จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยเรื่อง พฤติกรรมและมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อปัญหาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งแนวโน้มความสนใจลงทุนด้านความยั่งยืน (ESG) ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 พบว่าผู้บริโภคตระหนักและมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และยินดีจ่ายเงินมากขึ้นไม่เกิน 20% จากราคาปกติเพื่อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังพิจารณาตัดสินใจลงทุนในบริษัทที่ดำเนินการด้าน ESG ราว 10-20% ของพอร์ตการลงทุนด้วย
งานวิจัยของรอฟ โฟเทนฮาวอา จากมหาวิทยาลัยวิคตอเรียเมลเบิร์น เรื่อง Socially Responsible Investors: The Rise of ESG ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ยังกล่าวด้วยว่าความสนใจของภาคการเงินในการลงทุนเพื่อสนับสนุน ESG ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วเป็นอย่างมาก โดยมีวิกฤตการเงินโลกที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ ESG ว่าเมื่อปราศจากการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจแล้ว (หรือทำไปด้วยความประมาทเลินเล่อ) สามารถส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียต้นทุนความยั่งยืนและต้นทุนการใช้ทรัพยากร การสูญเสียความไว้วางใจของลูกค้า ผลกระทบต่อสุขภาพและขวัญและกำลังใจของบุคลากรไปจนถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด
ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใด องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงประเด็นความยั่งยืน โดยองค์กรสามารถบูรณาการตามแนวทางด้านความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินกิจการ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ทั่วโลกบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป
หากองค์กรต้องการนำไปใช้ ก็มีมาตรฐานเป็นจำนวนมากที่องค์กรสามารถพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม ตามความต้องการขององค์กรได้ เช่น มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 มาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO 50001 มาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม มอก.9999 มาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มอก.14061-1 มาตรฐานการบริหารการจัดการงานอย่างยั่งยืน ISO 20121 มาตรฐานการจัดซื้ออย่างยั่งยืน ISO 20400 มาตรฐานแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 มาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กร มตช. 2 เล่ม 2 มาตรฐานการทวนสอบการวัดปริมาณและการรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร ISO 14064-1 มาตรฐานการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก การติดตามตรวจสอบ และการรายงานกิจกรรมในระดับโครงการ ISO 14064-2 เป็นต้น
ผู้บริโภคและภาคการผลิตหรือภาคบริการ สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านความยั่งยืนได้ ซึ่งการขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะด้านการผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ หรือ SDG12 (Sustainable Consumption and Production) ซึ่งทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องทำควบคู่กันไปเพื่อให้โลกของเราสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด
ที่มา:
หนึ่งในมาตรฐานไอเอสโอที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้คือ มาตรฐาน ISO 50001 ระบบการจัดการพลังงานซึ่งเมื่อปี 2563 (ค.ศ.2020) มีผู้ได้รับการรับรองทั่วโลกเกือบสองหมื่นราย และสำหรับองค์กรที่มุ่งมั่นที่จะจัดการกับผลกระทบ การอนุรักษ์ทรัพยากร และปรับปรุงการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ISO 50001 คือคำตอบที่ดี
ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 50001, Energy Management Systems – Requirements with Guidance for Use ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนองค์กรในทุกภาคส่วนให้มีแนวทางปฏิบัติในการปรับปรุงการใช้พลังงานด้วยการพัฒนามาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (EnMS)
การพัฒนามาตรฐาน EnMS มีพื้นฐานตามรูปแบบระบบการจัดการของการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และสามารถใช้ร่วมกับมาตรฐานสากลฉบับอื่น ที่รู้จักกันดี เช่น ISO 9001 มาตรฐานระบบคุณภาพ หรือ ISO 14001 มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถบูรณาการการจัดการพลังงานเข้ากับความพยายามขององค์กรโดยสามารถรวมเข้าไปในการปรับปรุงคุณภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น
ISO 50001 เป็นมาตรฐานที่สามารถนำไปใช้เป็นกรอบสำหรับข้อกำหนดเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินการดังต่อไปนี้
หนึ่งในตัวอย่างขององค์กรทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จในการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ คือ Enigma Industrial Services ซึ่งได้ขยายขอบข่ายการรับรองเพิ่มเติมในระบบการจัดการพลังงานจากเดิมได้รับการรับรองตามมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9001: 2015 – Quality Management Systems และมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001: 2015 Environmental Management Systems และมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001: 2018 Occupational Health and Safety (OH&S) Management ต่อมา องค์กรต้องการความมั่นใจว่าจะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และได้ปฏิบัติตามแผนโอกาสการประหยัดพลังงานของรัฐบาลอังกฤษ (ESOS) ซึ่งเป็นโครงการประเมินพลังงานภาคบังคับสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ในสหราชอาณาจักร องค์กรจึงเลือกที่จะนำ EnMS ไปใช้งาน
การพัฒนาและการนำ EnMS ไปใช้ช่วยให้ Enigma Industrial Services มีแนวทางที่เป็นระบบและได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงาน และการบริโภค จึงสามารถต้นทุนด้านพลังงานและของเสียโดยไม่กระทบต่อการผลิตและคุณภาพ รวมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
แม้ว่าผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ จะสามารถขอรับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 50001 ได้เช่นเดียวกับมาตรฐานสากลระบบการจัดการฉบับอื่น แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรด้วย บางองค์กรอาจตัดสินใจใช้มาตรฐานนี้เพื่อประโยชน์ที่จะได้รับเท่านั้น ในขณะที่หลายองค์กร ตัดสินใจขอรับการรับรองเพื่อแสดงให้บุคคลภายนอกเห็นว่ามีการนำระบบการจัดการพลังงานไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีหน่วยงานรับรองให้การรับรองอย่างเป็นทางการ
องค์กรสามารถร่วมกันปกป้องอนาคตที่ยั่งยืนของลูกหลานด้วยการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นจากการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้
ผู้สนใจสามารถศึกษามาตรฐานดังกล่าวเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ
ที่มา:
1. https://www.iso.org/iso-50001-energy-management.html
2. https://www.quality.org/knowledge/benefits-iso-500012018-energy-management-systems
