ชีลา เล็กเก็ตต์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศของประเทศแคนาดา และเป็นผู้นำด้านมาตรฐานเพื่อความยั่งยืน ได้กล่าวไว้ว่า โลกของเรายังมีความหวังที่จะบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน เนื่องจากไอเอสโอได้ก้าวไปสู่บนเส้นทางที่ถูกต้องของการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพอากาศแล้ว
ชีลา เล็กเก็ตต์ จะมาแบ่งปันประสบการณ์ว่าเรื่องของความยั่งยืนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจากการที่ได้เข้าไปรับผิดชอบงานในด้านนี้ รวมทั้งบทบาทของไอเอสโอในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย
เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่ชีลา เล็กเก็ตต์ ได้ก้าวเข้าไปสู่การทำงานที่เป็นหัวใจของมาตรฐานและนโยบายด้านความยั่งยืน เธอมองว่ามันเป็นการอภิปรายที่เปลี่ยนจากการสังเกตเชิงรับ เช่น การประเมินความสำคัญของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างฝนกรด มาเป็นแนวทางเชิงรุกเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น เธอได้ก้าวเข้ามาทำงานที่ไอเอสโอจากอาชีพด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม และการบริการสาธารณะด้วย และในฐานะผู้ควบคุมกับคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติของแคนาดาเมื่อช่วงต้นปี 2553 (ค.ศ.2010) ซึ่งได้ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมที่ทำการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ก็ได้พบว่ามีการพิจารณาประเด็นต่างๆ ดังกล่าวและมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง เธอเริ่มชื่นชอบเรื่องของมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
สำหรับชีลา เล็กเก็ตต์แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องไม่ละเลยเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและใช้ความพยายามไปกับเรื่องของความยั่งยืน เธอกล่าวว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมไม่ได้มุ่งเน้นที่สิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องราวและแง่มุมอื่นๆ ทางสังคมอีกด้วย โดยมีการสะท้อนถึงทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงภายในไอเอสโอและสังคมในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความคิดที่กว้างขวางขึ้น
ปัจจุบัน ชีลา เล็กเก็ตต์ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการจัดการสิ่งแวดล้อมของไอเอสโอ ISO/TC 207 และเช่นเดียวกับบทบาทในกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของแคนาดา ทำให้มีความพยายามเร่งด่วนในการดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ไอเอสโอได้ทุ่มเทให้กับประเด็นปัญหาเหล่านั้นโดยรวมเข้าไว้ในกลยุทธ์ 2030 ซึ่งสร้างขึ้นจากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เชื่อมโยงถึงกันขององค์การสหประชาชาติ และเมื่อปี 2564 (ค.ศ.2021) ไอเอสโอได้ประกาศความตั้งใจที่จะร่วมต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปฏิญญาลอนดอนด้วยการผลักดันให้มีการนำมาตรฐานไปใช้งาน
ชีลา เล็กเก็ตต์ กล่าวว่าการที่ไอเอสโอร่วมต่อสู้ที่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปฏิญญาลอนดอนนั้นมีความสำคัญมากซึ่งทำให้โลกรับรู้ว่าไอเอสโอมีบทบาทในเรื่องนี้ และปัจจุบัน หลายประเทศตกอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้ว่าจะมีการทำงานร่วมกันได้อย่างไรนอกเหนือจากการมีแพลตฟอร์มที่รวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อใช้งานได้
การทำงานร่วมกันต้องสามารถทำงานร่วมกันได้แบบองค์รวม และมีเรื่องราวที่ผู้คนสามารถเข้าใจได้และมีความเกี่ยวข้องเป็นต้นว่า ถ้าทำลำดับหนึ่ง สอง สามแล้วก็จะอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ภายใต้สถานการณ์เหล่านั้น คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207 ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะอนุกรรมการการจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อจัดทำกรอบการทำงานที่เชื่อถือได้สำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ
ในมุมมองของชีลา เล็กเก็ตต์ ไอเอสโอมีมาตรฐานทั้งหมดที่จำเป็นในการสนับสนุนวาระสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือหาวิธีจัดกลุ่มมาตรฐานที่ส่งเสริมให้มีการใช้งานได้อย่างเหมาะสม ซึ่งยังมีร่างมาตรฐานใหม่ในสาขานี้ที่ต้องทำทั้งหมดอีกจำนวนหนึ่งด้วย
ชีลา เล็กเก็ตต์ ให้ความเห็นในฐานะคณะกรรมการวิชาการว่า ไอเอสโอมีมาตรฐานที่ยอดเยี่ยมอยู่มากมาย แต่ผู้คนจำนวนมากที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้มาตรฐานเหล่านั้นกลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอเอสโอมีอยู่จริง ซึ่งจะต้องคิดหาวิธีที่จะทำให้มาตรฐานไอเอสโอมีการเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในแง่ของภาษาที่เรียบง่าย และในแง่ของการแสดงประโยชน์ของการใช้มาตรฐาน ซึ่งต้องทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจได้ง่าย
สำหรับความเร่งด่วนของการดำเนินการด้านสภาพอากาศถือเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาล บริษัท รวมทั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ชีลา เล็กเก็ตต์ มีความภาคภูมิใจในความรวดเร็วและทักษะที่คณะกรรมการวิชาการฯ สามารถทำได้ในการพัฒนามาตรฐานสำหรับการปรับตัวและการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ชีลา เล็กเก็ตต์ ยอมรับว่าเคยมีความกังวลจนนอนไม่หลับเพราะกลัวว่างานของไอเอสโอจะมีปัญหาที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้เพราะไม่สามารถตอบสนองได้เร็วพอ หรือไม่สามารถก้าวตามทันโลก แต่ว่าตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่าไอเอสโอกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างทันการณ์ และยังคงเกี่ยวข้องกับความพยายามด้านความยั่งยืนด้วย
