต้องมีการจัดการอย่างซับซ้อนขึ้นกับกลุ่มคนที่มีความสามารถสูง แต่เมื่อคนคุ้นเคยกับการทำงานในโครงการที่แตกต่างกัน เราจะเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์ก็เติบโตขึ้นเช่นกัน และก้าวไปพร้อมกับความเข้าใจที่ลึกซึ้งและกว้างขวางขึ้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อันเป็นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องซึ่งเปรียบเสมือนวงล้อที่หมุนไปข้างหน้าเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้น
ส่วนโยฮัน กรุนด์สตอร์ม เอียริคสัน รองหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตรวจประเมินด้านระบบการจัดการ และคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 279, Innovation Management กล่าวว่าไม่ว่าเราจะตัดสินใจใช้นวัตกรรมเพราะอะไร (เช่น ต้องการสร้างวัฒนธรรมของความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มโอกาสในการอยู่รอด หรือต้องการสร้างแรงบันดาลใจ) แต่หากเราศึกษาเจาะลึกข้อกำหนดที่อยู่ในมาตรฐาน ISO 56002 แล้วนำไปใช้งานเพื่อก้าวไปสู่การจัดการนวัตกรรมในระดับที่เหมาะสมกับองค์กรของเรา ในไม่ช้า ก็จะเห็นว่านวัตกรรมที่องค์กรและนวัตกรช่วยกันสร้างขึ้นมาตามความฝันหรือเป้าหมาย จะช่วยสร้างความสามารถให้เพิ่มขึ้นได้ และนวัตกรรมนั้นก็จะมีส่วนสำคัญในการสร้างแหล่งรายได้เพิ่มขึ้น และก้าวไปสู่อนาคตที่สดใสขึ้นกว่าเดิม
ที่มา : https://www.iso.org/news/isofocus_142-1.html
เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2562 วารสาร Entrepreneur ได้นำเสนอเรื่องราวของ “โคเวิร์คกิ้งสเปซ” ว่าเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบมากสำหรับการสร้างชุมชนของการทำงานให้มีความแข็งแกร่ง โดยกล่าวย้อนไปในอดีตของมนุษยชาติว่ามนุษย์เรามีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เช่น ในการล่าสัตว์ การทำเกษตรกรรม ซึ่งทำให้กิจกรรมสำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น และหมายความว่าทำให้เป้าหมายร่วมกันบรรลุผลในการมีชีวิตอยู่รอดต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากกล่าวในแง่ของความเป็นชุมชนในเชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่รวมกลุ่มคนเข้าไว้ด้วยกันแล้ว เช่น วัด โบสถ์ หรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจซึ่งมีผู้คนมารวมตัวกัน ก็จะป็นสถานที่ที่รวมเอาความสนใจ คุณค่า การผูกพันทางสังคม และอาชีพต่างๆ เข้าด้วยกัน และเป็นปัจจัยที่ประกอบขึ้นเป็นชุมชนและการมีอยู่ของชุมชนร่วมกัน
เมื่อปี 2529 (ค.ศ.1986) แม็คมิลแลนและเควิส นักจิตวิทยาได้กล่าวถึงการรวมตัวกันทางสังคมว่าเป็นความรู้สึกที่สมาชิกมีความเป็นเจ้าของและรู้สึกว่าสมาชิกแต่ละคนมีความสำคัญซึ่งกันและกันและมีความสำคัญต่อกลุ่มของตนเองซึ่งมีความศรัทธาร่วมกันซึ่งความต้องการของสมาชิกในกลุ่มจะได้รับการตอบสนองด้วยการมีพันธสัญญาร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมเปลี่ยนไป การปฏิวัติด้านเศรษฐกิจสังคมก็ได้ทำให้เกิดการสร้างความรู้สึกของความเป็นชุมชนขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อเน้นย้ำถึงการทำสิ่งที่ดีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ดิ้นรน ความเครียด ความสับสนของชีวิตยุคใหม่ ซึ่งก็ยิ่งทำให้ชุมชนเป็นแหล่งสนับสนุนแต่ละคนมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้เอง สังคมยุคใหม่ที่มีการทำงานร่วมกันในโคเวิร์คกิ้งสเปซ จึงกลายเป็นจุดแรกและเป็นจุดที่สำคัญสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์เชิงจิตวิทยาสังคม
ความสามารถในการทำงานและแบ่งปันประสบการณ์ของมนุษย์ที่มีความชอบเหมือนกันและเข้ากันได้ จะช่วยให้เกิดรูปแบบที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และเมื่อผนวกกับความจริงที่ว่า 65% ของคนทำงานทั่วโลกเป็นคนรุ่นใหม่ในยุคมิลเลนเนียล มีวัฒนธรรมการทำงานที่ยืดหยุ่น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมธุรกิจส่วนใหญ่จึงชื่นชอบการใช้โคเวิร์คกิ้งสเปซเพื่อทำงานร่วมกันเป็นชุมชนหรือโครงการที่ใช้อาคารสถานที่ร่วมกันเพื่อให้ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของร่วมกัน
