ในวงการธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นที่ทราบกันดีว่าการนำมาตรฐานไปใช้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อองค์กรในหลายด้าน และไม่ว่าองค์กรนั้นจะมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ “มาตรฐาน” มีส่วนสำคัญเสมอในการสร้างความก้าวหน้าทางธุรกิจและการดำเนินงานในองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประโยชน์ที่มองเห็นได้โดยตรงในด้านเศรษฐกิจซึ่งการนำมาตรฐานไปใช้ในองค์กรมีส่วนทำให้เกิดมูลค่าอยู่ระหว่าง 0.15% ถึง 5% ของรายได้จากการขายต่อปี (กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีหรือ EBIT)
การนำมาตรฐานไปใช้ทำให้เกิดประโยชน์มากมาย เช่น ปรับปรุงกระบวนการภายในบริษัท ลดของเสียและต้นทุนภายใน เพิ่มประสิทธิภาพของการวิจัยและพัฒนา สร้างสรรค์กระบวนการทางธุรกิจและนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม ทำให้ลดความเสี่ยงต่าง ๆ ลง ช่วยให้มีการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดใหม่ เป็นต้น
องค์กรทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วถึงประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมของมาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น
การปฏิบัติตามข้อกำหนดในมาตรฐานจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าร่วมในการค้าระหว่างประเทศ ในทางกลับกัน ก็เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการนำมาตรฐานไปใช้ในองค์กร
ปัจจุบัน เราจะพบเห็นสินค้าและบริการที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาจากประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากโลกใบนี้ ทุกส่วนของชีวิตเราในปัจจุบัน บริษัทต่างๆ แบ่งการดำเนินงานของตนจากทั่วโลก ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์และการผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบและการตลาด การสร้างห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ มีผลิตภัณฑ์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ถือว่า “ผลิตในโลก” มากกว่า “ผลิตในสหราชอาณาจักร” หรือ “ผลิตในฝรั่งเศส” เท่านั้น
โลกาภิวัตน์ได้เชื่อมโยงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมทั่วโลกเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น รถยนต์ที่ขายในแคนาดาสามารถออกแบบในฝรั่งเศสโดยใช้ชิ้นส่วนจากออสเตรเลีย กางเกงที่ขายในสหราชอาณาจักรทำจากผ้าฝ้ายแอฟริกาใต้โดยคนงานในโรงงานในประเทศไทย ในโลกที่มีรูปแบบทางการค้าเปลี่ยนไป การผลิตมีการแยกส่วนและกระจัดกระจายมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยถูกผลิตขึ้นในหลายประเทศ ในหลายบริษัท ก่อนที่จะมารวมกันเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายสำหรับผู้บริโภค ซึ่งเป็นรูปแบบการค้าที่มักเรียกกันว่าห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก สิ่งเหล่านี้ทำให้การใช้มาตรฐานสากลมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น การปฏิบัติตามมาตรฐานจะทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่ามีความมั่นใจว่าปัจจัยการผลิตสามารถเข้ากันได้ (Compatible) และมีความปลอดภัย
“มาตรฐาน” มีอยู่อย่างแพร่หลาย การอธิบายถึงประโยชน์ของมาตรฐานมักจะทำได้ดีที่สุดโดยการชี้ไปที่ปัญหาที่เกิดจากการไม่มีมาตรฐานเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น ปลั๊กที่ไม่พอดี กระดาษติดในเครื่องพิมพ์ แล็ปท็อปที่มีพอร์ตประเภทต่างๆ สำหรับแฟลชไดรฟ์ บัตรเครดิตที่มีขนาดต่างกัน เป็นต้น ปัจจุบัน การค้าโลกได้ขยายความสำคัญของประเด็นเหล่านี้ออกไป เพราะการให้สิทธิทางภาษีจะไม่ช่วยอะไรได้หากสินค้าที่ซื้อขายนั้นไม่สามารถเข้ากันได้กับอุปกรณ์อื่น หรือหากขาดความมั่นใจว่าสินค้านั้นปลอดภัยหรือมีคุณภาพเพียงพอ
