ดูเหมือนปี 2561 เพิ่งจะเริ่มต้นมาได้ไม่นานนัก แต่ว่าปีนี้เป็นปีที่มีเรื่องที่มีความสำคัญมากสำหรับความมั่นคงด้านข้อมูลข่าวสารเลยทีเดียว

มีการหยิบยกประเด็นคำถามขึ้นมาเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของไมโครโปรเซสเซอร์และโครงการด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เช่น กฎระเบียบของข้อมูลทั่วไปของสหภาพยุโรปซึ่งมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ทำให้มาตรฐาน ISO/IEC 27000 ฉบับใหม่ได้เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม

ISO/IEC 27000: 2018 เป็นมาตรฐานที่จัดเตรียมภาพรวมของการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Management Systems: ISMS) นิยามศัพท์และความหมายที่ใช้ร่วมกันในมาตรฐานในกลุ่ม ISMS ISO/IEC 27001 ซึ่งมีการออกแบบมาเพื่อให้นำไปปรับใช้กับองค์กร
ทุกประเภทและทุกขนาด นับตั้งแต่ธุรกิจข้ามชาติ ไปจนถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจขนาดเล็ก รวมไปถึงองค์กรทั้งภาครัฐและองค์กรเอ็นจีโอด้วย ซึ่งมาตรฐานฉบับใหม่ได้มีการประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561

ยังมีมาตรฐานในกลุ่ม 27000 อีกมากกว่า 12 ฉบับ ส่วนมาตรฐาน ISMS ISO/IEC 27001: 2018 ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้เข้าใจถึงวิธีการที่มาตรฐานสามารถทำให้เข้ากันได้ ไม่ว่าจะเป็นขอบข่าย บทบาท หน้าที่ และความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

ชุมชนที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐาน ISO/IEC 27001 จะพบว่ามาตรฐานนี้เป็นประโยชน์ เนื่องจากได้นำเอาคำศัพท์ที่จำเป็นที่มีการใช้ในมาตรฐานอื่นๆ ในกลุ่ม ISO/IEC 27000 เข้ามาใช้งาน

ISO/IEC 27000:2018 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/IEC JTC 1, Information technology คณะอนุกรรมการ SC 27, IT security techniques ซึ่งมีเลขานุการคือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน (German Institute for Standardization หรือ Deutsches Institut für Normung: DIN)

ผู้ที่สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2266.html

เป็นที่ทราบกันดีว่าการรับประทานอาหารที่มาจากธรรมชาติตามฤดูกาลจะเป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่หากพูดถึงส่วนผสมของอาหารที่เป็นธรรมชาติ อาหารแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นอาหาร “ธรรมชาติ” ขณะนี้ ไอเอสโอมีข้อกำหนดทางเทคนิคใหม่ที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มพูดภาษาเดียวกัน

แม้ว่าความสนใจของผู้บริโภคมากมายจะมุ่งไปหาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น “ธรรมชาติ” แต่สิ่งที่เป็นส่วนผสมของอาหารธรรมชาตินั้น เป็นที่ถกเถียงกันมานานแล้ว เกี่ยวกับเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการที่มีชื่อว่า Codex Alimentarius Commission ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิก Codex ทุกประเทศรวมทั้งประเทศที่เป็นสมาชิกของ FAO หรือ WHO ได้มีความพยายามในการจัดทำข้อกำหนดด้านกระบวนการอาหารและส่วนผสมอาหารธรรมชาติ แต่ก็ยังไม่ออกมาเป็นรูปร่างจนกระทั่งปัจจุบัน ไอเอสโอได้กำหนดข้อกำหนดทางเทคนิค ISO/TS 19657: 2017 นิยามและเกณฑ์ทางวิชาการสำหรับส่วนผสมอาหารที่เป็นธรรมชาติ (Definitions and technical criteria for food ingredients to be considered as natural) ขึ้นมา

วัตถุประสงค์ของเอกสารนี้ก็คือ เพื่อจัดเตรียมเกณฑ์ที่จำเป็นสำหรับส่วนผสมของอาหารที่เป็นธรรมชาติซึ่งอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐสามารถนำไปใช้อ้างอิงเมื่อทั่วโลกทำการค้าเสรี

ในบางภูมิภาคของโลก การขาดเกณฑ์ในลักษณะนี้ได้นำไปสู่การฟ้องร้องมากมาย มาตรฐานใหม่ ISO/TS 19657 จึงเสนอเกณฑ์สำหรับการสื่อสารสำหรับประเภทธุรกิจกับธุรกิจเกี่ยวกับส่วนผสมของอาหารธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้มีการปฏิบัติทางธุรกิจที่เป็นธรรมสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม แต่เอกสารนี้ไม่ได้นำไปใช้กับการสื่อสารผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค เช่น ฉลากบรรจุภัณฑ์

โดมินิค แทย์มานส์ ผู้ประสานงานกลุ่มที่พัฒนาข้อกำหนดทางวิชาการ อธิบายว่าข้อกำหนดทางวิชาการประกอบด้วยแนวทางพื้นฐานที่ทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มพูดภาษาเดียวกัน ซึ่งเป็นหัวข้อที่อาจจะดูซับซ้อน จึงให้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมืออาชีพมีแนวทางพื้นฐานร่วมกันเพื่อก้าวสู่การกำหนดมาตรฐานที่เป็นแนวทางเดียวกันต่อไป