ปัจจุบัน ทั่วโลกมีการใช้โคเวิร์คกิ้งสเปซร่วมกันมากกว่า 19,000 แห่งและมีสมาชิกมากกว่า 1.74 ล้านคน อุตสาหกรรมโคเวิร์คกิ้งสเปซกำลังเป็นคลื่นลูกใหม่ที่สนับสนุนประสบการณ์ที่ดีของสตาร์ทอัพและฟรีแลนซ์ต่างๆ รวมทั้งเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่ (กรุงเทพมหานครก็มีโคเวิร์คกิ้งสเปซอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน เช่น HUBBA, Glowfish, Spaces, Regus, Too fast to sleep, Naplab, NestDots เป็นต้น)
คำว่า 3Cs ได้แก่ Collaboration, Commerce และ Community เป็นหลักการสำคัญของการเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำงานร่วมกันในโคเวิร์คกิ้งสเปซซึ่งมีแนวทางให้กับวัฒนธรรมการทำงานสมัยใหม่
Collaboration คือ ความร่วมมือ ในแง่ของการรับรู้ว่าเป็นหน้าที่ของความร่วมมือ ซึ่งคำว่า Coworking คือ การทำงานร่วมกันเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกับคำว่า Collaboration แต่มีระดับของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างบริษัทและตัวบุคคลสูงกว่าสำหรับสถานที่ที่มีการแชร์การใช้งานร่วมกัน
ดังปรากฎว่ามีรายงานฉบับหนึ่ง พบว่า 84% ของคนที่ทำงานในโคเวิร์คกิ้งสเปซ มีส่วนร่วมมากกว่าและได้รับการกระตุ้นมากกว่าการทำงานในสำนักงานแบบดั้งเดิมที่ทำกันมานาน อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน บริษัทยังพบว่ามีความต้องการขององค์กรร่วมกันและอาจมีความร่วมมือในการสนับสนุนธุรกิจมากขึ้นไปอีกระดับหนึ่งมากกว่าแค่การใช้สถานที่ทำงานร่วมกันด้วย
Commerce คือการค้า หมายถึงการมีอยู่ของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อกันเป็นอย่างมาก นับเป็นปัจจัยต่อความสำเร็จของโคเวิร์คกิ้งสเปซซึ่งเป็นประตูที่เปิดสู่โลกของความเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดโดยพันธมิตรทางธุรกิจและการแลกเปลี่ยนแนวคิดผ่านนวัตกรรมและการทำธุรกิจแบบ B2B มีธุรกิจมากกว่า 83% ยอมรับว่ามองเห็นประโยชน์ทางธุรกิจที่จับต้องได้หลังจากย้ายเข้าไปใช้เวิร์คกิ้งสเปซร่วมกับบริษัทอื่น
Community คือชุมชน หมายถึงการเชื่อมโยงธุรกิจและบุคคลเข้าด้วยกันผ่านลำดับชั้นที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านภูมิหลังประชากรศาสตร์ อุตสาหกรรม และทักษะการทำงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการสร้างชุมชนการทำงานร่วมกันที่มีความเข้มแข็งเพื่อการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยการจัดเครือข่ายที่เหมาะสมและงานทางสังคมเพื่อสร้างความผูกพันระหว่างเพื่อนร่วมงานและบุคคลที่มีความแตกต่างกันทั้งในระดับธุรกิจและระดับตัวบุคคล เช่นในช่วงของการพูดคุย บ่อยครั้ง งานเลี้ยงต่างๆและประสบการณ์ของการดูแลหน้าที่การงานทำให้โคเวิร์คกิ้งสเปซมีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมนอกเหนือไปจากเป้าหมายทางธุรกิจ
แนวโน้มของการสร้างชุมชนและการส่งเสริมความร่วมมือจากการใช้เวิร์คกิ้งสเปซนับเป็นแนวโน้มที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญมากขึ้นทุกที และอีกไม่นาน การพัฒนาด้านเอไอ การจดจำเสียงและภาพ รวมทั้งไอโอทีก็จะเข้ามาแทนที่ความต้องการของคอมพิวเตอร์ อันที่จริงแล้ว เทคโนโลยีไอทีสวมใส่ (wearable technology) จะนำไปสู่การมีสถานที่ทำงานในฝันที่ทุกคนไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่กับที่อีกต่อไป แต่สามารถจะเดินทางไปไหนมาไหนพร้อมกับการทำงานในทุกๆ ที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้มีบรรยากาศการทำงานที่ขึ้นอยู่กับกิจกรรม เช่น มีการประชุมที่มีปฏิสัมพันธ์กันได้ไม่ว่าทุกคนจะอยู่ที่ใด และสามารถสร้างความรู้สึกของความเป็นเจ้าของ การมีแรงบันดาลใจ และการกระตุ้นให้เกิดการทำงานได้ตลอดเวลา โคเวิร์คกิ้งสเปซจึงเป็นออฟฟิศในฝันของทุกคนที่มีส่วนสำคัญในการทำให้บริษัทหรือองค์กรมีการเติบโตก้าวหน้าในบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานในยุคใหม่และในอนาคต