ชีลา เล็กเก็ตต์ ได้เล่าถึงความเป็นมาของไอเอสโอซึ่งถือกำเนิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อสร้างกรอบการทำงานสำหรับการค้าระหว่างประเทศ และยังคงมีบทบาทในการรวมกลุ่มกันอย่างเงียบๆ แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่ากรอบการทำงานของไอเอสโอยังคงแข็งแกร่งอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถสร้างไอเอสโอขึ้นมาใหม่ได้ ไอเอสโอได้ใช้เวลาหลายปีในการก่อตั้งมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งจะต้องดำเนินงานต่อไปอย่างเข้มแข็งให้สามารถบรรลุเป้าหมายเพื่อคนทั่วโลกให้ได้ซึ่งหมายความว่าไอเอสโอจะยังคงต่อสู้กับมหันตภัยภาวะโลกร้อนร่วมกับผู้คนทั่วโลกต่อไปให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030)
ที่มา: https://www.iso.org/contents/news/2022/07/climate-expert-hopeful.html
ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจคือต้องมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม แต่ปัญหาของธุรกิจแต่ละประเภท แต่ละขนาดก็แตกต่างกันออกไป สำหรับปัญหาของธุรกิจขนาดเล็กหลายรายมักประสบปัญหาด้านการวางแผนกลยุทธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีข้อจำกัดด้านต้นทุน ด้านคุณภาพและปริมาณของบุคลากร การเข้าถึงเทคโนโลยี รวมทั้งการบริหารจัดการเวลา และเจ้าของกิจการบางรายอาจลงมือทำเองเกือบทุกเรื่อง
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจขนาดเล็กกลับมีข้อได้เปรียบมากกว่าในด้านการปรับตัวต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างองค์กร การตลาด กระบวนการผลิต หรือผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นต้น
ไอเอสโอเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาเหล่านั้นของธุรกิจขนาดเล็กเป็นอย่างดี ในภาวะที่ทั่วโลกประสบกับภาวะเศรษฐกิจผันผวนเช่นนี้ ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อยืนหยัดและก้าวไปข้างหน้าให้ได้ อันที่จริงแล้ว มาตรฐานไม่ได้มีไว้สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น จะเห็นได้ว่าไอเอสโอให้ความสำคัญกับธุรกิจทุกประเภทรวมทั้งธุรกิจขนาดเล็กและเอสเอ็มอีโดยในการพัฒนามาตรฐาน จะคำนึงถึงธุรกิจทุกประเภทให้สามารถนำมาตรฐานไปใช้ได้เช่นเดียวกัน
จากข้อมูลของธนาคารโลก พบว่าวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก (MSMEs) ทั่วโลกมีจำนวนกว่า 90% ของบริษัททั้งหมด และคิดเป็น 70% ของการจ้างงานทั้งหมด สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ธุรกิจขนาดเล็กเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงาน นอกจากนี้ ยังพบว่าการเติบโตของ GDP โดยรวมนั้นเป็นผลมาจากบริษัทที่มีผู้นำเป็นสตรีด้วย ซึ่งได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลจากการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลอย่าง IWA 34, Women’s entrepreneurship ที่ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ และแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดต่างประเทศ
อันที่จริงแล้ว ธุรกิจยังมีอะไรอีกมากที่ควรจะทำเพื่อการเติบโตต่อไป เช่นเรื่องของการมาตรฐานซึ่งไม่เพียงแต่ลดแรงเสียดทานเมื่อทำงานร่วมกับบริษัทอื่นเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมด้วย ซึ่งสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยส่งผลอย่างมากต่อผลกำไร
มาตรฐานของไอเอสโอแต่ละมาตรฐาน แม้ว่าดูเหมือนจะไม่สามารถเข้าใจได้ในครั้งแรกที่อ่าน แต่เมื่อศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วก็จะได้รับรายละเอียดแนวทางที่เหมาะสมที่สุดที่ผู้นำในอุตสาหกรรมทั่วโลกได้ตกลงกันไว้ ตัวอย่างเช่น การนำมาตรฐานการจัดการพลังงาน ISO 50001 ไปใช้ สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมาก ในขณะที่การนำมาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล ISO/IEC 27001 ไปใช้จะช่วยปกป้องธุรกิจจากภัยคุกคามด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่อาจทำลายล้างธุรกิจลงได้ เป็นต้น
Veriscan Security บริษัทผู้ให้บริการด้านการจัดการความปลอดภัยของข้อมูลซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสวีเดน มีบริการให้ลูกค้าสามารถนำมาตรฐาน ISO/IEC 27001 ไปใช้และรักษามาตรฐานเอาไว้ให้ได้ตั้งแต่หลายปีก่อน ซึ่งแจน แบรนเซลล์ ซีอีโอของบริษัทและบรรณาธิการมาตรฐาน ISO/IEC 27003 ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เนื่องจากการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์หรือความปลอดภัยของข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ ในการนำมาตรฐานสากลไปใช้นั้นไม่เพียงแต่ทำให้มีโครงสร้างภายในที่ดีเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นพื้นฐานในการเชื่อมโยงกับองค์กรอื่น ๆ ด้วย ซึ่งหากองค์กรเหล่านี้ใช้ชุดมาตรฐาน ISO/IEC 27000 ด้วย ก็จะยิ่งช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นรวมถึงความโปร่งใสในการสร้างความปลอดภัยและความไว้วางใจที่ดีขึ้นร่วมกัน
ไอเอสโอเน้นว่าการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลจะช่วยให้มั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ ความสม่ำเสมอและการตรวจสอบย้อนกลับ เนื่องจากมาตรฐานไอเอสโออยู่บนพื้นฐานของวัฏจักรที่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้มาตรฐานเหล่านี้พัฒนาด้วยความก้าวหน้าต่อไปเพื่อตอบสนองความต้องการ เป้าหมาย และความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไป และมาตรฐานไอเอสโอหมายถึงความมีประสิทธิภาพ และความไว้วางใจที่ช่วยให้ผู้บริโภค นักลงทุน และพันธมิตรสามารถสร้างความเชื่อมั่นในธุรกิจ สิ่งนี้เหล่ามีค่าอย่างยิ่งเมื่อ MSMEs พยายามที่จะเติบโตและแข่งขันในระดับมาตรฐานที่แข่งขันได้ซึ่งช่วยให้ MSME สามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดต่างประเทศได้ ลูกค้าและองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากจะเลือกทำงานกับธุรกิจที่ใช้มาตรฐานสากลเท่านั้น
