ตามแถลงการณ์ด้านแผนยุทธศาสตร์ปี 2563-2566 (ค.ศ.2020 – 2023) ขององค์การสหประชาชาติ ได้ระบุกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่จะช่วยให้โลกของเราสามารถเปลี่ยนสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืน ผ่านกระบวนทัศน์ใหม่ที่มีความยั่งยืน (Green transition) มีการขับเคลื่อนการพัฒนาและสันติภาพโดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก วัตถุประสงค์หลักของแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวคือเพื่อส่งเสริมอนาคตของเมืองที่ยั่งยืน เนื่องจากการเติบโตของเมืองมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เรามาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนข้อเสียให้เป็นโอกาส
ทักษะที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจสีเขียว
ในขณะที่โลกยังคงดำเนินต่อไปเพื่อก้าวไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวการ โลกก็ต้องการคนที่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แล้วมาตรฐานสามารถช่วยสนับสนุนการปฏิวัติทักษะได้หรือไม่ เมื่อเร็วๆ นี้ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้เน้นย้ำถึงความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสร้างบุคลากรที่มีทักษะเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสีเขียว ซึ่งยังคงมีไม่เพียงพอ
จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จะมีการสร้างงานใหม่ประมาณ 24 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2573 (ค.ศ. หากมีการวางนโยบายที่เหมาะสมในการส่งเสริมเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการเติบโต 8% ต่อปีของการประกาศรับสมัครงานด้านสิ่งแวดล้อมใน LinkedIn ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้มีความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเพียง 6% เท่านั้นในแต่ละปี
งานด้านความยั่งยืน
เมื่อพูดถึงงานด้านความยั่งยืน เราอาจคิดถึงช่างเทคนิคแผงโซลาร์เซลล์หรือวิศวกรกังหันลม แต่อันที่จริงแล้ว ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมครอบคลุมเกือบทุกอุตสาหกรรมและมีหลายรูปแบบ รายงานของ LinkedIn ที่มีชื่อว่า Global Green Jobs Report ได้แยกความแตกต่างระหว่างงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และงานที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
งานสิ่งแวดล้อมไม่สามารถทำได้หากไม่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อม แต่งานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ ส่วนงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมเลย
แนวโน้มงานสีเขียวยอดนิยม
ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมที่เติบโตเร็วที่สุดคือการจัดการระบบนิเวศ นโยบายสิ่งแวดล้อม และการป้องกันมลพิษ แต่นอกเหนือจากการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยความรับผิดชอบแล้ว ทักษะด้านพลังงานสะอาด การเงินที่ยั่งยืน การก่อสร้าง เทคโนโลยี และการวางผังเมืองก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม รายงาน LinkedIn ได้กล่าวถึงงานบางอย่างเช่น ผู้จัดการกองยานพาหนะ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ เป็นตัวอย่างของงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งจะต้องใช้ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
สำหรับเศรษฐกิจสีเขียว ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้สงวนไว้เฉพาะสำหรับผู้ที่ทำงานด้านพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น แต่จะมีอยู่ทั่วไปในทุกหนทุกแห่ง ดังนั้น ภาครัฐและองค์กรจำเป็นต้องวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับฝีมือแรงงานตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว
เติมเต็มทักษะให้เพียงพอ
มาตรฐานสากลสามารถช่วยลดช่องว่างระหว่างความต้องการแรงงานฝีมือของผู้ว่าจ้างและความต้องการงานของคนที่มีทักษะเหล่านั้น ซึ่งได้รับการยืนยันในงานวิจัยล่าสุดของ LinkedIn ว่าความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ได้รับการระบุว่าเป็น 1 ในทักษะ 10 อันดับแรกที่เพิ่มลงในโปรไฟล์สมาชิก LinkedIn ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
เห็นได้ชัดว่ามาตรฐานสากลเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อนของตลาดแรงงาน มาตรฐานเป็นช่องทางในการยกระดับทักษะ เช่นเดียวกับกรณีของ ISO 14001 ตลอดจนเป็นรากฐานสำหรับการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและความก้าวหน้า ดังนั้น เพื่อเร่งให้เกิดทักษะด้านสิ่งแวดล้อมในการทำงานมากขึ้น จึงมีการเสนอให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของมาตรฐานสากลให้กว้างขวางยิ่งขึ้นโดยการผสมผสานทักษะสีเขียวเข้ากับการพัฒนางานตั้งแต่เริ่มต้น
การรวมทักษะ “สีเขียว” ไว้ในมาตรฐานไอเอสโอ ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการยอมรับในวงกว้างเท่านั้น แต่ยังช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าทักษะใดที่จำเป็นในงานต่างๆ เพื่อให้พนักงานสามารถสำรวจตลาดแรงงานได้อย่างมีจุดมุ่งหมาย
ปัจจุบันนี้ LinkedIn ได้รายงานเมื่อเปรียบเทียบทักษะสีเขียวที่สำคัญที่สุดสำหรับนายจ้างกับทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้สมัครแล้ว พบว่าตรงกันเพียง 50% เท่านั้น แต่มาตรฐานที่ใช้ร่วมกันสามารถช่วยลดช่องว่างระหว่างทักษะที่จำเป็นและทักษะที่มีอยู่ และทำให้การเปลี่ยนแปลงสีเขียวประสบความสำเร็จสำหรับทุกคนได้
อนาคตสีเขียวสำหรับทุกคน
การค้นพบที่สำคัญอีกประการหนึ่งในรายงานของ LinkedIn คือ ยังคงมีช่องว่างที่สำคัญในการพัฒนาบุคลากรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและงานที่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นทางภูมิศาสตร์ เพศ ยุคสมัยของกลุ่มคนในช่วงอายุต่างๆ และระดับการศึกษา ตัวอย่างเช่น ประเทศที่มีรายได้ต่ำมีการยกระดับฝีมือแรงงานในอัตราที่ช้ากว่าประเทศที่เจริญกว่า และมีทักษะเฉพาะกลุ่มน้อยกว่า เป็นต้น
สำหรับการลงทุนในทักษะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น นายจ้าง รัฐบาล และแรงงานทั่วโลก จะทำให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวนั้นมีความเป็นธรรมเพื่อทุกคน และไม่ทำให้ใครถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ในฐานะที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคม เราทุกคนต้องมั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านสีเขียวไม่ได้ให้ประโยชน์กับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่จะให้ประโยชน์กับคนในสังคมซึ่งมาตรฐานสากลสามารถช่วยลดช่องว่างโดยการสร้างกรอบที่ทุกคนสามารถปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี
ที่มา : https://www.iso.org/contents/news/2022/12/skills-for-the-green-economy.html
จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยเรื่อง พฤติกรรมและมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อปัญหาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งแนวโน้มความสนใจลงทุนด้านความยั่งยืน (ESG) ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 พบว่าผู้บริโภคตระหนักและมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และยินดีจ่ายเงินมากขึ้นไม่เกิน 20% จากราคาปกติเพื่อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังพิจารณาตัดสินใจลงทุนในบริษัทที่ดำเนินการด้าน ESG ราว 10-20% ของพอร์ตการลงทุนด้วย
งานวิจัยของรอฟ โฟเทนฮาวอา จากมหาวิทยาลัยวิคตอเรียเมลเบิร์น เรื่อง Socially Responsible Investors: The Rise of ESG ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ยังกล่าวด้วยว่าความสนใจของภาคการเงินในการลงทุนเพื่อสนับสนุน ESG ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วเป็นอย่างมาก โดยมีวิกฤตการเงินโลกที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ ESG ว่าเมื่อปราศจากการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจแล้ว (หรือทำไปด้วยความประมาทเลินเล่อ) สามารถส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียต้นทุนความยั่งยืนและต้นทุนการใช้ทรัพยากร การสูญเสียความไว้วางใจของลูกค้า ผลกระทบต่อสุขภาพและขวัญและกำลังใจของบุคลากรไปจนถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด
ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใด องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงประเด็นความยั่งยืน โดยองค์กรสามารถบูรณาการตามแนวทางด้านความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินกิจการ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ทั่วโลกบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป
หากองค์กรต้องการนำไปใช้ ก็มีมาตรฐานเป็นจำนวนมากที่องค์กรสามารถพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม ตามความต้องการขององค์กรได้ เช่น มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 มาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO 50001 มาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม มอก.9999 มาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก.14061-1 มาตรฐานการบริหารการจัดการงานอย่างยั่งยืน ISO 20121 มาตรฐานการจัดซื้ออย่างยั่งยืน ISO 20400 มาตรฐานแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กร มตช. 2 เล่ม 2 มาตรฐานการทวนสอบการวัดปริมาณและการรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร ISO 14064-1 มาตรฐานการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก การติดตามตรวจสอบ และการรายงานกิจกรรมในระดับโครงการ ISO 14064-2 เป็นต้น
