ข้อมูลของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ระบุว่าประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่กันอย่างเบียดเสียดในเมืองซึ่งมีส่วนที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 70% และการที่จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ เมืองต่างๆ จำเป็นต้องมีแนวทางในการทำให้คาร์บอนเป็นศูนย์

แนวทางที่จะทำได้คือ  การทำให้ระบบต่างๆ ของเมืองมีประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบ เช่น การใช้พลังงานสะอาด การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ การสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนซึ่งใช้ทรัพยากรน้ำ ของเสีย และวัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

ไอเอสโอมีมาตรฐานอยู่นับพันฉบับที่ช่วยให้ผู้นำของเมืองต่างๆ สามารถดูแลใส่ใจตามคำแนะนำของสภาเศรษฐกิจโลกและทำให้เมืองสะอาดสะอ้านขึ้น ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้นและมีความยั่งยืนมากขึ้นภายใต้กรอบการดำเนินงานที่ต้องต่อสู้ด้วยปฏิบัติการของปัจเจกชนที่ช่วยให้มีการสร้างสภาพแวดล้อมในเมืองที่ตอบสนองความต้องการของพลเมืองในปัจจุบันพร้อมทั้งลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นสำหรับตัวเราเองและโลกของเรา

เริ่มต้นด้วยแนวทางแบบองค์รวมเชิงระบบ
การมีความเข้าใจที่ชัดเจนว่าเมืองที่ยั่งยืนคืออะไรเป็นสิ่งที่มีความหมายและยังเป็นเรื่องที่เมืองจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่เมืองแห่งความยั่งยืนได้

มาตรฐาน ISO 37101, Sustainable development in communities – Management system for sustainable development – Requirements with guidance for use ได้จัดเตรียมกรอบการดำเนินงานโดยรวมสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในชุมชนซึ่งช่วยให้เมืองกำหนดวัตถุประสงค์และจัดเตรียมกลยุทธ์ให้พร้อมสำหรับการบรรลุเป้าหมายของเมือง มาตรฐานระบบการจัดการนี้ครอบคลุมทุกสิ่งที่เมืองต้องให้ความสำคัญโดยผู้นำของเมือง เช่น การใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ การจัดการสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่และสุขภาพของพลเมือง การปกครอง  เป็นต้น

มาตรฐาน ISO 37101 ได้รับการสนับสนุนโดยมาตรฐานอื่นๆ อีกหลายมาตรฐานในเรื่องต่างๆ เช่น คำศัพท์ (ISO 37100) และตัวชี้วัดหลักสำหรับการวัดสมรรถนะของบริการของเมือง (ISO 37120) เป็นต้น

ผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานนี้ได้พัฒนาเอกสารแนวทางสำหรับโครงสร้างชุมชนอัจฉริยะ รวมทั้งมุมมองที่สำคัญเช่น การขนส่งอย่างมาตรฐาน ISO 37161, Smart community infrastructures – Guidance on smart transportation for energy saving in transportation services ซึ่งจัดเตรียมแนวทางสำหรับอุตสาหกรรมขนส่ง รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลแห่งชาติพร้อมด้วยคำแนะนำวิธีการลดพลังงานที่ใช้ในการขนส่งสำหรับผู้โดยสาร การขนส่ง และบริการไปรษณีย์

เศรษฐกิจหมุนเวียนคืออนาคตของโลก
การเปลี่ยนแปลงจากสังคมที่ทิ้งขว้างสิ่งของเหลือใช้กลายมาเป็นการให้ความสำคัญกับสิ่งของทุกอย่างซึ่งสามารถนำไปใช้ซ้ำหรือแปรรูปได้อีก  คืออนาคตที่ยั่งยืนซึ่งมีการอนุรักษ์ทรัพยากรอันมีค่ายิ่งของโลกเอาไว้ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “เศรษฐกิจหมุนเวียน”

จากข้อมูลของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) ระบุว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนคือโอกาสที่มีมูลค่านับล้านล้านเหรียญสหรัฐซึ่งสามารถสร้างงานและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ ไอเอสโอจึงตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของอนาคตที่ยั่งยืนและได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 80 ประเทศเพื่อร่วมกันพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน

มาตรฐานที่คณะกรรมการดังกล่าวกำลังพัฒนาอยู่ก็คือ มาตรฐาน ISO 59004, Circular economy – Framework and principles for implementation ซึ่งให้กรอบการทำงานและหลักการสำหรับการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ มาตรฐาน ISO 59010, Circular economy – Guidelines on business models and value chains ซึ่งให้แนวทางโมเดลธุรกิจและห่วงโซ่คุณค่า รวมทั้ง ISO/TR 59031, Circular economy – Performance-based approach – Analysis of cases studies ซึ่งเป็นรายงานวิชาการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ค้นหาแนวทางเชิงสมรรถนะด้วยการวิเคราะห์กรณีศึกษา

การจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ
การที่องค์กรมีระบบการจัดการพลังงานที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ อย่างมาตรฐาน ISO 50001, Energy management systems – Requirements with guidance for use จะช่วยให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ สามารถบรรลุประสิทธิผลและรู้ว่าควรปรับปรุงในส่วนใดบ้าง

ส่วนมาตรฐาน ISO 17742, Energy efficiency and savings calculation for countries, regions and cities มีเป้าหมายสำหรับชุมชนโดยเฉพาะและจัดเตรียมวิธีการที่ใช้ตัวชี้วัดเป็นพื้นฐานสำหรับการคำนวณการประหยัดพลังงานซึ่งนำมาพิจารณาสำหรับผู้ใช้งานขั้นสุดท้าย เช่น บ้านเรือน อุตสาหกรรม บริการ เกษตรกรรม และการขนส่ง เป็นต้น

