ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจคือต้องมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม แต่ปัญหาของธุรกิจแต่ละประเภท แต่ละขนาดก็แตกต่างกันออกไป สำหรับปัญหาของธุรกิจขนาดเล็กหลายรายมักประสบปัญหาด้านการวางแผนกลยุทธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีข้อจำกัดด้านต้นทุน ด้านคุณภาพและปริมาณของบุคลากร การเข้าถึงเทคโนโลยี รวมทั้งการบริหารจัดการเวลา และเจ้าของกิจการบางรายอาจลงมือทำเองเกือบทุกเรื่อง
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจขนาดเล็กกลับมีข้อได้เปรียบมากกว่าในด้านการปรับตัวต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างองค์กร การตลาด กระบวนการผลิต หรือผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นต้น
ไอเอสโอเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาเหล่านั้นของธุรกิจขนาดเล็กเป็นอย่างดี ในภาวะที่ทั่วโลกประสบกับภาวะเศรษฐกิจผันผวนเช่นนี้ ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อยืนหยัดและก้าวไปข้างหน้าให้ได้ อันที่จริงแล้ว มาตรฐานไม่ได้มีไว้สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น จะเห็นได้ว่าไอเอสโอให้ความสำคัญกับธุรกิจทุกประเภทรวมทั้งธุรกิจขนาดเล็กและเอสเอ็มอีโดยในการพัฒนามาตรฐาน จะคำนึงถึงธุรกิจทุกประเภทให้สามารถนำมาตรฐานไปใช้ได้เช่นเดียวกัน
จากข้อมูลของธนาคารโลก พบว่าวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก (MSMEs) ทั่วโลกมีจำนวนกว่า 90% ของบริษัททั้งหมด และคิดเป็น 70% ของการจ้างงานทั้งหมด สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ธุรกิจขนาดเล็กเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงาน นอกจากนี้ ยังพบว่าการเติบโตของ GDP โดยรวมนั้นเป็นผลมาจากบริษัทที่มีผู้นำเป็นสตรีด้วย ซึ่งได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลจากการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลอย่าง IWA 34, Women’s entrepreneurship ที่ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ และแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดต่างประเทศ
อันที่จริงแล้ว ธุรกิจยังมีอะไรอีกมากที่ควรจะทำเพื่อการเติบโตต่อไป เช่นเรื่องของการมาตรฐานซึ่งไม่เพียงแต่ลดแรงเสียดทานเมื่อทำงานร่วมกับบริษัทอื่นเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมด้วย ซึ่งสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยส่งผลอย่างมากต่อผลกำไร
มาตรฐานของไอเอสโอแต่ละมาตรฐาน แม้ว่าดูเหมือนจะไม่สามารถเข้าใจได้ในครั้งแรกที่อ่าน แต่เมื่อศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วก็จะได้รับรายละเอียดแนวทางที่เหมาะสมที่สุดที่ผู้นำในอุตสาหกรรมทั่วโลกได้ตกลงกันไว้ ตัวอย่างเช่น การนำมาตรฐานการจัดการพลังงาน ISO 50001 ไปใช้ สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมาก ในขณะที่การนำมาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล ISO/IEC 27001 ไปใช้จะช่วยปกป้องธุรกิจจากภัยคุกคามด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่อาจทำลายล้างธุรกิจลงได้ เป็นต้น
Veriscan Security บริษัทผู้ให้บริการด้านการจัดการความปลอดภัยของข้อมูลซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสวีเดน มีบริการให้ลูกค้าสามารถนำมาตรฐาน ISO/IEC 27001 ไปใช้และรักษามาตรฐานเอาไว้ให้ได้ตั้งแต่หลายปีก่อน ซึ่งแจน แบรนเซลล์ ซีอีโอของบริษัทและบรรณาธิการมาตรฐาน ISO/IEC 27003 ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เนื่องจากการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์หรือความปลอดภัยของข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ ในการนำมาตรฐานสากลไปใช้นั้นไม่เพียงแต่ทำให้มีโครงสร้างภายในที่ดีเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นพื้นฐานในการเชื่อมโยงกับองค์กรอื่น ๆ ด้วย ซึ่งหากองค์กรเหล่านี้ใช้ชุดมาตรฐาน ISO/IEC 27000 ด้วย ก็จะยิ่งช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นรวมถึงความโปร่งใสในการสร้างความปลอดภัยและความไว้วางใจที่ดีขึ้นร่วมกัน
ไอเอสโอเน้นว่าการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลจะช่วยให้มั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ ความสม่ำเสมอและการตรวจสอบย้อนกลับ เนื่องจากมาตรฐานไอเอสโออยู่บนพื้นฐานของวัฏจักรที่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้มาตรฐานเหล่านี้พัฒนาด้วยความก้าวหน้าต่อไปเพื่อตอบสนองความต้องการ เป้าหมาย และความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไป และมาตรฐานไอเอสโอหมายถึงความมีประสิทธิภาพ และความไว้วางใจที่ช่วยให้ผู้บริโภค นักลงทุน และพันธมิตรสามารถสร้างความเชื่อมั่นในธุรกิจ สิ่งนี้เหล่ามีค่าอย่างยิ่งเมื่อ MSMEs พยายามที่จะเติบโตและแข่งขันในระดับมาตรฐานที่แข่งขันได้ซึ่งช่วยให้ MSME สามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดต่างประเทศได้ ลูกค้าและองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากจะเลือกทำงานกับธุรกิจที่ใช้มาตรฐานสากลเท่านั้น
หาก MSMEs ถามว่าพวกเขาจำเป็นต้องใช้มาตรฐานสากลหลายๆ มาตรฐานหรือไม่ แน่นอน ไอเอสโอจะตอบว่าไม่ใช่ทุกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ MSMEs แต่ธุรกิจขนาดเล็กจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรนำมาตรฐานสากลฉบับไหนไปใช้งานให้เป็นประโยชน์ต่อบริษัทมากที่สุด ผู้ที่มุ่งเน้นการให้บริการฐานลูกค้าในพื้นที่ขนาดเล็กอาจพบว่ามีมาตรฐานเพียงเล็กน้อยที่เกี่ยวข้องกับงานของตน
อย่างไรก็ตาม ไอเอสโอแนะนำว่า MSMEs สามารถพิจารณามาตรฐานฉบับที่เหมาะสมกับองค์กรของตนเองเพื่อนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ISO 45001 การจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 26000 แนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม หรือแม้แต่ชุดมาตรฐาน ISO/IEC 27000 ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไอเอสโอก็มีแนวทางให้กับนักพัฒนามาตรฐานในการเขียนมาตรฐานที่คำนึงถึงความต้องการของ MSMEs อย่างแท้จริงด้วย ดังที่ปรากฏในมาตรฐาน ISO/IEC Guide 17, Guide for writing standards taking into account the needs of micro, small and medium-sized enterprises
ไอเอสโอเชื่อมั่นว่าเมื่อ MSME นำมาตรฐานสากลที่เหมาะสมกับองค์กรของตนเองไปใช้แล้ว จะมีส่วนสำคัญในการทำให้บริษัทสามารถก้าวข้ามปัญหาทางเศรษฐกิจและความท้าทายในรูปแบบต่าง ๆ ของโลกยุคใหม่ และก้าวสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/contents/news/2022/06/small-businesses-keeping-up-with.html
โดยทั่วไป ผู้ปฏิบัติงานในโรงงานหรือสถานประกอบการต่างๆ ต้องปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการจัดการในสถานที่ทำงานหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอันตรายทางกายภาพ ผลกระทบทางจิตวิทยา หรือปัญหาด้านการยศาสตร์ (Ergonomics) องค์กรจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงผู้ปฏิบัติงานให้มีความสามารถในการทำงานได้อย่างสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพและผลผลิตของสถานประกอบการ และจำเป็นต้องอาศัยวิชาวิทยาศาสตร์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ใช้ในการจัดการดูแลผลกระทบอันเกิดจากการทำงาน สร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ หากองค์กรไม่มีโครงการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างเป็นทางการ ก็อาจจะทำให้ดูแลได้ไม่ครอบคลุมอย่างเพียงพอ ทำให้องค์กรทั่วโลกนำมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001 – Occupational health and safety management systems — Requirements with guidance for use ไปใช้งาน แต่สำหรับองค์กรที่ได้นำเอามาตรฐาน ISO 45001 ไปใช้งานแล้ว ยังพบว่ามีคำถามอยู่มากมายในการนำมาตรฐานไปใช้งานจริง ไอเอสโอก็ได้พัฒนามาตรฐานขึ้นมาอีกฉบับหนึ่งเพื่อให้แนวทางแก่องค์กรในการนำมาตรฐาน ISO 45001 ไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กรโดยมีคำแนะนำพร้อมตัวอย่างให้นำไปใช้งานได้ในชีวิตจริงซึ่งก็คือ มาตรฐาน ISO 45002 – Occupational Health and Safety Management Systems — General guidelines for the implementation of ISO 45001: 2018
ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐาน ISO 45002 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 283, Occupational Health and Safety Management โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดทำ การใช้งาน การบำรุงรักษา และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OH&S) ที่สามารถช่วยให้องค์กรปฏิบัติตาม ISO 45001 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม
สำหรับข้อกำหนดส่วนใหญ่ในมาตรฐานดังกล่าว มีกรณีที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับวิธีการที่องค์กรประเภทต่างๆ ดำเนินการตามข้อกำหนด แต่ก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำวิธีการนี้วิธีการเดียวหรือวิธีที่ดีที่สุดในการนำไปใช้งาน เป็นเพียงเพื่ออธิบายวิธีหนึ่งที่องค์กรสามารถนำไปใช้งานได้เท่านั้น แต่องค์กรทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ รวมไปถึงองค์กรข้ามชาติขนาดใหญ่ก็สามารถนำคำแนะนำแต่ละข้อในมาตรฐาน ISO 45002 ไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้ตามข้อกำหนดทั้งหมดของ ISO 45001 พร้อมกับศึกษาตัวอย่างในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี รวมทั้งไอเอสโอยังได้ให้ตัวอย่างที่เป็นวิธีปฏิบัติที่สุดทั้งในระดับพื้นฐานและในระดับสูงด้วย
แนวทางในมาตรฐาน ISO 45002 ครอบคลุมประเด็น OH&S เช่น บริบท การให้คำปรึกษาและการมีส่วนร่วม การระบุอันตรายรวมทั้งปัจจัยทางสังคม และวิธีการจัดการงาน ความเสี่ยงและโอกาส การควบคุมการปฏิบัติงาน รวมทั้งการจัดการการเปลี่ยนแปลง และผู้รับเหมาช่วง เป็นต้น
ดังนั้น มาตรฐาน ISO 45002 จึงเป็นประโยชน์ต่อองค์กรที่นำไปใช้งานในการสนับสนุนการจัดทำระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานสากลดังกล่าว และทำให้องค์กรได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังมาจากความเห็นพ้องต้องกันของผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศที่ร่วมกันพัฒนามาตรฐาน ISO 45001 มากกว่าความคิดเห็นของแต่ละบุคคลหรือที่ปรึกษาด้านมาตรฐานด้วย จึงทำให้มาตรฐาน ISO 45002 เป็นประโยชน์ต่อผู้นำไปใช้งานอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่น่าสนใจของมาตรฐานใหม่ล่าสุดซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรที่นำมาตรฐาน ISO 45001 ไปใช้งาน
ที่มา:
หนึ่งในมาตรฐานไอเอสโอที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้คือ มาตรฐาน ISO 50001 ระบบการจัดการพลังงานซึ่งเมื่อปี 2563 (ค.ศ.2020) มีผู้ได้รับการรับรองทั่วโลกเกือบสองหมื่นราย และสำหรับองค์กรที่มุ่งมั่นที่จะจัดการกับผลกระทบ การอนุรักษ์ทรัพยากร และปรับปรุงการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ISO 50001 คือคำตอบที่ดี
ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 50001, Energy Management Systems – Requirements with Guidance for Use ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนองค์กรในทุกภาคส่วนให้มีแนวทางปฏิบัติในการปรับปรุงการใช้พลังงานด้วยการพัฒนามาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (EnMS)
การพัฒนามาตรฐาน EnMS มีพื้นฐานตามรูปแบบระบบการจัดการของการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และสามารถใช้ร่วมกับมาตรฐานสากลฉบับอื่น ที่รู้จักกันดี เช่น ISO 9001 มาตรฐานระบบคุณภาพ หรือ ISO 14001 มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถบูรณาการการจัดการพลังงานเข้ากับความพยายามขององค์กรโดยสามารถรวมเข้าไปในการปรับปรุงคุณภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น
ISO 50001 เป็นมาตรฐานที่สามารถนำไปใช้เป็นกรอบสำหรับข้อกำหนดเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินการดังต่อไปนี้
หนึ่งในตัวอย่างขององค์กรทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จในการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ คือ Enigma Industrial Services ซึ่งได้ขยายขอบข่ายการรับรองเพิ่มเติมในระบบการจัดการพลังงานจากเดิมได้รับการรับรองตามมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9001: 2015 – Quality Management Systems และมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001: 2015 Environmental Management Systems และมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001: 2018 Occupational Health and Safety (OH&S) Management ต่อมา องค์กรต้องการความมั่นใจว่าจะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และได้ปฏิบัติตามแผนโอกาสการประหยัดพลังงานของรัฐบาลอังกฤษ (ESOS) ซึ่งเป็นโครงการประเมินพลังงานภาคบังคับสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ในสหราชอาณาจักร องค์กรจึงเลือกที่จะนำ EnMS ไปใช้งาน
การพัฒนาและการนำ EnMS ไปใช้ช่วยให้ Enigma Industrial Services มีแนวทางที่เป็นระบบและได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงาน และการบริโภค จึงสามารถต้นทุนด้านพลังงานและของเสียโดยไม่กระทบต่อการผลิตและคุณภาพ รวมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
แม้ว่าผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ จะสามารถขอรับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 50001 ได้เช่นเดียวกับมาตรฐานสากลระบบการจัดการฉบับอื่น แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรด้วย บางองค์กรอาจตัดสินใจใช้มาตรฐานนี้เพื่อประโยชน์ที่จะได้รับเท่านั้น ในขณะที่หลายองค์กร ตัดสินใจขอรับการรับรองเพื่อแสดงให้บุคคลภายนอกเห็นว่ามีการนำระบบการจัดการพลังงานไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีหน่วยงานรับรองให้การรับรองอย่างเป็นทางการ
องค์กรสามารถร่วมกันปกป้องอนาคตที่ยั่งยืนของลูกหลานด้วยการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นจากการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้
ผู้สนใจสามารถศึกษามาตรฐานดังกล่าวเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ
ที่มา:
1. https://www.iso.org/iso-50001-energy-management.html
2. https://www.quality.org/knowledge/benefits-iso-500012018-energy-management-systems
ความปลอดภัยในสถานที่ทำงานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากเช่นเดียวกับเรื่องของอาชีวอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลาที่เกิดวิกฤตโรคระบาด COVID-19 เช่นในปัจจุบัน
ตอนนี้ โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงไป ความท้าทายหลักคือการทำให้ธุรกิจลอยตัวอยู่ได้ท่ามกลางความถดถอยทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการจัดการให้มีความปลอดภัยในการทำงานสำหรับคนที่ยังสามารถทำงานอยู่ได้และคนที่เตรียมพร้อมที่จะกลับมาทำงานอีกครั้ง
เนื่องในโอกาสวันความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยสากลซึ่งตรงกับวันที่ 28 เมษายนของทุกปี จึงขอกล่าวถึงเรื่องที่ไอเอสโอได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน กล่าวคือไอเอสโอเป็นองค์กรอีกแห่งหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความพยายามและแนวทางในการให้ความช่วยเหลือในเรื่องของการการจัดการให้มีความปลอดภัยในการทำงานทั้งในภาวะปกติและในภาวะที่เกิดวิกฤตโรคระบาดไวรัสโคโรนาอยู่ในขณะนี้
สำหรับปีนี้หัวข้อในการรณรงค์วันความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยสากล คือ “หยุดยั้งโรคระบาด: ความปลอดภัยและสุขภาพสามารถช่วยชีวิตเราได้” ซึ่งช่วยให้เราจดจำถึงความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งองค์กรทั่วโลกต่างต้องเผชิญในเวลานี้และช่วยยกระดับความตระหนักถึงความสำคัญของบริการด้านสุขภาพ อาชีวอนามัยและความปลอดภัยด้วย
ISO 45001, Occupational health and safety management systems – Requirements with guidance for use เป็นมาตรฐานสากลการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเพียงมาตรฐานเดียวและมาตรฐานแรกที่ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่ดี ซึ่งให้แนวทางที่เป็นประโยชน์และกรอบการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับงาน ปกป้องสุขภาพและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม สุขภาพในที่ทำงานไม่ได้จำกัดเพียงแค่ความปลอดภัยทางกายภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเท่านั้น ความเครียดและความกลัวยังนำไปสู่ผลกระทบอื่นได้อีกด้วย ผู้ปฏิบัติงานทั่วโลกจึงอาจได้รับผลกระทบของความไม่แน่นอนที่มากกว่ารวมทั้งสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตลงได้
ไอเอสโอตระหนักถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงได้พัฒนามาตรฐานอีกฉบับหนึ่งขึ้นมาเพื่อเสริมมาตรฐาน ISO 45001 ให้ครอบคลุมในเรื่องจิตวิทยาด้วย ซึ่งก็คือ มาตรฐาน ISO 45003, Occupational health and safety management – Psychological health and safety in the workplace – Guidelines ซึ่งจะให้แนวทางในเรื่องข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 45001 ที่เกี่ยวกับการจัดการด้านสุขภาพจิตและความเสี่ยงเกี่ยวกับความปลอดภัยในระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
มาตรฐานนี้เน้นในเรื่องที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพจิต รวมทั้งการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิผล แรงกดดันที่มีมากเกินไป ความเป็นผู้นำที่ไม่ดี และวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งไอเอสโอคาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จภายในปี 2564 (ค.ศ.2021)
มาตรฐาน ISO 45001 และมาตรฐาน ISO 45003 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 283, Occupational health and safety management โดยมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหราชอาณาจักร
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้ที่ห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store