ที่มา:
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรที่หนึ่งกิโลกรัมมีน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัม แล้วเราสามารถวัดกระแสไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำได้อย่างไร ความคงที่ในปริมาณและหน่วยวัดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวัดที่แม่นยำและจะทำได้ก็ต่อเมื่อทุกคนใช้ “ภาษา” เดียวกัน และภาษานั้นก็คือ มาตรฐานชุด ISO/IEC 80000 นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการทบทวนมาตรฐาน
มาตรฐานดังกล่าวได้รับการอ้างอิงโดยสำนักงาน ชั่ง ตวง วัด ระหว่างประเทศ (International Bureau of Weights and Measurements: BIPM) ได้ใช้ระบบการชั่ง ตวง วัดระหว่างประเทศเป็นแนวทางที่เรียกกันว่าโบรชัวร์ของเอสไอ ซึ่งสนับสนุนความหมายของปริมาณและหน่วยวัด ประกอบไปด้วย 13 ส่วนที่แตกต่างกัน โดย 11 ส่วนมาจาก ISO และ 2 ส่วนมาจาก IEC ซึ่งบางส่วนอยู่ในขั้นตอนร่างสุดท้ายของการพัฒนามาตรฐาน (สำหรับเอสไอเป็นระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศซึ่งมีที่มาจากประเทศอังกฤษและมีทั้งหมด 7 หน่วย ได้แก่ เมตรสำหรับวัดความยาว กิโลกรัมสำหรับวัดมวล วินาทีสำหรับวัดเวลา แอมแปร์สำหรับวัดกระแสไฟฟ้า เคลวินสำหรับวัดอุณหภูมิ แคนเดลาสำหรับวัดความเข้มของการส่องสว่าง และโมลสำหรับวัดปริมาณของสาร
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2555_189_60_p44-46.pdf )
มาตรฐานชุดดังกล่าวให้นิยามศัพท์ ความหมาย สัญลักษณ์ที่แนะนำให้ใช้ หน่วยและข้อมูลที่สำคัญอื่นๆ เกี่ยวกับปริมาณที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถนำไปใช้อ้างอิงในการเขียนเอกสารทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ มาตรฐาน และคู่มือได้
สำหรับมาตรฐานที่ไอเอสโอกำลังทบทวนอยู่นี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับเส้นทางด้านตลาดที่เป็นผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมทุกประเภท ทั้งนี้ ก็เนื่องมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในด้านการวัดในหลายสาขาที่ต้องการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น การค้าของโลก การผลิต การผลิตด้านพลังงานและสุขภาพ จึงมีความสำคัญที่ไอเอสโอต้องทำการทบทวนมาตรฐานเพื่อให้มั่นใจว่ามีความเกี่ยวข้องกันและมีความแม่นยำให้มากที่สุดและสอดคล้องกับระบบหน่วยวัดสากล
สำหรับผู้ใช้มาตรฐานนี้ก็คือ หน่วยงานด้านวิชาการและมาตรวิทยา นักการศึกษา ผู้เชียนหนังสือด้านเทคนิค นักแปลภาษา ผู้พัฒนามาตรฐานและอุตสาหกรรมในสาขาต่างๆ
สำหรับร่างมาตรฐานที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาและจะได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในเร็วๆ นี้ มีดังนี้
สำหรับร่างมาตรฐาน ISO 80000-9 เคมีเชิงฟิสิกส์และฟิสิกส์โมเลกุล และ ISO 80000-11 จำนวนคุณลักษณะ (Characteristic numbers) ได้มาถึงร่างมาตรฐานขั้นสุดท้ายแล้วซึ่งหมายความว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถส่งข้อคิดเห็นก่อนการตีพิมพ์เผยแพร่เป็นขั้นสุดท้าย
นอกจากมาตรฐานดังกล่าวข้างต้น ยังมีมาตรฐานดังต่อไปนี้ด้วย
มาตรฐานชุด ISO/IEC 80000 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ Quantities and units ซึ่งมีสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน (Swedish Standards Institute: SIS) เป็นเลขานุการ ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store หรือเว็บไซต์ของไออีซี IEC Store
ระบบหน่วยวัดเป็นระบบที่มีความเป็นมาที่ยาวนานในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และเมื่อโลกได้เปลี่ยนแปลงไป หน่วยวัดจึงต้องก้าวตามให้ทัน ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงเห็นพัฒนาการของระบบหน่วยวัดที่สอดคล้องกับโลกในปัจจุบันมากขึ้น
ที่มา: