ปัจจุบัน ธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรับมืออนาคตแห่งความไม่แน่นอน และสิ่งหนึ่งที่องค์กรจำเป็นต้องทำคือการยกระดับความรู้ความสามารถของบุคลากร ทั้งที่เป็นการต่อยอดจากองค์ความรู้เดิม และปรับเปลี่ยนไปพัฒนาและความรู้ใหม่ ๆ ซึ่ง “การจัดการองค์ความรู้” เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้องค์กรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงตามบริบทต่างๆ ที่เกิดขึ้น และยังเป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จในการบรรลุวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ด้วย
เพื่อให้องค์กรสามารถนำการจัดการองค์ความรู้ไปใช้ได้อย่างเป็นระบบ ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานการจัดการองค์ความรู้ ISO 30401, Knowledge Management Systems ขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางสำหรับองค์กรที่ดำเนินการจัดการความรู้ สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กร โดยอาศัยเครื่องมือการจัดการความรู้ และเป็นพื้นฐานสำหรับการตรวจสอบรับรองประเมินผลและรับรององค์กรที่มีความสามารถด้านการจัดการความรู้โดยผ่านหน่วยงานตรวจสอบภายในและหน่วยงานภายนอกที่เป็นที่ยอมรับ
สำหรับองค์กรที่ได้นำมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9001 ไปใช้อยู่แล้ว การต่อยอดไปสู่การใช้มาตรฐาน ISO 30401 สามารถทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยในมาตรฐาน ISO 9001 ข้อ 7.1.6 ความรู้องค์กร (Organizational Knowledge) ระบุว่าองค์กรคววรกำหนดความรู้ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานตามกระบวนการ และเพื่อให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์และบริการ ความรู้นี้ก็ควรจะได้รับการรักษาไว้และทำให้มีอยู่ตามขอบเขตที่จำเป็น เมื่อมีการระบุความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้ม องค์กรควรจะพิจารณาความรู้ในปัจจุบัน และพิจารณาวิธีการทำให้ได้มาหรือเข้าถึงความรู้เพิ่มเติมที่จำเป็นด้วย
มาตรฐาน ISO 30401 ประกอบด้วยข้อกำหนดและแนวทางสำหรับการสร้าง ดำเนินการ รักษา ทบทวน และปรับปรุงระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการความรู้ในองค์กร ซึ่งองค์กรทุกประเภท ทุกขนาด สามารถนำไปใช้งานได้
มาตรฐาน ISO 30401 มีหลักการระบบการจัดการความรู้รวม 8 ข้อ ดังนี้
องค์กรที่มีการจัดทำระบบคุณภาพ ISO 9001 แล้ว สามารถต่อยอดและเพิ่มคุณค่าให้องค์กรได้ด้วยการนำมาตรฐาน ISO 30401 ไปใช้ตามหลักการระบบดังกล่าวเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาระบบที่สนับสนุนการสร้างคุณค่าผ่านความรู้โดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร รวมทั้งมีเครื่องมือวัดผลคือตัวชี้วัดที่จะประเมินประสิทธิภาพของระบบได้เป็นอย่างดี
ท่ามกลางสถานการณ์โลกอันผันผวนเช่นนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเตรียมรับมือกับอนาคตแห่งความไม่แน่นอนด้วยการพัฒนาบุคลากรและองค์กร และมาตรฐาน ISO 30401 เป็นหนึ่งในเครื่องมือบริหารจัดการที่สามารถช่วยองค์กรให้ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิผล
ที่มา:
เรื่องของคุณภาพมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่ในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น ภาคการศึกษาก็มีความสำคัญมากเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประชาชนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงแล้วก็จะช่วยสร้างโอกาสที่ดีมากขึ้น สามารถยกระดับคุณภาพชีวิต และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น
สำหรับไอเอสโอมีความตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับทุกคน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 232, Education and learning services ขึ้นมา เพื่อพัฒนามาตรฐานด้านการศึกษาและการเรียนรู้โดยมีพื้นฐานอยู่บนความต้องการของตลาด มีความทันสมัย และให้ข้อเสนอแนะที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษรวมทั้งผู้ใช้งานด้วย
ในขณะที่องค์การสหประชาชาติก็ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ (Goal 4: Quality Education) เช่นกัน สำหรับเป้าหมายที่ 4 ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้มุ่งเน้นให้ทุกคนมีหลักประกันสำหรับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เพื่อสนับสนุนเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติในเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนยกระดับคุณภาพด้านการศึกษา ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวกับการศึกษาแล้วจำนวน 6 ฉบับ ได้แก่
นอกจากนี้ ไอเอสโอยังอยู่ในระหว่างพัฒนามาตรฐานเกี่ยวกับการศึกษาที่น่าสนใจอีกด้วย เช่น ISO 29996, Education and learning services – Distance and digital learning services (DDLS) – Case studies ซึ่งเป็นมาตรฐานบริการการเรียนรู้และการศึกษาที่เป็นดิจิทัลและทางไกล (กรณีศึกษา) และ ISO 29997, Criteria for quality internships ซึ่งเป็นมาตรฐานข้อกำหนดและแนวคิดที่เกี่ยวกับการฝึกงานที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
องค์กรการศึกษา สถาบันการศึกษา หรือผู้ให้บริการฝึกอบรม สามารถนำมาตรฐานไอเอสโอเกี่ยวกับการศึกษาไปใช้งานช่วยเป็นกลไกในการควบคุมคุณภาพ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองความคาดหวังของผู้รับบริการอย่างมีคุณภาพ สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ที่มา:
ในการริเริ่มโครงการใหม่ๆ ในองค์กรอย่างการนำมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพไปใช้ เช่น ระบบบริหารงานคุณภาพสำหรับเครื่องมือแพทย์ (ISO 13485) มีความจำเป็นต้องทำให้ผู้บริหารระดับสูงเห็นคุณค่าของโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลตอบแทนทางรายได้มักจะไม่ปรากฎให้เห็นในช่วงแรก จึงเป็นเรื่องยากที่องค์กรจะทุ่มลงทุนในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ริเริ่มโครงการจำเป็นต้องระบุประโยชน์และคุณค่าที่จะเกิดขึ้นกับองค์กรเพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงเห็นคุณค่าที่แท้จริงซึ่งไม่เพียงแต่จะปรากฏในในรูปของผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินเท่านั้น แต่ยังอยู่ในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย เช่น ความพึงพอใจของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ขององค์กร เป็นต้น
นอกจากนี้ การนำแนวทางกระบวนการที่ระบุไว้ในมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพสำหรับเครื่องมือแพทย์ไปใช้จะทำให้มีโอกาสในการปรับปรุงได้ง่ายขึ้นโดยสามารถระบุและกำจัดของเสียภายในและระหว่างกระบวนการ ลดข้อผิดพลาดลง และหลีกเลี่ยงการทำงานซ้ำ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น
เรื่องของความปลอดภัยและคุณภาพของอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้ในอุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ เรื่องนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 13485 ขึ้นมา
มาตรฐาน ISO 13485, Medical devices – Quality management systems – Requirements for regulatory purposes เป็นข้อกำหนดด้านกฎระเบียบมีความเข้มงวดมากขึ้นในทุกขั้นตอนของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ รวมถึงบริการและการจัดส่ง ซึ่งอุตสาหกรรมต่างก็คาดหวังให้มีการแสดงกระบวนการจัดการคุณภาพของบริษัทมากขึ้น และรับรองแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด
สำหรับการดำเนินงานในทุกสิ่งซึ่งมาตรฐาน ISO 13485 ที่ได้ผ่านความเห็นพ้องต้องกันแล้วในระดับสากลนี้ได้กำหนดข้อกำหนดสำหรับระบบการจัดการคุณภาพเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์
สิ่งที่ต้องรู้ 3 เรื่องเกี่ยวกับ ISO 13485
ปกติแล้ว มาตรฐานไอเอสโอทั้งหมดจะได้รับการทบทวนทุก ๆ 5 ปีเพื่อให้มั่นใจว่ายังคงเป็นปัจจุบันโดยยังคงสามารถตอบสนองต่อตลาดและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เป็นอย่างดี สำหรับ ISO 13485 ฉบับนี้ได้รับการปรับปรุงมาแล้วเมื่อปี 2559 (ค.ศ.2016) ในด้านการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและข้อกำหนดและความคาดหวังด้านกฎระเบียบ โดยได้ให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงและการตัดสินใจเกี่ยวกับความเสี่ยงมากขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นสำหรับองค์กรในห่วงโซ่อุปทาน และได้รับการทบทวนอีกครั้งเมื่อปี 2563 (ค.ศ.2020) ซึ่งไอเอสโอยืนยันว่ามาตรฐานฉบับปี 2016 ยังคงมีความทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างดี
ผู้ที่สนใจศึกษามาตรฐาน ISO 13485 สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอในรูปแบบ Read-only โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถติดต่อขอรับการรับรองได้จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ
ที่มา:
องค์กรที่มีการให้บริการงานคอลเซ็นเตอร์หรือศูนย์ติดต่อลูกค้ามักพบว่ามีอัตราการลาออกของพนักงานผู้ให้บริการอยู่บ่อยๆ ทำให้ต้องรับพนักงานใหม่อยู่เสมอ ทำอย่างไรองค์กรจึงจะลดปัญหาเหล่านี้ลงได้ บทความในครั้งนี้อาจไม่ได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยตรงเกี่ยวกับการลาออกของพนักงานศูนย์ติดต่อลูกค้า แต่องค์กรอาจนำแนวคิดบางอย่างไปใช้ในองค์กรเพื่อพัฒนาการให้บริการงานคอลเซ็นเตอร์หรือศูนย์ติดต่อลูกค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามากขึ้น และทำให้พนักงานผู้ให้บริการมีแนวทางในการให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนลดข้อร้องเรียนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
งานของเจ้าหน้าที่ศูนย์ติดต่อลูกค้าเป็นงานที่ต้องคอยให้บริการลูกค้าทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เช่น การเสนอผลิตภัณฑ์หรือสินค้าใหม่ การสำรวจข้อมูลผู้บริโภค การสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า และการติดตามเร่งรัดหนี้สิน เป็นต้น ในขณะที่ลูกค้าที่มาใช้บริการศูนย์ติดต่อลูกค้า (Call center) ก็มีความคาดหวังสูงในการรับบริการเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกค้ามักมีความต้องการให้แก้ไขและจัดการปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ องค์กรจึงต้องมีตัวแทนคอยให้บริการเมื่อลูกค้าต้องการบริการหรือการสนับสนุน และองค์กรที่มีศูนย์บริการทางโทรศัพท์จะสามารถช่วยเหลือลูกค้าที่ต้องการขอความช่วยเหลือจากองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
มาตรฐาน ISO 18295 ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ศูนย์ติดต่อลูกค้าสามารถให้บริการที่มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าโดยแบ่งออกเป็น 2 ฉบับ คือ มาตฐาน ISO 18295-1 ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับศูนย์ติดต่อลูกค้า และมาตรฐาน ISO 18295-2 ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับองค์กรที่ใช้บริการของศูนย์ติดต่อลูกค้า
ISO 18295-1, Customer contact centers – Part 1: Requirements for customer contact centers เป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดการบริการสำหรับศูนย์ติดต่อลูกค้า (CCC: Customer Contact Center) และกรอบการทำงานสำหรับศูนย์ติดต่อลูกค้าที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยในการให้บริการลูกค้า และสามารถให้บริการโดยตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หรือให้บริการลูกค้าได้เกินความคาดหมายอย่างต่อเนื่องและทำได้ในเชิงรุก
ISO 18295-1 สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศูนย์ติดต่อลูกค้าทั้งที่เป็นหน่วยงานภายในองค์กร และหน่วยงานที่ใช้บริการจากศูนย์ติดต่อลูกค้าภายนอก (ผู้ดำเนินการบุคคลที่สาม) ทุกขนาด ทุกภาคธุรกิจ และช่องทางการโต้ตอบทั้งหมด ครอบคลุมบริการรับติดต่อจากลูกค้า (Inbound) และบริการติดต่อไปยังลูกค้า (Outbound) โดยมีการระบุตัวชี้วัดตามเป้าหมายขององค์กรเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
สำหรับ ISO 18295-2 ระบุข้อกำหนดสำหรับองค์กรที่ใช้บริการของศูนย์ติดต่อลูกค้า (CCC) มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าได้รับการบริการที่เป็นไปตามความคาดหวังอย่างสม่ำเสมอผ่านการจัดหาและการจัดการที่เหมาะสมด้วยศูนย์ติดต่อลูกค้าที่มีมาตรฐานเป็นไปตามข้อกำหนดของ ISO 18295-1
บริษัทและองค์กรสามารถนำ ISO 18295-2 ไปประยุกต์ใช้กับลูกค้าที่ใช้ศูนย์ติดต่อลูกค้าทุกขนาด ทุกประเภท ในทุกภาคธุรกิจ รวมถึงศูนย์ฯ ภายในองค์กรเอง และศูนย์ฯ ภายนอก (ผู้ดำเนินการบุคคลที่สาม) ผ่านช่องทางการติดต่อที่หลากหลาย รวมถึงสื่อใช้เสียงและสื่อที่ไม่ใช่เสียงในการติดต่อ (Voice and non-voice media)
บริษัทและองค์กรที่สนใจนำมาตรฐาน ISO 18295-1 และ ISO 18295-2 ไปใช้เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากข้อร้องเรียนและสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า สามารถศึกษามาตรฐานทั้งสองฉบับและนำไปใช้ในองค์กรเพื่อขอรับการรับรองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า รวมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทและองค์กรได้
ในขณะเดียวกัน บริษัทและองค์กรยังสามารถขอรับการประเมินตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกศูนย์รับเรื่องและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค (Call center) ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้อีกด้วย ตามกรอบความร่วมมือระหว่าง สคบ. และ สรอ. (สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ) ในการบูรณาการการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐาน ISO 18295: 2017 กับการประเมินตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกศูนย์รับเรื่องดังกล่าว
ปัจจุบัน มีศูนย์ติดต่อลูกค้าขององค์กร 2 แห่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานมาตรฐานระบบการจัดการศูนย์ติดต่อลูกค้า (Customer Contact Centers) ISO 18295-1 จาก สรอ. และได้รับเกียรติบัตรศูนย์รับเรื่องและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค (Call Center) ระดับดีเด่นจาก สคบ. คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับการรับรองในขอบข่ายการบริหารศูนย์บริการลูกค้า และบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน ) ซึ่งได้รับการรับรองในขอบข่ายการบริการของหน่วยงานสายด่วนผู้บริโภค
บริษัทและองค์กรทั่วไปสามารถศึกษาและนำมาตรฐานระบบการจัดการศูนย์ติดต่อลูกค้าไปใช้ รวมทั้งขอรับการรับรองเพื่อลดความเสี่ยงจากข้อร้องเรียนของลูกค้า สร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้กับลูกค้า ตลอดจนเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทและองค์กร
ที่มา:
การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเป็นกระแสนิยมในโลกปัจจุบัน บริษัทหลายแห่งตั้งเป้าหมายในด้านความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม และกำลังก้าวสู่เป้าหมายสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศที่สัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โดยทั่วไป เมื่อนึกถึงเรื่องของความยั่งยืน การจัดซื้ออาจไม่ใช่สิ่งแรกที่เรานึกถึง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ห่วงโซ่อุปทานของบริษัท (หรือองค์กร) มีบทบาทอย่างมากในการพิจารณาว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทมีความยั่งยืนเพียงใด ตัวอย่างเช่น รายงานด้านความยั่งยืนของแม็คคินซีย์ระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทด้านการบริโภคทั่วไปมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 80 และส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าร้อยละ 90 นอกจากนั้น อุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ยังสามารถติดตามผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีต่อแนวทางการจัดซื้อได้อีกด้วย
การสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนเป็นหนึ่งในความพยายามด้านความยั่งยืนที่ส่งผลกระทบมากที่สุดที่บริษัทสามารถลงทุนได้ซึ่งในปี 2565 เป็นช่วงเวลาที่ดีในการเริ่มทำการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากบริษัทต่างๆ ต่างกำลังทำงานเพื่อปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานในขณะที่กำลังรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจหลังเกิดโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมองครั้งแรกถึงความพยายามและวางแผนสำหรับการจัดซื้ออย่างยั่งยืนในปี 2565 อาจมีคนคิดว่าพยายามมากเกินไป เพราะมีเรื่องที่ต้องกังวลมากมายเกี่ยวกับปัญหาห่วงโซ่อุปทาน แต่ถ้าเรามุ่งเน้นที่การปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานอยู่แล้ว ตอนนี้ถือว่าเป็นเวลาที่ดีในการเริ่มปรับปรุงเรื่องความยั่งยืน เราไม่จำเป็นต้องบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนทั้งหมดภายในปีเดียว ถึงแม้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะยังไม่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด แต่ทุกย่างก้าวที่ทำเพื่อความยั่งยืนจะทำให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้นสำหรับบริษัทและสิ่งแวดล้อมของเรา
บริษัท Procurement Tactics ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อได้คาดการณ์ว่าเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่โลกต้องเผชิญกับการระบาดใหญ่ทั่วโลก ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องปิดตัวลงชั่วขณะเพื่อหาแนวทางปรับตัว ทำให้ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายในปีหน้าซึ่งแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนจะสนับสนุนการเติบโตทางการเงินในระยะยาวของบริษัทได้ ในขณะเดียวกันก็ปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องสละความมั่นคงทางการเงินเพื่อหันมาใส่ใจความยั่งยืน แต่สามารถทำทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันได้
ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้มีความยั่งยืนมากขึ้นอาจทำให้ต้นทุนระยะสั้นเพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวจะช่วยปรับปรุงผลประกอบการของบริษัท ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนจะช่วยลดต้นทุน ปรับปรุงชื่อเสียงของบริษัท และปฏิบัติงานอย่างสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านความยั่งยืนทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ไม่ว่าบริษัทจะมีความยั่งยืนและมีความรับผิดชอบเพียงใด ต้องไม่ลืมว่า บริษัทอื่นๆ ที่เราทำงานด้วยก็เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของเราซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากต่อความยั่งยืนโดยรวมด้วยเช่นกัน
ดร.เวโรนิกา เอช วิลเลนนา ผู้เชียวชาญด้านระบบสารสนเทศและซัพพลายเชนพบว่าบริษัทที่มีห่วงโซ่อุปทานที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนจะใช้วิธีการจัดการแบบลดหลั่นกันไปในรูปแบบนี้ คือ ให้ซัพพลายเออร์ระดับหนึ่งของตนเองปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนบางประการ และกำหนดให้พวกเขาสร้างความต้องการเดียวกันกับซัพพลายเออร์ของตนเอง แนวทางนี้สามารถช่วยให้บริษัทต่างๆ มั่นใจได้ว่าห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนจะคงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป
ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนจะช่วยปรับปรุงการรับรู้ของผู้บริโภคของบริษัท นอกจากนี้ ยังช่วยดึงดูดผู้มีความสามารถมายังบริษัทด้วย เนื่องจากผู้สมัครงานจำนวนมากให้ความสนใจมากขึ้นที่จะเข้าไปทำงานในบริษัทที่ยั่งยืนและมีจริยธรรม ทั้งนี้ สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) พบว่าโครงการความยั่งยืนสามารถลดต้นทุนได้ 9-16% และช่วยปรับปรุงมูลค่าแบรนด์ 15-30% รวมทั้งเพิ่มรายได้ 5-20% ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
ดร.วิลเลนนา ยังชี้ให้เห็นว่าการมองข้ามความสำคัญของการจัดซื้อจัดจ้างถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่บริษัทมักจะทำเมื่อต้องทำงานเพื่อความยั่งยืน การจัดซื้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับซัพพลายเออร์ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและพนักงานคนอื่นๆ ในแผนกมีความเชื่อมโยงที่จำเป็นในการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ หากบริษัทของเราต้องการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนมากขึ้น การจัดซื้อต้องเกี่ยวข้องกับการวางแผนและการดำเนินการด้วย
ไม่มีแผนกใดสามารถบรรลุความยั่งยืนได้ด้วยตนเอง การผลักดันเพื่อความยั่งยืนอาจเริ่มต้นจากบุคคลหรือแผนกที่เฉพาะเจาะจง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจึงจะประสบความสำเร็จ ความคิดริเริ่มในห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนอาจเริ่มต้นจากผู้บริหารระดับสูง หรือในแผนกจัดซื้อก็ได้ สำหรับผู้บริหารของฝ่ายจัดซื้อที่ดำเนินการเพื่อความยั่งยืนนั้น การวางแผนและการร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ จะช่วยให้การจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนเป็นจริงได้
การจัดซื้ออย่างยั่งยืนยังถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคมตามที่ระบุไว้ในแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000, Guidance on Social Responsibility ด้วย โดยใช้หลักการเดียวกันกับประเด็นหลักในเรื่องสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงานและการปฎิบัติที่เป็นธรรม
สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างอนาคตด้วยการจัดซื้ออย่างยั่งยืน สามารถศึกษาแนวทางได้จากมาตรฐานแนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืน ISO 20400, Sustainable procurement – Guidance ซึ่งจะทำให้มีความเข้าใจเรื่องของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนและนำไปปรับใช้ในองค์กรได้เป็นอย่างดี และองค์กรยังสามารถส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อนำความรู้ไปจัดทำอย่างเป็นระบบได้เช่นกัน
ที่มา:
สังคมโลกได้รู้จัก “เศรษฐกิจแบ่งปัน” มาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วและเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังจากแอร์บีแอนด์บี (Airbnb) ได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อ 14 ปีแล้วเพื่อเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ตัวกลางระหว่างเจ้าของบ้านและนักท่องเที่ยว และมีธุรกิจหลายประเภท ได้นำแนวคิดนี้ไปใช้จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เช่น Uber, Grab, Spotify เป็นต้น
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ข่าวฐานเศรษฐกิจดิจิทัลได้รายงานว่าที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในเขตปกครองตนเอง “กว่างซีจ้วง” ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของจีน มีบริษัท 2 แห่ง คือ โรงงานผู้ผลิตน้ำตาล Liuxing Sugar Manufacturing ในเครือ Guangxi Sugar Group กับโรงงานผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอะไหล่ Liuzhou Jinjing Electric Appliance Co., Ltd. ได้ลงนามสัญญาในการแบ่งปันพนักงานร่วมกัน
ทั้งนี้ เพื่อให้พนักงานของทั้งสองบริษัทได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพโดยในเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นช่วงปิดหีบอ้อยของโรงงานน้ำตาลซึ่งพนักงานจะพักงานอยู่บ้านในขณะที่โรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ามีอัตราการผลิตสูง แต่ขาดแคลนพนักงาน จึงสามารถไปทำงานที่โรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ ส่วนในเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไปเป็นฤดูหีบอ้อยที่โรงงานน้ำตาลต้องการแรงงาน ซึ่งโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะแบ่งปันพนักงานไปทำงานที่โรงงานน้ำตาลเช่นกัน
ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก และไอเอสโอได้ศึกษาข้อมูลแนวโน้มดังกล่าวในทุกอุตสาหกรรมและจัดการงานด้านการมาตรฐานสำหรับตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสาขาที่เศรษฐกิจแบ่งปันมีศักยภาพที่จะเกิดขึ้น และไอเอสโอโดย ดร.มาซาอากิ โมชิมารุ ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 324, Sharing Economy ได้เปิดเผยเทรนด์สำคัญระดับโลกไว้ตามรายงานแนวโน้มอนาคตของไอเอสโอ ISO Foresight Trend Report ดังต่อไปนี้
โลกาภิวัตน์ทางการค้าได้ชะลอตัวลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายการค้าที่เข้มงวด ในทางกลับกัน การค้าภายในภูมิภาคกลับเพิ่มขึ้น เช่น ข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาค (RTA) สำหรับสินค้าและบริการ ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เป็นต้น
ในทำนองเดียวกัน มีการเปลี่ยนแปลงกับประเทศที่เราซื้อขายและสิ่งที่เราซื้อขายด้วย จะเห็นได้ว่าบริการมีการซื้อขายมากกว่าสินค้า และแนวโน้มนี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มขึ้นของบริการดิจิทัล เช่น การจัดการทางการเงินและความบันเทิงแบบสตรีมมิง ซึ่งมีส่วนทำให้กระแสข้อมูลข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้นมาก
ในขณะเดียวกัน การให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อธรรมเนียมปฏิบัติของการค้าแบบดั้งเดิม บริษัทต่างๆ ที่ต้องการมีส่วนร่วมในด้านการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศกำลังมองหาวิธีที่จะทำให้ห่วงโซ่อุปทานของตนเองสั้นลง เช่น การควบคุมเทคโนโลยีอย่างการพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งช่วยให้มีการผลิตที่ใกล้ชิดกับผู้ใช้ปลายทางมากขึ้น
โมเดลธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี
เทคโนโลยีทำให้เกิดการสร้างรูปแบบการค้ามาตลอด นับตั้งแต่โทรเลขไปจนถึงบล็อกเชน การเติบโตอย่างต่อเนื่องของอีคอมเมิร์ซทำให้มีผู้ขายจำนวนมากขึ้น รวมทั้งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จึงเชื่อมต่อโดยตรงกับผู้ซื้อในทุกส่วนของโลก ทำให้บทบาทของบุคคลที่สามแบบดั้งเดิมลดลง
โอกาสและความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางส่วนเกิดจากการเกิดขึ้นของ “เศรษฐกิจแบ่งปัน” หรือที่เรียกว่า Gig Economyหรือเศรษฐกิจแบบเพียร์ทูเพียร์ (P2P Economy) ซึ่งเป็นระบบที่บุคคลทั่วไปแบ่งปันสินค้าและบริการระหว่างกันโดยตรง ซึ่งโดยทั่วไปเกิดขึ้นผ่านอินเทอร์เน็ต แบบจำลองทางเศรษฐกิจนี้มีศักยภาพในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเป็นการข้ามขั้นตอนแบบเดิมๆ ในห่วงโซ่อุปทาน ดังเช่นที่เราเห็นได้จากแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีอยู่นับพันนับหมื่นแห่ง รวมทั้ง Uber และ Airbnb และแพลตฟอร์มอื่นๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นทุกปี
เศรษฐกิจแบ่งปันเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดและดิสรัพท์ธุรกิจต่างๆ ได้มากที่สุดในปัจจุบัน มีการคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เศรษฐกิจแบ่งปันในยุโรปจะเติบโตมากขึ้นเกิน 25% ต่อปี การเติบโตนี้เกิดจากแนวโน้มหลายอย่างเช่น ความต้องการของผู้บริโภคสำหรับการบริโภคที่ยั่งยืนมากขึ้นและความสนใจในการสร้างชุมชน ซึ่งจะเปลี่ยนเส้นทางของผู้บริโภคแบบดั้งเดิมไปเป็นรูปแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม มีความวิตกกังวลในเรื่องเกี่ยวกับความรับผิดและสภาพการทำงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบและมาตรฐานซึ่งเป็นประเด็นที่ไอเอสโอให้ความสำคัญและรวมอยู่ในการพัฒนามาตรฐานด้วย
การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นแสดงถึงความท้าทายใหม่ล่าสุดสำหรับหน่วยงานมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของการค้าในภูมิภาคในขณะที่การค้าโลกกำลังชะลอตัวอาจนำไปสู่ตลาดที่กระจัดกระจายซึ่งมีมาตรฐานที่ขัดแย้งกันระหว่างภูมิภาค ในขณะเดียวกัน การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของบริการดิจิทัลทำให้ต้องมีมาตรฐานใหม่ในการจัดการสินทรัพย์ในศตวรรษที่ 21 เช่น ข้อมูลผู้บริโภคและสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งไอเอสโอกำลังติดตามแนวโน้มเหล่านี้อยู่ และได้จัดตั้งคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอเรื่องเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปันเพื่อพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว
มาตรฐานมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่ารูปแบบธุรกิจใหม่ของเศรษฐกิจแบ่งปันดังกล่าวจะบรรลุตามคำมั่นสัญญาที่มีความยั่งยืนมากขึ้นไปพร้อมๆ กับป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้ปฏิบัติงานในขณะที่การค้าของโลกเราเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีดิจิทัลและแนวโน้มอื่นๆ ดังนั้น องค์กรด้านการมาตรฐานจะต้องมีส่วนร่วมกับภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย รวมทั้งผู้บริโภคเพื่อช่วยวางรากฐานสำหรับการค้าในอนาคตด้วย
ที่มา:
โลกใต้ทะเลเป็นโลกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่นักดำน้ำต้องการค้นหา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น จากข้อมูลของนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกระบุว่าโลกของเรามีส่วนประกอบของน้ำทะเลถึง 70% ส่วนน้ำบนพื้นดินมีเพียง 30% และภาพของสัตว์และพืชที่อยู่ใต้ทะเลที่เราเห็นนั้นมีสีสันสวยงามอย่างเหลือเชื่อ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะนักดำน้ำ จึงต้องการค้นหาความงดงามที่ซ่อนอยู่ใต้ทะเลด้วยสายตาของตนเอง
การดำน้ำลึกเป็นความหลงใหลอย่างยิ่งสำหรับนักดำน้ำนับล้านคนทั่วโลก พวกเขาต่างมีความรักในโลกใต้น้ำเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม กิจกรรมดำน้ำที่ขาดการฝึกฝนด้วยความรับผิดชอบ สามารถทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้กับสิ่งแวดล้อมทางทะเลได้ ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการผจญภัยใต้น้ำ และช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมให้มีการดำน้ำอย่างยั่งยืน ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานขึ้นมา 2 ฉบับ ได้แก่ มาตรฐาน ISO 21416, Recreational diving services – Requirements and guidance on environmentally sustainable practices in recreational diving และ ISO 21417, Recreational diving services – Requirements for training on environmental awareness for recreational divers
มาตรฐาน ISO 21416 ช่วยส่งเสริมเทคนิคการดำน้ำที่อนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลในขณะที่มาตรฐาน ISO 21417 ช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นของนักดำน้ำในด้านพฤติกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งมีโปรแกรมการฝึกอบรมอย่างมีมาตรฐานที่ทำให้นักดำน้ำมีพื้นฐานที่ดีและมีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและมีแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนสำหรับกิจกรรมต่างๆ อย่างครอบคลุม เช่น การดำน้ำแบบลอยตัวบนผิวน้ำ และการดำน้ำใต้ผิวน้ำ เป็นต้น ซึ่งช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ศูนย์ดำน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ไม่ว่าจะเป็นนักดำน้ำมือใหม่หรือผู้ที่ช่ำชองแล้ว นักดำน้ำต่างให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมทางน้ำอย่างเต็มที่ เป้าหมายของศูนย์ดำน้ำคือการช่วยให้นักดำน้ำเพลิดเพลินไปกับโลกใต้น้ำได้อย่างปลอดภัยและพัฒนาความตระหนักรู้ถึงธรรมชาติอันละเอียดอ่อน หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมการดำน้ำคือสถานที่ที่ผู้คนไปดำน้ำ การได้รับประกาศนียบัตรที่รับรองการดำน้ำ และการเช่าอุปกรณ์
โปรแกรมการฝึกอบรมเป็นส่วนสำคัญของการดำน้ำ ดังนั้น การที่ผู้ให้บริการดำน้ำหรือศูนย์ดำน้ำ นำมาตรฐาน ISO 24803, Recreational diving services – Requirements for recreational diving providers ไปใช้จึงเป็นการยืนยันว่าศูนย์ดำน้ำมีการยึดถือแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในทุกเรื่อง นับตั้งแต่การฝึกอบรมพนักงานไปจนถึงอุปกรณ์ฉุกเฉิน มาตรฐานนี้พัฒนาขึ้นโดยทีมผู้เชี่ยวชาญระดับระหว่างประเทศที่ช่วยสร้างมาตรฐานสำหรับเงื่อนไขการฝึกอบรมในอุตสาหกรรมที่เข้าถึงพื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดในโลก
ISO 24803 เพื่อศูนย์ดำน้ำที่มีคุณภาพและปลอดภัย
การรู้วิธีประเมินศูนย์ดำน้ำมีความสำคัญเนื่องจากความปลอดภัยส่วนบุคคลขึ้นอยู่กับการได้รับอุปกรณ์และการฝึกฝนที่ดี มาตรฐาน ISO 24803 ทำให้นักดำน้ำมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ลึกลงไป 20 เมตรใต้ผิวน้ำในทะเลแคริบเบียนหรือเริ่มดำน้ำครั้งแรกในประเทศไทยก็ตาม พวกเขากำลังดำน้ำกับผู้คนที่ปลอดภัยที่สุดและเป็นมืออาชีพมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ในอียิปต์ได้เห็นประโยชน์แล้วว่าการนำ ISO 24803 ไปใช้ทั่วประเทศส่งผลให้คุณภาพและความปลอดภัยของศูนย์ดำน้ำทั่วประเทศดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล ด้วยเหตุนี้ ประกาศนียบัตรรับรองการดำน้ำจำนวนมากที่ออกในประเทศจึงแสดงมาตรฐานไอเอสโอเพื่อยืนยันคุณภาพและความปลอดภัย
การวิจัยใต้ท้องทะเลลึก
การมีชุดทักษะของนักประดาน้ำหมายความว่าพวกเขาสามารถมีบทบาทสำคัญในการทำงานทางวิทยาศาสตร์ใต้น้ำได้ นับตั้งแต่การรวบรวมตัวอย่างไปจนถึงการปกป้องแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม นักดำน้ำเหล่านี้ต้องผสมผสานความรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์และการปกป้องสิ่งแวดล้อมเข้ากับความถนัดในการดำน้ำและความปลอดภัย
สาขาการดำน้ำอยู่ภายใต้การควบคุมในรูปแบบต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับภูมิศาสตร์และองค์กรที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีการกำหนดให้มีความคล่องตัวด้วยกรอบการดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นหนึ่งเดียว
ปัจจุบัน ไอเอสโออยู่ระหว่างการพัฒนามาตรฐาน ISO 8804 จำนวน 3 ฉบับ โดยพัฒนาข้อกำหนดการฝึกอบรมสำหรับนักดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ นักดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ (Scientific diver) นักดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ชั้นสูง (Advanced scientific diver) และหัวหน้าโครงการดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ (Scientific diving project leader) ซึ่งให้คำแนะนำสำหรับชุมชนนักดำน้ำเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ปลอดภัยภายใต้สภาวะการทดลองและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน
มาตรฐานไอเอสโอสำหรับการดำน้ำได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 228, Tourism and related services
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา:
แม้ว่าการระบาดของ COVID-19 จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาใดที่รายงานว่า COVID-19 แพร่กระจายผ่านผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากนี้ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังระบุว่าไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าไวรัสที่ติดเชื้อทางเดินหายใจสามารถถ่ายทอดผ่านอาหารหรือบรรจุภัณฑ์อาหารได้ และดูเหมือนว่าการแพร่กระจายของ SARS-CoV และ MERS-CoV ผ่านการบริโภคอาหารก็ยังไม่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบริการอาหาร (Food Service) เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประกอบการแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 เนื่องจากมีผู้บริโภคมีความกังวลในการสัมผัสอาหารที่พวกเขาคิดว่าเป็นไปได้ที่อาจปนเปื้อนเชื้อไวรัส COVID-19 แต่จริงๆ แล้วมีเพียงหลักฐานบ่งชี้ว่า SARS-CoV-2 สามารถแพร่เชื้อผ่านทางพื้นผิวสัมผัสเนื่องจากความสามารถของไวรัสสามารถอยู่รอดบนพื้นผิวได้เป็นเวลาหลายวัน (ซึ่งไม่ใช่การติดเชื้อผ่านการรับประทานอาหาร แต่อาจติดเชื้อจากการหายใจเอาเชื้อที่อยู่รอดบนพื้นผิวนั้นเข้าไป)
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 จากทางเดินหายใจไปยังพื้นผิวบรรจุภัณฑ์อาหารหรือผ่านการบริโภคอาหาร ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการอาหารให้ความสำคัญกับแนวทางสำหรับผู้บริโภคในระหว่างการซื้ออาหาร การจัดการอาหาร และการเตรียมอาหาร ซึ่งผู้จับต้องอาหาร และบุคลากรของสถานประกอบการอาหารและผู้บริโภคจำเป็นต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยที่ดีเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อและปฏิบัติตามข้อกำหนดขั้นต่ำของระบบความปลอดภัยของอาหารเป็นอย่างน้อย ซึ่งผู้ผลิตอาหารและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารทั้งหมดต้องตระหนักถึงหน้าที่รับผิดชอบอย่างใหญ่หลวงในการจัดการความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อสร้างความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้บริโภคซึ่งหากอาหารไม่มีความปลอดภัยก็จะเกิดความเสี่ยงสำหรับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ จึงมีการปฏิบัติตามแนวทางสุขอนามัยที่ดีรวมไปถึงการนำมาตรฐานเกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยของอาหารไปใช้งาน
สำหรับมาตรฐานระบบการจัดความปลอดภัยของอาหารของไอเอสโอ ช่วยให้องค์กรสามารถระบุและควบคุมอันตรายด้านความปลอดภัยของอาหารได้ และในขณะเดียวกันยังสามารถนำไปใช้งานร่วมกับมาตรฐานการจัดการไอเอสโอฉบับอื่นได้ด้วยโดยสามารถนำไปใช้กับผู้ผลิตทุกประเภทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถส่งข้ามพรมแดนไปยังผู้บริโภคซึ่งทำให้พวกเขาไว้วางใจได้
มาตรฐาน ISO 22000, Food safety management systems — Requirements for any organization in the food chain เป็นมาตรฐานระบบการจัดการความปลออดภัยของอาหาร ข้อกำหนดสำหรับทุกองค์กรในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนาขึ้นเพื่อกำหนดกรอบมาตรฐานสากลที่ครอบคลุมข้อกำหนดทุกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพด้านอาหารและความปลอดภัยของอาหารที่มีการบังคับใช้สำหรับการค้าสินค้าอาหารที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารมีมาตรฐานที่มีความสอดคล้องกัน นับตั้งแต่ธุรกิจที่ทำการผลิตวัตถุดิบ ส่วนประกอบของอาหาร ภาชนะบรรจุอาหาร ไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป และยังส่งเสริมให้องค์กรดำเนินธุรกิจอย่างสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาหารด้วย
ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์อาหารก็ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทุกแห่งว่าควรปฏิบัติตามแนวทางระบบการจัดการความปลอดภัยด้านอาหารที่กำหนดโดยหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างเคร่งครัด และควรปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อตอบสนองต่อหลักฐานชิ้นใหม่เกี่ยวกับการป้องกันไวรัสเมื่อจำเป็น
มาตรฐาน ISO 22000 ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผน ดำเนินการ ดำเนินการ บำรุงรักษา และปรับปรุงระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารรวมทั้งช่วยให้สื่อสารประเด็นด้านความปลอดภัยของอาหารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในห่วงโซ่อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิต หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ค้าปลีก รวมทั้งผู้บริโภคด้วย
ที่มา:
ธุรกิจองค์กรต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นผู้สร้างผลกระทบหรือผู้ได้รับผลกระทบนั้นเองก็ตาม ปัจจุบัน ธุรกิจองค์กรต่างก็ตระหนักถึงความจำเป็นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์ของตนเอง ดังนั้น การรวมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไว้ในการออกแบบและการพัฒนาโดยคำนึงถึงวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือบริการทั้งหมดจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้โดยทั่วไปเรียกว่า “การออกแบบเชิงนิเวศ” บางครั้งก็ใช้คำว่า การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ การออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หรือการออกแบบที่ยั่งยืน/เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การออกแบบและการพัฒนาถือเป็นกระบวนการที่สำคัญซึ่งการออกแบบเชิงนิเวศได้รวมอยู่ในมาตรฐานฉบับนี้แล้ว คือ ISO 14006 – Environmental management systems — Guidelines for incorporating eco-design มาตรฐานฉบับนี้เป็นส่วนเสริมของมาตรฐานชุด ISO 14000 ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อให้คำแนะนำสำหรับองค์กรที่ต้องการรวมการออกแบบเชิงนิเวศเข้ากับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) ที่ใช้ ISO 14001 รวมทั้งองค์กรที่ใช้ระบบการจัดการอื่นๆ ก็สามารถนำไปใช้ร่วมกันได้เช่นกัน นอกจากนี้ ธุรกิจองค์กรสามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานไอเอสโอที่มีอยู่แล้วได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ISO/TR 14062 – Environmental management — Integrating environmental aspects into product design and development และ IEC 62430 – Environmentally conscious design (ECD) – Principles, requirements and guidance เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มาตรฐานฉบับนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับการรับรอง แต่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบเชิงนิเวศได้
ISO 14006 ซึ่งได้รับการปรับปรุงเมื่อเดือนมกราคม 2563 (ค.ศ.2020) เป็นมาตรฐานที่เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้องค์กรนำไปใช้ในการจัดตั้ง การบันทึก การนำไปใช้ การบำรุงรักษา และปรับปรุงการจัดการการออกแบบเชิงนิเวศอย่างต่อเนื่องโดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการสิ่งแวดล้อมซึ่งจะใช้กับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการขององค์กรที่ควบคุมดูแล
มาตรฐาน ISO 14006 เป็นแนวทางที่เป็นระบบซึ่งพิจารณาถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในการออกแบบและการพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่พึงประสงค์ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ในเอกสารนี้ เป็นที่เข้าใจกันว่าระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมควรคำนึงถึงการออกแบบและการพัฒนา และภายในเรื่องนี้ การออกแบบเชิงนิเวศเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นั้น
การออกแบบเชิงนิเวศควรนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ใหม่และผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ รวมถึงการดัดแปลงกระบวนการตามความจำเป็นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์
มาตรฐานนี้ได้รับการพัฒนาโดย คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management, คณะอนุกรรมการ SC 1, Environmental management systems
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
1. https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/news/magazine/ISO%20Focus+%20(2010-2013)/en/2010/ISO%20Focus+,%20January%202010.pdf
2. https://www.iso.org/standard/72644.html
ทุกวันนี้ เราอาจประสบกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เสมอ นอกจากโรคระบาดใหญ่ และสงครามในต่างประเทศแล้ว ยังมีภัยพิบัติจากธรรมชาติหรือน้ำมือมนุษย์ที่อาจเกิดขึ้นได้อีก เช่น ภัยจากการก่อการร้าย การโจมตีทางไซเบอร์ หรือแม้แต่ความบกพร่องของมนุษย์ ความไม่แน่นอนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้เช่นนี้ทำให้ธุรกิจและองค์กรเกิดการหยุดชะงัก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง และหากปัญหาต่างๆ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที ก็จะส่งผลต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพของการดำเนินงาน หรือแม้แต่ทำให้ธุรกิจล้มเหลวได้
ดังนั้น ธุรกิจและองค์กรจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเพื่อให้องค์กรมีความสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน มีการดำเนินงานด้วยความแม่นยำ สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในองค์กรได้ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย ภาพลักษณ์ ชื่อเสียง รวมทั้งกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าขององค์กรด้วย
มาตรฐานสากลที่จะช่วยให้ธุรกิจและองค์กรสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี คือ BCMS หรือ ISO 22301, Security and resilience — Business continuity management systems — Requirements มาตรฐานสากลนี้เป็นข้อกำหนดฉบับแรกของโลกที่ช่วยให้องค์กรสามารถรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถฟื้นตัวจากการหยุดชะงักทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
ความสำคัญของ BCMS มีความชัดเจนยิ่งขึ้นท่ามกลางการระบาดใหญ่ซึ่งผู้นำองค์กรต่างก็ตระหนักดีถึงผลกระทบเป็นอย่างมากเนื่องจากไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นปกติอีกต่อไป
ดังนั้น การป้องกันองค์กรที่ดีที่สุดจึงเป็นการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ โดยให้แนวทางพนักงานว่าต้องทำอย่างไรหากกระบวนการทำงานปกติได้รับผลกระทบ โดยให้แนวทางที่ครอบคลุมเพื่อความยืดหยุ่นขององค์กร เช่นการปรับเปลี่ยนการทำงานไปสู่ยุคนิวนอร์มอลด้วยการทำงานระยะไกล การให้บริการที่ต้องคำนึงถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพความเป็นอยู่ของพนักงานมากขึ้น และการนำเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้ เป็นต้น
มาตรฐาน ISO 22301 สามารถนำไปใช้ได้กับองค์กรทุกประเภท ทุกขนาด ซึ่งมีความต้องการให้มีการนำระบบการจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจไปใช้ มีการดูแลรักษาและปรับปรุงระบบ และมีความมั่นใจในความสอดคล้องกับนโยบายความต่อเนื่องทางธุรกิจที่องค์กรระบุไว้ นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการให้ได้ในระดับความสามารถที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในระดับที่ยอมรับได้ระหว่างการหยุดชะงักโดยสามารถเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ด้วยการใช้ BCMS ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
เอกสารนี้สามารถใช้เพื่อประเมินความสามารถขององค์กรในการตอบสนองความต้องการและภาระผูกพันทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และสามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานระบบการจัดการอื่น เช่น ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001 ซึ่งมีโครงสร้างระดับสูง (เช่น ข้อความหลัก ข้อกำหนด และคำจำกัดความที่เหมือนกัน) ของมาตรฐานที่สอดคล้องกัน เนื่องจากไอเอสโอได้ออกแบบมาตรฐานเหล่านั้นมาให้สามารถนำมาใช้ร่วมกับกระบวนการจัดการที่มีอยู่แล้วขององค์กร
ISO 22301 สามารถให้รายละเอียดมุมมองที่ชัดเจนว่าองค์กรควรดำเนินการอย่างไร และให้การนำเสนอข้อมูลเชิงลึกซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ และการจัดการทรัพยากร
ความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดจะทำให้องค์กรสามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างปกติหรือเป็นไปตามระดับการให้บริการที่กำหนดไว้ซึ่งช่วยให้ลดระดับความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นได้
ISO 22301 เป็นประโยชน์สำหรับมืออาชีพด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจและความเสี่ยงทางธุรกิจ ผู้ที่ดูแลห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งผู้พัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร เนื่องจากมาตรฐานนี้ได้รวบรวมเอาแนวปฏิบัติสากลไว้ด้วยกันเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองและฟื้นฟูจากการหยุดชะงักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการลดต้นทุนและผลกระทบต่อผลการดำเนินธุรกิจที่น้อยลงหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น องค์กรที่มีไซต์งานหรือสาขาอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ สามารถพึ่งพาความสอดคล้องของการดำเนินธุรกิจในแนวทางเดียวกันได้
นอกจากนี้ ISO 22301 ยังเป็นประโยชน์ในแง่ของการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ซัพพลายเออร์ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ การปรับปรุงประสิทธิภาพทางธุรกิจและความยืดหยุ่นขององค์กร การมีความเข้าใจในธุรกิจที่ดีขึ้นด้วยการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญและพื้นที่เสี่ยงภัย
องค์กรที่สนใจสามารถประเมินความพร้อมในการนำ ISO 22301 ไปใช้ในองค์กรด้วยการสำรวจสถานะขององค์กรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของมาตรฐานรวมทั้งระดับทรัพยากรที่องค์กรมีอยู่ และมั่นใจว่าผู้บริหารระดับสูงให้องค์กรแสดงออกถึงความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นใน BCMS
ผู้สนใจ สามารถศึกษามาตรฐาน ISO 22301 ทั้งฉบับได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอในรูปแบบ Read-only
ที่มา :
1. https://www.itgovernance.eu/blog/en/why-is-business-continuity-management-so-important
2. https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/store/en/PUB100442.pdf