หาก MSMEs ถามว่าพวกเขาจำเป็นต้องใช้มาตรฐานสากลหลายๆ มาตรฐานหรือไม่ แน่นอน ไอเอสโอจะตอบว่าไม่ใช่ทุกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ MSMEs แต่ธุรกิจขนาดเล็กจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรนำมาตรฐานสากลฉบับไหนไปใช้งานให้เป็นประโยชน์ต่อบริษัทมากที่สุด ผู้ที่มุ่งเน้นการให้บริการฐานลูกค้าในพื้นที่ขนาดเล็กอาจพบว่ามีมาตรฐานเพียงเล็กน้อยที่เกี่ยวข้องกับงานของตน
อย่างไรก็ตาม ไอเอสโอแนะนำว่า MSMEs สามารถพิจารณามาตรฐานฉบับที่เหมาะสมกับองค์กรของตนเองเพื่อนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ISO 45001 การจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 26000 แนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม หรือแม้แต่ชุดมาตรฐาน ISO/IEC 27000 ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไอเอสโอก็มีแนวทางให้กับนักพัฒนามาตรฐานในการเขียนมาตรฐานที่คำนึงถึงความต้องการของ MSMEs อย่างแท้จริงด้วย ดังที่ปรากฏในมาตรฐาน ISO/IEC Guide 17, Guide for writing standards taking into account the needs of micro, small and medium-sized enterprises
ไอเอสโอเชื่อมั่นว่าเมื่อ MSME นำมาตรฐานสากลที่เหมาะสมกับองค์กรของตนเองไปใช้แล้ว จะมีส่วนสำคัญในการทำให้บริษัทสามารถก้าวข้ามปัญหาทางเศรษฐกิจและความท้าทายในรูปแบบต่าง ๆ ของโลกยุคใหม่ และก้าวสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/contents/news/2022/06/small-businesses-keeping-up-with.html
บทความ MASCIInnoversity เรื่อง “มาตรฐานสากลที่ส่งเสริมผู้สูงวัยใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย ตอนที่ 1” ได้กล่าวถึงสังคมโลกที่มีประชากรสูงวัยเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศซึ่งมีการให้ความสำคัญกับสังคมสูงวัย และทำให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความหมายร่วมกับลูกหลานและคนในสังคมได้ โดยไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 25550, Ageing Societies – General requirements and guidelines for an age-inclusive workforce ขึ้นมา เพื่อให้องค์กรต่าง ๆ นำไปใช้เพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของคนทุกรุ่นทุกวัย สำหรับบทความในครั้งนี้จะกล่าวถึงการพัฒนามาตรฐานของไอเอสโอสำหรับองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงวัยหรือผู้ใหญ่ (รวมถึงผู้ดูแลเด็ก) ที่มีอาการเรื้อรังจากโรคภัย และมาตรฐานที่เป็นกรอบการทำงานสำหรับชุมชนที่มีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม ดังต่อไปนี้
แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลา ทุกคนก็ต้องก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงวัยเช่นกัน และในการอยู่ร่วมกับสังคมสูงวัย เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญและดูแลผู้สูงอายุซึ่งเราทุกคนมีบทบาทในการสนับสนุนผู้สูงอายุตามที่พวกเขาต้องการและสมควรจะได้รับ ผู้สูงอายุสามารถมีส่วนร่วมในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นองค์กรต่างๆ ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัย ต้องทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมประโยชน์จากการอยู่ร่วมกับผู้สูงวัยในสังคม
ปัจจุบัน ทั่วโลกกำลังดำเนินการดูแลระบบการดูแลสุขภาพเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการดูแลระยะยาวที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง และแม้ว่าสิ่งสำคัญคือจะต้องมั่นใจในการเข้าถึงการป้องกันโรค การรักษา และการฟื้นฟูอย่างเท่าเทียมกันในทุกช่วงวัยของชีวิต แต่การดูแลผู้ดูแลก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน สิ่งนี้เป็นหัวใจสำคัญของมาตรฐาน ISO 25551, Ageing societies — General requirements and guidelines for carer-inclusive organizations ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ดูแลที่ทำงานในชุมชนเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการจ้างงานกับความรับผิดชอบในการดูแลผู้สูงวัยรวมทั้งการดูแลเด็กในระยะยาวอันเนื่องมาจากการเจ็บป่วยเรื้อรังด้วย
มาตรฐาน ISO 25551 จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ดูแลผู้ป่วยซึ่งทำให้องค์กรช่วยรักษาพนักงานที่มีทักษะเอาไว้ได้ สามารถสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงาน และทำให้พนักงานมีส่วนร่วมมากขึ้น
ไอเอสโอตระหนักดีว่านอกจากผู้สูงวัยจะต้องการมีสุขภาพดีแล้ว พวกเขาควรจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากกว่า “การไม่มีโรค” ซึ่งหมายความว่าจำเป็นต้องรักษาความสามารถในการทำงานได้ตลอดอายุขัยด้วย ลองนึกภาพดูว่าสังคมจะเป็นอย่างไร หากมีผู้สูงวัยที่ประสบปัญหาภาวะสมองเสื่อม (Dementia) เป็นจำนวนมากและชุมชนขาดการเตรียมความพร้อมเพื่อสังคม ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 25552, Ageing societies – Framework for dementia-inclusive communities โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่รวมถึงภาวะสมองเสื่อมเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุเป็นพลเมืองที่เป็นอิสระหรือไม่ต้องพึ่งพิงผู้อื่น รู้สึกปลอดภัยและสบายใจพอที่จะเพิ่มความสามารถและมีส่วนร่วมในชุมชนของตนได้สูงสุด
มาตรฐาน ISO 25552 จะช่วยให้มีการปรับปรุงคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมในชุมชน ช่วยพัฒนาบริการที่มีคุณภาพสำหรับผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม เพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากรที่จำเป็นในการพัฒนาชุมชนที่มีผู้เป็นโรคสมองเสื่อมสร้างโอกาสใหม่สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในชุมชนที่มีผู้เป็นโรคสมองเสื่อม รวมทั้งชุมชนได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนในเรื่องราวต่าง ๆ จากทุกคนรวมทั้งผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมด้วย