ISO/TS 19657: 2017 เน้นความต้องการของบริษัทอาหารและเครื่องดื่ม และผู้ผลิตส่วนผสมของอาหารทุกบริษัท โดยไม่จำเป็นว่าจะเป็นบริษัทขนาดใดและมีความซับซ้อนเพียงใด ซึ่งเอกสารมาตรฐานนี้จะทำให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นธรรมสำหรับธุรกิจทุกประเภท

มาตรฐาน ISO/TS 19657:2017 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 34, Food products ภายใต้กลุ่ม 18 ส่วนผสมอาหารธรรมชาติ ซึ่งผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

 
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2254.html

ธุรกิจที่ยังคงสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้ได้ตามที่ลูกค้าคาดหวัง จำเป็นจะต้องมีการจัดการข้อมูลสารสนเทศที่มีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมหาศาลได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องคำนึงถึงเพื่อผู้บริโภคและบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยสารสนเทศซึ่งอาจถูกคุกคามด้วยโจรไซเบอร์อัจฉริยะ

ความเสียหายที่ได้รับผลกระทบจากภัยทางไซเบอร์นั้นมีนับตั้งแต่เรื่องทั่วไปอย่างการแฉภาพที่ทำให้ดาราหรือคนดังต้องรู้สึกอับอายไปจนถึงการสูญเสีย
บันทึกข้อมูลทางการแพทย์ และการคุกคามเพื่อเรียกค่าไถ่ซึ่งโจมตีองค์กรยักษ์ใหญ่ต่างๆ

ในเมื่อข้อมูลขององค์กรประกอบไปด้วยข้อมูลสารสนเทศส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางการแพทย์หรือการเงิน บริษัทจึงจำเป็นต้องมีข้อบังคับทั้งในเชิงกฎหมายและจริยธรรมเพื่อให้ข้อมูลปลอดภัยจากอาชญากรรมทางไซเบอร์   ดังนั้น มาตรฐานชุด ISO/IEC 27000  จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถจัดการกับความมั่นคงปลอดภัยของทรัพย์สิน เช่น ข้อมูลทางการเงิน ทรัพย์สินทางปัญญา ข้อมูลลูกจ้างหรือข้อมูลที่องค์กรได้ดำเนินไปเพื่อลูกจ้างและ
ได้รับการรับรองจากบุคคลที่สาม เป็นต้น

ISO/IEC 27001 เป็นมาตรฐานที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในกลุ่มมาตรฐานที่เป็นข้อกำหนดสำหรับระบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ (Information Security Management System: ISMS) ซึ่งองค์กรต่างๆ สามารถขอรับการรับรองได้ตามความสมัครใจ

สำหรับคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจประเมินบริษัท มาตรฐานดังกล่าวอาจเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน การเตรียมความพร้อมสำหรับการตรวจประเมิน
จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวและใส่ใจในรายละเอียด  ซึ่งมาตรฐาน ISO/IEC 27007 Information technology —Security techniques — Guidelines for information security management systems จะช่วยในเรื่องการตรวจประเมินให้มีความแม่นยำ และยังช่วยให้ทั้งผู้ตรวจประเมินและผู้ได้รับการตรวจประเมินมีแนวทางการเตรียมตัวที่ชัดเจน

มาตรฐานดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) และได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO/IEC 27001: 2013

มาตรฐานนี้เป็นการจัดเตรียมแนวทางการตรวจประเมินระบบการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ซึ่งเป็นปฏิบัติการตรวจประเมินระบบ
ที่มีความสอดคล้องกับ ISO/IEC 27001และความสามารถและการประเมินของผู้ตรวจประเมินระบบ ISMS

นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังเป็นการเตรียมแนวทางสำหรับการตรวจประเมินข้อกำหนดทั้งหมดที่ระบุใน ISO/IEC 27001 ซึ่งตั้งใจใช้ร่วมกับแนวทางที่อยู่
ในมาตรฐาน ISO 19011: 2011 และเป็นไปตามโครงสร้างมาตรฐานของไอเอสโอ

มาตรฐาน ISO/IEC 27007 เป็นประโยชน์สำหรับธุรกิจทุกธุรกิจและได้รับการออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานทุกประเภทรวมทั้งองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก
ผู้สนใจสามารถศึกษามาตรฐานนี้ได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ https://www.iso.org/standard/67398.html

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2232.html  

เมืองอัจฉริยะเป็นสิ่งที่มีการกล่าวถึงกันมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  และเนื่องจากพื้นที่ในเมืองคาดว่าจะมีประชากรเพิ่มมากขึ้นถึง 70% ภายในปี 2050

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “มาตรฐาน” จะเป็นสิ่งที่ทำให้เมืองมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น  (Standards make cities smarter) หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน ร่วมกับไออีซีหรือคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอเทคนิกส์ และไอทียู หรือสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ กำหนดให้เป็นวาระสำคัญในการเฉลิมฉลองวันมาตรฐานโลกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2560 ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้
MASCI Innoversity ได้นำเสนอไว้ในบทความเรื่อง “14 ตุลาคม วันมาตรฐานโลก”

สิ่งที่เมืองสมัยใหม่ต้องทำให้สำเร็จเพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของพลเมือง ได้แก่ น้ำใช้ที่เพียงพอ การเข้าถึงน้ำ
ที่สะอาดทั่วโลก ความสามารถในการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ และความรู้สึกของความมั่นคงและปลอดภัย

