เรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยในที่ทำงานไม่เพียงแต่ช่วยรักษาชีวิตของผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญต่อสมรรถนะในการการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วย ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 45001 ระบบการจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (OH&S) ขึ้นมาเป็นฉบับแรกและฉบับเดียวของโลกซึ่งเป็นผลมาจากแนวปฏิบัติที่ดีซึ่งทั่วโลกตกลงร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้จัดทำคู่มือฉบับใหม่เพื่อช่วยให้องค์กรขนาดเล็กสามารถนำไปใช้งานและได้รับประโยชน์สูงสุดด้วย
องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้กล่าวไว้ว่า งานที่ดีคืองานที่ปลอดภัยซึ่งอาจมีคนไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกๆ ปี โลกของเรามีคนเสียชีวิตถึง 2.78 ล้านคนจากโรคภัยหรืออุบัติเหตุจากการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายร้อยล้านคนที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพและอุบัติเหตุที่ไม่ร้ายแรง ทำให้เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้เป็นต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก
มาตรฐาน ISO 45001, Occupational health and safety management systems – Requirements with guidance for use มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดสถิติในเรื่องโรคภัยหรืออุบัติเหตุจากการทำงานโดยมีผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาจัดทำกรอบร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงในสถานที่ทำงาน เสริมสร้างสุขภาพ เพิ่มความปลอดภัย และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในที่ทำงาน
สำหรับคู่มือฉบับใหม่เป็นการเผยแพร่ร่วมกันระหว่างไอเอสโอและยูนิโดหรือองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization: UNIDO) ซึ่งให้แนวทางเพิ่มเติมโดยเฉพาะสำหรับองค์กรขนาดเล็กรวมทั้ง SMEs ในการนำ ISO 45001 ไปประยุกต์ใช้
คู่มือฉบับใหม่ ISO 45001:2018 – Occupational health and safety management systems – A practical guide for small organizations จัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้ให้ภาพรวมข้อกำหนดของ ISO 45001 และแนวทางที่องค์กรขนาดเล็กสามารถจัดทำระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยได้ โดยคำนึงถึงความท้าทายและความต้องการเฉพาะของพวกเขา
ประโยชน์ที่จะได้รับจากระบบนี้มีหลายประการ รวมถึงการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่ดีและการบาดเจ็บจากการทำงาน การปกป้องผู้ที่ทำงานให้กับองค์กร การมีวัฒนธรรมของบริษัทในเชิงบวกมากชึ้น และการทำให้มีชื่อเสียงที่ดียิ่งขึ้นสำหรับลูกค้า ซัพพลายเออร์ และชุมชน
ผู้สนใจคู่มือ ISO 45001: 2018 – Occupational health and safety management systems – A practical guide for small organizations สามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2552.html
ชุมชนต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มมากขึ้น นับตั้งแต่สภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งไปจนถึงน้ำท่วมใหญ่ รวมทั้งปริมาณน้ำทะเลที่สูงขึ้นไปจนถึงสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว สิ่งเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศ แต่ไอเอสโอมีแนวทางใหม่ที่จะช่วยให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนสามารถนำไปใช้ในการเตรียมตัวสำหรับภัยคุกคามและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้
แนวทางใหม่ดังกล่าว เรียกว่า ข้อกำหนดทางวิชาการของไอเอสโอ ISO/TS 14092: 2020 Adaptation to climate change – Requirements and guidance on adaptation planning for local governments and communities ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเริ่มลงมือสร้างสังคมที่ปลอดภัย และมั่นคงทางเศรษฐกิจ อย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถรองรับและปรับตัวได้เมื่อเกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
จากผลสำรวจของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ได้มีรายงานความเสี่ยงโลกประจำปี 2563 (ค.ศ.2020) ซี่งระบุว่าความเสี่ยงที่โลกกำลังเผชิญขณะนี้มีความเกี่ยวข้องกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศรวม 5 เรื่องด้วยกันได้แก่ เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพครั้งใหญ่ ภัยธรรมชาติที่ร้ายแรง หายนะร้ายแรงของธรรมชาติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ และความล้มเหลวที่จะหยุดยั้งสภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจรู้สึกวิตกกังวล
มาตรฐาน ISO/TS 14092 ยอมรับว่าผลกระทบซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาคและมีผลกระทบโดยตรงต่อรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงบริการสาธารณะต่างๆ ตลอดจนความมั่นคงปลอดภัยของรัฐบาล ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของท้องถิ่นและรัฐบาล ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานดังกล่าวขึ้นมาเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถปรับตัวให้เข้าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยมีพื้นฐานอยู่บนเรื่องของผลกระทบต่อระบบนิเวศ สังคม และเศรษฐกิจ และการประเมินความเสี่ยง นอกจากนี้ มาตรฐาน ISO/TS 14092 ยังสนับสนุนการกำหนดลำดับความสำคัญเพื่อจัดการกับความเสี่ยงดังกล่าวที่หยั่งรากลึกด้วย
ซาร่า เจน สนุค ประธานคณะกรรมการกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่า การเตรียมการสำหรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการวางแผนสำหรับการปรับตัวระดับรัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ กระบวนการที่แสดงใน ISO/TS 14092 ในแต่ละขั้นตอนจะช่วยให้แผนการปรับตัวในท้องถิ่นมีความเหมาะสมกับเงื่อนไขในแต่ละกรณีของสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาแผนการปรับตัวอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งส่งเสริมการดำเนินการที่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องสภาพภูมิอากาศทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ข้อกำหนดของไอเอสโอใหม่นี้ ยังอธิบายถึงวิธีการพัฒนาแผนการปรับตัวที่สามารถทำได้ในระดับรัฐบาลท้องถิ่นและในระดับชุมชน โดยสรุปสาเหตุและวิธีการสร้างโครงสร้างการกำกับดูแลที่เหมาะสม (ซึ่งมีโครงสร้างที่ดีและการร่วมมือกัน) และองค์ประกอบของการวางแผนการปรับตัวและกระบวนการนำไปประยุกต์ใช้ โดยรายละเอียดเหล่านี้รวมถึงการจัดตั้งทีมอำนวยความสะดวก การประเมินความเสี่ยง และการพัฒนาแผนงานที่มีประสิทธิภาพ การติดตามความคืบหน้าของการนำไปประยุกต์ใช้และการประเมินความสำเร็จโดยมีเป้าหมายในการปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง
ISO/TS 14092 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 207, Environmental management, คณะอนุกรรมการ SC 7 การจัดการก๊าซเรือนกระจกและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยมีเลขานุการคือ SCC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
มาตรฐาน ISO 46001: 2019 เป็นมาตรฐานสากลที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร และช่วยให้องค์กรมั่นใจในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแนวทางสากลด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งเนื้อหามาตรฐานประกอบด้วยโครงสร้างระดับสูง (High Level Structure : HLS) 10 หัวข้อ ตามที่จะได้กล่าวถึงในบทความนี้ต่อไป
สำหรับโครงสร้างระดับสูงนั้น ไอเอสโอได้กำหนดขึ้นมาใช้กับมาตรฐานระบบการจัดการเพื่อให้สามารถนำไปใช้ร่วมกัน (integration) ได้ในระบบต่างๆ เช่น ระบบคุณภาพ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร เป็นต้น รวมทั้งระบบอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ซึ่งการมีโครงสร้างร่วมกันในระบบการจัดการเช่นนี้ นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานในการนำระบบการจัดการประเภทต่างๆ มาใช้ร่วมกันแล้ว ยังช่วยให้องค์กรมีความเข้าใจถึงวงจรการบริหารงานคุณภาพ หรือ PDCA มากขึ้นด้วย ได้แก่ วางแผน (Plan), ปฏิบัติ (Do), ตรวจสอบ (Check) และดำเนินการให้เหมาะสม (Act)
เนื้อหาหลัก (Core text) คือ ส่วนสำคัญที่อยู่ภายในแต่ละหัวข้อของ HLS ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกัน (Identical context) ในทุกๆ มาตรฐาน โดยเนื้อหาในส่วนแรกได้กล่าวถึงการกำหนด ขอบข่าย (Scope) ของการประยุกต์ใช้มาตรฐาน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรทุกขนาด ทุกประเภท ที่ต้องการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะมีการอ้างอิง (Normative references) ถึงมาตรฐานฉบับอื่นๆ ที่นำมาช่วยในการสนับสนุน เพื่อให้เกิดความง่ายในการประยุกต์ใช้มาตรฐานในแต่ละองค์กร นอกจากนี้ยังมีการอธิบายถึง คำศัพท์และบทนิยาม (Terms and definitions) ที่จำเพาะสำหรับการทำความเข้าใจมาตรฐาน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของมาตรฐานแต่ละฉบับ ในการประยุกต์ใช้มาตรฐานนี้ องค์กรควรทำความเข้าใจใน บริบทขององค์กร (Context of the organization) และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้แน่ใจว่าประเด็นต่างๆ ได้ถูกนำมาพิจารณา โดยระบบการบริหารจัดการน้ำขององค์กรจะมีทิศทางและถูกผลักดันให้เกิดประสิทธิผลมากหรือน้อยแค่เพียงใดขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและ ความเป็นผู้นำ (Leadership) ของผู้บริหารระดับสูง และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การวางแผน (Planning) ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของแผนงาน ตัวชี้วัด เป้าหมายในการดำเนินการ รวมทั้งวิธีในการดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ การดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้นั้น ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรส่วน สนับสนุน (Support) ที่เหมาะสม ทั้งทรัพยากรบุคคลและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุน ในส่วนสุดท้ายของมาตรฐานได้อธิบายถึงข้อกำหนดใน การดำเนินการ (Operation) และการควบคุมกระบวนการต่างๆ ตามแผนงานที่วางไว้ และการประเมินสมรรถนะ (Performance Evaluation) ของระบบการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Improvement) ซึ่งเป็นไปตามวงวจร PDCA ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น