เมื่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวในจุดเดียวสามารถส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก การพึ่งพาซึ่งกันและกันนี้จึงส่งผลอย่างมากต่อมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่แท้จริงกำลังเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้งานมาตรฐานสากลของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ กำลังดึงดูดการค้าโลกเข้ามา ทำให้มาตรฐานสากลเป็นส่วนสำคัญของการค้าระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในที่สุด
ปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่เป็นจำนวนมากนิยมใช้ซอฟต์แวร์ ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้การวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรเพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการเชื่อมโยงระบบงานต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้องค์กรสามารถจัดการและติดตามกระบวนการงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ระบบงานทางบัญชีและการเงิน ระบบงานทรัพยากรบุคคล ระบบกระจายสินค้า และการทำรายงานทางการเงิน เป็นต้น
เนื่องจากธรรมชาติของข้อมูลที่อยู่ในระบบ ERP มีการเชื่อมโยงเข้าด้วยกันซึ่งหากองค์กรนำไปใช้งานแล้วจะพัฒนากระบวนการทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้ผู้ตรวจประเมินทั้งภายในและภายนอกสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งในรายละเอียดของแต่ละองค์กรจะแตกต่างกันไปตามระบบที่มีการออกแบบให้เหมาะสมกับองค์กร เช่น ด้านเนื้อหาข้อมูล รูปแบบข้อมูล รายงานการปฏิบัติงาน รายงานการบริหารจัดการ และรายงานทางการเงิน เป็นต้น
ล่าสุด ไอเอสโอพัฒนามาตรฐาน ISO 21378: 2019, Audit data collection ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ตรวจประเมินมีการเข้าถึงและถอดรหัสข้อมูลการตรวจประเมินด้วยมาตรฐานกระบวนการระบุ จำแนก และรวบรวมข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลการตรวจประเมินทำได้ง่าย โปร่งใส และไม่ทำงานซ้ำซ้อน ซึ่งจะทำให้ผู้ตรวจประเมินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้ธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถรวบรวมข้อมูลการตรวจประเมินได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้มากขึ้น
อนึ่ง ตามวัตถุประสงค์ ISO 21378 ของมาตรฐานดังกล่าว การประเมินที่ระบุในมาตรฐานนั้นหมายถึงการตรวจสอบบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเงินและสถานะทางการเงินขององค์กรเพื่อตรวจสอบว่าบันทึกข้อมูลนั้นมีการนำเสนออย่างตรงไปตรงมา
ทั้งนี้ มาตรฐานดังกล่าวมีการกำหนดกรอบการทำงานร่วมกันสำหรับองค์ประกอบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจและจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นเพื่อสกัดเอาสิ่งที่เกี่ยวข้องออกมา และยังทำให้มีวิธีการในการแสดงข้อมูลอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะใช้ระบบ ERP หรือไม่ก็ตามซึ่งสามารถใช้กับงานหลายด้าน เช่น การขาย บัญชี สินค้าคงคลัง สินทรัพย์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น ทำให้ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจด้านการบริหารจัดการบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง
มาตรฐานใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ผู้ตรวจประเมินทั้งภายในและภายนอก ผู้รับการตรวจประเมิน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ขายซอฟแวร์ ERP เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาในการรวบรวมข้อมูลองค์กรและช่วยปรับปรุงการรวบรวมข้อมูลและช่วยในเรื่องรายงานการตรวจประเมินทางการเงิน
มาตรฐาน ISO 21378 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 295, Audit data services ซึ่งมีเลขานุการคือ SAC ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน
ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :
ปัจจุบัน ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารไม่เพียงแต่จะมาจากความต้องการของผู้บริโภคหรือหน่วยงานควบคุมภาครัฐเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความรับผิดชอบในส่วนผู้ผลิต ผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้ขนส่ง และผู้จัดจำหน่ายด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของการขนส่งและการจัดเก็บ นับว่าเป็นองค์ประกอบที่แยกกันไม่ขาดสำหรับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของอาหาร ปัจจุบัน แนวทางสากลใหม่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้เพื่อช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยทุกๆ จุดตลอดซัพพลายเชนของอาหาร
ข้อกำหนดหลักของมาตรฐาน ISO 22000 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานสากลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดฉบับหนึ่งของโลกในด้านความปลอดภัยของห่วงโซ่อาหาร จัดเป็นเอกสารโปรแกรมสุขลักษณะพื้นฐาน (Prerequisite Program: PRPs) สำหรับผู้ผลิตอาหาร ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานและกิจกรรมที่จำเป็นสำหรับองค์กรและซัพพลายเชนทั้งหมดเพื่อดูแลในด้านความปลอดภัยของอาหาร เรื่องเหล่านี้ ไอเอสโอให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จึงได้มีการจัดทำข้อกำหนดทางวิชาการ (technical specifications: TS) เพื่อช่วยควบคุมให้มีความปลอดภัยในกระบวนการผลิตอาหาร
มาตรฐานล่าสุดที่ไอเอสโอได้ตีพิมพ์เผยแพร่ คือ ISO/TS 22002-5, Prerequisite programmes on food safety – Part 5: Transport and storage ซึ่งมีโครงสร้างข้อกำหนดเกี่ยวกับ PRPs สำหรับการขนส่งและการจัดเก็บในห่วงโซ่อาหาร
อาลี รับปินจ์ จากกลุ่มงานที่พัฒนาข้อกำหนดทางวิชาการนี้ กล่าวว่า ISO/TS 22002-5 จะช่วยให้การขนส่งอาหารมีการปกป้องในเรื่องอาหาร ส่วนประกอบ วัตถุดิบ และการบรรจุหีบห่อที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของผู้ผลิต ทำให้มั่นใจว่าอาหารที่ส่งมอบไปยังผู้บริโภคมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง
การใช้ข้อกำหนดดังกล่าวจะช่วยให้แนวทางความปลอดภัยด้านอาหารเป็นไปในแนวทางเดียวกันตลอดทั้งห่วงโซ่อาหารซึ่งง่ายต่อการควบคุมและตรวจสอบ และสามารถลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนลงได้
ISO/TS 22002-5 เป็นหนึ่งในชุดข้อกำหนด 6 ข้อของ PRPs ในเรื่องความปลอดภัยที่มีเป้าหมายในการช่วยให้ผู้นำมาตรฐานไปใช้งานสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดของ ISO 22000 ได้ ชุดมาตรฐานนี้ประกอบด้วย
ส่วน ISO/TS 22002-5 เป็นข้อกำหนดทางเทคนิควิชาการ 1 ใน 6 ของ PRPs ด้านความปลอดภัยของอาหารที่มีเป้าหมายในการช่วยให้ผู้ใช้มาตรฐานสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดตามมาตรฐาน ISO 22000
ISO/TS 22002-5 ได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มงาน WG 10, Transport and storage ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 34, Food products คณะอนุกรรมการ SC 17, Management systems for food safety โดยมีเลขานุการคณะอนุกรรมการคือ DS ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเดนมาร์ก
ผู้สนใจชุดมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2444.html
วันที่ 27 กันยายนของทุกปี องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNWTO) ได้กำหนดให้เป็นวันท่องเที่ยวโลก ซึ่งไอเอสโอมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนทั่วโลกด้วยการพัฒนามาตรฐานด้านการท่องเที่ยว และในปีนี้ได้มีส่วนร่วมในหัวข้อ “การท่องเที่ยวและงาน: อนาคตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน”
พาลัด ซิงห์ พาเทล รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของอินเดียซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันท่องเที่ยวโลกกล่าวว่า การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคส่วนชั้นนำที่มีการจ้างงานถึง 10% ของการจ้างงานทั่วโลก และการพัฒนาการท่องเที่ยวมีส่วนเชื่อมโยงโดยตรงต่อการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน มาตรฐานหลายมาตรฐานของไอเอสโอมีส่วนช่วยสนับสนุนให้โลกมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างงานที่ดี มีคุณค่ามากขึ้นด้วย