การสร้างเมืองอัจฉริยะ ไม่ใช่งานที่ง่ายเลย ทุกๆ เมืองมีศูนย์กลางที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายและต้องการการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองแบบองค์รวม มาตรฐานสากลเป็นสิ่งที่จะช่วยได้เนื่องจากประกอบด้วยความรู้ของผู้เชี่ยวชาญและวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดที่เมืองสามารถใช้ในการพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหา
ที่ออกแบบมาสำหรับแต่ละเมืองที่มีการปรับให้เข้ากับความต้องการที่เฉพาะเจาะจง

มาตรฐานสากลมีความสำคัญในการทำให้เชื่อมั่นในคุณภาพและสมรรถนะ หากปราศจากมาตรฐาน เทคโนโลยีที่แตกต่างกันจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ มาตรฐานเป็นการอำนวยความสะดวกให้สามารถเปรียบเทียบบริการและผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันได้ ซึ่งสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันและนวัตกรรม
เมื่อมาตรฐานมีการทำงานกับระบบร่วมกัน จะทำให้เกิดการผสมผสานของโครงสร้างและแนวทางการแก้ไขปัญหาจากซัพพลายเออร์ที่แตกต่างกัน

หากไม่มีมาตรฐานระหว่างประเทศ เมืองจะมีความยากลำบากในการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยและสร้างบริการที่สะดวกสบาย มาตรฐานจึงเป็นพื้นฐานสำหรับการเข้าถึงด้านไฟฟ้าและอุปกรณ์อีกหลายอย่างรวมทั้งระบบที่ใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มาตรฐานสากลเป็นตัวช่วยสนับสนุนให้ข้อมูลและเทคโนโลยีการสื่อสารสามารถทำการเก็บรวบรวมข้อมูล แลกเปลี่ยนและวิเคราะห์ข้อมูล และดูแลความมั่นคงปลอดภัยด้านข้อมูลได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมแนวทางที่สำคัญในทุกแง่มุมสำหรับชีวิตในเมือง  เช่น อาคารที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การขนส่งอัจฉริยะ การบริหารจัดการของเสียที่มีการปรับปรุง
ให้ดีขึ้น และชุมชนที่มีความยั่งยืน เป็นต้น

มาตรฐานสากลยังสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะแบบผสมผสานและทำให้มีความสะดวกสบายราบรื่นมากขึ้น ด้วยมาตรฐานสากลนี้เอง จะทำให้เราสามารถสร้างเมืองที่มีความเป็นอัจฉริยะมากยิ่งขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

วันมาตรฐานโลกจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาข้อตกลงทางเทคนิควิชาการแบบสมัครใจซึ่งมีการตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาเป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วโลกได้นำไปประโยชน์ต่อไป

ที่มา:  https://www.iso.org/news/ref2231.html  

ปัจจุบัน การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเป็นการศึกษาในห้องเรียนตามระบบอีกต่อไป การเรียนรู้ได้ก้าวไปไกลกว่าการฝึกอบรมและการศึกษาอย่างเป็นทางการ
ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ในโลกปัจจุบัน จึงได้พัฒนามาตรฐานสำหรับผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีบริการด้านการเรียนรู้ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสร้างการยอมรับและความเชื่อถือในด้านการเรียนรู้และการศึกษาทั่วโลกอีกด้วย

ISO 29993 Learning services outside formal education – Service requirements เป็นข้อกำหนดที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงในด้านความโปร่งใสและความเชื่อถือในตลาดการศึกษาด้วยการจัดเตรียมข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับระดับคุณภาพบริการด้านการเรียนรู้ที่เห็นพ้องต้องกันในระดับระหว่างประเทศ

ข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 29993 เป็นข้อกำหนดสำหรับบริการด้านการเรียนรู้นอกเหนือจากการศึกษาอย่างเป็นทางการ รวมทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น การศึกษาด้านวิชาชีพ อาชีวศึกษา การฝึกอบรมภายในบริษัท และการฝึกอบรมโดยผู้ให้บริการการฝึกอบรม (Learning Service Provider: LSP) เป็นต้น  ซึ่งมีทั้งการเรียนรู้แบบตัวต่อตัว การเรียนรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยีต่างๆ และการเรียนรู้ที่ผสมผสานทั้งสองแบบดังกล่าวเข้าด้วยกัน

แดเนียล กราฟ ประธานคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC  232 ที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าว ซึ่งมีเลขานุการคือ สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน (DIN) กล่าวว่ามาตรฐาน ISO 29993 ทำให้ผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาคุณภาพและมีการจัดเตรียมมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับระหว่างประเทศซึ่งทำให้มาตรฐานในประเทศทั้งภาคเอกชนและภาครัฐรวมไปถึงโรงเรียนในท้องถิ่นมีความสอดคล้องและเป็นไปในทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังทำให้ผู้เรียนรู้ได้รับประโยชน์จากการมีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่คาดหวังด้วย

คณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC  232 ยังได้พัฒนามาตรฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านภาษาและมาตรฐานบริการฝึกอบรมที่ไม่เป็นทางการอีกด้วย ได้แก่ ISO 29990: 2010 – Learning services for non-formal education and training — Basic requirements for service providers และ ISO 29991: 2014 – Language learning services outside formal education — Requirements

ISO 29993 ยอมรับถึงความสำคัญของผู้เรียนรู้ที่ควรจะได้รับทางเลือกที่ได้รับการบอกกล่าวให้ทราบด้วยข้อมูลของผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ที่มีความชัดเจนรวมไปถึงสิ่งที่คาดหวังจากการเรียนรู้  ตลอดจนทำให้รู้จักผู้ให้บริการมากขึ้นด้วย

ISO 29993: 2017 ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์สำหรับโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยที่ให้บริการทางการศึกษาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรด้านการศึกษาและการเรียนรู้ที่ต้องการใช้มาตรฐานเป็นเครื่องมือในการประเมินตนเองและสะท้อนให้เห็นภาพขององค์กรของตนด้วย

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

1.  https://www.iso.org/news/ref2210.html

2. https://www.iso.org/standard/70357.html  

ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ค่อนข้างคุ้นเคยกับไฟล์ PDF ซึ่งเป็นที่นิยมในการทำ e-Document  ซึ่ง Adobe Acrobat เป็นกลุ่มของโปรแกรมประยุกต์หรือซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นและบริการเว็บที่ได้รับการพัฒนาโดยระบบ Adobe ที่สามารถจัดการไฟล์ต่างๆ ได้ในรูปแบบที่เรียกว่า PDF กลุ่มของโปรแกรมประกอบด้วย Acrobat Reader, Acrobat และ Acrobat.com

รูปแบบไฟล์ PDF นี้ทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของการมีมาตรฐานเป็นอย่างมาก ถ้าหากว่าข้อกำหนดของ PDF ไม่มีการเผยแพร่จากการผลิตเทคโนโลยีในปี 2536 (ค.ศ.1993) แล้ว PDF ก็คงเป็นเพียงแค่หนึ่งในรูปแบบเอกสารธรรมดาหลายๆ แบบที่มีอยู่ทั่วไป  แต่การตัดสินใจสร้างข้อกำหนด PDF ของ Adobe นั้น ทำให้ PDF มีความพิเศษและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมให้กับนักพัฒนา

Adobe’s PDF version 1.7 ได้มีการนำมาพัฒนาเป็นมาตรฐาน ISO 32000 เมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) (ISO 32000 -Document management -Portable document format) นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สมาชิกของกลุ่มงานของคณะทำงานวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 171/SC 2/WG 8 ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่รับผิดชอบด้านมาตรฐานก็ได้เริ่มพัฒนาข้อกำหนดซึ่งเพิ่งตีพิมพ์เผยแพร่ข้อกำหนดสำหรับรูปแบบ PDF 2.0 ไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

คุณค่าของ PDF ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันคือ ทุกวันนี้ ทั่วโลกต่างใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ PDF ซึ่งเป็นมาตรฐานโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ซึ่งไฟล์ PDF ควรเป็นสิ่งที่สามารถทำงานร่วมกันได้สำหรับทุกคน ผู้ใช้งานขั้นสุดท้ายควรจะได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันไม่ว่าจะใช้ซอฟต์แวร์อะไร ดังนั้น คุณลักษณะหลักของไฟล์ PDF ซึ่งทำงานในลักษณะเดียวกันเสมอนี้ จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เทคโนโลยีนี้ประสบความสำเร็จ

สำหรับพื้นฐานการใช้งาน PDF 2.0 ยังคงเหมือนเดิม แต่คุณค่าสำหรับผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้น เช่น การแก้ไขข้อผิดพลาด การทำให้คุณลักษณะหรือฟีเจอร์มีความทันสมัย มีการอัพเดตมาตรฐานอ้างอิง เป็นต้น ซึ่งข้อกำหนดจำนวน 14%  (ของ 972 หน้า) ได้มีการทบทวนและเขียนใหม่ทั้งหมด

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็ทำให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้ดีโดยมีการใช้งานร่วมกันได้ดีขึ้น โดยสรุป PDF 2.0 ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้นและช่วยนักพัฒนาประหยัดค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงการซัพพอร์ท PDF ในทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม  PDF 2.0 รวมทั้งฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมดได้ปรับปรุงข้อกำหนดที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้นในหลายเรื่อง  เช่น เอกสารที่ไม่ได้ใส่รหัส สามารถทำเป็นไฟล์ที่ปลอดภัยเพื่อที่จะจัดส่งกันภายในในรูปแบบของเอกสารจดหมายนำส่ง (Cover Letter) ที่สามารถอ่านได้, มีการสนับสนุนใหม่ให้ มีฟีเจอร์ที่ให้พื้นที่และรูปแบบไฟล์ทรีดี (Product Representation Compact: PRC) และมีคำอธิบายประกอบได้เป็นจำนวนมาก, ไฟล์ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้รับการแนะนำด้วย PDF/A-3 ในครั้งแรก แต่ปัจจุบัน ขยายไปเป็นเอกสาร PDF 2.0  ที่มีความสามารถในการรวมเอาข้อมูลขนาดมหาศาล (สามารถอ่านได้) ที่แนบไปกับ PDF และผู้ใช้งานสามารถรวมเอาแหล่งหรือข้อมูลและรูปแบบไฟล์อื่นๆ ไปเป็นส่วนหนึ่งของเอกสาร PDF ได้ เป็นต้น

มาตรฐาน ISO 32000-2, Document management – Portable document format – Part 2: PDF 2.0 เป็นข้อกำหนดแรกที่มีการพัฒนาทั้งหมดภายใต้กระบวนการและแนวทางของไอเอสโอ ทำให้มีความชัดเจนขึ้นและใช้งานได้ดีขึ้น

ISO 32000-2 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 171 Document management applications คณะอนุกรรมการวิชาการ subcommittee SC 2, Document file formats, EDMS systems and authenticity of information ซึ่งมีเลขานุการคือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา (American National Standards Institute: ANSI)

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้ที่ห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2199.html

บทความเรื่อง องค์กรยุคใหม่ ใส่ใจ ISO 26000 ตอนที่ 1 ได้กล่าวว่าหลายองค์กรได้ให้ความใส่ใจในการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมก่อนที่จะมีมาตรฐาน ISO 26000 เกิดขึ้น แต่เมื่อมีมาตรฐานแล้วก็ยิ่งช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ มีแนวคิดในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้นและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางซึ่งไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานบางฉบับขึ้นมาเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบทางสังคมอีกด้วย  แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงมาตรฐานฉบับอื่นที่เกี่ยวข้อง เรามาฟังความเป็นมาของมาตรฐาน ISO 26000 กันก่อน

เมื่อปี 2548 (ค.ศ.2005) กลุ่มงานของไอเสอโอได้ร่วมกันเป็นผู้นำในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม และใช้เวลา 5 ปีในการพัฒนาและประชุมระหว่างประเทศจำนวน 8 ครั้ง นับตั้งแต่ประเทศออสเตรเลียไปจนถึงประเทศชิลีและประเทศไทย มีการพิจารณาข้อคิดเห็นมากกว่า 25,000 เรื่องที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 450 คนซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศต่างๆ จำนวน 99 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศจากทั่วโลกกว่า 40 แห่งรวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นผู้แทนจาก Global Reporting Initiative องค์กรผู้บริโภคสากลและข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ

การสร้างมาตรฐาน ISO 26000 เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าประทับใจมากที่สุดประการหนึ่งของการสร้างความเห็นพ้องต้องกันให้เกิดขึ้นด้วยผู้เชี่ยวชาญที่เต็มใจให้เวลา ข้อคิดเห็นและทุ่มเทแรงกายแรงใจไปเพื่อช่วยกันพิจารณา เจรจา อภิปรายและพัฒนามาตรฐานจนกระทั่งสามารถนำมาใช้งานได้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน การตัดสินใจทั้งหมดเกิดขึ้นจากความยินยอมร่วมกันของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและให้ความสำคัญไปกับการมีส่วนร่วมอย่างสมดุลของประเทศต่างๆ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งผู้แทนจากสหภาพยุโรปซึ่งเข้าร่วมประชุมด้วย

หลังจากที่มาตรฐาน ISO 26000 ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ สหภาพยุโรปก็ได้ประกาศเรื่องการสื่อสาร CSR แบบใหม่ซึ่งระบุว่า CSR เป็นความรับผิดชอบของธุรกิจในเรื่องผลกระทบต่อสังคม ซึ่งคล้ายคลึงกับนิยามในมาตรฐาน ISO 26000 และใช้ในการกำหนดแนวทางและหลักการในการสร้างกลยุทธ์ด้วย

7 ปีต่อมา มาตรฐาน ISO 26000 ได้ช่วยให้องค์กรนับพันทำการปรับปรุงกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งบริษัทต่าง ๆ เช่น  NEC Corporation ซึ่งได้วางนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมไว้  คุณฮิโตชิ ซูซูกิ อดีตผู้จัดการทั่วไปด้าน CSR ของ NEC และปัจจุบันเป็นประธาน Think Tank IISE ของ NEC ที่ทำการวิจัยในประเด็นความสามารถในการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน ได้กล่าวว่า เมื่อได้เข้าไปจัดการในเรื่องซัพพลายเชนและมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาตรฐาน ISO 26000 จึงเกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้นไปอีก

กล่าวคือ มาตรฐานดังกล่าวทำให้บริษัทรู้จักซัพพลายเออร์ดีขึ้น สามารถเห็นว่าพวกเขาทำงานอย่างไรและทำให้สามารถระบุว่าควรปรับปรุงในจุดไหนและอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการทำงานที่มีเงื่อนไขต่างๆ รวมทั้งการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยด้วย ดังนั้น จึงได้สร้างมาตรการเชิงป้องกันและทำงานร่วมกันซึ่งทำให้เห็นถึงวิธีที่บริษัทและซัพพลายเออร์จะสามารถนำวิธีการบริหารจัดการเหล่านั้นไปปรับใช้งาน

มาร์คแอนด์สเปนเซอร์เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้บุกเบิกที่มีความโดดเด่นในด้านความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนด้วยการนำแผน A ไปใช้เมื่อปี 2550 (ค.ศ.2007) เพื่อช่วยปกป้องโลกด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ ลดของเสียและช่วยเหลือชุมชน แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากซัพพลายเออร์ ดังนั้น เมื่อปี 2556 (ค.ศ.2013) บริษัทจึงหันมาใช้ ISO 26000 เป็นแนวทางในการส่งเสริมวิธีปฏิบัติที่เป็นธรรมตลอดทั้งซัพพลายเชน

มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ใน 70 ประเทศที่มีการจ้างงานทั่วโลกถึงสองล้านคนซึ่งอยู่ในโรงงานสองหมื่นโรงและในฟาร์มอีกสองหมื่นแห่ง ดังนั้น โครงการต่างๆ จึงมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในร้านค้าปลีกของบริษัทซึ่งมีบางแห่งก็เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าในประเทศอินเย ศรีลังกา และบังคลาเทศ ซึ่งได้รับการเชื้อเชิญให้นำหลักการของ ISO 26000 ในด้านความรับผิดชอบของสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไปรวมอยู่ในกลยุทธ์ของธุรกิจ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน  2558 (ค.ศ.2015) สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับเอาเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 หัวข้อขององค์การสหประชาติไปดำเนินการเป็น “วาระการพัฒนา 2030” ซึ่งกำหนดเป้าหมายที่สร้างแรงบันดาลใจในการยุติความหิวโหย การปกป้องโลก และการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับทุกคนในโลกนี้ และแรงบันดาลใจนี้ก็สะท้อนอยู่ในมาตรฐาน ISO 2600 ซึ่งมีหลักการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและมีส่วนร่วมโดยตรงต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวด้วย