จะเห็นได้ว่ามาตรฐาน ISO46001: 2019 เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึงภาพรวมในการบริหารจัดการน้ำ เน้นมุมมองการจัดการเชิงระบบภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน องค์กรควรพิจารณาขยายขอบเขตความรับผิดชอบ โดยพิจารณาให้ครอบคลุมการลดผลกระทบจากการดำเนินงานตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยใช้แนวทางการประเมินรอยเท้าน้ำ (Water Footprint) หรือนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซี่งเป็นกรอบแนวทางการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบการจัดการน้ำแบบหมุนเวียน (Circular water management) ดังกรณีตัวอย่างของบริษัท Procter & Gamble (P&G) ประเทศอียิปต์ ที่ได้นำน้ำสบู่ที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) แทนการใช้น้ำจืด ในกระบวนการผลิตผงซักฟอก วิธีการนี้ส่งผลให้ลดปริมาณการใช้น้ำจืดลงเกือบ 40% ทั้งช่วยลดภาระการบำบัดน้ำสบู่ก่อนปล่อยออกจากโรงงาน
บริษัทในเครือ L’Oréal เป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่นำเทคโนโลยีเมมเบรนมาใช้ในการบำบัดน้ำเสียในโรงงานเครื่องสำอางก่อนปล่อยออกจากโรงงาน ซึ่งเป็นการรีไซเคิล (Recycle) เพื่อนำไปสู่มาตรฐานคุณภาพของกลุ่มองค์กร โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดจะมีการนำกลับมาใช้ใหม่ในการทำความสะอาดเครื่องจักร สามารถลดการใช้น้ำจืดมากถึง 60%
จากที่กล่าวมานั้นจะเห็นว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ให้แนวทางสำหรับองค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SDGs 6 เรื่องน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล (clean water and sanitation) ซึ่งหากภาคอุตสาหกรรมได้นำแนวทางดังกล่าวนี้มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ย่อมเป็นการสนับสนุนการทิศทางการพัฒนาของประเทศให้สามารถก้าวข้ามผ่านระบบการผลิตแบบเดิมไปสู่โอกาสทางการผลิตแบบใหม่หรือการสร้างนวัตกรรมซึ่งจะก่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน ควบคู่กับการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ที่มา :
มาตรฐานเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนเราทุกด้าน นักพัฒนามาตรฐานจึงต้องมาจากทุกภาคส่วนของสังคม ไอเอสโอจึงได้ปรับปรุงแนวทางสากลใหม่สำหรับความสามารถที่จำเป็นต้องมีของมืออาชีพด้านมาตรฐาน และทำให้ทักษะมีความกลมกลืนไปในแนวทางเดียวกันรวมทั้งดึงดูดผู้ที่มีความรู้ความสามารถใหม่ๆ ให้เข้ามาในชุมชนมาตรฐานด้วย
นับตั้งแต่ข้อกำหนดของบริษัทไปจนถึงแนวทางระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล มีมาตรฐานอยู่หลายชนิดและนับพันรายการ หากไม่ใช่มืออาชีพด้านมาตรฐานนับล้านคนที่มาทำงานด้วยกัน มาตรฐานเหล่านั้นคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนามาตรฐานมีความหลากหลาย จึงจำเป็นต้องมีทักษะร่วมกันหลายอย่าง เช่นแนวทางที่หลากหลายที่มีอยู่ในโครงการคุณสมบัติระดับชาติในหลายประเทศและแนวทางการศึกษาของกลุ่มความร่วมมือเอเปคสำหรับมาตรฐานมืออาชีพเล่ม 5 (Education Guideline 5: Inspiring the Next Generation of Standards Professionals – Towards Job Profiling in Today’s Global World) และเล่ม 6 (Education Guideline 6: Career Roadmap and Competence Requirements for Standards Professionals)
ไอเอสโอได้พัฒนาข้อตกลงเชิงปฏิบัติการสากล International Workshop Agreement (IWA) สองส่วนซึ่งกำหนดความรู้ความสามารถสำหรับองค์กรทั่วโลก เพื่อการยอมรับสำหรับแนวทางระดับสากล และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมืออาชีพที่ทำการพัฒนามาตรฐาน
ส่วนแรกคือ IWA 30-1, Competence of standards professionals – Part 1: In companies ระบุความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับคนที่ทำงานด้านการมาตรฐานให้กับบริษัท ส่วนที่สองคือ IWA 30-2 Competence of standards professionals – Part 2: In standards-related organizations ใช้สำหรับคนที่อยู่ในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับส่วนใดส่วนหนึ่งของวงจรชีวิตด้านมาตรฐาน เอกสารนี้ครอบคลุมโครงสร้างงานหลักและงานรองซึ่งความสามารถร่วมกันที่ต้องมีคือความสามารถที่ต้องมีตามหน้าที่งานและตามโรดแมปของอาชีพสำหรับมืออาชีพด้านมาตรฐาน
ดองกึน ชอง ประธานคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานกล่าวว่างานด้านการมาตรฐานมีอยู่ทั่วโลกเป็นจำนวนมากมายและยังคงต้องการคนใหม่ๆ มาร่วมงานในชุมชนมาตรฐาน
มาตรฐานมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตั้งใจจะตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป มาตรฐานเหล่านี้จะช่วยให้มืออาชีพใหม่ๆ สามารถเข้าไปทำงานในโลกของการมาตรฐานได้และคนที่มีอาชีพด้านนี้อยู่แล้วก็จะสามารถพัฒนาและปรับปรุงทักษะได้เช่นกัน
ผู้สนใจ IWA 30-1 และ IWA 30-2 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2445.html
เรื่องราวของ “การวัด” มีความเป็นมาที่ยาวนานในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ กล่าวกันว่ามนุษย์รู้จัก “การวัด” ก่อน “การเขียน” เรารู้จักนับเลข และการใช้ดวงอาทิตย์บอกเวลา เรารู้จักนำวัตถุที่มีอยู่บนโลกนี้มาวัดความยาวและชั่งน้ำหนัก ต่อมา มนุษย์เราต้องการการวัดที่ดีขึ้น ศาสตร์ของการวัดจึงมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นไปพร้อมกับสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ
“มาตรวิทยา” มีความเป็นมาที่ยาวนานควบคู่กับความเจริญทางวิทยาศาสตร์ ปัจจุบัน เนื่องจากระบบหน่วยวัดสากลมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทำให้โลกของเราเตรียมปรับหน่วยวัดพื้นฐานใหม่ ตามที่ MASCI Innoversity เคยนำเสนอบทความในหัวข้อ “มาตรวิทยาโลกเตรียมปรับหน่วยวัดใหม่” มาแล้ว
หน่วยวัดสากลที่มีการปรับปรุงใหม่จำนวน 4 หน่วย ได้แก่ กิโลกรัม แอมแปร์ เคลวิน และโมล นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของการวัดสากลนับตั้งแต่ปี 2418 (ค.ศ.1875 ซึ่งเป็นปีที่ BIPM ถือกำเนิดขึ้นและเป็นปีที่ผู้แทน 17 ประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาด้านการวัด) เป็นต้นมา
ทั้งนี้ ชุดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการวัดของไอเอสโอซึ่งได้รับการเผยแพร่จากไอเอสโอและไออีซี คือ ชุดมาตรฐาน ISO 80000, Quantities and Units มีการให้ความหมายของชื่อสากล ความหมาย และสัญลักษณ์ของปริมาณที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และหน่วยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว
สำหรับหน่วยการวัดสากลนั้น นักวิทยาศาสตร์ด้านมาตรวิทยามากกว่า 60 ประเทศได้มารวมตัวกันในการประชุมเชิงปฏิบัติการทั่วไปด้านการชั่งและการวัด (General Conference on Weights and Measures: CGPM) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 16 พฤศจิกายน 2561 ที่แวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส เพื่อร่วมกันให้สัตยาบันในความหมายใหม่ของหน่วยการวัดสากล
ในการประชุมดังกล่าว เลขาธิการไอเอสโอยังได้ลงนามในประกาศร่วมในการสอบกลับทางมาตรวิทยาเพื่อแสดงพันธสัญญาของไอเอสโอในการให้ความร่วมมือกับองค์กรทั้ง 3 องค์กร ได้แก่ BIPM, OIML (International Organization of Legal Metrology) และ ILAC (International Laboratory Accreditation Cooperation) ด้วย การประกาศดังกล่าวเป็นการยืนยันถึงความคงที่และการเปรียบเทียบสากลว่าจะได้รับการรับรองหากผลของการวัดมีการสอบกลับไปยังแหล่งอ้างอิงที่เป็นที่ยอมรับกันทางมาตรวิทยา และเป็นพื้นฐานสำหรับทุกองค์กร
ในการประชุมเชิงปฏิบัติการทั่วไปด้านการชั่งและการวัดดังกล่าว เลขาธิการไอเอสโอกล่าวว่าการตัดสินใจในการให้ความหมายใหม่ของหน่วยสากลหลัก 7 หน่วยนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก
การรับเอาการวัดที่เป็นมาตรฐานไปใช้เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเศรษฐกิจโลกซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
การให้ความหมายใหม่นี้หมายความว่าเราจะไม่พึ่งพิงวัตถุทางกายภาพสำหรับการวัดที่แม่นยำอีกต่อไป ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากมายต่อโลกของเราโดยจะทำให้เกิดการเร่งนวัตกรรม และการลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเทคโนโลยี และจะทำให้วิทยาศาสตร์ด้านการวัดในรุ่นต่อๆ ไปเกิดความก้าวหน้ายิ่งขึ้น
ชุดมาตรฐาน ISO 80000 มีการเน้นในเรื่องของความกลมกลืนแบบสากลในเรื่องของคำศัพท์ นิยาม และสัญลักษณ์ของหน่วยและปริมาณที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ซึ่งเป็นการยืนยันภาษาที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและการเขียนสูตรต่างๆ อันเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารระหว่างนักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรในสาขาต่างๆ
ชุดมาตรฐานที่มีการอ้างอิงในเอกสารของ BIPM (Bureau International des Poids et Mesures หรือ International Bureau of Wdights and Measures) ประกอบด้วย 13 ส่วน โดย 11 ส่วนมาจากไอเอสโอ และ 2 ส่วนมาจากไออีซี ซึ่งมีศัพท์ ความหมาย สัญลักษณ์ที่แนะนำ หน่วย และข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปริมาณที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม มาตรวิทยา และอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการอ้างอิงเพื่อการเขียนทางวิทยาศาสตร์หรือเอกสารทางวิชาการ ตำรา มาตรฐาน และแนวทางอื่นๆ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การอ้างอิงชุดมาตรฐาน ISO 80000 ได้รับการทบทวนไปพร้อมกันกับเอกสารโบรชัวร์เรื่องระบบหน่วยสากล (International System of Units: SI) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562 (ค.ศ.2019)
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา:
การขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) เป็นหนึ่งในเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติและยังเป็นหัวข้อในการรณรงค์วันอาหารโลกในปี 2561 ด้วย ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอนับว่าเป็นเครื่องมืออันทรงคุณค่าที่จะช่วยให้โลกของเราก้าวไปสู่เป้าหมายในเรื่องดังกล่าวได้
จากข้อมูลขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ระบุว่ามีคนที่ยังมีอาหารไม่เพียงพอและหิวโหยในโลกนี้มีจำนวน 815 ล้านคน ในขณะที่มีคนที่มีน้ำหนักมากเกินไปจำนวน 1.9 พันล้านคน อย่างไรก็ตาม โลกที่ปราศจากความหิวโหยซึ่งเป็นเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติภายในปี 2030 นั้น ไม่เพียงแต่เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้เท่านั้น แต่ยังเป็นหัวข้อที่วันอาหารโลกที่ FAO ทำการรณรงค์ในปีนี้ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ตุลาคม ด้วย
วันอาหารโลกในปีนี้ FAO ได้ให้ความสำคัญในหัวข้อ “เกษตรในครัวเรือน: เลี้ยงโลกและใส่ใจโลก” (Family Farming: Feeding the World, Caring for the Earth.)
สำหรับไอเอสโอ มีมาตรฐานสากลในภาคส่วนการผลิตอาหารมากกว่า 1600 มาตรฐานที่ช่วยให้สามารถยุติความหิวโหยของโลกได้ด้วยการสร้างความมั่นใจในผลิตภัณฑ์อาหาร ปรับปรุงวิธีการด้านเกษตรกรรม และส่งเสริมการจัดซื้ออย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมาตรฐานอีกประมาณ 850 มาตรฐานจากคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 34 – Food products ซึ่งครอบคลุมทุกเรื่องนับตั้งแต่สวัสดิภาพสัตว์ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ธัญพืชและนม และการทดสอบส่วนผสม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังรับผิดชอบชุดมาตรฐาน ISO 22000 ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร ซึ่งครอบคลุมมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร การทำฟาร์ม การทำบรรจุภัณฑ์ การลำเลียงขนส่งอาหารสัตว์ และการผลิตอาหารสัตว์
หัวใจสำคัญของระบบอาหารที่ยั่งยืนคือการทำให้มั่นใจในความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนสำหรับซัพพลายเชนด้านอาหาร และปัจจุบัน ไอเอสโอกำลังดำเนินงานในเรื่องนี้อยู่
กรณีนี้ ชุดมาตรฐาน ISO 34101 sustainable and traceable cocoa beans มีเป้าหมายที่จะอำนวยความสะดวกสำหรับการปฏิบัติด้านเกษตรกรรมที่มีประสิทธิผลซึ่งช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงสภาพทางสังคมของชาวสวนโกโก้ซึ่งเป็นผู้เพาะปลูกรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนาด้วย
ในคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 26030 ซึ่งมีการนำสาขาอาหารไปประยุกต์ใช้ใน ISO 26000 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานสากลที่มีการนำไปใช้อ้างอิงมากที่สุดของโลกในด้านความรับผิดชอบทางสังคม ยังได้ให้แนวทางวิธีการรวมเอาประเด็นหลักของความรับผิดชอบทางสังคมเข้าไว้ด้วยกันกับห่วงโซ่อาหาร ดังนั้น จึงมีส่วนร่วมในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในด้านวิถีที่ยั่งยืน มีจริยธรรม และโปร่งใส
สำหรับผู้สนใจเรื่องของมาตรฐานไอเอสโอกับเกษตรกรรม สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ dedicated page
https://www.iso.org/news/ref2334.html
ปัจจุบัน ทั่วโลกมีความนิยมในการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และนับเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับไอเอสโอในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันท่องเที่ยวโลกซึ่งตรงกับวันที่ 27 กันยายนของทุกปี
จากข้อมูลขององค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization) แห่งองค์การสหประชาชาติ ปีที่แล้ว นักท่องเที่ยว 1.2 พันล้านคนได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้รับผิดชอบในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงถึง 1.8 พันล้านคนภายในปี 2573 (ค.ศ.2030)
ตัวเลขที่มีการคาดการณ์ไว้สูงเช่นนี้ จะนำมาซึ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้กับชุมชนท้องถิ่นที่คนจำนวนมากกำลังพึ่งพาอยู่ และเนื่องในโอกาสวันท่องเที่ยวโลกซึ่งตรงกับวันที่ 27 กันยายนของทุกปี จะมีการสร้างและยกระดับความตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวซึ่งสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ และในปีนี้ องค์การสหประชาชาติได้ให้ความสำคัญกับหัวข้อ Tourism and Digital Transformation ซึ่งให้เน้นในเรื่องของความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และวิธีที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านการมีส่วนร่วมเช่นการให้อำนาจแก่ชุมนชนท้องถิ่นและการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐานสากลของไอเอสโอสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วยการจัดเตรียมภาษาร่วมกัน และวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ได้รับความเห็นพ้องร่วมกันซึ่งเป็นหลีกเลี่ยงการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน จึงสามารถสร้างเวลาที่มีคุณค่าและมีทรัพยากรสำหรับการสร้างสรรค์ และงานที่มีการคิดค้นใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมกรอบการทำงานที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันจากนวัตกรรมที่กำลังได้รับความนิยมด้วย
จากประวัติของไอเอสโอ พบว่ามีมาตรฐานจำนวนหนึ่งที่ได้รองรับไว้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการช่วยให้ผู้ที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถปรับปรุงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งรวมถึงมาตรฐานของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228 การท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง (Tourism and related services) ซึ่งมีตัวอย่างข้อกำหนดทางวิชาการของ ISO/TS 13811 Tourism and related services – Guidelines on developing environmental specifications for accommodation establishments ซึ่งช่วยให้องค์กรลดผลกระทบเชิงลบต่อการจัดหาห้องพักเชิงท่องเที่ยวในด้านสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ
ปัจจุบัน คณะกรรมการกำลังทำงานด้านมาตรฐานที่สำคัญอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมโดยตรงต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงมาตรฐานดังต่อไปนี้
มาตรฐานดังกล่าวเป็นข้อกำหนดที่จะช่วยส่งเสริมให้มีระบบการจัดการอย่างยั่งยืนด้านการท่องเที่ยวและการบริการที่เกี่ยวข้อง วิธีปฏิบัติด้านการท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืน ทั้งในเรื่องของการจัดสรรที่พักและกิจกรรมดำน้ำ เป็นต้น อันจะเป็นการส่งเสริมให้ผู้นำมาตรฐานไปใช้ได้มีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2327.html
ของเล่นสำหรับเด็กมีอยู่มากมายและเป็นไปได้ว่าอาจจะมีอันตรายแอบแฝงมากับความสนุก เด็กๆ อาจจะเล่นของเล่นตามปกติแต่ก็มีโอกาสเป็นอันตรายได้ ไม่ว่าจะเป็นขอบหรือชิ้นส่วนเล็กๆ ที่มีความคมอยู่ในตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าของเล่นนั้นไม่ได้รับการออกแบบและผลิตมาอย่างถูกต้องและเหมาะสม
ปัจจุบัน เด็กๆ ได้รับความปลอดภัยและรอดพ้นจากอันตรายจากการเล่นของเล่นมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการมีมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยสำหรับของเล่นเด็กนั่นเอง ปัจจุบัน ไอเอสโอได้ทำการปรับปรุงมาตรฐานของเล่นเด็กเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยมาตรฐานฉบับใหม่จะมีความปลอดภัยและเหมาะสมมากขึ้นกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ISO 8124-1, Safety of toys – Part 1: Safety aspects related to mechanical and physical properties เป็นมาตรฐานที่ระบุข้อกำหนดและวิธีทดสอบของเล่นสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 14 ปี และครอบคลุมช่วงอายุการใช้งาน มาตรฐานนี้ระบุหลักเกณฑ์ที่ยอมรับได้สำหรับลักษณะโครงสร้างของของเล่น เช่น รูปร่าง ขนาด และเค้าโครง เป็นต้น รวมทั้งคำเตือนและคู่มือการใช้งานที่เหมาะสมด้วย
คริสเตียน เว็ทเทอร์เบิร์ก ประธานคณะกรรมการที่พัฒนามาตรฐานชุดดังกล่าวระบุว่ามาตรฐานจำนวน 150 หน้าครอบคลุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และมีบทบาทสำคัญในการสร้างผลกระทบด้านความปลอดภัยของของเล่นสำหรับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้น มาตรฐานใหม่ที่ทำการปรับปรุงนี้จึงต้องมีความทันสมัยและคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบันด้วย
สำหรับมาตรฐานฉบับล่าสุดครอบคลุมความหมายที่ได้ทำการปรับปรุงให้ทันสมัยและข้อกำหนดที่มีการแจ้งเตือนซึ่งได้ทำการทบทวนและเกี่ยวข้องกับวัสดุและชิ้นส่วน เช่น สายและแผ่นของชิ้นส่วนต่างๆ รวมไปถึงของใหม่ๆ อย่างโยโย่บอลด้วย
ISO 8124-1 เป็นหนึ่งในมาตรฐานที่มีรายละเอียดมากที่สุดและมีความยาวมากที่สุด ส่วนมาตรฐานอื่นในชุดเดียวกันนี้รวมอยู่ในส่วนที่ 2 ในเรื่องของการเผาไหม้ได้และส่วนที่ 4 ในเรื่องของการแกว่งและของเล่นที่มีกิจกรรมที่คล้ายกัน
ISO 8124 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 181, Safety of toys ซึ่งมีเลขานุการคือ DS สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเดนมาร์ก
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ https://www.iso.org/standard/74477.html
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2279.html
ธุรกิจที่มีอยู่ทั่วโลกมีอายุเฉลี่ยน้อยลง แต่ก็มีธุรกิจจำนวนมากที่มีอายุนับร้อยปี การที่ธุรกิจจะยืนหยัดและอยู่รอดในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปนั้นจะทำได้อย่างไร ไอเอสโอมีเคล็ดลับมาบอกกล่าวให้ทราบดังต่อไปนี้
จากการทำนายอายุขององค์กร พบว่าภายในปี 2570 (ค.ศ.2027) มีบริษัทที่ติดอันดับ 500 บริษัทของ S&P (Standard & Poor’s 500 Index) จะยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ได้เพียง 12 ปีเท่านั้น เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนธุรกิจอุตสาหกรรมที่ดิสรัพท์จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจทั่วไป ดังนั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับโลกอนาคตจึงมีความสำคัญมาก
มาตรฐาน ISO 9004 – การบริหารคุณภาพ – คุณภาพขององค์กร – แนวทางเพื่อบรรลุความสำเร็จที่มีการดูแลรักษา(Quality management – Quality of an organization – Guidance to achieve sustained success) เป็นมาตรฐานที่เปิดเผยความลับและกลยุทธ์ของการดำเนินธุรกิจทั่วโลกให้ได้ยาวนานที่สุดเพื่อช่วยให้องค์กรมีการเตรียมความพร้อมรับความท้าทายดังกล่าวข้างต้น และขณะเดียวกัน ก็ช่วยทำให้การดำเนินธุรกิจมีสมรรถนะมากที่สุด
ชาร์ลส์ คอรรี เลขานุการของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอที่พัฒนามาตรฐานนี้กล่าวว่ามาตรฐานนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้องค์กรอยู่รอดได้เท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้องค์กรบรรลุถึงความสำเร็จที่จะยังคงมีต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย
บ่อยครั้งที่ธุรกิจล้มเหลวเพราะไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาด การแข่งขันหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ISO 9004 มีการดึงเอากลยุทธ์ วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและประสบการณ์ของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทั่วโลกมาเพื่อจัดเตรียมแนวทางให้กับธุรกิจทุกธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นธุรกิจประเภทไหนหรือมีขนาดใหญ่หรือเล็กเพียงใด มาตรฐานนี้รวมถึงวิธีการคาดการณ์ความท้าทายในอนาคตและวิธีการบรรลุถึงสมรรถนะระดับสูงได้ตลอดเวลาที่ดำเนินธุรกิจ
มาตรฐาน ISO 9004 ฉบับใหม่นี้เป็นมาตรฐานที่ทำการทบทวนจากมาตรฐานฉบับปี 2009 ซึ่งปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้นเพื่อช่วยให้องค์กรพัฒนาสมรรถนะโดยรวมด้วยการปลดปล่อยศักยภาพของระบบการบริหารคุณภาพให้ออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่งที่ไกลกว่ามาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพด้วยการเน้นในหัวข้อต่างๆ เช่น การกระจายงานตามกลยุทธ์และการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน การดำเนินงานตามนโยบายและวัตถุประสงค์ขององค์กรซึ่งมีมุมมองในบริบทขององค์กรที่กว้างขึ้นโดยพิจารณาถึงวิสัยทัศน์ พันธุกิจ คุณค่าและวัฒนธรรมองค์กร
มาตรฐาน ISO 9004 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 176 การบริหารงานคุณภาพและการประกันคุณภาพ (Quality management and quality assurance) คณะอนุกรรมการที่ 2 ระบบคุณภาพ (Subcommittee SC 2, Quality Systems) ซึ่งมี BSI สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศอังกฤษ เป็นเลขานุการ
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ https://www.iso.org/standard/70397.html
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2275.html
สุขภาพและความปลอดภัยนับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ สำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิต วารสารไอเอสโอโฟกัสได้พูดคุย
กับไมค์ เดนิสัน จากองค์กรผู้ผลิตที่มีชื่อว่า EEF (The Manufacturers’ Organization) ซึ่งเป็นสมาคมการค้าที่เป็นตัวแทนของบริษัท 20,000 บริษัท
ในภาคส่วนการผลิตและวิศวกรรมศาสตร์ ไมค์ เดนิสันได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐาน ISO 45001 ซึ่งมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
จะมีผลกระทบต่อภาคการผลิตและจะช่วยทำให้มั่นใจในเรื่องของการทำงานที่มีอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ดี และเขาได้ให้สัมภาษณ์กับวารสารไอเอสโอโฟกัส ดังต่อไปนี้
คำถาม : สิ่งที่เป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสุขภาพโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตคืออะไร และมาตรฐาน ISO 45001 ช่วยในเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร
ไมค์ เดนิสัน : การผลิตมีความเสี่ยงหลายด้าน ในขณะที่มีความเสี่ยงแบบเดิมๆ อย่างขับเคลื่อนของยานพาหนะ การจัดการโดยใช้คน และอื่นๆ แล้วก็ยังมีหลายพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างเช่นเครื่องจักรและประเด็นด้านการยศาสตร์ (ergonomic) อื่นๆ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่ทำซ้ำๆ และส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน
ในการระบุอันตรายด้านนี้ ISO 45001 ขอให้ธุรกิจมองไปที่อันตรายที่เกิดขึ้นจากการออกแบบบริเวณที่ทำงาน กระบวนการ การติดตั้ง เครื่องจักร/อุปกรณ์ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และองค์กรที่ทำงาน รวมทั้งการรับเอาความต้องการและความสามารถของผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องไปใช้งาน ซึ่งเรื่องเหล่านี้เมื่อรวม
เข้ากับข้อกำหนดในการประเมินวิธีการจัดการ ปัจจัยด้านสังคม (รวมทั้งจำนวนงาน ชั่วโมงการทำงาน อันตรายที่จะเกิดขึ้น การล่วงละเมิด และการกลั่นแกล้ง) ความเป็นผู้นำ รวมทั้งวัฒนธรรมในองค์กรแล้วธุรกิจก็ควรจะให้เข้าไปดูแลจัดการให้ครอบคลุมด้วย
กิจกรรมการบำรุงรักษาในด้านการผลิตบ่อยครั้งทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากในหลายธุรกิจ การผลิตเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งสามารถส่งผลให้เกิดแรงกดดันในการเร่งทำงานโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยและทำให้เกิดความเสี่ยงในการผลิตและบ่อยครั้งก็เกี่ยวข้องกับการใช้ผู้รับเหมาช่วงด้วย
สำหรับการนำมาตรฐาน 45001 ไปใช้ ธุรกิจจำเป็นจะต้องระบุอันตรายที่เกิดจากกิจกรรมและสถานการณ์ที่ไม่ได้ทำเป็นปกติ และในข้อกำหนดเกี่ยวกับ
การจัดซื้อ (ซึ่งรวมถึงผู้รับจ้างช่วง) ก็ควรจะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ในทิศทางที่ถูกต้องด้วย
นอกจากนี้ ข้อกำหนดในด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ตามกำหนดเวลาอย่างเหมาะสม เนื่องจากการผลิตสมัยใหม่ได้สร้าง
สิ่งใหม่ๆ และก้าวไปสู่ในเรื่องของนวัตกรรม เช่น หุ่นยนต์และนาโนเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ธุรกิจจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการใหม่ๆ เพื่อดูแลในเรื่องความเสี่ยงด้วย
คำถาม : ทำไมการตีพิมพ์เผยแพร่มาตรฐาน ISO 45001 จึงมีความสำคัญ
ไมค์ เดนิสัน : มาตรฐาน ISO 45001 เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกใช้เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัย และเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันเป็นมาตรฐานแรกของโลกในการใช้สำหรับการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ปัจจุบัน เพื่อให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน จึงมีการยอมรับในระดับสากลสำหรับธุรกิจที่ดำเนินอยู่ในแง่ของการบริหารความเสี่ยง ซึ่งมีศักยภาพมากที่จะปรับปรุงเงื่อนไขการทำงานและช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจมีการเติบโต มีความสามารถ
ในการแข่งขัน รวมทั้งมีความยั่งยืนมากขึ้น
สำหรับระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ทั่วโลกต่างเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายประการ และแต่ละปี มีผู้ปฏิบัติงานมากกว่าสองล้านคนต้องสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคที่เกิดจากการทำงาน มาตรฐาน ISO 45001 จึงเป็นมาตรฐานที่มีบทบาทในการลดสถิติอุบัติเหตุดังกล่าว เนื่องจากเป็นมาตรฐานที่นำเอาเรื่องของอาชีวอนามัยและความปลอดภัยไปใช้เป็นแกนหลักของกลยุทธ์ธุรกิจ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับสวัสดิภาพในการทำงาน
มาตรฐานใหม่ยังช่วยจุดประกายสนทนาที่โฟกัสไปยังผลกระทบของธุรกิจ ความเสี่ยงของธุรกิจ และการทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและคุณธรรม และด้วย
การเปรียบเทียบในระดับสากล มาตรฐานนี้มีแนวโน้มที่จะใช้ในธุรกิจที่มีการกระตุ้นให้ก้าวไปสู่ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมากขึ้น
คำถาม : มาตรฐานนี้มีความหมายกับธุรกิจและผู้จัดการด้าน Health Safety Climate and Environment อย่างไร
ไมค์ เดนิสัน : ที่ EEF มีการใช้แนวทางที่คล้ายคลึงกันในการจัดการด้านนี้ซึ่งข้อกำหนดมีความสอดคล้องกับหลักการของมาตรฐานไอเอสโอ เช่น ISO 9001 ISO 14001 ISO 14001
การตีพิมพ์เผยแพร่มาตรฐาน ISO 45001 ทำให้มีข้อกำหนดด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่สอดคล้องกันกับมาตรฐานหลัก เช่น ISO 9001 ISO 14001 ISO 27001 ซึ่งทั้งหมดมีการทบทวนให้เข้ากับกับแนวทางการบริหารแบบใหม่
มาตรฐานยุคใหม่มีการทำให้ง่ายขึ้นโดยมีวิธีการจัดการกับธุรกิจและความเสี่ยง มาตรฐานทั้งหมดใช้กรอบการดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยงภายใต้ Annex SLซึ่งจัดเตรียมโครงสร้างร่วมที่อำนวยความสะดวกการรวมระบบการบริหารจัดการหลายระบบเข้าไปไว้ในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัท
เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผล
มาตรฐานระบบการบริหารจัดการใช้วงจร P-D-C-A ที่ผู้จัดการ HSCE และธุรกิจส่วนใหญ่จะมีความคุ้นเคยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีผู้นำจาก
ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งรวมถึงการแสดงความเป็นเจ้าของและการแสดงความมีพันธสัญญาในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มาตรฐาน ISO 45001
มีการเน้นในเรื่องกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยและวิธีที่มาตรฐานเชื่อมโยงกับกลยุทธ์และบริบทด้วย
มาตรฐาน ISO 45001จะทำให้มั่นใจว่าบริษัทยอมรับและให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติงานและการให้คำปรึกษากับผู้ปฏิบัติงานในการปรับปรุงเงื่อนไขการทำงานด้วยการมีส่วนร่วมที่ดีขึ้นในการปฏิบัติงาน
สำหรับคำถามที่ว่าการรับเอามาตรฐานนี้ไปใช้งานจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างไรบ้างนั้น มาติดตามคำตอบในบทความ
ตอนที่ 2 ในครั้งหน้าค่ะ