ผู้บริโภคและภาคการผลิตหรือภาคบริการ สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านความยั่งยืนได้ ซึ่งการขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะด้านการผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ หรือ SDG12 (Sustainable Consumption and Production) ซึ่งทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องทำควบคู่กันไปเพื่อให้โลกของเราสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด
ที่มา:
หนึ่งในมาตรฐานไอเอสโอที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้คือ มาตรฐาน ISO 50001 ระบบการจัดการพลังงานซึ่งเมื่อปี 2563 (ค.ศ.2020) มีผู้ได้รับการรับรองทั่วโลกเกือบสองหมื่นราย และสำหรับองค์กรที่มุ่งมั่นที่จะจัดการกับผลกระทบ การอนุรักษ์ทรัพยากร และปรับปรุงการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ISO 50001 คือคำตอบที่ดี
ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 50001, Energy Management Systems – Requirements with Guidance for Use ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนองค์กรในทุกภาคส่วนให้มีแนวทางปฏิบัติในการปรับปรุงการใช้พลังงานด้วยการพัฒนามาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (EnMS)
การพัฒนามาตรฐาน EnMS มีพื้นฐานตามรูปแบบระบบการจัดการของการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และสามารถใช้ร่วมกับมาตรฐานสากลฉบับอื่น ที่รู้จักกันดี เช่น ISO 9001 มาตรฐานระบบคุณภาพ หรือ ISO 14001 มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถบูรณาการการจัดการพลังงานเข้ากับความพยายามขององค์กรโดยสามารถรวมเข้าไปในการปรับปรุงคุณภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น
ISO 50001 เป็นมาตรฐานที่สามารถนำไปใช้เป็นกรอบสำหรับข้อกำหนดเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินการดังต่อไปนี้
หนึ่งในตัวอย่างขององค์กรทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จในการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ คือ Enigma Industrial Services ซึ่งได้ขยายขอบข่ายการรับรองเพิ่มเติมในระบบการจัดการพลังงานจากเดิมได้รับการรับรองตามมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9001: 2015 – Quality Management Systems และมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001: 2015 Environmental Management Systems และมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001: 2018 Occupational Health and Safety (OH&S) Management ต่อมา องค์กรต้องการความมั่นใจว่าจะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และได้ปฏิบัติตามแผนโอกาสการประหยัดพลังงานของรัฐบาลอังกฤษ (ESOS) ซึ่งเป็นโครงการประเมินพลังงานภาคบังคับสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ในสหราชอาณาจักร องค์กรจึงเลือกที่จะนำ EnMS ไปใช้งาน
การพัฒนาและการนำ EnMS ไปใช้ช่วยให้ Enigma Industrial Services มีแนวทางที่เป็นระบบและได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงาน และการบริโภค จึงสามารถต้นทุนด้านพลังงานและของเสียโดยไม่กระทบต่อการผลิตและคุณภาพ รวมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
แม้ว่าผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ จะสามารถขอรับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 50001 ได้เช่นเดียวกับมาตรฐานสากลระบบการจัดการฉบับอื่น แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรด้วย บางองค์กรอาจตัดสินใจใช้มาตรฐานนี้เพื่อประโยชน์ที่จะได้รับเท่านั้น ในขณะที่หลายองค์กร ตัดสินใจขอรับการรับรองเพื่อแสดงให้บุคคลภายนอกเห็นว่ามีการนำระบบการจัดการพลังงานไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีหน่วยงานรับรองให้การรับรองอย่างเป็นทางการ
องค์กรสามารถร่วมกันปกป้องอนาคตที่ยั่งยืนของลูกหลานด้วยการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นจากการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้
ผู้สนใจสามารถศึกษามาตรฐานดังกล่าวเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ
ที่มา:
1. https://www.iso.org/iso-50001-energy-management.html
2. https://www.quality.org/knowledge/benefits-iso-500012018-energy-management-systems