มาตรฐานเพื่อความยั่งยืนสำหรับการใช้พลังงานอาคาร
ขณะที่ประชากรโลกกำลังเพิ่มมากขึ้น ความต้องการในการใช้พลังงานก็มีมากขึ้นตามไปด้วย มีข้อมูลระบุว่าเมื่อปี 2562 (ค.ศ.2019) ภาคส่วนพลังงานทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28% ซึ่งในด้านอาคารและการก่อสร้างเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพเป็นอย่างมากในการปรับปรุงประสิทธิภาพและการบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์

คณะอนุกรรมการวิชาการของไอเอสโอ SC 17, Sustainability in buildings and civil engineering works กำลังพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยสร้างโอกาสในการสนับสนุนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในทุกแง่มุมของการค้าด้านอาคาร รวมถึงมาตรฐาน ISO 15392, Sustainability in buildings and civil engineering works – General principles และมาตรฐานชุด ISO 16745 ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ทำให้การวัดและการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอาคารเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมอาคารและอุตสาหกรรมก่อสร้าง

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เน้นระบบ บริการ และกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองอันมีระบบที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ  ช่วยให้หลายสิ่งหลายอย่างในเมืองเป็นไปได้นับตั้งแต่การปรับปรุงการใช้พลังงานไปจนถึงการลดปัญหาจราจรติดขัด

แม้ว่าเรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก แต่ชุดมาตรฐานใหม่ก็มีส่วนทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเพราะมีการให้มุมมองของภาพรวมที่ชัดเจนว่าระบบต่างๆ มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร ดังนั้น ผู้นำของเมืองจึงสามารถระบุได้ว่าควรจะปรับปรุงส่วนใดเพื่อความมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับมาตรฐาน ISO/IEC 30145-3, Information technology – Smart City ICT reference framework – Part 3: Smart city engineering framework เน้นเรื่องกรอบการทำงานของวิศวกรรมเมืองอัจฉริยะจากมุมมองด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประกอบด้วยระบบวิศวกรรมทั้งแนวตั้งและแนวนอนซึ่งให้ภาพที่ชัดเจนสำหรับเทคนิคที่แตกต่างกันและองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับกระบวนการธุรกิจเมืองอัจฉริยะ

ไอเอสโอได้ร่วมกับไออีซีพัฒนาชุดมาตรฐานใหม่นี้ซึ่งจะรวมถึงมาตรฐาน ISO/IEC 30145-1, Information technology – Smart City ICT reference framework – Part 1: Smart city business process framework, และ ISO/IEC 30145-2, Information technology – Smart City ICT reference framework – Part 2: Smart city knowledge management framework ด้วย

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2627.html
  2. https://www.weforum.org/agenda/2021/01/cities-climate-decarbonize-integrated/

องค์กรหรือบริษัทที่มีห้องปฏิบัติการทดสอบ จำเป็นต้องมีการทวนสอบและพิสูจน์ความใช้ได้ว่าวิธีการทดสอบที่มีอยู่อย่างหลากหลายมากมายนั้นมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะตอบสนองต่อกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของอาหารที่เข้มงวด รวมทั้งทำให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน

ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญของไอเอสโอได้ร่วมกันพัฒนามาตรฐาน ISO 16140-3, Microbiology of the food chain – Method validation – Part 3: Protocol for the verification of reference methods and validated alternative methods in a single laboratory ซึ่งมีคู่มือขั้นตอนการดำเนินงานและการยอมรับเกณฑ์ที่นำไปใช้ในวิธีทดสอบในห้องปฏิบัติการทดสอบ และไอเอสโอได้ประกาศใช้ ISO 16140-3 เมื่อเดือนมกราคม 2564 (ค.ศ.2021)

มาตรฐานฉบับนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ห้องปฏิบัติการทดสอบอาหาร ผู้ผลิตตัวอย่างทดสอบ (test kit) และหน่วยงานที่มีอำนาจภาครัฐรวมทั้งผู้ปฏิบัติงานของภาคเอกชนด้านอาหารของคนและอาหารสัตว์ สามารถนำไปใช้เป็นวิธีทดสอบทางจุลชีววิทยาในห้องปฏิบัติการทดสอบของตนเองได้

มาตรฐานดังกล่าวครอบคลุม 2 ระยะ ได้แก่การศึกษาการทวนสอบการนำไปใช้ และการศึกษาการทวนสอบรายการอาหารด้วยการแบ่งแยกโปรโตรคอลออกมาให้ชัดเจนสำหรับการทวนสอบในเชิงคุณภาพ และวิธีทดสอบทางจุลชีววิทยาในเชิงปริมาณ รวมทั้งการยืนยันและ Typing methods โดยมาตรฐานนี้สามารถนำไปใช้ร่วมกับมาตรฐานอีก 5 ฉบับ ซึ่งมีโปรโตคอลสำหรับการทวนสอบวิธีการใหม่และวิธีการทางเลือกในแบบต่างๆ ได้แก่มาตรฐานดังต่อไปนี้

มาตรฐานชุด ISO 16140 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 34, Food products คณะอนุกรรมการวิชาการ Microbiology มีเลขานุการคือ AFNOR ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศส

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2614.html

ปัจจุบัน ผู้บริโภคเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้น การแสดงเส้นทางคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการในการเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตอาหารทะเลสามารถเพิ่มความได้เปรียบได้ด้วย ISO 22948, Carbon footprint for seafood – Product category rules (CFP–PCR) for finfish และมาตรฐานใหม่ที่เพิ่งประกาศนี้เองจะช่วยให้การเลือกอาหารทะเลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องง่ายขึ้น