สิ่งที่ไอเอสโอดำเนินการอยู่นี้ไม่ได้เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงวิกฤตที่เกิดขึ้นกับสังคมสูงวัย แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีการคิดเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่มีมาหลายชั่วอายุคนเพื่อสนับสนุนคนทุกรุ่นทุกวัยให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี เมื่อเราทำลายสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่าง ๆ ลงได้แล้ว เราก็จะสามารถเปลี่ยนชุมชนของเราให้เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตและก้าวสู่การเป็นผู้สูงอายุได้อย่างสง่างาม เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อทั้งตนเอง ชุมชนและสังคมต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/news/society-for-all-ages.html
ปัจจุบัน ทั่วโลกกำลังมีประชากรผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมา หลายประเทศได้ก้าวสู่สังคมสูงวัยมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี อิตาลี และฟินแลนด์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ประชากรโลกที่มีอายุเกิน 65 ปีจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) ส่วนเด็กอายุไม่เกิน 5 ปีจะมีจำนวนมากกว่าผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยที่พบว่าเป็นไปได้ที่คนเราสามารถมีอายุยืนยาวได้ราว 150 ปี และนับจนถึงปัจจุบัน บุคคลที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 122 คน และในญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียวมีผู้อายุครบรอบ 100 ปีมากกว่า 44,000 คนเมื่อปี 2553 (ค.ศ.2010)
เคยมีคนกล่าวว่าอายุยืนเป็นพรอย่างหนึ่งซึ่งหลายคนไม่อยากได้ เพราะไม่แน่ใจว่าหากมีอายุยืนขนาดนั้นแล้วจะยังมีความสุขดีอยู่หรือไม่ แต่เชื่อหรือไม่ว่าผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตตามปกติอย่างมีความสุขได้ หลายประเทศเป็นตัวอย่างที่สามารถยืนยันในเรื่องนี้ แต่ในหลาย ๆ ประเทศ มีความท้าทายในการก้าวข้ามอุปสรรคด้านความสามารถในการใช้ชีวิตและการมีส่วนร่วมในสังคม ซึ่งไอเอสโอได้เข้ามาเติมเต็มความปรารถนาของผู้คนในส่วนนี้แล้วด้วยการพัฒนามาตรฐานที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสังคมที่ผู้สูงวัยทั่วโลกสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมายร่วมกับลูกหลานและคนในสังคม
บ่อยครั้ง ผู้สูงวัยมักถูกมองว่ามีค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงเกินไปในการใช้ชีวิต และสังคมก็ไม่ได้ใช้โอกาสในการผสานเอาภูมิปัญญาที่พวกเขาเหล่านั้นมีอยู่จากการผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวมาอย่างยาวนานแล้วส่งผ่านไปยังคนรุ่นต่อไปได้ และยังถูกมองว่าเป็นพวกต่อต้านการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ชอบเทคโนโลยี ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรู้และประสบการณ์ของผู้สูงวัยคือสิ่งที่มีคุณค่ามากและเป็นประโยชน์ต่อสังคม นอกจากนี้ บางครั้งยังถูกมองข้ามว่าเป็นกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงมากด้วย
เพื่อความเท่าเทียมกันของคนทุกวัย
การต่อสู้ในยุคที่มีสังคมสูงวัยมากขึ้นทั่วโลกมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างโลกที่เท่าเทียมกันมากขึ้น สิทธิและศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะมีอายุเท่าใด จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง การปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องต่อผู้สูงวัยจำเป็นต้องได้รับการเยียวยา ด้วยเหตุนี้เอง ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานพร้อมแนวทางแก้ไขเพื่อเอาชนะความท้าทายเหล่านั้นซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC314, Aging Societies ซึ่งแร ดูลมาจ หนึ่งในผู้ประสานงานร่วมของคณะกรรมการวิชาการนี้ เชื่อมั่นว่าระบบสุขภาพและการดูแลระยะยาวจะต้องสอดคล้องกันเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมสูงอายุได้
เขากล่าวว่าการมุ่งเน้นที่ความสามารถที่แท้จริงของผู้สูงอายุและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของพวกเขาไว้เป็นหัวใจสำคัญ เราสามารถให้การดูแลที่ดีที่สุดแก่ผู้สูงวัยซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง เรื่องส่วนตัวที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งของเขาคือ เขาได้เริ่มออกกำลังกายแบบเข้มข้นซึ่งผสมผสานกันระหว่างยิมนาสติก แอโรบิก และเวทเทรนนิ่งที่เรียกว่า CrossFit ในตอนที่มีอายุ 66 ปีด้วย
สำหรับการทำงานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 314 ต้องการให้ชุมชนมารวมตัวกันในประเด็นด้านสุขภาพ การประกันสังคม การเข้าถึงได้ และทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนจากผู้อาวุโสของเราซึ่งสามารถมอบให้พวกเราได้ และเราจำเป็นต้องมีระบบที่ตระหนักถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมต่างๆ และปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเคารพด้วย
แร ดูลมาจ กล่าวเสริมว่า ด้วยเหตุนี้ ความพยายามของคณะกรรมการวิชาการฯ จึงมุ่งเน้นไปที่ความกลมเกลียวกันในสังคม ซึ่งรวมถึงการรวมกลุ่มและการไม่เลือกปฏิบัติ ผลลัพธ์ที่ได้คือ มาตรฐานที่คณะกรรมการวิชาการพัฒนาขึ้นมาซึ่งจะช่วยให้ชุมชนพูดภาษาเดียวกับประชากรสูงอายุของเรา เพื่อให้เราทุกคนสามารถหาวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความต้องการของผู้สูงวัย และคนทุกวัยสามารถอยู่ร่วมกันได้
แนวโน้มของการสูงวัยประการหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเราสามารถเห็นพนักงานทั้ง 5 ชั่วอายุคนได้ในที่ทำงานหลายแห่ง ซึ่งดร.มาร์ติน ไฮด์ รองศาสตราจารย์ด้านศาสตร์เกี่ยวกับการสูงวัย (Gerontology) แห่งมหาวิทยาลัยสวอนซี ประเทศอังกฤษ ได้กล่าวว่า คนทำงานที่มีอายุมากมีแนวโน้มไม่มากนักที่จะก้าวไปข้างหน้าจากการฝึกอบรมขององค์กร พวกเขาไม่ค่อยมีโอกาสที่จะได้รับเชิญให้เข้าร่วมอบรมในหลักสูตรเหล่านั้นด้วยข้อสมมติฐานที่ว่าพวกเขากระตือรือร้นน้อยกว่าหรือสามารถเรียนรู้ได้ช้ากว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีหากมีคนคิดแบบนั้น แต่จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีกถ้าพวกเขาเริ่มเชื่อเรื่องนี้อย่างจริงจังจนทำให้ความเชื่อนั้นกลายเป็นความจริง ซึ่งหมายความว่าผู้สูงวัยถูกกีดกันไม่ให้ทำงานหรือใช้วิชาความรู้และประสบการณ์ของตนเองได้อย่างเต็มที่
ดร.มาร์ติน ไฮด์ กล่าวต่อไปว่าเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของคนทุกรุ่น นายจ้างและรัฐบาลต้องยอมรับและให้โอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่มีอายุมากกว่าซึ่งองค์กรต่างๆ สามารถใช้มาตรฐาน ISO 25550, Ageing Societies – General requirements and guidelines for an age-inclusive workforce เพื่อรักษาความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและรับรองว่าพนักงานของตนครอบคลุมคนทุกช่วงวัย และเราต้องตระหนักถึงคุณค่าของประชากรสูงอายุโดยฟังเสียงสะท้อนของพวกเขาในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งต้องรวมหลักการเหล่านั้นเข้าไว้ด้วยกัน
ผู้ปฏิบัติงานที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีบทบาทมากในสังคมสูงวัยก็คือผู้ที่ดูแลผู้สูงวัยนั่นเอง ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานสำหรับองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงวัยหรือผู้ใหญ่ที่มีอาการเรื้อรังจากโรคภัยหรือมีความบกพร่องทางสติปัญญา (รวมไปถึงผู้ที่อยู่ในความดูแลของผู้สูงอายุด้วย) รวมถึงผู้ที่รับการดูแลเด็กในระยะยาวในทำนองเดียวกับผู้ใหญ่ (เด็กที่มีภาวะโรคเรื้อรัง บกพร่องทางประสาทสัมผัส หรือบกพร่องทางร่างกาย) ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในบทความครั้งต่อไปค่ะ
ที่มา:
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และเพื่อบรรเทาปัญหานี้ องค์กรต่างๆ สามารถพิจารณาเลือกเครื่องมือที่มีอยู่แล้วไปใช้ในการลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมให้เกิดประสิทธิผลได้ รวมทั้งเครื่องมือที่เรียกว่า “การประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์” หรือ LCA (Life Cycle-Assessment)
LCA เป็นกระบวนการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของผลิตภัณฑ์และบริการ เริ่มตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การบริโภค และการจัดการผลิตภัณฑ์หลังจากสิ้นสุดอายุการใช้งาน ทำให้สามารถประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมได้ เช่น การปล่อยมลพิษสู่อากาศ น้ำ และดิน (CO2, BOD, ขยะมูลฝอย) และการใช้ทรัพยากรที่ก่อให้เกิดภาระต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
LCA ได้รับการพัฒนาเป็นมาตรฐานแล้วโดยอยู่ในชุดมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมของไอเอสโอหลายฉบับ ซึ่งจะกล่าวถึงมาตรฐาน LCA ที่ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย จำนวน 4 ฉบับ ดังต่อไปนี้
องค์กรที่มีการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (LCA) จะมีความรู้เชิงลึกและรอบด้านในผลิตภัณฑ์ของตนเอง ทำให้องค์กรสามารถประหยัดวัตถุดิบและพลังงาน มีหลักในการตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรที่มีคุณภาพ สามารถลดของเสียที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนต่างๆ ทำให้การบำบัดมลพิษมีต้นทุนน้อยลง ช่วยลดปริมาณและการสะสมความเป็นพิษที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
ยกตัวอย่างองค์กรชั้นนำอย่างกลุ่มบริษัทบีเอ็มดับเบิลยูก็ได้เลือกใช้การประเมินวัฏจักรชีวิตเต็มรูปแบบในกระบวนการผลิตรถยนต์ BMW i3 BEV โดยใช้มาตรฐาน ISO 14040 และ ISO 14044 ซึ่งค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่นี้ได้คิดค้นนวัตกรรมแห่งการขับเคลื่อนได้จากทีมงานด้านความยั่งยืนของบริษัทด้วยการประเมินวัฏจักรชีวิตอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้เข้าใจภาพรวมของสิ่งแวดล้อมทั้งหมดอย่างชัดเจนโดยใช้มาตรฐานทั้งสองฉบับช่วยในการติดตามและบรรลุเป้าหมาย
สำหรับองค์กรที่ต้องการประเมินวัฏจักรชีวิตของความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มบริษัทบีเอ็มดับเบิลยูได้ให้คำแนะนำว่าให้ทำการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงปลายทางสุดท้าย เปรียบเสมือนการทำโครงการตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเชิงตะกอน ซึ่งต้องมีการทำงานอย่างเป็นระบบและใช้เวลาในการดำเนินงานอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ องค์กรสามารถขอความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาภายนอกเพื่อให้สามารถเดินตามแนวทางของโครงการขององคกรได้อย่างถูกต้อง
ที่มา :
วารสาร MASCIInnoversity ได้นำเสนอบทความเรื่อง “มาตรฐานสากลช่วยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยเน้นถึงความร่วมมือของไอเอสโอกับกลุ่มธนาคารโลก และเรื่องของ “มาตรฐานสากล” ที่เป็นตัวช่วยที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับบทความในครั้งนี้จะกล่าวถึงบทบาทไอเอสโอในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาพรวมดังต่อไปนี้
มาตรฐานไอเอสโอมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากไอเอสโอจะพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยตรงแล้ว ไอเอสโอยังได้รวมเอาประเด็นสำคัญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าไปในการพัฒนามาตรฐานสากลทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการด้วย โดยไอเอสโอได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในการพัฒนามาตรฐานสากลตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เน้นทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายความว่าโครงสร้างพื้นฐานของไอเอสโอได้รับการพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมกับวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือรวมเข้ากับกลไกอื่น ๆ รวมทั้งกลยุทธ์ ISO 2030 (ISO Strategy 2030) ด้วย
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2535 (ค.ศ.1992) ได้มีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “Earth Summit 1992” และนำไปสู่ความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ รวมทั้งอนุสัญญาที่เป็นรากฐานของกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศอันเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมในครั้งนั้นคือ อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (The United Nations Framework Convention on Climate Changeหรือ UNFCCC)
ในปี 2539 (ค.ศ.1996) ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐาน ISO 14001 version 1996 (มีที่มาจากมาตรฐาน BS 7750 version 1992) ต่อมา ได้ปรับปรุงเป็น version 2015 (ISO 14001, Environmental management systems – Requirements with guidance for use) มาตรฐานฉบับนี้ทำให้องค์กรสามารถปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจภายในและเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงงานที่มองเห็นได้ชัด และลดความไม่แน่นอนด้านสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงภายในดังกล่าวสามารถนำไปสู่การ
ลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการวัสดุ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดการเศษวัสดุ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมสีเขียวด้วย ซึ่งในการเริ่มต้นการจัดการสิ่งแวดล้อม อาจจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากความจำเป็นในการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบใหม่ แต่ต้นทุนขั้นสุดท้ายขององค์กรสามารถลดลงได้เนื่องจากการลดขั้นตอนและเวลาที่ใช้ในกระบวนการภายใน ส่งผลต่อการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ดีสำหรับองค์กร และเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายระดับโลกที่อยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืนได้
แม้ว่า SDGs จะกำหนดเป้าหมายไว้ในปี 2573 (ค.ศ.2030) และประเทศต่าง ๆ มีการจัดลำดับความสำคัญอย่างสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ แต่ก็ต้องใช้ความพยายามร่วมกันเพื่อทำให้วิสัยทัศน์นั้นเป็นจริง และการพัฒนามาตรฐานเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยคำนึงถึงสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
สำหรับการพัฒนามาตรฐานสากลของไอเอสโอมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้เป็นโลกที่ยั่งยืน การรวมเอาประเด็นด้านความยั่งยืนไว้ในมาตรฐานสากลหมายความว่าประเด็นเหล่านี้ได้รับการกล่าวถึงในแกนหลักของมาตรฐาน
จากเรื่องของความยั่งยืนในระดับแนวหน้าของวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 หรือ 2030 Agenda ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกสนับสนุนให้พิจารณาวาระนี้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนามาตรฐาน ซึ่งจะช่วยป้องกันผลกระทบในระดับโลกในประเด็นความยั่งยืนที่มีความสำคัญที่สุด และไอเอสโอได้ให้ความสำคัญโดยนำวาระเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นมาตรฐาน ISO Guide 82, Guidelines for addressing sustainability in standards การเพิ่มคุณค่าให้กับสังคมเช่นนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานที่ดีขึ้นสำหรับคนทั่วโลก และส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา:
สาระสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) นั้น อันที่จริงแล้ว มีแนวทางและเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับทุกประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญในการพัฒนาของแต่ละประเทศซึ่งเราเองไม่ว่าจะอยู่ในฐานะปัจเจกชนหรือองค์กรก็สามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมได้ในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตเพื่อลูกหลานของเรา
เมื่อปี 2558 (ค.ศ.2015) องค์การสหประชาชาติได้กำหนดแผนงาน 15 ปีในการจัดการกับปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่โลกต้องเผชิญซึ่งทุกภาคส่วนได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ และมีส่วนร่วมในการดำเนินการทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม และสำหรับองค์กรสากลอย่างไอเอสโอก็ได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกซึ่งได้รับประโยชน์สูงสุดจากการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศของไอเอสโอ และประเทศสมาชิกต่างนำมาตรฐาน สากลของไอเอสโอไปใช้งานซึ่งมาตรฐานแต่ละฉบับได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย
องค์กรและบริษัทต่างๆ ที่ต้องการมีส่วนร่วมใน SDGs ต่างพบว่ามาตรฐานสากลมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้พวกเขาก้าวไปสู่ความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิผล และมาตรฐานสากลยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้รัฐบาล
อุตสาหกรรม และผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อด้วยดังต่อไปนี้
รัฐบาล
หน่วยงานกำกับดูแลสามารถพึ่งพามาตรฐานไอเอสโอซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมาย SDGs ต่อไป เช่น สิทธิมนุษยชน ประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงาน สาธารณสุข และอื่นๆ มาตรฐานสากลยังช่วยให้รัฐบาลบรรลุพันธสัญญาในระดับชาติและระดับระหว่างประเทศอีกด้วย
อุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการบรรลุ SDGs ทั้งหมดโดยมาตรฐานไอเอสโอได้ให้แนวทางและกรอบการทำงานในทุกเรื่อง ตั้งแต่สุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน การใช้พลังงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ผู้บริโภค
ในขณะที่การมีส่วนร่วมกับ SDGs อยู่ในอันดับสูงในวาระการประชุมของผู้นำทางธุรกิจและนักลการเมือง ผลประโยชน์หลายอย่างนั้นสามารถเห็นได้ชัดในระดับชุมชน ท้องถิ่น ความยากจนที่ลดลง สุขภาพที่ดีขึ้น น้ำที่สะอาดและอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยและมั่นคงเป็นเพียงผลประโยชน์บางส่วนที่ได้รับจากการนำมาตรฐานไอเอสโอไปใช้เท่านั้น ยังมีประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกมากมายสำหรับผู้บริโภค
ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐานสากลและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปแล้วมากกว่า 22,000 ฉบับซึ่งเป็นแนวทางและกรอบการทำงานที่ได้พัฒนาขึ้นมาจากฉันทามติ และได้รับการยอมรับทั่วโลกจากความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นรากฐานที่มั่นคงซึ่งทำให้นวัตกรรมสามารถเติบโตได้ และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาล อุตสาหกรรม และผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการบรรลุผลสำเร็จของ SDG ทั้ง 17 ข้อด้วย
เราสามารถตรวจสอบว่ามาตรฐานแต่ละฉบับมีส่วนในการบรรลุเป้าหมาย SDGs ข้อใดจากเว็บไซต์ของไอเอสโอในหน้าหลักของมาตรฐานไอเอสโอแต่ละฉบับ เช่น มาตรฐาน ISO 13485, Medical devices — Quality management systems — Requirements for regulatory purposes มีส่วนสำคัญในการบรรลุ SDGs ข้อ 3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being) และข้อ 10 ลดความไม่เท่าเทียมกันหรือความเหลื่อมล้ำ (Reduced Inequalities) เป็นต้น
การที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังนั้นหมายถึงความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ทุกประเทศได้ดำเนินการอย่างสอดคล้องตามลำดับความสำคัญในการพัฒนาประเทศโดยมีมาตรฐานไอเอสโอเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย SDGs ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ต่อไป
ที่มา:
ในวงการธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นที่ทราบกันดีว่าการนำมาตรฐานไปใช้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อองค์กรในหลายด้าน และไม่ว่าองค์กรนั้นจะมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ “มาตรฐาน” มีส่วนสำคัญเสมอในการสร้างความก้าวหน้าทางธุรกิจและการดำเนินงานในองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประโยชน์ที่มองเห็นได้โดยตรงในด้านเศรษฐกิจซึ่งการนำมาตรฐานไปใช้ในองค์กรมีส่วนทำให้เกิดมูลค่าอยู่ระหว่าง 0.15% ถึง 5% ของรายได้จากการขายต่อปี (กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีหรือ EBIT)
การนำมาตรฐานไปใช้ทำให้เกิดประโยชน์มากมาย เช่น ปรับปรุงกระบวนการภายในบริษัท ลดของเสียและต้นทุนภายใน เพิ่มประสิทธิภาพของการวิจัยและพัฒนา สร้างสรรค์กระบวนการทางธุรกิจและนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม ทำให้ลดความเสี่ยงต่าง ๆ ลง ช่วยให้มีการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดใหม่ เป็นต้น
องค์กรทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วถึงประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมของมาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น
การปฏิบัติตามข้อกำหนดในมาตรฐานจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าร่วมในการค้าระหว่างประเทศ ในทางกลับกัน ก็เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการนำมาตรฐานไปใช้ในองค์กร
ปัจจุบัน เราจะพบเห็นสินค้าและบริการที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาจากประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากโลกใบนี้ ทุกส่วนของชีวิตเราในปัจจุบัน บริษัทต่างๆ แบ่งการดำเนินงานของตนจากทั่วโลก ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์และการผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบและการตลาด การสร้างห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ มีผลิตภัณฑ์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ถือว่า “ผลิตในโลก” มากกว่า “ผลิตในสหราชอาณาจักร” หรือ “ผลิตในฝรั่งเศส” เท่านั้น
โลกาภิวัตน์ได้เชื่อมโยงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมทั่วโลกเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น รถยนต์ที่ขายในแคนาดาสามารถออกแบบในฝรั่งเศสโดยใช้ชิ้นส่วนจากออสเตรเลีย กางเกงที่ขายในสหราชอาณาจักรทำจากผ้าฝ้ายแอฟริกาใต้โดยคนงานในโรงงานในประเทศไทย ในโลกที่มีรูปแบบทางการค้าเปลี่ยนไป การผลิตมีการแยกส่วนและกระจัดกระจายมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยถูกผลิตขึ้นในหลายประเทศ ในหลายบริษัท ก่อนที่จะมารวมกันเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายสำหรับผู้บริโภค ซึ่งเป็นรูปแบบการค้าที่มักเรียกกันว่าห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก สิ่งเหล่านี้ทำให้การใช้มาตรฐานสากลมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น การปฏิบัติตามมาตรฐานจะทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่ามีความมั่นใจว่าปัจจัยการผลิตสามารถเข้ากันได้ (Compatible) และมีความปลอดภัย
“มาตรฐาน” มีอยู่อย่างแพร่หลาย การอธิบายถึงประโยชน์ของมาตรฐานมักจะทำได้ดีที่สุดโดยการชี้ไปที่ปัญหาที่เกิดจากการไม่มีมาตรฐานเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น ปลั๊กที่ไม่พอดี กระดาษติดในเครื่องพิมพ์ แล็ปท็อปที่มีพอร์ตประเภทต่างๆ สำหรับแฟลชไดรฟ์ บัตรเครดิตที่มีขนาดต่างกัน เป็นต้น ปัจจุบัน การค้าโลกได้ขยายความสำคัญของประเด็นเหล่านี้ออกไป เพราะการให้สิทธิทางภาษีจะไม่ช่วยอะไรได้หากสินค้าที่ซื้อขายนั้นไม่สามารถเข้ากันได้กับอุปกรณ์อื่น หรือหากขาดความมั่นใจว่าสินค้านั้นปลอดภัยหรือมีคุณภาพเพียงพอ
เมื่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวในจุดเดียวสามารถส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก การพึ่งพาซึ่งกันและกันนี้จึงส่งผลอย่างมากต่อมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่แท้จริงกำลังเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้งานมาตรฐานสากลของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ กำลังดึงดูดการค้าโลกเข้ามา ทำให้มาตรฐานสากลเป็นส่วนสำคัญของการค้าระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในที่สุด