เมื่อเดือนมีนาคม 2564 ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐานใหม่ คือ ISO 50009 ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถจัดทำระบบการจัดการพลังงานด้วยแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกันได้ ทำให้องค์กรสาขาที่อยู่ภายใต้องค์กรหลักสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันและมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับตัวมาตรฐานมีโครงสร้างทั่วไปเช่นเดียวกับมาตรฐาน ISO 50001
การนำมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management System: EnMS) ไปใช้ทำให้องค์กรได้รับประโยชน์หลายด้าน เช่น ปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงาน ประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย เป็นต้น และเมื่อมีการนำไปใช้ในองค์กรหลายสาขา ก็จะยิ่งเกิดประโยชน์ทวีคูณ การนำระบบการจัดการพลังงานไปใช้ร่วมกันทำให้สามารถแบ่งปันความรู้และทรัพยากรรวมทั้งความร่วมมือในโครงการประหยัดพลังงานข้ามหน่วยงานต่างๆ ขององค์กรทุกประเภท ทุกขนาด รวมทั้งเอสเอ็มอีด้วย
มาตรฐาน ISO 50009, Energy management systems – Guidance for implementing a common energy management system in multiple organizations มีเป้าหมายในการรวมองค์กรที่มีองค์ประกอบร่วมบางอย่างเข้าด้วยกัน เช่น ซัพพลายเออร์ด้านพลังงาน หรือ สถานที่ทำงาน เป็นต้น เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากพลังงานร่วมกัน
ตัวอย่างองค์กรหลายสาขาที่สามารถนำมาตรฐานนี้ไปใช้ เช่น องค์กรที่ปฏิบัติงานในภูมิภาค เช่น เมือง หรือสวนอุตสาหกรรม องค์กรที่อยู่ในภาคส่วนเดียวกัน เช่น การแปรรูปอาหาร การขนส่งระบบราง หรือมหาวิทยาลัย องค์กรที่มีลูกค้าร่วมกันและมีสมาชิกของซัพพลายเชน เช่น ห้างสรรพสินค้าสาขา หรือผู้ผลิตรถยนต์ องค์กรที่เป็นสมาชิกของสมาคมการค้า เป็นต้น
ระบบการจัดการพลังงานเป็นกรอบการทำงานสำหรับการจัดการพลังงานที่ครอบคลุมนโยบายองค์กร เป้าหมาย แผนปฏิบัติการและวิธีการวัดความก้าวหน้า การขยายวิธีการทำงานของระบบการจัดการพลังงานไปยังองค์กรสาขาหลายแห่งจะทำให้เกิดความร่วมมือและเป้าหมายร่วมกันที่จะนำไปสู่การประหยัดพลังงานมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ชิเงกิ ซากาโมะโตะ ผู้ประสานงานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าตัวอย่างบางอย่างของวิธีการที่มาตรฐานนี้ทำได้นั้นรวมถึงความร่วมมือระหว่างเจ้าของอาคารพาณิชย์และผู้เช่าอาคารหรือซัพพลายเออร์ด้านพลังงานกับลูกค้า ซึ่งมาตรฐาน ISO 50009 มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะนำไปใช้ในทุกสถานการณ์ที่องค์กรต้องการแบ่งปันวัตถุประสงค์ด้านประสิทธิภาพพลังงานร่วมกัน รวมทั้งในสาขาต่างๆ ของบริษัทขนาดใหญ่หรือกลุ่มบริษัทเอสเอ็มอี
หัวใจสำคัญของมาตรฐานนี้คือการร่วมมือและการแบ่งปันความรู้เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
มาตรฐาน ISO 50009 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 301, Energy management and energy savings ซึ่งมีเลขานุการร่วม คือ ANSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา และ SAC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา:
วารสารไอเอสโอโฟกัสฉบับเดือนกันยายน – ตุลาคม 2561 ได้นำเสนอเรื่องของโรงแรมฮิลตันซึ่งเป็นโรงแรมที่ให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ผู้สื่อข่าววารสารไอเอสโอโฟกัสได้สอบถามมักซิม เฟอร์สตรัท รองประธานด้านความรับผิดชอบองค์กรของโรงแรมฮิลตันถึงแนวคิด แนวทาง และวิธีการดำเนินงานซึ่งมีดังต่อไปนี้
เรื่องของพลังงานเป็นเรื่องในระดับปฏิบัติการที่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากเป็นอันดับสองรองลงมาจากค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน โรงแรมฮิลตันมีประวัติการดำเนินงานที่ยาวนานในเรื่องของการบริหารจัดการในการใช้พลังงานอย่างรอบคอบในระดับโลก เริ่มจากการจัดทำคู่มือการจัดการพลังงานของโรงแรมฮิลตันในช่วงปี 2513 – 2522 (ค.ศ.1970 – 1979) ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการลดการใช้ทรัพยากร และในปี 2551 (ค.ศ. 2008) ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เรียกว่า “LightStay” เพื่อใช้ในการวัดความรับผิดชอบขององค์กร แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ทุกคนที่ทำงานกับกลุ่มโรงแรมจำนวน 5,400 แห่งสามารถติดตามฟุตพริ้นท์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนมากกว่า 200 ตัวชี้วัด และ LightStay เป็นมาตรฐานที่บ่งบอกถึงแบรนด์ของโรงแรม ทั้งนี้ การใช้งานแพลตฟอร์มนี้เป็นไปเพื่อให้สามารถจัดการทรัพย์สินของโรงแรมในเครือได้เหมือนกันทั่วโลก ซึ่งทำให้สามารถกำหนดระดับการใช้พลังงาน เป้าหมายด้านของเสียและน้ำ และยังสามารถติดตามสมรรถนะเป้าหมายด้านความยั่งยืนเป็นรายกลุ่มและรายบุคคลด้วย
แพลตฟอร์มนี้สร้างขึ้นตามความต้องการลูกค้าเพื่อรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในเชิงปฏิบัติการซึ่งช่วยให้บริหารสามารถจัดการด้านพลังงาน คาร์บอน น้ำและของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายสะสมลงได้มากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา
ปัจจุบัน การจัดการพลังงานยังคงเป็นสิ่งที่โรงแรมฮิลตันให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกและยังคงระบบวิธีการเชิงนวัตกรรมในการลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายลง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ การใช้มาตรฐาน ISO 50001 มีความสำคัญและทำให้โรงแรมเป็นผู้นำในกระบวนการด้านพลังงาน การให้การสนับสนุนจากผู้บริหารมีความจำเป็นและสำคัญมากต่อสมรรถนะและการจัดการด้านพลังงานของโรงแรม เมื่อไอเอสโอได้ประกาศใช้มาตรฐาน ISO 50001: 2011 ผู้บริหารของโรงแรมก็ให้ความสนใจที่จะนำเอาระบบการจัดการที่มีอยู่มาใช้เพื่อประโยชน์สำหรับแพลตฟอร์ม LightStay เพื่อให้ได้รับการรับรอง ซึ่งก่อนหน้านั้น โรงแรมฮิลตันได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001 แล้ว
ดังนั้น ผู้บริหารของโรงแรมจึงมีความเข้าใจถึงประโยชน์ของมาตรฐานไอเอสโออยู่แล้ว และเมื่อนำแพลตฟอร์ม LightStay มาใช้ ทางโรงแรมจึงได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 50001 เมื่อปี 2557 (ค.ศ.2014) ในเวลานั้น การได้รับการรับรองทั้ง 3 มาตรฐานนับว่าเป็นอาคารพาณิชย์ที่ได้รับการรับรองในขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การจัดการพลังงานก็เป็นสิ่งที่ผู้บริหารของโรงแรมได้ให้ความสำคัญเสมอมาและยังคงมองหาโอกาสที่จะขับเคลื่อนสมรรถนะองค์กรให้สูงขึ้นในระดับต่อไป
เมื่อไม่นานมานี้ โรงแรมได้ทำการทบทวนและดำเนินการบริหารกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบองค์กรเสียใหม่และกำหนดเป้าหมายระยะยาวขึ้นใหม่ ซึ่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โรงแรมได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายในการลดผลกระทบทางสังคมและลดฟุตพริ้นท์ด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้ 2 เท่าภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ในโครงการความรับผิดชอบขององค์กรซึ่งเน้นการเดินทางที่มีเป้าหมายชัดเจน (Travel with Purpose) โดยองค์ประกอบสำคัญของพันธสัญญาในเรื่องนี้ก็คือเป้าหมายที่อิงอยู่บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งสอดคล้องกับระดับการลดคาร์บอนตามสนธิสัญญาปารีส ซึ่งผู้บริหารและพนักงานของโรงแรมฮิลตันมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นโรงแรมแห่งแรกที่มีการกำหนดเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการอนุมัติโดย Science Based Targets initiative: SBTi ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำที่สนับสนุนให้บริษัทต่างๆ มีความได้เปรียบในการแข่งขันโดยมีการปรับเปลี่ยนไปเป็นเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
สำหรับกลยุทธ์การเดินทางที่มีเป้าหมายชัดเจน (Travel with Purpose) ของโรงแรมฮิลตัน เป็นการกำหนดเป้าหมายใหม่ที่เน้นความยั่งยืนของการเดินทางของโรงแรมในเครือทั่วโลก ซึ่งภายในปี 2573 โรงแรมวางแผนที่จะลดผลกระทบทางสังคมและลดฟุตพริ้นท์ด้านสิ่งแวดล้อมลง 2 เท่า กลยุทธ์ดังกล่าวจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การลงทุนในชุมชนท้องถิ่นและการอนุรักษ์ทรัพยากรของโลกด้วยการลดผลกระทบขององค์กรที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับกลยุทธ์ของโรงแรมมีการเชื่อมโยงเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ
ส่วนประโยชน์ที่ได้รับจากการนำมาตรฐาน ISO 50001 ไปใช้ คือทำให้มั่นใจว่าโรงแรมมีการปฏิบัติตามแนวทางที่สม่ำเสมอในระบบการจัดการพลังงาน และตัวเลขที่มีนัยสำคัญคือการลดการใช้พลังงานลงถึง 20.6% และลดคาร์บอนลง 30% จากปี 2551
ทางโรงแรมยังได้ประมาณการว่ามีตัวเลขสะสมในเรื่องของการประหยัดด้านการปฏิบัติการอย่างยั่งยืนได้ถึงหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมาจากระบบ LightStay ที่ช่วยให้โรงแรมสามารถติดตามโครงการการประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นได้ทั้งในระดับที่ลดลงและในระดับที่ทำให้ไม่เกิดค่าใช้จ่ายเลย เช่น การติดตามว่าโรงแรมไหนสามารถใช้การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์แทนการติดตั้งด้วยหลอดแอลอีดีหรือโรงงานที่มีการใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน เป็นต้น สุดท้ายนี้ ผู้บริหารของโรงแรม กล่าวว่าการที่โครงการมีผลต่อความสำเร็จเป็นอย่างมากเป็นผลมาจากความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดทั้งภายในกลุ่มโรงแรม ภายในแผนก และภายนอกรวมทั้งหุ้นส่วน ครั้งแรกที่โรงแรมตั้งเป้าหมายว่าต้องการการรับรอง ก็ได้แต่งตั้งกลุ่มงานขนาดใหญ่ขึ้นมาโดยมีตัวแทนจากเกือบทุกแผนกของโรงแรม ปัจจุบัน ยังคงมีความร่วมมือระหว่างแผนกเพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรักษาใบรับรองไว้ได้ และได้รับประโยชน์จากการนำมาตรฐานไปใช้
สำหรับมาตรฐาน ISO 50001 ฉบับใหม่ ซึ่งมี High-Level Structure ทำให้สามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานระบบการจัดการที่โรงแรมทำอยู่แล้ว คือ ISO 9001 และ ISO 14001 ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเป็นมาตรฐานฉบับใหม่ ไม่ได้มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสำหรับระบบโดยพื้นฐาน แต่มันทำให้องค์กรสามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้โดยมองในภาพรวมผ่านการปฏิบัติงานประจำวัน
สำหรับโรงแรมฮิลตันเป็นองค์กรที่มีแบรนด์ชั้นนำระดับโลก 14 แบรนด์ซึ่งประกอบด้วยทรัพย์สินกว่า 5,400 แห่งซึ่งมีห้องเกือบ 880,000 ห้องใน 106 ประเทศและดินแดน โรงแรมฮิลตันอุทิศตนให้กับเป้าหมายในการให้บริการระดับโลกด้วยการส่งมอบประสบการณ์พิเศษของโรงแรมให้กับแขกทุกคนและทุกเวลา กลุ่มแบรนด์ของโรงแรมได้แก่ Hilton Hotels & Resorts, Waldorf Astoria Hotels & Resorts, Conrad Hotels & Resorts, Canopy by Hilton, Curio Collection by Hilton, DoubleTree by Hilton, Tapestry Collection by Hilton, Embassy Suites by Hilton, Hilton Garden Inn, Hampton by Hilton, Tru by Hilton, Homewood Suites by Hilton, Home2 Suites by Hilton และ Hilton Grand Vacations.