มาตรฐาน ISO 22948 ระบุรายละเอียดกฎการแบ่งหมวดหมู่ของผลิตภัณฑ์ (PCR) สำหรับการคำนวณและการสื่อสารของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอาหารทะเลที่กำหนดไว้ใน ISO 14067:2018 Greenhouse gases – Carbon footprint of products – Requirements and guidelines for quantification ซึ่งมาตรฐานนี้จะช่วยให้เข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยสามารถอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ด้วยเช่นกัน

วิธีการที่ระบุในเอกสารที่เขียนขึ้นจากข้อกำหนดของมาตรฐานไอเอสโอสำหรับการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์   โดยวิธีการนี้สามารถคำนวณและสื่อสารคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ปลาได้ ตั้งแต่การจับปลาและ/หรือการเพาะเลี้ยงปลาไปจนถึงการบริโภค และวิธีการนี้ยังเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์จากห่วงโซ่คุณค่าการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอีกด้วย

ไอเอสโอเชื่อว่าการใช้มาตรฐานดังกล่าวอย่างแพร่หลายจะเป็นเครื่องมือที่ทรงคุณค่าในการลดการใช้พลังงานและปรับปรุงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมของอุตสาหกรรมอาหารทะเล ในขณะที่ความต้องการผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำของผู้บริโภคก็มีเพิ่มมากขึ้น

มาตรฐาน ISO 22948 ได้รับการพัฒนโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 234, Fisheries and aquaculture, โดยมีเลขานุการคือ SN (Standards Norway)  ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศนอรเวย์

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา : https://www.iso.org/news/ref2611.html

ออสการ์ ไวลด์ นักเขียนและกวีชาวไอริช กล่าวไว้ว่า “การเลียนแบบ คือการยกยอปอปั้นที่จริงใจที่สุด” (Imitation is the sincerest form of flattery.) แต่หากเป็นเรื่องนวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจแล้ว เชื่อว่าไม่มีใครอยากได้คำกล่าวเยินยอด้วยการเลียนแบบเช่นนั้น  เพราะกว่าที่ธุรกิจองค์กรจะปั้นนวัตกรรมออกมาได้สักอย่างหนึ่ง ต้องใช้ทรัพยากรในการลงทุนลงแรง  ตลอดจนเวลาและความพยายามเป็นอย่างสูง

เมื่อกล่าวถึงนวัตกรรม  ธุรกิจและองค์กรจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องมีสิ่งนี้ และนวัตกรรมจะอยู่คู่กับองค์กรต่อไปได้ก็ต้องมีการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ  การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์ และสร้างมูลค่าจากเทคโนโลโลยีหรือนวัตกรรมได้

ปัจจุบัน ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานการจัดการนวัตกรรมด้านแนวทางเครื่องมือและวิธีการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจองค์กรนำไปใช้ในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว

เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาสามารถใช้เป็นตัวช่วยให้ธุรกิจบรรลุวัตถุประสงค์ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดึงดูดนักลงทุน การสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ หรือการเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน

การจัดการกับทรัพย์สินทางปัญญาในทุกขั้นตอนในกระบวนการนวัตกรรมจะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดีและช่วยสร้างการบ่มเพาะอย่างแท้จริง  ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ผลิดอกออกผลต่อไป

มาตรฐาน ISO 56005, Innovation management – Tools and methods for intellectual property management – Guidance เป็นมาตรฐานที่ให้แนวทางและกลยุทธ์ในการช่วยให้องค์กรปกป้องแนวคิดที่ดีที่สุดขององค์กร และใช้นวัตกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด มาตรฐานนี้เน้นในเรื่องกรอบการทำงานของการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา  เครื่องมือการบริหารความเสี่ยง และวิธีการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

มาตรฐาน ISO 56005 เป็นมาตรฐานฉบับล่าสุดในชุดมาตรฐานการจัดการนวัตกรรม ISO 56000 ซึ่งรวมถึงมาตรฐานดังต่อไปนี้ด้วย

สำหรับมาตรฐานอื่นในชุดมาตรฐานนี้ที่ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ได้แก่

มาตรฐานที่อยู่ในกลุ่มของ ISO 56000 ดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 279,  Innovation management  โดยมี AFNOR ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศสเป็นเลขานุการ

หากธุรกิจองค์กรใดมีนวัตกรรมเกิดขึ้นในองค์กรแล้ว อย่าลืมนำมาตรฐาน ISO 56005 ไปใช้เป็นเครื่องมือและแนวทางในการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อปกป้องทรัพย์สินอันมีค่ามากที่สุดขององค์กรเอาไว้

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2605.html
  2. https://www.ryt9.com/s/prg/61422

นับตั้งแต่เกิดโรคระบาด COVID-19  โลกของเราก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อจะต้องเดินทางออกจากบ้าน  เราต้องตระหนักรู้ว่าตนเองเป็นไข้สูงหรือไม่ หรือมีภาวะไม่ปกติซึ่งเสี่ยงที่จะออกไปรับเชื้อภายนอกบ้านหรือไม่ และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้การทำงานพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งลูกจ้างและนายจ้างต่างต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

การยอมรับถึงความจำเป็นต่าง ๆ ทำให้เราต้องทำความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่ตามมา อย่างไรก็ตาม องค์กรก็ต้องมีแนวทางทั่วไปในเชิงป้องกันให้กับพนักงานโดยที่ยังคงสามารถทำงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิผล ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยต้องเร่งทำงานและส่งมอบบันทึกการทำงานให้ทันด้วย

ในขณะที่มาตรฐานสากลโดยเฉลี่ยใช้เวลาในการพัฒนาถึง 3 ปี แต่เอกสารมาตรฐานไอเอสโอที่เรียกว่าข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (ISO/PAS – Publicly Available Specification) นั้นใช้เวลาพัฒนาในช่วงสั้น ๆ เท่านั้นดังเช่นเอกสาร ISO/PAS 45005, Occupational health and safety management – General guidelines for safe working during the COVID-19 pandemic ซึ่งใช้เวลาพัฒนาเพียง 3 เดือนเท่านั้นเพื่อตอบสนองสถานการณ์โรคระบาด COVID-19  และความจำเป็นเร่งด่วนซึ่งต้องใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น

ISO/PAS 45005 ทำให้มีแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระหว่างที่เกิดโรคระบาด COVID-19 และไอเอสโอตั้งใจที่จะนำไปใช้เสริมกับกฎระเบียบและแนวทางระดับประเทศต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วด้วย

ผู้เชี่ยวชาญจาก 26 ประเทศต่างร่วมกันทำงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยในการจัดทำแนวทางในรูปแบบของเอกสารข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานสำหรับสาธารณะที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ (PAS) และได้รับการอนุมัติจากประเทศสมาชิกไอเอสโอทั้ง 80 ประเทศ ทำให้สามารถเผยแพร่ได้ในเดือนธันวาคม 2563 (ค.ศ.2020)

แซลลี่ สวินชวูด ผู้จัดการคณะกรรมการวิชาการที่พัฒนาเอกสารดังกล่าวระบุว่าเอกสารนี้มีการจัดเตรียมข้อแนะนำเชิงปฏิบัติในการจัดการความเสี่ยงใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจากโรค COVID-19 และนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกองค์กรโดยไม่คำนึงถึงสถานที่หรือสถานะแต่อย่างใด

พวกเขายอมรับว่าไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะทุ่มเทไปกับเรื่องของทรัพยากรมนุษย์หรือหน้าที่ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ดังนั้น องค์กรจึงต้องนำเอาแนวทางที่ใช้ในทางปฏิบัติที่มีความเหมาะสมมาพิจารณาและตัดสินใจดำเนินการกับโรคระบาดที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

หัวข้อหลักของเอกสารข้อกำหนดที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ (ISO/PAS 45005) ประกอบด้วยการวางแผนและการประเมินความเสี่ยง  การยืนยันกรณีเกิดโรคระบาดหรือเกิดข้อสงสัยว่าจะเกิดโรคระบาด COVID-19 สุขภาพทางกายและสวัสดิภาพ  การปฏิบัติขององค์กรที่ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทำงานของพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความปลอดภัย สวัสดิภาพ ทรัพยากรที่ใช้ในการจัดการ การสื่อสาร สุขอนามัย  การใช้อุปกรณ์ส่วนบุคคลเพื่อป้องกันโรค การลงมือปฏิบัติ การประเมินสมรรถนะ และการปรับปรุง

ISO/PAS 45005 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 283, Occupational health and safety management ซึ่งมีเลขานุการคือ BSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษ

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store หรือสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอในรูปแบบ Online Browsing Platform (OBP) ซึ่งช่วยสนับสนุนความพยายามของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการจัดการกับวิกฤติโรคระบาด COVID-19

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2603.html

วันที่ 5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติแล้ว ยังเป็น “วันดินโลก” (World Soil Day) อีกด้วย

“วันดินโลก” มีที่มาจากการประชุมวิทยาศาสตร์ทางดินของโลก ครั้งที่ 17 ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2545 (ค.ศ.2002) ซึ่งมีนักปฐพีวิทยานานาชาติมาร่วมประชุมกัน ภายในงานดังกล่าวมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรดิน รวมถึงการจัดตั้งโครงการพระราชดำริในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ

นิทรรศการดังกล่าว ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมตระหนักและประจักษ์ชัดว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยในวิทยาศาสตร์ทางดิน และทรงมีพระวิสัยทัศน์ในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนโดยทรงให้ความสำคัญกับทรัพยากรดิน และผลสำเร็จจากการทรงงานบริหารจัดการดินอย่างต่อเนื่องของพระองค์ เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในประเทศและระดับระหว่างประเทศ

การประชุมในครั้งนั้น จึงมีการหารือการจัดตั้งวันดินโลก โดยที่ประชุมคณะกรรมการสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Sciences: IUSS) มีมติให้วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลก เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระองค์ และรณรงค์ให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน ซึ่งที่ประชุมองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ก็ได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้การรับรองวันดินโลกอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2556 (ค.ศ.2013) และในปีเดียวกันนั้นเอง FAO ได้ขอให้ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 68 ในเดือนกันยายน รับเอาวันที่ 5 ธันวาคมเป็นวันดินโลกซึ่งที่ประชุมสมัชชาใหญ่ฯ ได้ตอบรับและยืนยันโดยเริ่มต้นวันดินโลกอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2557 (ค.ศ.2014)

รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน” (Keep Soil Alive, Protect Soil Biodiversity) เป็นหัวข้อหลักของการรณรงค์ “วันดินโลก” ในปี 2563 ซึ่งทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยได้จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับดินและการจัดการทรัพยากรดินเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับประเทศไทย หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการจัดงานวันดินโลก โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานวันดินโลก ร่วมกับ สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทยสมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำ สมาคมดินโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และหน่วยงานภาคีภาครัฐ เอกชน องค์กรต่าง ๆ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของนิเวศวิทยา และความหลากหลายทางชีวภาพในดินซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทั้งหมดในระบบนิเวศ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้สานต่อเจตนารมณ์ในพระราชปณิธาน น้อมนำพระราชดำริมาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการใช้ที่ดิน การพัฒนาดิน น้ำ พืช และอาชีพของเกษตรกรให้มีความมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนา ในเรื่องทรัพยากรดินและสิ่งแวดล้อมความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่ง “ดิน” ถือเป็นหลักการองค์ความรู้มิติที่ 2 แห่ง “ศาสตร์ของพระราชา” ที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาชุมชนและสังคมให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ที่มา :

  1. https://www.nxpo.or.th/th/3007/
  2. https://www.facebook.com/WorldSoilDayThailand/
  3. https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/37336

สิ่งประดิษฐ์มากมายในโลกนี้เกิดขึ้นเพราะมนุษย์ได้คิดค้นขึ้นมาจากความรู้ ตรรกะของสมองและจิตใจ การทดลอง และความอุตสาหะ จนกระทั่งกลายเป็นนวัตกรรมในแต่ละยุคสมัย

มนุษยชาติคงไม่สามารถก้าวข้ามผ่านอารยธรรมนับพันปีเข้าสู่ยุคแห่งเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่นนี้ได้ หากโลกนี้ไม่มีผู้สร้างนวัตกรรมอย่างรหัสมอร์ส ระบบไปรษณีย์ แท่นพิมพ์ หลอดไฟ โทรทัศน์ มาจนถึงระบบอินเทอร์เน็ต เฟสบุ๊ค เอไอหรือปัญญาประดิษฐ์ คริปโทเคอร์เรนซี และอื่น ๆ อีกมากมาย

ปัจจุบัน คนทั้งโลกสามารถเชื่อมโยงถึงกันด้วยอินเทอร์เน็ตและข้อมูลมหาศาล ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือของ bankmycell ระบุว่ามีผู้คนถึง 3.5 พันล้านคนที่ปัจจุบันใช้สมาร์ทโฟน, บริษัท แอปเปิล ซึ่งสตีฟ จอบส์ ผู้ร่วมก่อตั้งได้ปรับเปลี่ยนบริษัทให้กลายเป็นผู้นำระดับโลกด้านโทรคมนาคมด้วยไอโฟน และยังคงเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการมากที่สุดในปัจจุบันด้วย

ไม่ว่าจะเป็นสตีฟ จ็อบส์, บิลล์ เกตส์, เจฟ เบซอส, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรืออีลอน มัสก์ ต่างมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ และมุ่งมั่นสร้างสิ่งที่คิดไว้ให้เกิดขึ้นให้ได้อย่างสุดกำลัง  ไม่มีใครเคยคิดมาก่อนว่าพวกเขาจะทำได้ แต่ในที่สุดพวกเขาก็ทำได้จริง ๆ  เพราะความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน กว่าที่สตีฟ จอบส์จะประสบความสำเร็จ เขาใช้เวลาถึง 18 ปีก่อนที่บริษัท สเปซเอ๊กซ์ของอีลอน มัสก์ จะประสบความสำเร็จในการส่งนักบินขึ้นสู่อวกาศในปี 2563 (ค.ศ.2020) ด้วยความฝันว่าสักวันหนึ่ง เขาจะพามนุษย์ไปตั้งถิ่นฐานอยู่นอกโลก

อุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังก้าวสู่ดิจิตอล

นวัตกรรมได้ผลักดันมนุษยชาติให้ก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบและใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น ไอโอที การสื่อสารระหว่างเครื่องจักร เป็นต้น เพื่อให้เครื่องจักรสามารถทำการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้เองจากการเก็บข้อมูลในระบบการผลิต

จากหนังสือ The Future Is Faster Than You Think  โดยปีเตอร์ เอช ดิอาแมนดิส และสตีฟ คอตเลอร์  ชี้ให้เห็นว่าผู้เขียนทั้งสองคนเชื่อว่าการบรรจบกันของเทคโนโลยีนี้ทำให้เกิดความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้ เราเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น แต่เทคโนโลยีใหม่นี้ก็นำไปสู่นวัตกรรมด้านสุขภาพและการดูแลสุขภาพอย่างหนึ่งด้วย ตัวอย่างเช่น ปีเตอร์ เอช ดิอามานดิส และสตีฟ คอตเลอร์ ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับนักบินอวกาศคนหนึ่งในสถานีอวกาศนานาชาติในเมื่อปี 2556 (ค.ศ.2018) ที่สามารถรักษานิ้วที่หักได้โดยใช้เฝือกที่ทำจากเครื่องพิมพ์สามมิติ

อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น ใคร ๆ ก็คิดว่าสุดยอดแล้ว แต่ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์เรายังไม่ได้นำมาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมให้โลกได้รู้ว่ายังมีสิ่งที่สุดยอดไปกว่านั้นอีก  สตีฟจ็อบส์และอีลอนมัสก์เป็นเหมือนรถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ที่เปล่งประกาย ดึงดูดผู้คนให้เข้าหา ธุรกิจอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เริ่มต้นจากธุรกิจขนาดเล็กก่อน โลกของเรามีสตาร์ทอัพจำนวนมากมายกำลังดำเนินธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมอยู่อย่างเงียบ ๆ หรือรู้จักกันเฉพาะในแวดวงของตัวเอง แต่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะประสบความสำเร็จโดยก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง  มีหลายบริษัทได้นำระบบการจัดการนวัตกรรมไปใช้เพื่อเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของตนเองให้ประสบความสำเร็จแล้ว

อันที่จริงแล้ว ธุรกิจหรืองค์กรทุกประเภทสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลด้วยการพิจารณาถึงกิจกรรมและองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องแล้วจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐาน ISO 56002 ที่ทุกองค์กรสามารถนำไปใช้ได้ทันทีเพื่อให้เกิดนวัตกรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบและใช้เวลาไม่นานนักเนื่องจากมาตรฐานนี้ครอบคลุมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม ตั้งแต่หลักการและระบบบริหารจัดการนวัตกรรม การจัดการกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยง การจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงความสัมพันธ์ของมาตรฐาน ISO 56002 กับมาตรฐานอื่นที่ธุรกิจองค์กรใช้อยู่แล้ว โดยอยู่บนพื้นฐานของหลักการ PDCA

สำหรับบทความในครั้งต่อไป จะกล่าวถึงตัวอย่างของบริษัทที่ได้นำมาตรฐาน ISO 56002 ไปใช้จนประสบความสำเร็จ โปรดติดตามค่ะ

ที่มา: https://www.iso.org/news/isofocus_142-1.html

บทความเรื่อง “สานฝันนวัตกรให้กลายเป็น “นวัตกรรม” ด้วย ISO 56002 ตอนที่ 1” ได้กล่าวถึงนวัตกรรมที่คนแต่ละยุคสมัยได้สร้างสรรค์ขึ้นมาและเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ จนกระทั่งนำพาโลกของเราเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคดิจิทัล  ซึ่งนวัตกรทั่วโลกยังมีโอกาสที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาใหม่ได้อีกมากมาย และเครื่องมือที่จะช่วยให้เกิดขึ้นได้ก็คือ มาตรฐาน ISO 56002 นั่นเอง

สำหรับบทความในตอนนี้จะกล่าวถึงการรับมือของธุรกิจอุตสาหกรรมต่อสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการนำมาตรฐาน ISO 56002 ไปประยุกต์ใช้ในองค์กร โดยมีตัวอย่างของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการนำมาตรฐานนี้ไปใช้ดังต่อไปนี้

โยฮัน กรุนด์สตอร์ม เอียริคสัน รองหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตรวจประเมินด้านระบบการจัดการ และเป็นคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 279, Innovation Management ซึ่งมีประสบการณ์ด้านระบบการจัดการและการจัดการนวัตกรรมมาถึง 20 ปี โดยในช่วงแรกได้ทำงานอยู่ในแวดวงธุรกิจอาหาร และต่อมาได้เข้าสู่วงการเทเลคอมซึ่งทำให้เขามีประสบการณ์สูงขึ้นเป็นเวลายาวนานนับตั้งแต่เริ่มมีเทคโนโลยี 2G, 3G, 4G มาจนถึงปัจจุบัน ได้เข้าสู่ยุค 5G

เมล็ดพันธุ์แห่งความสำเร็จ

โซนี่โมบายล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโซนี่ คอร์ปอเรชั่น บริษัทผู้ผลิตหม้อหุงข้าวไฟฟ้ารายแรกของโลกเมื่อปี 2501 (ค.ศ.1958) ได้ให้ความสนใจในเรื่องของนวัตกรรมในด้านวิศวกรรมศาสตร์และออกแบบเสียง วิดีโอ เกม และการสื่อสารเพื่อให้บริษัทยังคงมีผลิตภัณฑ์ล้ำยุคออกมาจำหน่ายอยู่เสมอ  โซนี่เชื่อมั่นว่า “นวัตกรรม” เป็นสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในระยะยาว และสามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในที่สุด

โยฮัน กรุนด์สตอร์ม เอียริคสัน ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมมีความสำคัญต่อองค์กรทุกองค์กร รวมทั้งองค์กรที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์และองค์กรสาธารณะด้วยซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแนะนำและปรับสมดุลให้เหมาะสมกับกับภารกิจปัจจุบันและความต้องการขององค์กรตลอดจนความต้องการในอนาคตและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น  สิ่งนี้ใช้ได้กับโรงพยาบาลเทศบาลในระดับเมืองตลอดจนองค์กรพัฒนาเอกชน

นอกจากนี้ นวัตกรรมยังมีความสำคัญต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติด้วยตัวอย่างเช่น SDG 9  เรื่องนวัตกรรมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (Industrial Innovation and Infrastructure)

เขายอมรับว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เขากล่าวว่าสิ่งนี้จะทำให้เห็นการทำงานร่วมกันมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความต้องการของสังคมทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งมีโอกาสทางธุรกิจในการปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและจัดหาเทคโนโลยีสะอาด

ความเป็นผู้นำที่มุ่งมั่น

โยฮัน กรุนด์สตอร์ม เอียริคสัน กล่าวว่า ระหว่างปี 2557 (ค.ศ.2014) ถึงปี 2563 (ค.ศ.2020) มาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้โซนี่ในระดับต่าง ๆ ในองค์กรต่าง ๆ และในทวีปต่าง ๆ ด้วย

มาตรฐานที่เกิดขึ้นใหม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกของการรู้อนาคตไว้ล่วงหน้า รวมทั้งแนวคิดและข้อแนะนำที่มาจากแรงบันดาลใจและได้ทดลองซ้ำ ๆ มาเป็นเวลาหลายปีก่อนที่มาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรมจะเกิดขึ้น ทำให้เกิดนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานและปรับให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ดีที่สุดตามโครงสร้างใหม่ที่เกิดขึ้น

สำหรับเรื่องของนวัตกรรม ผู้นำต้องมีส่วนร่วมและมุ่งมั่นในแนวคิดใหม่ ๆ ต้องค้นหาโอกาสใหม่โดยมีกระบวนการ ร่วมกับการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุลเพื่อลงทุนได้อย่างเหมาะสม  สามารถปรับเปลี่ยนงบประมาณดำเนินการและวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ  มีการปรับปรุงวิธีการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ง่ายเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่มีอยู่แล้วเพื่อหาตลาดใหม่ และเป็นไปตามข้อกำหนดของลูกค้ารวมทั้งกฎระเบียบภายในองค์กร

เขายังชี้ให้เห็นจุดขายใหม่สำหรับ ISO 56002 ซึ่งเป็นการประกาศความร่วมมือระดับโลกระหว่างโซนี่และ สำนักงานบริการโครงการแห่งสหประชาชาติ (UNOPS) ในการแสวงหานวัตกรรมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายทางสังคม และการปรับปรุงความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ โซนี่ยังได้จัดทำ Sony Startup Acceleration Program ในระดับองค์กรที่โตเกียวและยุโรปซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบการจัดการนวัตกรรมสำหรับความร่วมมือของโซนี่กับ UNOPS เพื่อทำงานร่วมกันในระดับองค์กรเพื่อแสวงหานวัตกรรมที่ยั่งยืน