ในการจัดการกับภาวะโลกร้อน องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนในหลายประเทศได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) การบรรลุเป้าหมายนี้หมายถึงการไม่ปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นไปในชั้นบรรยากาศอีก ซึ่งสามารถทำได้ทั้งลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือชดเชยด้วยการกำจัดก๊าซเรือนกระจกเท่ากับจำนวนที่ปล่อยออกไป
เพื่อสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ซึ่งจะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงหายนะจากสภาพภูมิอากาศได้ ไอเอสโอจึงได้จัดทำแนวทาง Net Zero หรือข้อตกลงหลักเกณฑ์สุทธิเป็นศูนย์ (IWA 42, Net zero guidelines) เพื่อเป็นเครื่องมือหรือแนวทางที่ผู้มีส่วนได้เสียสามารถนำไปใช้จัดการกับอุปสรรคสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงเหลือน้อยที่สุดและสมดุล
IWA 42 เป็นเครื่องมือสำหรับผู้กำหนดนโยบายและทุกคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศเพื่อให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์สำหรับธุรกิจ กลุ่ม หรือประเทศของตนเอง ซึ่งได้รับการเปิดตัวในการประชุม COP27 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา
ผู้เกี่ยวข้องสามารถนำ IWA 42 ไปใช้ในการประสาน ทำความเข้าใจ และวางแผนสำหรับสุทธิเป็นศูนย์ทั้งในระดับรัฐบาล ภูมิภาค เมือง และองค์กร เพื่อสนับสนุนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของโลกให้บรรลุตามเป้าหมาย
แนะนำแนวทางของ IWA 42
IWA 42 ได้มีการกำหนดแนวทางทั่วไปดังต่อไปนี้
ข้อตกลง IWA ดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นมาผ่านกระบวนการแบบเปิด (Open process) ของผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,200 คนจากประเทศต่าง ๆ กว่า 100 ประเทศ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและได้รับฉันทามติในวงกว้างในการกำหนดแนวทางปฏิบัติสุทธิเป็นศูนย์ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงร่วมกันที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง
IWA คืออะไร คืออะไร?
เอกสาร IWA ของไอเอสโอเป็นแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการมีส่วนร่วมโดยตรงของผู้เชี่ยวชาญในวงกว้าง
IWA เป็นข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศของไอเอสโอที่สามารถนำไปใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างเร่งด่วน ซึ่งมีการจัดทำขึ้นผ่านกลไกการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ไม่ได้อยู่ภายใต้โครงสร้างคณะกรรมการไอเอสโอ แต่เป็นไปตามขั้นตอนที่รับรองว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั่วโลกมีโอกาสเข้าร่วมและได้รับการอนุมัติจาก ฉันทามติระหว่างผู้เข้าร่วมแต่ละคนในการประชุมเชิงปฏิบัติการ
หลังจากเผยแพร่ข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศไปแล้วเป็นเวลา 3 ปี เอกสารข้อตกลงนี้จะได้รับการทบทวน และสามารถดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นข้อกำหนดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เป็นข้อกำหนดทางเทคนิค หรือมาตรฐานสากล ตามความต้องการของตลาด ข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศสามารถคงอยู่ได้สูงสุดถึง 6 ปี หลังจากนั้นจะถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนเป็นเอกสารไอเอสโอฉบับอื่นต่อไป
การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะเป็นจริงได้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาคมโลกด้วยการสนับสนุนทุกวิถีทางรวมทั้งนำเครื่องมืออย่าง IWA 42 และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติอย่างจริงจัง
ที่มา:
วารสาร MASCIInnoversity ได้นำเสนอบทความ เรื่อง “สำเร็จอย่างยั่งยืนด้วยมาตรฐานการจัดการนวัตกรรม” ซึ่งได้นำเสนอมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการนวัตกรรมหลายฉบับรวมทั้ง ISO 56002 ที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำเร็จได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากองค์กรยุคใหม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการทำงานให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ และปัจจัยสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนก็คือความสามารถขององค์กรในการสร้างนวัตกรรมนั่นเอง
ความสามารถด้านนวัตกรรมขององค์กรนั้นรวมถึงความสามารถในการเข้าใจและตอบสนองต่อเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปของบริบท แสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และใช้ประโยชน์จากความรู้และความคิดสร้างสรรค์ของคนภายในองค์กร และร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก ซึ่งองค์กรจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นเมื่อกิจกรรมที่จำเป็นทั้งหมดและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกันได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ
มาตรฐาน ISO 56002, Innovation management – Innovation management system – Guidance เป็นมาตรฐานที่ให้แนวทางปฏิบัติเพื่อให้องค์กรทุกประเภทสามารถนำไปประยุกต์เป็นแนวทางในการจัดทำ รักษา และพัฒนาแนวปฏิบัติในการจัดการนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ สามารถพัฒนาและก้าวไปสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมจนกระทั่งประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ กระบวนการ และรูปแบบธุรกิจใหม่
มาตรฐาน ISO 56002 มีหลักการที่เป็นสาระสำคัญจำนวน 8 ประการ ได้แก่
สำหรับข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 56002 ในสาระสำคัญ 7 ข้อ ได้แก่
มาตรฐานการจัดการนวัตกรรม ISO 56002 สามารถช่วยให้บริษัทและองค์กรดำเนินการนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ทำให้องค์กรสามารถตัดสินใจและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความเป็นพลวัตในโลกธุรกิจเกิดขึ้นอยู่เสมอ การที่องค์กรมีเครื่องทุ่นแรงในการจัดการนวัตกรรมอย่างมาตรฐาน ISO 56002 จะทำให้สามารถปรับตัวได้เร็ว พร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ รวมทั้งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วย
ที่มา: