โครงการชดเชยและการลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) เป็นโครงการระดับโลกเพื่อจัดการกับการปล่อยมลพิษจากการเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศ ข้อตกลงเมื่อปี 2559 โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ  (ICAO) กำหนดให้สายการบินต้องตรวจสอบและรายงานการปล่อยมลพิษตั้งแต่ปี 2562 และซื้อหน่วยลดการปล่อยมลพิษที่สร้างขึ้นโดยโครงการในภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อให้ครอบคลุมการควบคุมการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าระดับ 2020 จากปี 2564

ตั้งแต่ปี 2570 (ค.ศ.2027) การมีส่วนร่วมใน CORSIA จะกลายเป็นข้อบังคับสำหรับรัฐส่วนใหญ่ซึ่งมีผลบังคับใช้กับเส้นทางระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด ข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวหลังจากปี 2027 จะเป็นการยกเว้นสำหรับรัฐที่มีกิจการการบินไปกลับในระดับต่ำ หรือถูกจัดอันดับว่ามีการพัฒนาน้อยที่สุดหรือการพัฒนาของเกาะเล็ก/ไม่มีทางออกสู่ทะเล

CORSIA อาจส่งผลกระทบต่อสายการบินต่างๆ หากมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ต่อไปนี้ คือ เครื่องบินมีน้ำหนักมากกว่า 5,700 กก. เมื่อบินขึ้น มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 10,000 ตันต่อปีในเส้นทางระหว่างประเทศ มีการดำเนินกิจการมากว่า 3 ปี หรือทั้งสองรัฐที่มีการเชื่อมต่อเส้นทางกับสายการบินที่กำลังบินอยู่และกำลังอยู่ในขั้นตอนนำร่องของ CORSIA

จากการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก  จึงมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นสำหรับองค์กรด้านการบินให้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามเงื่อนไขดังกล่าว ดังนั้น การปฏิบัติตาม CORSIA จะช่วยให้สายการบินระหว่างประเทศสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบสากล

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ได้เปิดการบริการทวนสอบโครงการชดเชยและการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภาคการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติการบิน (Aeroplane Operator) สามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อบังคับขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ และข้อบังคับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณีโครงการการชดเชยและลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภาคการบินระหว่างประเทศ ของ ICAO ซึ่งเป็นมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมการบินเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เป็นหน่วยงานตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก (Validation and Verification Body) ซึ่งได้รับการรับรองระบบงานจาก UNFCCC สำหรับการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบโครงการ CDM และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยงานตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจกโครงการ T-VER จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

บุคลากรของสถาบันรับรองมาตรฐานไอเสโอมีความรู้ความสามารถในกิจกรรมการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก มีความเข้าใจในข้อกำหนดมาตรฐานและการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติการบิน และด้วยการบริการที่เป็นมืออาชีพ รวดเร็ว เป็นไปตามมาตรฐานการจัดการสากล

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเสโอได้พัฒนาระบบงานด้านการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจกตาม ISO 14065 และได้รับการรับรองระบบงานจากคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ให้การรับรองระบบงาน ครอบคลุมขอบข่ายการขนส่งทางอากาศ ข้อกำหนดเฉพาะของ ICAO – CORSIA

สถาบันรับรองมาตรฐานไอเสโอเป็นส่วนหนึ่งในการสนันสนุนสายการบินให้สามารถปฏิบัติงานให้สอดคล้องตามข้อบังคับในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งมีส่วนช่วยในการลดปัญหาภาวะโลกร้อนตามแนวทางมาตรฐานสากล

ที่มา :
1.
https://www.southpole.com/what-is-corsia-and-how-does-it-affect-your-airline
2.
https://uat-web.masci.or.th/service/corsia-verification-service/
3. https://www.icao.int/environmental-protection/CORSIA/Pages/CORSIA-and-Covid-19.aspx

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ในขณะเดียวกัน วิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ยังคงเป็นภัยคุกคามระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญด้วย ทั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์จากรายงาน Global Risks Report 2022 ซึ่งสภาพอากาศสุดขั้วเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถูกมองว่าเป็นภัยระยะสั้นที่ร้ายแรงที่สุดและเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่ร้ายแรงที่สุดเป็นอันดับสอง ตามมาด้วยเรื่องการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับสาม

จากข้อมูลของ National Oceanic and Atmospheric Administration  ระบุว่าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียสตั้งแต่ก่อนยุคอุตสาหกรรม ความร้อนสะสมอันมหาศาลนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำแข็งละลาย พายุใหญ่ ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และไฟป่าที่รุนแรงซึ่งเกิดขึ้นแล้วเป็นระยะๆ รวมทั้งเมื่อปี 2564 (ค.ศ.2021)

นอกจากนี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ยังได้เปิดเผยรายงานที่ระบุอย่างชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อโลกเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ สภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่ร้อนจัด ฝนตกหนัก ภัยแล้ง ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงและบ่อยขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความมั่นคงด้านอาหาร และคาดว่าโลกร้อนจะทำให้ผู้คนกว่า 183 ล้านคนในประเทศที่มีรายได้ต่ำ อดอยากและขาดสารอาหารภายในปี 2593

เมื่อเผชิญกับความเป็นจริงเช่นนี้  จึงเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลคิดอย่างกว้างขวางขึ้นและสร้างนโยบายที่กำหนดวาระการดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศสำหรับปีต่อ ๆ ไป ซึ่ง “มาตรฐาน” จะเป็นส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีการประสานงานกันมากขึ้นกว่าเดิม

หลักการประเมินความพร้อมสำหรับ Climate Change

ทีม Climate Sense ของประเทศอังกฤษมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาขีดความสามารถสำหรับการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การทำงานของ Climate Sense ครอบคลุมในระดับระหว่างประเทศทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยมีการให้คำปรึกษา การฝึกอบรม และตัวชี้วัดสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรและเชิงระบบ

ทีมงานดังกล่าวมีการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือซอฟต์แวร์ที่อิงตามความเสี่ยงเพื่อประเมินว่าองค์กรที่ปรับตัวนั้นจะเป็นอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการกำหนดเป้าหมายไปยังช่องว่างที่เหลืออยู่โดยมีกรอบการทำงานที่เรียกว่า Capacity Diagnosis & Development (CaDD)  ซึ่งได้รับการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในระดับสากลและเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการวัดและพัฒนาความสามารถในการปรับตัวขององค์กรและระบบขององค์กรได้ดี

บอลด์วิน อาร์ แอนด์ เจ แบล็ค เป็นศูนย์กลางให้กับทีม Climate Sense ที่ทำงานให้กับสหภาพยุโรป โดยพัฒนาตารางสรุป Maturity เพื่อประเมินว่าองค์กรต่างๆ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีเพียงใดซึ่งมีเมทริกซ์ 6 ระดับ ตั้งแต่ระดับที่ไม่ได้เตรียมตัวไปจนถึงการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ หลักการของเมทริกซ์นี้และกระบวนการ CaDD ได้รวมอยู่ในมาตรฐาน ISO14090, Adaptation to climate change – Principles, requirements and guidelines ซึ่งใช้เสริมกับมาตรฐาน ISO14091, Adaptation to climate change – Guidelines on vulnerability, impacts and risk management เพื่อประเมินความเปราะบางของสภาพภูมิอากาศในระดับต่างๆ เนื่องจากโลกเราต้องเตรียมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วทุกสภาพ เช่น ฝนที่ตกหนักมาก แต่ขณะเดียวกันก็ยังเกิดภัยแล้งด้วย

วอลเตอร์ คอล์เลนบอร์น ที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัท อเดลฟีฯ (adelphi) และผู้ประสานงานของคณะทำงานที่พัฒนามาตรฐาน ISO14091 อธิบายว่า การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับสิ่งที่ยังไม่ได้ดำเนินการหรือ gap ขององค์กรเป็นส่วนสำคัญของการปรับตัว ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คณะทำงานจัดหาเครื่องมือเพื่อนำมาพิจารณาในการพัฒนามาตรฐานดังกล่าว

คอล์เลนบอร์นทำงานเกี่ยวกับการประเมิน gap ในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาเป็นเวลา 15 ปี และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการประเมิน gap ครั้งแรกของเยอรมนี ตั้งแต่นั้นมา เขาได้ทำงานเกี่ยวกับการประเมินดังกล่าวทั่วโลก และได้เขียนและสนับสนุนแนวทางที่ครอบคลุมในด้านนี้ เช่น แนวทางการประเมินสำหรับ UBA หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของเยอรมนี

จากนั้น UBA ได้เสนอมาตรฐานสากลฉบับใหม่สำหรับการประเมินความเปราะบาง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา ISO 14091 ซึ่งเป็นมาตรฐานเพื่อการปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับความเปราะบาง ผลกระทบ และการประเมินความเสี่ยง

คอล์เลนบอร์นกล่าวว่ามาตรฐานนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับ ISO 14090 และอธิบายว่าผลกระทบของสิ่งเร้าทางสภาพอากาศที่แตกต่างกัน เช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และความแห้งแล้ง สามารถนำไปสู่การพิจารณาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และสังคมได้ เนื่องจากเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ฝนที่ตกหนัก รวมถึงภัยแล้งด้วย ซึ่งอาจหมายถึงการใช้หลักการ ‘เมืองฟองน้ำ’ (Sponge city) เช่น การรวบรวมน้ำในช่วงที่มีฝนตกชุก แล้วเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ความจริงก็คือ มีแนวทางมากมายในการปรับตัวและการประเมินความเสี่ยง และผู้คนก็รู้สึกหนักใจกับวิธีการทั้งหมดเหล่านี้ ดังนั้น ISO14091 ก็เหมือนกับมาตรฐานกรอบงาน ISO14090 ที่ช่วยสรุปและย่อแนวปฏิบัติและหลักการที่ดีที่สุดเอาไว้ใช้งาน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเราต้องปรับเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ ไม่ว่าจะอย่างไร การปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีตราบเท่าที่เรามีเครื่องมือและกลไกในการกำหนดเป้าหมายที่จับต้องได้และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด  ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอจะเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับแนวทางการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบนโลกของเรานี้

ที่มา :   

1. https://www.iso.org/contents/news/2022/02/infrastructures-portuaires-cap-s.html
2.
https://www.thairath.co.th/news/foreign/2328465

อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของประเทศ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถต่อยอดจากอุตสาหรรมเดิมที่มีอยู่และพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งหมายความว่าประชากรต้องมีรายได้มากกว่า 12,800 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี  ประเทศไทยจึงได้กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนดังกล่าว และใช้มาตรการต่างๆ สนับสนุนเพื่อให้มีการลงทุนในประเทศไทยและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์  ในการดำเนินธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในระดับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ดังนั้น “มาตรฐาน” จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งและไม่อาจมองข้ามไปได้

หลังจากไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ISO 13485 เมื่อปี 2559 (ค.ศ.2016) เพื่อให้อุตสาหกรรมการแพทย์ได้นำระบบมาตรฐานการจัดการด้านคุณภาพไปใช้งานแล้ว สามปีต่อมา ไอเอสโอก็ได้เผยแพร่มาตรฐาน ISO 14971, Medical devices – Application of risk management to medical devices ซึ่งเป็นข้อกำหนดด้านการจัดการความเสี่ยงสำหรับเครื่องมือแพทย์โดยเฉพาะ เนื่องจากอันตรายเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงกับผู้ป่วยหรือบุคลากรทางการแพทย์ได้

มาตรฐาน ISO 13485 ช่วยให้มีกระบวนการจัดการความเสี่ยงโดยมีการระบุคำศัพท์ หลักการ และกระบวนการสำหรับการจัดการความเสี่ยงของอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงซอฟต์แวร์ในฐานะเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นำตัวอย่างของเหลวหรือชิ้นส่วนจากร่างกายมนุษย์มาทำการตรวจสอบวินิจฉัยโรค

กระบวนการที่อธิบายไว้ในมาตรฐาน ISO 14971  มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ในการระบุอันตรายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ ประเมินและประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ควบคุมความเสี่ยงเหล่านั้น และติดตามประสิทธิภาพของการควบคุมด้วย ทั้งนี้ การจัดการความเสี่ยงสามารถเป็นส่วนสำคัญของระบบการจัดการคุณภาพได้ ซึ่งมาตรฐานฉบับนี้ได้ให้แนวคิดของความเสี่ยง และกระบวนการจัดการความเสี่ยงสำหรับเครื่องมือแพทย์ไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นมุมมอง ตัวอย่างอันตราย สถานการณ์ที่เป็นอันตราย ไปจนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ข้อกำหนดของเอกสารนี้มีผลบังคับใช้กับทุกขั้นตอนในวงจรชีวิตของเครื่องมือแพทย์  และกระบวนการที่อธิบายไว้ในข้อกำหนดนี้สามารถใช้กับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ เช่น ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความเข้ากันได้ทางชีวภาพ ความปลอดภัยของข้อมูลและระบบ ไฟฟ้า ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว การแผ่รังสี และความสามารถในการใช้งาน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานนี้ไม่ได้กำหนดให้ผู้ผลิตต้องมีระบบการจัดการคุณภาพ และไม่สามารถนำไปใช้กับการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจหรือการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือแพทย์ในบริบทของขั้นตอนทางคลินิก

โดยสรุป วัตถุประสงค์หลักของมาตรฐาน ISO 14971 คือเพื่อให้ผู้นำไปใช้งานสามารถลดความเสี่ยงและบริหารความเสี่ยงเครื่องมือแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิผล

เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน  ไอเอสโอยังได้จัดทำรายงานทางวิชาการเพื่อให้คำแนะนำในการใช้งานมาตรฐาน ISO 14971 ด้วยซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรฐาน ISO/TR 24971, Medical devices – Guidance on the application of ISO 14971

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:
1. https://bit.ly/3ri1vgY
2.
https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:14971:ed-3:v1:en

ทุกวันนี้ ผู้คนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้มากขึ้นโดยใช้ทักษะและทรัพย์สินของตนให้ดียิ่งขึ้นจากการนำหลักการของเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) มาใช้ในกิจการของตน  และเศรษฐกิจแบ่งปันก็เป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก รวมทั้งมีศักยภาพที่จะเป็นปัจจัยหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจแบ่งปันสามารถสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงบุคคลและองค์กรที่มีทรัพย์สินและทักษะที่ไม่ได้ใช้กับผู้ที่ต้องการใช้ ช่วยให้บริการและผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายขึ้น สนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการ และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วยรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นซึ่งเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ  และการเปลี่ยนจากการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเป็นการแบ่งปันผ่านรูปแบบใหม่นั้นช่วยให้สามารถใช้ทรัพยากรจนเกิดประโยชน์สูงสุดและมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย

ล่าสุด ไอเอสโอได้พัฒนาและเผยแพร่มาตรฐานใหม่เกี่ยวกับหลักการของเศรษฐกิจแบ่งปันเพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าของเศรษฐกิจแบ่งปันดังกล่าว

ISO 42500, Sharing economy เป็นมาตรฐานหลักการทั่วไปที่ให้แนวทางเพื่อให้แน่ใจว่าการทำธุรกรรมมีความปลอดภัยและมีความเชื่อถือได้โดยการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมที่สุด และเมื่อดำเนินการตามกฎหมายและหลักการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในมาตรฐานแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพนี้ยังสามารถช่วยสนับสนุนวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

ดร.เคอร์นาฮัน เวบบ์ ผู้ประสานงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวให้ความเห็นว่าปัญหาเช่นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และความคาดหวังอื่นๆ ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจการแบ่งปัน  นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคอื่นๆ ได้แก่ การขาดการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ การละเมิดการปกป้องข้อมูล และไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจนในการยื่นเรื่องร้องเรียน

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจการแบ่งปันมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกของเราอย่างแท้จริง  ไม่ว่าจะเป็นการลดการบริโภคเกิน และการสร้างชุมชน  การเติบโตนี้ขึ้นอยู่กับการมีรากฐานที่มั่นคงของความไว้วางใจที่สร้างขึ้นผ่านความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เมื่อทำการพัฒนามาตรฐาน ISO 42500

มาตรฐานเศรษฐกิจแบ่งปันฉบับแรกนี้เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งซึ่งจะมีมาตรฐานที่มีรายละเอียดมากขึ้นเพื่อใช้ประกอบกัน ซึ่งเมื่อนำมาใช้ร่วมกันจะก่อให้เกิดชุดมาตรฐานที่เสนอแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปันได้อย่างแท้จริง

ISO 42500 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 324, Sharing Economy โดยมีเลขานุการคือ JISC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2774.html

องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล (International Anti-Corruption Day) ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมาตรฐานไอเอสโอที่มีส่วนช่วยทำให้โลกมีความเป็นธรรมมากขึ้นจากการให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการอย่างมีธรรมาภิบาล

การบริหารกิจการด้วยหลักธรรมาภิบาลจะทำให้เกิดการทำงานด้วยถูกต้องตามกฎระเบียบและมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และห่างไกลจากการเกิดคอร์รัปชั่น  การทุจริตคอร์รัปชั่นไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนเท่านั้น  แต่ยังทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน และส่งผลต่อความยากจนอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในสิ่งสำคัญที่องค์การสหประชาชาติบรรจุไว้ในวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 ได้รวมถึงการควบคุมรูปแบบและการแสดงออกของการทุจริตในทุกรูปแบบทั่วโลกด้วย

ปี 2564 เป็นปีที่สำคัญสำหรับการดำเนินการต่อต้านการทุจริตทั่วโลก โดยมีความพยายามที่จะยกระดับความคิดริเริ่มต่อต้านการทุจริตและเร่งดำเนินการตามอนุสัญญาต่อต้านการทุจริตแห่งองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นเครื่องมือเดียวที่มีผลผูกพันทางกฎหมายทั่วโลกและครอบคลุมอย่างแท้จริงต่อสิ่งที่เปรียบเสมือนอาชญากรรมนี้

เนื่องในโอกาสวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล วารสารไอเอสโอโฟกัสได้พูดคุยกับเควิน เบรียร์ผู้ซึ่งต่อสู้กับการติดสินบนและการทุจริตมากว่า 35 ปี ช่วงแรกของการทำงานได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรุงลอนดอน และปัจจุบัน ทำงานในภาคเอกชน เขาได้แสดงออกถึงความมุ่งมั่นตลอดชีวิตในการอุทิศเวลาอย่างมากมายในการช่วยให้องค์กรหลีกเลี่ยงการทำธุรกิจกับคนที่ไม่ดีและบริษัทที่ไม่ดี

นอกจากนี้ เขายังได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการไอเอสโอ ISO/TC 309, Governance of organizations  ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 เบรียร์ได้ตั้งเป้าหมายที่จะวางมาตรฐานไอเอสโอให้เป็นศูนย์กลางในการต่อสู้กับการทุจริต

เควิน เบรียร์ได้เล่าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความท้าทายด้านการทุจริตที่เร่งด่วนที่สุดในปัจจุบัน ผลกระทบของการทุจริตต่อการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งวิธีที่มาตรฐานไอเอสโอสามารถช่วยให้โลกปลอดจากการทุจริต

สำหรับคำถามที่ว่า “การต่อต้านคอร์รัปชั่นเร่งด่วนหรือท้าทายที่สุดในปัจจุบันคืออะไร” เขาตอบว่าต้นทุนการคอร์รัปชั่นทางเศรษฐกิจทั่วโลกนั้นน่าแปลกใจ และบ่อนทำลายความพยายามของทุกประเทศในการพัฒนาชีวิตของพลเมือง สภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ประมาณการเมื่อปี 2561 (ค.ศ.2018) ว่า 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 5% ของ GDP โลก สูญเสียไปกับการคอร์รัปชั่น แม้จะมีความพยายามอย่างดีที่สุดในหลายประเทศเพื่อป้องกันการทุจริต แต่สถานการณ์นั้นยังไม่ดีขึ้นจริง ๆ และผู้ยากไร้และเปราะบางที่สุดในโลกคือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทุจริตมากที่สุด มีรายงานว่ารัฐบาลใช้จ่ายเงิน 7.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปีเพื่อให้บริการดูแลสุขภาพแก่พลเมืองโลก แต่เงินจำนวน 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 7 สูญเสียไปเนื่องจากการทุจริต

องค์การอนามัยโลกประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการให้การรักษาพยาบาลฟรีแก่พลเมืองทุกคนในโลกอยู่ที่ 370 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกด้วยว่าการทุจริตจะทำให้เพิ่มค่าครองชีพในชีวิตประจำวันกับผู้คนโดยทางอ้อม และท้ายที่สุด ยังสามารถนำไปสู่การเพิ่มต้นทุนการผลิตและลดความสามารถในการทำกำไรของการลงทุนอีกด้วย

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติในการต่อต้านการทุจริต ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอมีมูลค่าเพิ่มเปรียบเทียบกับมาตรฐานอื่นๆ  เนื่องจากมาตรฐานไอเอสโอได้รับการพัฒนาโดยใช้แนวทางที่ขับเคลื่อนโดยฉันทามติหรือความเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งสร้างขึ้นจากแนวปฏิบัติที่ดีที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว มาตรฐานของผู้พัฒนาเองนั้นมาจากการจัดอันดับของผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดในโลกในสาขาของตน ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานที่เผยแพร่จึงได้รับการออกแบบมาให้ใช้ได้กับทุกองค์กร โดยไม่คำนึงถึงขนาด ภาคอุตสาหกรรม ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ หรือการโน้มน้าวใจทางการเมือง ซึ่งหมายความว่ามาตรฐานไอเอสโอสามารถให้การวัดประสิทธิภาพที่สอดคล้องกัน แนวทางปฏิบัติที่ดีขึ้น และวิธีการทั่วไปที่ทุกองค์กรสามารถใช้ประโยชน์และนำไปใช้ได้เป็นอย่างดี

ผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ (TC) สามารถใช้แนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของอุตสาหกรรมสำหรับเอกสารได้ ตัวอย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญใน TC 309 ได้สร้าง ISO 37000 ซึ่งให้แนวทางในการกำกับดูแลองค์กร จากนั้น สมาชิกของ TC ก็สร้างรากฐานที่มั่นคงด้วยการเผยแพร่ ISO 37001, Anti-bribery Management (การจัดการต่อต้านการติดสินบน), ISO 37002, Whistleblowing (การแจ้งเบาะแส) และ ISO 37301, Compliance Management (การจัดการการปฏิบัติตามข้อกำหนด) ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญ TC 309 กำลังพัฒนามาตรฐานการสืบสวนภายใน และข้อเสนอใหม่ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนามาตรฐานในมาตรการต่อต้านการฉ้อโกง  มาตรฐานเหล่านี้ เมื่อนำมารวมกัน ก็จะสามารถนำมาใช้เพื่อให้มีแนวทางที่บูรณาการมากขึ้นในการต่อสู้กับการทุจริตทั่วโลก

สำหรับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมของมาตรฐานไอเอสโอ ISO 37001 ในการต่อต้านการทุจริตนั้น เขากล่าวว่ามาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการให้สินบน ซึ่งเป็นข้อกำหนดพร้อมคำแนะนำสำหรับการใช้งาน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั่วโลกโดยมีคุณค่าในการต่อสู้กับการติดสินบนและการทุจริต  อันที่จริง มีการใช้มาตรฐาน ISO 37001 แล้วโดยองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายแห่ง เช่น Microsoft (สหรัฐอเมริกา), Alstom (ฝรั่งเศส), Eni (อิตาลี) และ SKK Migas (อินโดนีเซีย) เป็นต้น

มาตรฐาน ISO 37001 ยังได้รับการยอมรับถึงคุณค่าอย่างแท้จริงจากรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก ส่งผลให้ประเทศเปรูและสิงคโปร์ยอมรับมาตรฐาน ISO 37001  และที่น่าสนใจคือ มาตรฐานนี้ยังได้รับการอ้างถึงว่าเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่แนะนำโดยองค์กรกีฬาระดับนานาชาติหลายแห่ง ซึ่งไอเอสโอหวังว่าเมื่อมีการนำมาตรฐานนี้ไปใช้ในอีกไม่กี่เดือนและหลายปีต่อจากนี้ ก็จะทำให้พลเมืองทั่วโลกได้รับประโยชน์อย่างมากมาย รวมทั้งส่งผลดีต่อสังคมและเศรษฐกิจด้วย

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2772.html

นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งการคมนาคมขนส่งที่เกือบจะหยุดนิ่ง แต่ปัจจุบัน เมื่อผู้คนทั่วโลกกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง สิ่งที่ย้ำเตือนเราก็คือความสำคัญของการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้คนต้องเดินทางไปทำงานยังสถานที่ต่าง ๆ เราจะเตรียมการรับมืออย่างไร ไอเอสโอมีคำตอบให้กับเราในมาตรฐานสากลฉบับใหม่ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2564

ISO 31030, Travel risk management – Guidance for organizations เป็นมาตรฐานฉบับใหม่ล่าสุดที่จะให้คำแนะนำแก่องค์กรทุกประเภทเกี่ยวกับวิธีจัดการความเสี่ยงในการเดินทาง คำแนะนำดังกล่าวเหมาะสำหรับองค์กรโดยให้แนวทางในการประเมินปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง สิ่งที่สามารถทำได้หากมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น รวมทั้งวิธีการพัฒนาแผนในการจัดการและสื่อสารด้วย

มาตรฐานนี้ครอบคลุมถึงการวางแผนล่วงหน้าและการประเมินความเสี่ยงของจุดหมายปลายทางและการเตรียมการเดินทาง มาตรการรักษาความปลอดภัยและความปลอดภัยของข้อมูล ความท้าทายในการขนส่งการเดินทาง และการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน เป็นต้น

เควิน ไมเยอร์ส ผู้ประสานงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานกล่าวว่า ISO 31030 ช่วยให้องค์กรไม่เพียงแต่ปกป้องพนักงานขององค์กรเมื่อเดินทางในลักษณะที่ครอบคลุมเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่หนักแน่นและเชื่อถือได้

ความเสี่ยงด้านการเดินทางนั้นแปรผันและเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากตามจุดหมายปลายทาง สถานการณ์ทางการเมืองหรือสุขภาพ และไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่สามารถใช้ได้กับจุดหมายปลายทางทุกแห่งหรือกับนักท่องเที่ยวทุกคน

เขากล่าวว่ามาตรฐาน ISO 31030 เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรทุกประเภทสามารถวางแผนได้จริงและครอบคลุมทุกสถานที่และทำให้พนักงานปลอดภัยเมื่อต้องเดินทาง

สำหรับจุดมุ่งหมายที่สำคัญประการหนึ่งของมาตรฐานฉบับนี้คือเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมที่มีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางอย่างจริงจัง โดยใช้ทรัพยากรเพียงพอ และจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง

ประโยชน์ดังกล่าวรวมถึงเรื่องต่างๆ อีกหลายอย่างดังต่อไปนี้ คือ การปกป้องบุคลากร ข้อมูล ทรัพย์สินทางปัญญาและทรัพย์สิน การลดการเปิดเผยทางกฎหมายและการเงิน การทำธุรกิจในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง การเสริมสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กร ซึ่งอาจส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขัน การหมุนเวียนของพนักงาน และการจัดหาผู้มีความสามารถ การปรับปรุงความมั่นใจของผู้ปฏิบัติงานในเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย และการรักษาความปลอดภัยในเรื่องการเดินทาง การมีส่วนสนับสนุนความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและความยืดหยุ่นขององค์กร การแสดงให้เห็นถึงความสามารถขององค์กรในการควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ซึ่งสามารถช่วยลดเบี้ยประกันได้ การให้การรับรองแก่คู่ค้าทางธุรกิจ ดังนั้น ธนาคารและนักลงทุนจะเต็มใจที่จะให้เงินทุนแก่ธุรกิจมากขึ้น การช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าในแง่ของความปลอดภัยและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน  การเพิ่มผลผลิตทั่วไป  ตลอดจนการมีส่วนสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยการเสริมสร้างมิติทางสังคมของความยั่งยืน

ISO 31030 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 262, Risk management โดยมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหราชอาณาจักร

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา :  

1. https://www.iso.org/news/ref2730.html
2. https://www.iso.org/obp/ui/#iso:std:iso:31030:ed-1:v1:en

การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทุกอุตสาหกรรมรวมทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมนี้ขาดทุนไปแล้วถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2563 เพียงปีเดียว ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงทั้งต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมาก  ดังนั้น วันท่องเที่ยวโลกในปีนี้จึงได้มีการกำหนดหัวข้อ “การท่องเที่ยวเพื่อการเติบโตอย่างครอบคลุม” (Tourism for Inclusive Growth) ด้วยการยอมรับการสนับสนุนที่สำคัญซึ่งการท่องเที่ยวไม่เพียงแต่สร้างมาเพื่อเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมทั่วโลกอีกด้วย และไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานสากลจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยในการเริ่มต้นฟื้นตัวจากภาวะซบเซาอันเนื่องมาจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19

เมื่อเร็วๆ นี้ ไอเอสโอได้เผยแพร่เอกสารข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ คือ ISO/PAS 5643, Tourism and related services - Requirements and guidelines to reduce the spread of COVID-19 in the tourism industry เพื่อตอบสนองต่อการระบาดใหญ่โดยตรงและลดการแพร่กระจายของ COVID-19 ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (PAS) ดังกล่าวได้ให้คำแนะนำที่จะช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอกสารนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการใช้มาตรการที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทุกคนและสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพของบริการให้กับนักท่องเที่ยว

ข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (PAS)  ดังกล่าวยังได้รับการรับรองโดย European Committee for Standardization (CEN) ให้เป็นตราประทับความปลอดภัยด้าน COVID-19 สำหรับการท่องเที่ยวในยุโรป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในแนวทางปฏิบัติและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วทั้งภูมิภาคด้วย

ไอเอสโอเชื่อว่าการเดินทางและการท่องเที่ยวควรเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนมีความสุขได้ไม่ว่าจะมีความสามารถทางกายภาพเป็นอย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุนี้  เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน  ISO 21902,Tourism and related services – Accessible tourism for all – Requirements and recommendations ISO21902 ซึ่งเป็นข้อกำหนดและคำแนะนะด้านการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการท่องเที่ยวของคนทุกวัยอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงใครก็ตามที่อาจประสบปัญหาในการเข้าถึงบริการการท่องเที่ยว เช่น ผู้ทุพพลภาพและผู้สูงอายุ เป็นต้น

มาตรฐานไอเอสโอดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรฐานที่ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  คณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services ได้เผยแพร่มาตรฐานมากกว่า 30 ฉบับเพื่อปรับปรุงบริการด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ได้รับการคุ้มครอง การจัดการที่พักอย่างยั่งยืน และการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย เป็นต้น

มาตรฐานทั้งหมดนี้มีส่วนโดยตรงในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) จำนวน 17 ข้อ รวมถึง SDG 1  การขจัดความยากจน(No poverty) SDG 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ(Decent Work and Economic Growth) และ SDG 13 ปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)

สำหรับเลขานุการคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ  ISO/TC 228 คือ UNE ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสเปน

ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2722.html

องค์การสหประชาติได้กำหนดให้วันที่ 7 กันยายนของทุกปี เป็นวันสากลอากาศสะอาดเพื่อท้องฟ้าสดใส (International Day of Clean Air for blue skies)

วันสากลอากาศสะอาดเพื่อท้องฟ้าสดใสถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2563 (2020) อันเป็นผลจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ ซึ่งตระหนักถึงความสำคัญของอากาศบริสุทธิ์ต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตของมนุษย์

สำหรับหัวข้อสำหรับวันสากลอากาศบริสุทธิ์เพื่อท้องฟ้าสดใสในปีนี้คือ “อากาศที่ดีต่อสุขภาพ โลกที่ดีต่อสุขภาพ” (Healthy Air, Healthy Planet) ซึ่งเน้นถึงผลกระทบต่อสุขภาพของมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19 ดังนั้น ในปีนี้ จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดลำดับความสำคัญของความต้องการอากาศที่ดีต่อสุขภาพของทุกคน ในขณะเดียวกันก็ให้ความสนใจครอบคลุมประเด็นสำคัญอื่น ๆ ด้วย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สุขภาพของมนุษย์และดาวเคราะห์ ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น

การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อโลกของเรา โลกของเราก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกัน สำหรับไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน มีมาตรฐานหลายร้อยมาตรฐานที่แสดงถึงความเห็นพ้องต้องกันระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศทั้งภายในอาคารและกลางแจ้ง ซึ่งรวมถึงมาตรฐานสำหรับการวัดมลพิษทางอากาศและการปล่อยมลพิษ อากาศในที่ทำงาน อากาศภายในอาคาร และเทคโนโลยีที่ลดมลภาวะทั้งภายในและภายนอก

มาตรฐานลดมพิษ ช่วยชีวิตมนุษย์

มลพิษทางอากาศมีส่วนทำให้มนุษย์ทั่วโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควรประมาณ 6.5 ล้านคน การค้นหาวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดอนุภาคที่เป็นอันตรายและช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณภาพของอากาศที่หมุนเวียนในสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ก๊าซที่เป็นอันตราย อนุภาค กลิ่น จุลินทรีย์ และการปล่อยมลพิษจากผลิตภัณฑ์และการตกแต่งอาคาร

ไอเอสโอ จึงได้พัฒนามาตรฐาน  ISO 7708, Air quality – Particle size fraction definitions for health-related sampling ซึ่งเป็นมาตรฐานคุณภาพอากาศ –คำนิยามเศษส่วนของขนาดอนุภาคสำหรับการสุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ   และมาตรฐาน ISO 13138,Air quality – Sampling conventions for airborne particle deposition in the human respiratory system ซึ่งเป็นมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เป็นข้อตกลงการสุ่มตัวอย่างสำหรับการสะสมอนุภาคในอากาศในระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ นอกจากนี้ ยังมีชุดมาตรฐาน  ISO 16000 series สำหรับอากาศภายในอาคารด้วย มาตรฐานเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของมาตรฐานที่สนับสนุนเทคโนโลยีเหล่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่ช่วยให้ผู้คนราว 3 พันล้านคนซึ่งต้องพึ่งพาไฟเปิดที่ก่อมลพิษหรือเตาที่ไม่มีประสิทธิภาพในการปรุงอาหารได้รับความปลอดภัยมากขึ้น เพราะเตาไฟแบบเปิดโล่งทำให้ผู้ใช้งานต้องเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร  ซึ่งมาตรฐานนั้นก็คือ ISO 19869, Clean cookstoves and clean cooking solutions – Field testing methods for cookstoves ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับเตาปรุงอาหารที่สะอาดและช่วยให้มีการทำอาหารที่สะอาด  พร้อมทั้งมีวิธีการทดสอบภาคสนามสำหรับเตาปรุงอาหาร สามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการพัฒนาอุปกรณ์การปรุงอาหารที่สะอาดกว่า และยังเป็นแนวทางในการประเมินวิธีการที่มีอยู่สำหรับการทดสอบเตาปรุงอาหาร ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ด้วย

มาตรฐานไอเอสโอช่วยลดมลพิษให้โลกของเรา

ไอเอสโอยังมีมาตรฐานอีกมากมายที่สนับสนุนวิธีการลดมลพิษทางอากาศ เช่น มาตรฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริด และเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งรวมถึง ISO 20762, Electrically propelled road vehicles – Determination of power for propulsion of hybrid electric vehicle ซึ่งเป็นมาตรฐานยานพาหนะสำหรับถนนที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และการกำหนดกำลังสำหรับการขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด และ ISO 23274, Hybrid-electric road vehicles – Exhaust emissions and fuel consumption measurements ซึ่งเป็นมาตรฐานยานยนต์สำหรับถนนที่ใช้ไฟฟ้าแบบไฮบริด  และการวัดการปล่อยไอเสียและการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง

มาตรฐานทั้งหมดเหล่านี้มีส่วนสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) หลายประการรวมถึงเป้าหมายด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (SDG 3: Good health and wellbeing) พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ (SDG 7: Affordable and clean energy) และปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13)

นอกจากการนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้โดยองค์กรต่างๆ แล้ว  เราในฐานะปัจเจกบุคคลก็สามารถช่วยกันทำให้อากาศสะอาดขึ้นได้เช่กัน ด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากร ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ลดการเผาไหม้  เปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือก และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อให้โลกของเรามีอากาศที่ดีขึ้นและมีท้องฟ้าที่สดใสมากขึ้น

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือส่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2715.html

เมื่อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้เราได้มีโอกาสเห็นความเปราะบางในองค์กรและระบบที่เกิดขึ้น แต่สำหรับผู้ที่เตรียมรับสิ่งที่ไม่คาดฝันมักจะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว  และเมื่อเดือนสิงหาคม 2564 ไอเอสโอได้เผยแพร่บทเรียนที่ได้รับจากการระบาดใหญ่โดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญระดับระหว่างประเทศ พวกเขาได้นำประสบการณ์ แนวคิด และกรอบการดำเนินงานอย่างเป็นระบบที่ได้เรียนรู้จากการฟื้นฟูและกลับเข้าสู่การดำเนินธุรกิจอีกครั้งจากการระบาดใหญ่ในครั้งนี้ซึ่งทำให้สามารถสร้างการปรับตัวหรือความยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี

ผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการระบาดใหญ่แล้วนำมาพัฒนาเป็นเอกสารทางวิชาการที่มีชื่อว่า ISO/TS 22393, Security and resilience – Community resilience – Guidelines for planning recovery and renewal

เอกสารข้อกำหนดทางวิชาการ ISO/TS 22393 ได้ให้แนวทางในการพัฒนาแผนการกู้คืนและกลยุทธ์การทำให้เกิดการดำเนินงานขึ้นมาใหม่ (renewal) จากเหตุฉุกเฉิน ภัยพิบัติ หรือวิกฤตที่สำคัญ เช่น การระบาดใหญ่ของ COVID-19  โดยให้แนวทางในการระบุกิจกรรมการทำธุรกรรมระยะสั้นที่จำเป็นในการสะท้อนและเรียนรู้ ทบทวนความพร้อมของส่วนต่างๆ ของระบบที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต และการกลับคืนสู่สถานะการดำเนินงานเพื่อสร้างการเตรียมพร้อม นอกจากนี้ ยังแยกแยะมุมมองการกู้คืนระยะยาวที่เรียกว่าการกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้ง (Renewal)

ในการอธิบายเรื่อง Renewal  เอกสารดังกล่าวได้ให้แนวทางในการระบุความคิดริเริ่มที่มีวิสัยทัศน์เพื่อจัดการกับผลกระทบเชิงกลยุทธ์และโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านการริเริ่มที่เปลี่ยนแปลงและท้าทาย แผนฟื้นฟูช่วยเสริมความพร้อมหลังวิกฤตและกลยุทธ์การ Renewal ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น แนวทางนี้ครอบคลุมถึงวิธีการทั้งในการกู้คืนและการกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้ง ซึ่งจำเป็นต้องระบุกิจกรรมที่ปรับขนาดให้เข้ากับผู้คน สถานที่ กระบวนการ และพันธมิตร เป็นต้น

เอกสารนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและการกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้งของชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับระหว่างประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากภาครัฐ เอกชน ภาคสมัครใจ ชุมชนและกิจการเพื่อสังคม เป็นต้น

ดันแคน ชอว์ หัวหน้าโครงการของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนาเอกสารดังกล่าวระบุว่า เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมาแล้ว องค์กรส่วนใหญ่เพียงต้องการกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด แต่การทำเช่นนี้อาจทำให้พลาดโอกาสอันมีค่า

เนื่องจากการหยุดชะงักครั้งใหญ่อาจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่สำคัญบางอย่าง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ

การฟื้นฟูเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น การกลับเข้าสู่การดำเนินงานอีกครั้ง ทำให้มีการสร้างความสัมพันธ์ ในขณะที่ข้อบกพร่องและจุดอ่อนรวมทั้งความไม่เท่าเทียมกันต่างๆ ก็ได้รับการแก้ไข สิ่งเหล่านี้เกี่ยวกับการปรับรูปแบบการดำเนินการเพื่อสร้างการปรับตัวหรือความยืดหยุ่นในระยะยาว

ดันแคนยังกล่าวด้วยว่าแนวทางปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูและ ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนแรกๆ ของการระบาดใหญ่ และการพัฒนาเกี่ยวข้องกับการสัมภาษณ์และการหารือกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลก ผลลัพธ์ที่ได้คือแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากลโดยใช้ประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนองค์กรระดับท้องถิ่นและระดับประเทศในการจัดการกับ COVID-19 ซึ่งช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในกรอบความคิดจากเพียงแค่การกู้คืนให้กลายเป็นการกู้คืนและกลับเข้าสู่การดำเนินธุรกิจอีกครั้ง (Renewal) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในองค์กรหรือชุมชนที่มีการใช้งานมาตรฐานนี้

ISO/TS 22393 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience โดยมีเลขานุการคือ SIS ซึ่งเป็นสมาชิกของสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน

ผู้สนใจเอกสารทางวิชาการดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือส่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2714.html

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างแบรนด์ (Branding) ให้ลูกค้ารู้จักและจดจำได้  การสร้างประสบการณ์ที่ประทับใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ Sensory Marketing เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สามารถสร้างประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าให้ลูกค้าได้รับรู้ลงลึกไปถึงจิตใต้สำนึก ซึ่งเป็นการตลาดที่ทำให้ลูกค้าจดจำสินค้าของแบรนด์นั้นได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ไอเอสโอจึงจัดทำมาตรฐานสำหรับการพิสูจน์การกล่าวอ้างทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคมากมายได้มีการกล่าวอ้างถึงความมหัศจรรย์ทางประสาทสัมผัสต่างๆ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ทำให้เกิดความประทับใจในรสชาติ ความรู้สึก และกลิ่นที่หอมเกินกว่าจะจินตนาการได้ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่มีการกล่าวอ้างถึงนวัตกรรมต่างๆ เหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดคำถามขึ้นอย่างมากมายตามหลักวิทยาศาสตร์สำหรับคำกล่าวอ้างเหล่านั้น และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ไอเอสโอได้ประกาศมาตรฐานใหม่สำหรับการวิเคราะห์ประสาทสัมผัส เมื่อเดือนมีนาคม 2564

ISO 20784, Sensory analysis – Guidance on substantiation for sensory and consumer product claims, เป็นมาตรฐานที่มีจุดมุ่งหมายในการให้คำแนะนำนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทางประสาทสัมผัส ผู้ทำหน้าที่พิสูจน์สารที่ใช้โดยผู้ผลิต เพื่อสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ มาตรฐานฉบับนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถออกแบบการทดสอบที่เหมาะสมกับการคำกล่าวอ้างที่เขากล่าวถึงสรรพคุณรวมทั้งประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ด้วย

คริสทีน วาน ดอนเก็น ผู้จัดการโครงการของคณะกรรมการผู้จัดทำมาตรฐาน กล่าวว่า มาตรฐาน ISO 20784 ได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลัก และการนำมาตรฐานนี้ไปประยุกต์ใช้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับข้อความข่าวสารที่ผลิตภัณฑ์สื่อออกไปมีหลักฐานและผลการทดสอบมาสนับสนุนอย่างชัดเจน  รวมทั้งมีการจัดทำการวิเคราะห์และการรวบรวมข้อมูลด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ด้วย

ท้ายที่สุดแล้ว มาตรฐานนี้จะช่วยปกป้องผู้บริโภคจากการสื่อสารที่อาจทำให้เข้าใจผิด และทำให้ “รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส” ที่มีการกล่าวอ้างสามารถเชื่อถือได้โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิงอย่างชัดเจน

ISO 20784 มีการจำแนกประเภทและตัวอย่าง โดยเน้นประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบ กรณีศึกษา และแหล่งอ้างอิง ซึ่งมีการเผยแพร่โดยคณะอนุกรรมการ SC 12การวิเคราะห์ประสาทสัมผัส, ของคณะกรรมการเทคนิค  ISO/TC 34, ผลิตภัณฑ์อาหาร

ผู้สนใจมาตรฐาน ISO 20784 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2646.html