การลงทุนในนวัตกรรม
ธุรกิจและองค์กรขนาดใหญ่มักเริ่มจากเล็ก ๆ โซนี่ก็เช่นกัน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โซนี่เป็นเพียงแค่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้าในกรุงโตเกียว ส่วน ADOX เป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กในบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา  แม้บริษัทจะมีขนาดใหญ่ แต่มีพนักงานประมาณ 60 คน  การที่จะลงทุนเพิ่มเพื่อนวัตกรรมของบริษัทเหล่านี้ จึงต้องมีแนวทางและเครื่องมือสำหรับการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามต่อไปในครั้งหน้าซึ่งเป็นตอนจบค่ะ

 

ที่มา: https://www.iso.org/news/isofocus_142-1.html

บทความเรื่อง “สานฝันนวัตกรให้กลายเป็น “นวัตกรรม” ด้วย ISO 56002 ตอนที่ 1” และ “สานฝันนวัตกรให้กลายเป็น “นวัตกรรม” ด้วย ISO 56002 ตอนที่ 2”  ได้กล่าวถึงความสำคัญของนวัตกรรมและ ISO 56002 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยทำให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้  และธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่มักเริ่มจากเล็ก ๆ มีตัวอย่างของบริษัทระดับโลกจำนวนมากที่เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นโซนี่โมบายล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโซนี่ คอร์ปอเรชั่น หรือ ADOX บริษัทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กในประเทศอาร์เจนตินา เป็นต้น ซึ่งหากธุรกิจขนาดเล็กต้องการลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรม ก็จำเป็นต้องมีแนวทางและเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะได้กล่าวถึงดังต่อไปนี้

กอนซาโล วิเก-รา ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบงานวางแผนกลยุทธ์ ได้กล่าวถึง ADOX ซึ่งเป็นธุรกิจของบิดาว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นด้านสังคมและมีความคล่องตัวในการทำงานโดยมีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เขากล่าวว่า ADOX ได้ทำธุรกิจในอาร์เจนตินามาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว และได้ลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ผู้คนในประเทศอาร์เจนตินามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  บริษัทได้เปิดโรงงานต้นแบบที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตอุปกรณ์และเวชภัณฑ์โดยปฏิบัติตามมาตรฐานสากลสูงสุดและสรรหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และยังสนับสนุนการใช้มาตรฐานสากลในอุตสาหกรรม ทำให้ได้รับการรับรองจากสำนักงานบริหารแห่งชาติด้านยา อาหารและอุปกรณ์ทางการแพทย์ซึ่งมีชื่อว่า ANMAT (National Administration of Drugs, Food and Medical Devices) ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีหอการค้าอุตสาหกรรมด้านโลหะวิทยาซึ่งมีชื่อว่า ADIMRA Centros Tecnológicos (Technological Center of the Metallurgical Industries Chamber)

การลงทุนพัฒนาด้านนวัตกรรมของ ADOX ทำให้บริษัทสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ให้บริการด้วยคุณภาพและราคาที่เหมาะสม มีการให้บริการฝึกอบรมลูกค้าในการใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้องและใช้อะไหล่ในราคาที่คุ้มค่าด้วยการประกันคุณภาพสูงสุด เป็นต้น

กรอบการสร้างนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ

ADOX ยังได้เปรียบเทียบงานที่ทำอยู่กับมาตรฐานสากล  เช่น มาตรฐานการจัดการนวัตกรรม ISO 56002 ทำให้ สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ สามารถพัฒนาทีมพิเศษและตัวชี้วัดซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์  ADOX ได้แนะนำว่าความคิดริเริ่มดี ๆ มากมายเกิดขึ้นในองค์กร แต่หากองค์กรไม่จัดเตรียมโครงสร้างที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติตามได้อย่างบรรลุเป้าหมาย ก็จะพลาดโอกาสดี ๆ ที่จะพัฒนาองค์กรและบุคลากร อันที่จริงแล้ว มาตรฐาน ISO 56002 สามารถนำไปใช้และขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แม้แต่ระบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมแบบเดิม  กล่าวคือ สามารถสนับสนุนโครงการความร่วมมือระหว่างบริษัท ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ด้วยซึ่งการใช้ ISO 56002 เป็นกรอบงานที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการดำเนินโครงการร่วมกันกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร

จากรายงานที่เผยแพร่โดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF)  เมื่อปี 2558 (ค.ศ.2015) เรื่อง “นวัตกรรมการทำงานร่วมกัน: การเปลี่ยนแปลงธุรกิจการขับเคลื่อนการเติบโต”  มาร์ค เอสโปซิโต ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ Harvard University Extension School และ Grenoble École de Management ได้กล่าวไว้ว่า “นวัตกรรมทำให้การทำงานด้วยกันมีจุดร่วม และยังเป็นกลไกขององค์กรที่ทันสมัย  คล่องตัว  สามารถสร้างขีดความสามารถใหม่ซึ่งสามารถบุกเบิกแนวคิดใหม่ ๆ รวมทั้งทดสอบขีดจำกัดของตลาด จึงถือได้ว่านวัตกรรมเป็นเพื่อนแท้ของการเติบโต

กอนซาโล วิเก-รา ถือว่าการจัดการนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในยุคดิจิตอลเช่นนี้  โดยทั่วไป ธรรมชาติของงานมักมีวิวัฒนาการและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับเทคโนโลยี และในการทำงานจะต้องมีการจัดการอย่างซับซ้อนขึ้นกับกลุ่มคนที่มีความสามารถสูง แต่เมื่อคนคุ้นเคยกับการทำงานในโครงการที่แตกต่างกัน  เราจะเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์ก็เติบโตขึ้นเช่นกัน และก้าวไปพร้อมกับความเข้าใจที่ลึกซึ้งและกว้างขวางขึ้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อันเป็นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องซึ่งเปรียบเสมือนวงล้อที่หมุนไปข้างหน้าเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้น

ส่วนโยฮัน กรุนด์สตอร์ม เอียริคสัน รองหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตรวจประเมินด้านระบบการจัดการ และคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 279, Innovation Management  กล่าวว่าไม่ว่าเราจะตัดสินใจใช้นวัตกรรมเพราะอะไร (เช่น ต้องการสร้างวัฒนธรรมของความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มโอกาสในการอยู่รอด หรือต้องการสร้างแรงบันดาลใจ) แต่หากเราศึกษาเจาะลึกข้อกำหนดที่อยู่ในมาตรฐาน ISO 56002 แล้วนำไปใช้งานเพื่อก้าวไปสู่การจัดการนวัตกรรมในระดับที่เหมาะสมกับองค์กรของเรา  ในไม่ช้า ก็จะเห็นว่านวัตกรรมที่องค์กรและนวัตกรช่วยกันสร้างขึ้นมาตามความฝันหรือเป้าหมาย จะช่วยสร้างความสามารถให้เพิ่มขึ้นได้ และนวัตกรรมนั้นก็จะมีส่วนสำคัญในการสร้างแหล่งรายได้เพิ่มขึ้น และก้าวไปสู่อนาคตที่สดใสขึ้นกว่าเดิม

ที่มา : https://www.iso.org/news/isofocus_142-1.html

เมื่อพูดถึงการทำธุรกรรมทางการเงิน  ในเบื้องต้นจำเป็นจะต้องรู้ว่าใครเป็นใครและใครคือเจ้าของธุรกิจที่แท้จริงเพื่อให้มั่นใจในเรื่องของความโปร่งใสและความมั่นคงปลอดภัย ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า “รหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมาย (Legal Entity identifier: LEI)” เพื่อการทำธุรกรรมอย่างปลอดภัย  ซึ่งปัจจุบัน ไอเอสโอได้ปรับปรุงมาตรฐานบริการทางการเงินด้านรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายแล้ว

โลกของเราได้ผ่านความท้าทายระดับโลกสำหรับวิกฤตทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบธุรกรรมในระบบการเงินเมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) มาแล้ว การมีวิธีระบุรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายได้ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการขออนุญาตผู้ควบคุมกฎในระดับสากลเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการยืนยันตัวตนจากหลายแหล่งด้วยกัน

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กลุ่มประเทศ G20 ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 (ค.ศ.1999) เพื่อเป็นกรอบการหารืออย่างไม่เป็นทางการเพื่อสนองตอบต่อวิกฤตทางการเงิน ประกอบด้วยผู้แทนสหภาพยุโรปและอีก 19 ประเทศ จึงได้สร้างรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงไปยังข้อมูลที่สำคัญเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินรวมไปถึงโครงสร้างที่แสดงความเป็นเจ้าของด้วย

วิธีในการสร้างรหัสเช่นนี้มีการระบุไว้ในมาตรฐาน ISO 17442 ซึ่งเพิ่งมีการปรับปรุงไปเมื่อไม่นานมานี้  แต่เดิมเป็นมาตรฐาน ISO 17442 เพียงฉบับเดียว ปัจจุบัน ได้ปรับปรุงเป็นมาตรฐาน 2 ฉบับได้แก่

  1. มาตรฐานISO 17442-1, Financial services – Legal entity identifier (LEI) – Part 1: Assignment ระบุองค์ประกอบขั้นต่ำของการจัดทำรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายที่มีความชัดเจนเป็นเอกลักษณ์ และมีความสามารถในการระบุตัวตนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินซึ่งรวมถึงธนาคาร บริษัททางการเงินองค์กรอื่นใดที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัย และใครก็ตามที่มีรายชื่ออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ กองทุนบำเหน็จบำนาญ และอื่นๆ
  2. มาตรฐาน ISO 17442-2, Financial services – Legal entity identifier (LEI) – Part 2: Application in digital certificates ช่วยเสริมมาตรฐาน ISO 17442-1 ด้วยการระบุวิธีการที่จะฝังเอารหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายเข้าไปในการรับรองผ่านระบบดิจิตอล

เดวิด บรอดเวย์ ผู้ประสานงานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าพวกเขาได้ทำการทบทวนมาตรฐานนี้เพื่อสนับสนุนให้เกิดความชัดเจนและสะท้อนถึงนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปและบทเรียนที่ได้รับนับตั้งแต่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในครั้งแรก

นับตั้งแต่ ISO 17442 ได้มีการนำไปประยุกต์ใช้เป็นครั้งแรก ก็มีการคำนึงถึงนโยบายของชุมชนผู้ควบคุมกฎด้วย ดังนั้น จึงมีความสำคัญที่มาตรฐานจะต้องสะท้อนถึงสิ่งนี้ด้วย

การปรับปรุงมาตรฐานนั้นรวมถึงลักษณะเฉพาะที่เพิ่มเติมเข้ามาและการทบทวนที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในเรื่องสาขานิติบุคคลในระดับสากลรวมทั้งบันทึกข้อมูลรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องบริษัทแม่และสถานะของนิติบุคคลด้วย

มาตรฐาน ISO 17442-1 และ ISO 17442-2 ได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มงาน WG 4 ซึ่งปฏิบัติงานภายใต้คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 68, Financial services คณะอนุกรรมการ SC 8, Reference data for financial services ซึ่งมีเลขานุการคือ SNV ซึ่งเป็นสถาบันาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

  1. https://www.iso.org/news/ref2548.html
  2. https://www.iso.org/standard/78829.html