ในช่วง 7 ปีที่มาตรฐาน ISO 26000 ได้เกิดขึ้นมานั้น ยังพิสูจน์ให้เห็นว่ามาตรฐานนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังมาตรฐานอื่นๆ อีกหลายมาตรฐาน เช่น ISO 37001 มาตรฐานระบบการจัดการต่อต้านการติดสินบน ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมของความซื่อสัตย์และความโปร่งใสในองค์กร มาตรฐาน ISO 20400 แนวทางการจัดซื้ออย่างยั่งยืนซึ่งใช้มาตรฐาน ISO 26000 มาอ้างอิงอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งข้อตกลงการประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับระหว่างประเทศ IWA 26 ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรรวมเอาหลักการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเข้ากับมาตรฐานระบบการจัดการอื่นๆ ของไอเอสโอ

ในช่วงไม่ถึง 20 ปีที่ผ่านมา มาตรฐาน ISO 26000 ได้ให้แนวคิดที่มีการคิดร่วมกันมากขึ้นอย่างเช่นเอกสาร ISO Guide 82 – Guidelines for addressing sustainability in standards ซึ่งเป็นแนวทางในการช่วยใช้ให้ผู้เขียนมาตรฐานสามารถเน้นในประเด็นด้านความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนอันเป็นการยกระดับความตระหนักในเรื่องนี้เพื่อให้มีการนำไปใช้งานในมาตรฐานไอเอสโออย่างเป็นระบบและมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขอบข่ายของมาตรฐานที่ทำการพัฒนา

มาตรฐาน ISO 26000 จึงเป็นมาตรฐานที่ธุรกิจและองค์กรควรนำไปใช้ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมเท่านั้น  แต่ยังเป็นมาตรฐานที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่มีความโปร่งใสอันนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย

 ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2204.html

NEC Corporation เป็นบริษัทที่นำเอามาตรฐาน ISO 26000 ไปใช้อย่างสมัครใจ ซึ่งได้ช่วยให้องค์กรนับพันสามารถปฏิบัติงานด้วยการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยความรับผิดชอบ

นับตั้งแต่เมื่อมีการตีพิมพ์เผยแพร่มาตรฐานฉบับนี้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว  มีประเทศต่างๆ ทั่วโลกรับ ISO 26000 ไปใช้เป็นมาตรฐานระดับประเทศมากกว่า 80 ประเทศ และในภาษาต่างๆ 22 ภาษา และยังมีการนำไปใช้อ้างอิงในตำราของสถานศึกษากว่า 3,000 ฉบับ รวมทั้งหนังสือและเอกสารต่างๆ ก็นำไปใช้อ้างอิงด้วย องค์กรที่นำมาตรฐานนี้ไปใช้ก็มีทั้งองค์กรขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมทั้งบริษัทที่มีชื่อเสียง อย่างเปโทรบราส สายการบินฝรั่งเศส บริติชเทเลคอม โนโวนอร์ดิสค์ และมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ เป็นต้น

หลายองค์กรได้ให้ความใส่ใจในการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมก่อนที่จะมีมาตรฐาน ISO 26000 เกิดขึ้น แต่เมื่อมีมาตรฐานแล้วก็ยิ่งช่วยส่งเสริมให้มีแนวคิดในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ว่าเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมความก้าวหน้าในทุกๆ ด้านของความรับผิดชอบทางสังคม ซึ่งนับเป็นฐานรากของกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบทางสังคมด้วย

ในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งไอเอสโอในปี 2490 (ค.ศ.1947) ผู้ผลิตนับเป็นผู้ใช้มาตรฐานของไอเอสโอเป็นส่วนใหญ่ และนั่นก็คืองานหลักของไอเอสโอ แต่ในช่วงเวลาต่อมา ไอเอสโอเริ่มให้ความสนใจกับความต้องการของผู้บริโภค หลักๆ ก็คือผู้บริโภคเป็นเสียงสะท้อนความต้องการในเรื่องข้อกำหนดซึ่งไอเอสโอจำเป็นต้องนำมาพิจารณาด้วย ดังนั้น ไอเอสโอจึงแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภค (ISO Committee on Consumer Policy: COPOLCO) ในปี 2521 (ค.ศ.1978) เพื่อกระตุ้นส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้กับการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในกระบวนการด้านการมาตรฐาน

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประสบการณ์ของผู้บริโภคจึงกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการมาตรฐาน และแม้ว่าการจัดลำดับความสำคัญของคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอจะยังคงมีพื้นฐานอยู่ในเรื่องของผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค เช่น จักรยาน หรือน้ำยาล้างจาน แต่พอถึงช่วงปี 1990 – 1999 ไอเอสโอยังได้ขยายมุมมองออกไปยังประเด็นในเชิงสังคมมากขึ้น เช่น การบริการ ความสามารถในการเข้าถึง และความปลอดภัย ซึ่งในช่วงนั้น มาตรฐานและแนวทางในด้านมุมมองต่างๆ อย่างเช่น สังคมผู้สูงวัยก็เริ่มมีเข้ามามากขึ้น พร้อมกับเอกสารเช่น ประกาศนโยบายของ ISO/IEC ที่มุ่งเน้นความจำเป็นของผู้สูงวัยและบุคคลที่ไร้ความสามารถลงไปในงานด้านการมาตรฐาน ซึ่งมีการเผยแพร่ในปี 2544 (ค.ศ.2001)

ดานา คิสซิงเจอร์-มาเทรย์ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอ กล่าวว่า COPOLCO จะคอยฟังอยู่เสมอว่าผู้บริโภคต้องการอะไรและอะไรที่จำเป็นสำหรับงานมาตรฐาน การปฏิรูปของไอเอสโอในเรื่องมาตรฐานที่เน้นในด้านสังคม เป็นความคาดหวังในวงกว้างของสังคมที่ต้องนำมาพิจารณา และมีการขยายขอบข่ายไปมากกว่าข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) สำหรับผลิตภัณฑ์และองค์ประกอบ และยังประจวบเหมาะพอดีกับช่วงเวลานั้นซึ่งผู้บริโภคเองก็มีอิทธิพลต่อข้อกำหนดของตลาดด้วย

ดังนั้น ในปี 2545 (2002) คณะกรรมการนโยบายผู้บริโภคของไอเอสโอ จึงแนะนำให้พัฒนามาตรฐานเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ก่อนที่จะมีคณะกรรมการบริหารทางวิชาการของไอเอสโอ (ISO Technical Management Board: TMB) เกิดขึ้น ซึ่งหน้าที่สำคัญที่ได้ก็ปรากฏชัดเจนอยู่ในประกาศครั้งแรกของคณะกรรมการฯ ที่ว่ามาตรฐานควรช่วยให้องค์กรเน้นในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อมๆ กับการเคารพในเรื่องของความแตกต่างทางกฎหมาย สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งเงื่อนไขในการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้วย

ในช่วงนั้น คำว่าความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility: CSR) เป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยมาก และความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีมาตรการด้านสิทธิประโยชน์ให้กับองค์กรที่สามารถปฏิบัติได้ตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านความยั่งยืน และเมื่อมีการนำข้อเสนอเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางสังคมมาพิจารณาในสมาชิกของไอเอสโอ ก็มีข้อโต้แย้งว่าทำไมจึงให้ความสำคัญแค่ในระดับองค์กร ดังนั้น คำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร” จึงกลายเป็นคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (social responsibility)

สำหรับความสำเร็จของมาตรฐาน ISO 26000 ยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องและไอเอสโอยังได้พัฒนามาตรฐานบางฉบับขึ้นมาซึ่งส่งเสริมเรื่องความรับผิดชอบทางสังคมด้วย จะเป็นมาตรฐานอะไรบ้างนั้น โปรดติดตามต่อในครั้งหน้าซึ่งเป็นตอนจบค่ะ

 ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2204.html

การจัดซื้อที่ยั่งยืนสามารถสามารถช่วยพัฒนาความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์และธุรกิจได้ และมาตรฐานสากลของไอเอสโอ “ISO 20400 การจัดซื้ออย่างยั่งยืน” เพิ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินการจัดซื้อโดยการคำนึงถึงความยั่งยืนอันเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ

การจัดซื้อมีบทบาทสำคัญยิ่งในทุกองค์กรไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก องค์กรที่ได้รับการสั่งซื้อสินค้านั้นจะเป็นผู้ที่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะการทำงานของลูกค้ารวมทั้งสินค้าที่สั่งซื้อนั้นก็จะส่งผลกระทบต่อลูกค้าด้วยเช่นกัน การทำให้มั่นใจว่าซัพพลายเออร์มีวิธีปฏิบัติที่ดีและมีจริยธรรมนั้นเกี่ยวข้องกับทุกๆ เรื่องนับตั้งแต่เงื่อนไขในการทำงาน การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่จะทำให้ธุรกิจดีขึ้นเท่านั้น  แต่ยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนที่อยู่รอบข้างด้วย

การจัดซื้ออย่างยั่งยืนส่งผลต่อการตัดสินใจในการซื้อซึ่งตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรในแบบที่องค์กรให้ประโยชน์ต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมถึงการทำให้มั่นใจว่าซัพพลายเออร์ของบริษัทมีการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม

ส่วนผลิตภัณฑ์และบริการที่ซื้อนั้นก็จะมีความยั่งยืนและการตัดสินใจซื้อนั้นจะส่งผลดีต่อประเด็นต่างๆ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ISO 20400 : 2017 แนวทางการจัดซื้อที่คำนึงถึงความยั่งยืน (Sustainable procurement – Guidance) เป็นมาตรฐานสากลฉบับแรกที่เป็นมาตรฐานด้านการจัดซื้อซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาและนำนโยบายและวิธีปฏิบัติด้านการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้งาน

ชาคส์ ชแรมม์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/PC 277 ที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวบอกว่าประโยชน์ของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนนั้นมีผลที่ยาวไกลกว่าที่คิด  ธุรกิจปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่คิดว่าซื้อของจากซัพพลายเออร์แล้วก็แล้วกัน ไม่ต้องมีคำถามอะไรอีก แต่อันที่จริงแล้ว ธุรกิจสามารถได้รับประโยชน์เป็นอย่างมากจากการที่ได้รู้จักซัพพลายเออร์ การมีความเข้าใจในข้อกำหนดที่ต้องการเป็นอย่างดี เพื่อทำให้มั่นใจในความต้องการอย่างแท้จริงและซัพพลายเออร์ที่ธุรกิจติดต่อด้วยนั้นมีวิธีปฏิบัติที่ดีและมีจริยธรรม

ความเสี่ยงของความไม่รู้และไม่มีการบริหารจัดการตลอดทั้งห่วงโซ่นั้นจะทำให้เกิดปัญหาเป็นอย่างมาก อย่างโชคดีที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพจะส่งผลให้สต๊อกสินค้าเสียหาย อย่างโชคร้ายที่สุด ก็อาจเกิดความสูญเสียตามมาอย่างมากมาย เช่นที่เคยเกิดขึ้นในโรงงานแห่งหนึ่งในประเทศบังคลาเทศเมื่อปี 2556 (ค.ศ.2013) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่าพันคนและบาดเจ็บอีกหลายพันคน ดังนั้น การจัดซื้ออย่างยั่งยืนจะช่วยให้ลดความเสี่ยงเหล่านั้นลงได้ด้วยการกระตุ้นให้ผู้ซื้อและซัพพลายเออร์ทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีตามความต้องการ

ISO 20400 : 2017 ให้แนวทางสำหรับการนำเอาความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนไปใช้กับนโยบาย กลยุทธ์ และกระบวนการการจัดซื้อขององค์กร โดยระบุหลักการสำหรับการจัดซื้ออย่างยั่งยืน เช่น ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส การเคารพต่อสิทธิมนุษย์และพฤติกรรมด้านจริยธรรม

ผู้สนใจมาตรฐาน ISO 20400 : 2017 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/Ref2178.html
  2. http://www.bbc.com/news/world-asia-22476774

ภาคเกษตรกรรมถูกท้าทายเป็นอย่างมากในการที่จะต้องเลี้ยงดูผู้คนทั่วโลกเป็นจำนวนมากในอนาคต ซึ่งองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ทำนายว่าจะมีประชากรโลกเพิ่มขึ้นราว 9.6 พันล้านคนภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) และแนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ก็คือ “ฟาร์มอัจฉริยะ” นั่นเอง

ไอเอสโอได้กล่าวถึงเทคนิคการทำฟาร์มด้วยเทคโนโลยีระดับสูงและเทคโนโลยีที่สามาถปรับปรุงการผลิตและผลผลิตโดยที่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรด้วย ซึ่งผู้นำขององค์การสหประชาชาติและบุคลากรที่เป็นมืออาชีพด้านมาตรฐานจากทั่วโลก ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ฟาร์มอัจฉริยะ การผลิตโกโก้ การผลิตผลิตภัณฑ์นมที่เปี่ยมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่า เป็นต้น

ดร.ฟรังซัว โคลิเยร์ ซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลรับผิดชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของไอเอสโอในคณะกรรมการวิชาการ ISO/IEC JTC1  (คณะกรรมการวิชาการร่วม)และทำงานด้านนี้มานานนับปีแล้วได้กล่าวว่าตอนนี้ข้อจำกัดของการปฏิวัติสีเขียวได้มาถึงสังคมโลกในศตวรรษที่ 20 แล้ว โลกเราจำเป็นต้องค้นหาหนทางเพื่อทำให้ประชากรโลกมีวิถีชีวิตที่มีความยั่งยืน และแนวทางประการหนึ่งที่จะทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็คือ การผลิตอาหารโดยคำนึงถึงซัพพลายเชนและการดูแลเรื่องการกำจัดของเสียซึ่งต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ตัวอย่างของมาตรฐานที่ไอเอสโอกำลังพัฒนาอยู่ในคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 23, Tractors and machinery for agriculture and forestry และคณะอนุกรรมการ Subcommittee SC 19, Agricultural electronics และ คณะอนุกรรมการ ISO/IEC JTC1 SC 41, IoT and related technology เป็นต้น

ไอเอสโอถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมที่มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ซึ่งบริษัทเป็นจำนวนมากได้ช่วยสร้างการเจริญเติบโตให้สูงขึ้น สามารถสร้างความได้เปรียบในการทำการเกษตรด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้รวมทั้ง IoT

นอกจากนี้ สมาชิกของไอเอสโอยังมีศักยภาพเป็นอย่างมากที่จะส่งเสริมประโยชน์ในภาคเกษตรกรรม เช่น ชาร์ลส์ ผู้บริหารของสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเคนยา (Kenya Bureau of Standards: KEBS) กล่าวว่าท่ามกลางความพยายามในการสร้างสมดุลต่อบทบาทของเทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายของเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมนั้น มาตรฐานเป็นสิ่งที่ภาคเกษตรกรรมจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง มาตรฐานเหล่านี้จะให้แนวทางเพื่อนำไปใช้เป็นวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เครื่องจักร และกระบวนการที่เกี่ยวข้องในซัพพลายเชน เช่นเดียวกับหนทางสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน

คำถามที่ว่าภาคเกษตรกรรมจะเป็นอย่างไรภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) นั้น “ฟาร์มอัจฉริยะ” จะเป็นหนึ่งในคำตอบที่ช่วยหล่อเลี้ยงประชากรโลกโดยไอเอสโอได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งการสร้างปรากฏการณ์ในการพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำฟาร์มอัจฉริยะนั่นเอง

ที่มา: https://www.iso.org/news/Ref2182.htm