นาตาเลีย ออร์ทิส เดซาราเต ผู้จัดการคณะกรรมการวิชาการของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของไอเอสโอที่ทุ่มเทให้กับอุตสหกรรมท่องเที่ยว กล่าวว่าไอเอสโอมีมาตรฐานจำนวนมากที่มีเป้าหมายในการปรับปรุงความสามารถของบุคลากรที่ทำงานในภาคส่วนการท่องเที่ยว ตัวอย่างเช่น มาตรฐาน ISO 24802, Recreational diving services – Requirements for the training of scuba instructors และ ISO 13970, Recreational diving services – Requirements for the training of recreational snorkelling guides ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นวิธีปฏิบัติในระดับสากลที่ดีที่สุดสำหรับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการดำน้ำ
มาตรฐานเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจในคุณภาพในระดับสูงอันนำมาซึ่งประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมดำน้ำและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ISO/TR 21102, Adventure tourism – Leaders – Personnel competence ซึ่งเป็นรายงานทางวิชาการที่ให้รายละเอียดว่าตลาดคำนึงถึงอะไรว่าเป็นความสามารถที่จำเป็น ทำให้นายจ้างมีแนวทางในการเปรียบเทียบในระดับสากลและลูกจ้างมีสิ่งที่ใช้เป็นแนวทางเดียวกันในการแข่งขันกับผู้อื่น
ความมั่นคงและความปลอดภัยเป็นใบผ่านทางไปสู่ความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งทำให้มั่นใจในข้อเสนอที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว และยังสร้างสรรค์งานได้มากขึ้นด้วย
ไอเอสโอยังมีมาตรฐานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอีกจำนวนมากที่ช่วยปรับปรุงเรื่องของความยั่งยืน ความปลอดภัย และความเป็นมืออาชีพในกิจกรรมการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ISO 21101, Adventure tourism – Safety management systems – Requirements เป็นมาตรฐานที่ทำให้ผู้ให้บริการกิจกรรมท่องเที่ยวแบบผจญภัยมีแนวทางระบบการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมมีประสบการณ์ที่ดี ทำให้ผู้ปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยวแบบผจญภัยมีสมรรถนะด้านความปลอดภัย สามารถตอบสนองความคาดหวังสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมและความปลอดภัยของพนักงาน รวมทั้งสนับสนุนความสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎหมายที่มีการประยุกต์ใช้
ISO 20611, Adventure tourism – Good practices for sustainability – Requirements and recommendations เป็นมาตรฐานที่เป็นเค้าโครงวิธีการขององค์กรการท่องเที่ยวแบบผจญภัยสามารถนำไปใช้ปฏิบัติอย่างยั่งยืนและส่งเสริมวิธีปฏิบัติที่อ่อนโยนสำหรับผู้มีส่วนร่วมและชุมชนท้องถิ่น
ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับช่วยในการวางแผนอย่างรอบคอบและมีการประเมินความเสี่ยง เช่น การใช้แห่งทรัพยากรพลังงานใช้ซ้ำ มีความตระหนักถึงกฎระเบียบเกี่ยวกับของเสียและในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศอันเปราะบาง
ISO 21401, Tourism and related services – Sustainability management system for accommodation establishments – Requirements ช่วยให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านสังคมและการมีส่วนร่วมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่อยู่ในระหว่งการพัฒนาคือ ISO 22525, Tourism and related services – Medical tourism – Service requirements ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มีการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นไปตามระดับที่คนไข้คาดหวัง
มาตรฐานไอเอสโอสำหรับการท่องเที่ยวได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 228, Tourism and related services ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญของไอเอสโอในเรื่องการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง และรับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานในขอบข่ายของคำศัพท์ ข้อกำหนดของการบริการด้านการท่องเที่ยวของผู้ให้บริการการด้านการท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้บริโภคมีเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกใช้บริการท่องเที่ยว
สำหรับวันท่องเที่ยวโลกเป็นกิจกรรมประจำปีที่จัดขึ้นโดย UNWTO ซึ่งมีส่วนร่วมในคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอที่ทำการพัฒนามาตรฐานด้านการท่องเที่ยวดังกล่าว
ที่มา :
รัฐบาลท้องถิ่นมีหน้าที่ในการบริหารจัดการในหลายๆ เรื่อง นับตั้งแต่การขนส่งไปจนถึงระบบการระบายน้ำ ระบบแสงไฟ และการปกป้องภัยให้กับพลเมือง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าประชากรจะมีความคาดหวังกับรัฐบาลท้องถิ่นเป็นอย่างมาก ซึ่งมาตรฐานแนวทางการจัดการคุณภาพของรัฐบาลท้องถิ่นที่ไอเอสโอทำการทบทวนใหม่จะช่วยให้มีการปรับปรุงกิจกรรมและเชื่อมโยงกิจกรรมเข้ากับความต้องการและความคาดหวังของท้องถิ่นเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ชุมชนที่มีความสุขมากขึ้น
ภาครัฐนับเป็นผู้ให้บริการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งให้บริการที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประชากรผู้อยู่อาศัย ความท้าทายจึงไม่เพียงแต่เป็นการทำให้ความคาดหวังของประชากรเป็นไปอย่างสมดุลกับข้อจำกัดด้านงบประมาณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดำเนินงานอย่างสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์และสิ่งแวดล้อมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ประสบกับความยากลำบากด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลท้องถิ่นจำเป็นต้องบริหารจัดการด้านทรัพยากรและกระบวนการที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิผล และทำงานร่วมกันเป็นระบบ
ISO 18091, Quality management systems – Guidelines for the application of ISO 9001 in local government เป็นมาตรฐานที่จะช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผู้มีอำนาจดำเนินการในระดับท้องถิ่นสามารถรักษาระดับบริการที่ดีไว้ให้ได้และยังปรับปรุงในเรื่องความยั่งยืนด้วยซึ่งมีการปรับปรุงรูปแบบและเครื่องมือเชิงวินิจฉัยสำหรับการนำระบบการจัดการคุณภาพไปใช้อย่างครอบคลุมซึ่งจะมีส่วนทำให้เกิดความเชื่อถือและมีประสิทธิภาพสำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในระดับท้องถิ่น
ผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลท้องถิ่น คาร์ลอส แกดสเดน ผู้ประสานงานคณะกรรมการวิชาการที่ทบทวนมาตรฐานดังกล่าวระบุว่าเราสามารถทำให้รัฐบาลท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับสากล มีความเข้มแข็งมากขึ้นด้วยการทำงานด้วยกันอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เขากล่าวว่ามาตรฐาน ISO 18091 ประกอบไปด้วยเครื่องมือที่ดีเยี่ยมสำหรับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของพลเมืองอย่างเต็มที่และทันเวลา
ISO 18091 เป็นมาตรฐานไอเอสโอฉบับแรกที่ให้แนวทางแก่ภาครัฐในการนำมาตรฐาน ISO 9001 ไปใช้ในรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งให้ความสนใจในบริบทของการปฏิบัติงาน ซึ่งมีการปรับปรุงให้มีการรวมเอาข้อกำหนดของ ISO 9001: 2015 ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรฐานได้อย่างเต็มที่ โดยมีวิธีการวินิจฉัยสำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในระดับท้องถิ่นเพื่อประเมินขอบข่ายและความสมบูรณ์ของกระบวนการและบริการ
แกดสเดนอธิบายว่ามาตรฐานดังกล่าวเป็นเอกสารทางวิชาการที่ไม่ใช่ทำขึ้นเพื่อนักวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องในทางการเมืองซึ่งในทางเทคนิควิชาการจะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับรัฐบาลท้องถิ่นด้วย
รัฐบาลท้องถิ่นสามารถใช้ดัชนีชี้วัดเหล่านี้เพื่อประเมินความก้าวหน้าตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ข้อและทำให้มั่นใจได้ในความต่อเนื่องของสมรรถนะด้านการบริหารที่จำเป็นเพื่อทำให้การนำ SDGs ไปใช้ในระดับท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ และประหยัดทรัพยากร มีการนำเอาการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของหลักฐานข้อมูลต่างๆ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่นที่จะสามารถนำชุมชนเดินหน้าและบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในที่สุด
ISO 18091 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 176, Quality management and quality assurance ซึ่งเป็นคณะกรรมการวิชาการที่อยู่เบื้องหลังมาตรฐาน ISO 9001 มีเลขานุการ คือ SCC สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแคนาดา
ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2378.html
จากข้อมูลขององค์การน้ำแห่งสหประชาชาติระบุว่า ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) การขาดแคลนน้ำจะทำให้คนทั่วโลกเดือดร้อนไม่ต่ำกว่า 700 ล้านคน วันสากลแห่งน้ำจึงได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ข้อ 6 ซึ่งหมายถึงการนำให้มั่นใจว่าคนทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงน้ำและการสุขาภิบาลได้ภายในปี 2573 แต่ว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้โลกของเราก้าวไปสู่เป้าหมายนั้นได้ แล้วมาตรฐานไอเอสโอมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ได้อย่างไร
แม้ว่าน้ำจะมีครอบคลุมถึง 70% ของพื้นผิวโลก แต่มีบางส่วนเท่านั้นที่เป็นน้ำ น้ำดื่มที่หาได้มีการกระจายไปทั่วโลกไม่ทั่วถึงกัน และมีการทำให้ปนเปื้อนไปบ้าง ซึ่งหมายถึงว่าคนอีกนับพันล้านคนจะไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ในแต่ละวัน สถานการณ์ปัจจุบันยังหมายถึงว่าคนจำนวน 4.5 พันล้านคนยังคงขาดแคลนบริการด้านสุขาภิบาลที่มีการบริหารจัดการอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท
ในการเฉลิมฉลองวันสากลแห่งน้ำซึ่งตรงกับวันที่ 22 มีนาคมของทุกปี ทำให้ทั่วโลกให้ความสนใจในเรื่องความสำคัญของน้ำดิบ ซึ่งในปีนี้ให้ความสำคัญในหัวข้อ “ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง” และเหมาะสมกับการปรับใช้ในวาระ 2030 ซึ่งมีวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับคนทั่วโลก และเป็นโรดแม็ปขององค์การสหประชาชาติที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกไปสู่สิ่งที่ดีกว่าภายในปี 2573 ซึ่งรวมถึงการอุทิศให้กับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้อ 6 (SDG 6) ในเรื่องน้ำ ซึ่งไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับน้ำไปแล้วกว่า 1,400 ฉบับ และแต่ละมาตรฐานก็เป็นตัวแทนของวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำ น้ำประปา น้ำใช้ น้ำเสีย และระบบการกำจัดน้ำ และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรฐานใหม่เรื่องการใช้น้ำซ้ำจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำได้เป็นอย่างดี
ทั่วโลกมีอัตราการใช้น้ำสูงขึ้นมากกว่าสองเท่าของประชากรที่เพิ่มขึ้นเมื่อศตวรรษที่แล้ว การขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ที่แห้งแล้งของโลกทำให้เกิดแรงกดดันอย่างหนักในพื้นที่ในเมือง ซึ่ง 55% ของประชากรโลกอาศัยอยู่
คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 เรื่องการใช้น้ำซ้ำ โดยคณะอนุกรรมการ SC 2, Water reuse in urban areas กำลังทุ่มเทให้กับงานเกี่ยวกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำในเมือง ซึ่งมาตรฐานสากลใหม่ ISO 20760-1 มีการให้แนวทางวิธีการใช้ประโยชน์ของน้ำเพื่อทำให้ตอบสนองความพึงพอใจเรื่องน้ำและยกระดับแรงกดดันเรื่องน้ำที่มีของพื้นที่ในเมือง
มายะ อิชิกาว่า เลขานุการของคณะกรรมการวิชาการดังกล่าวอธิบายว่า ในการเตรียมแนวทางการวางแผนและการออกแบบระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ วิธีการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ และวิธีการและเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงและสมรรถนะของระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำนั้น มาตรฐานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 จะเป็นหัวใจสำคัญของการนำน้ำกลับมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ภูมิภาคต่างๆ ในโลกนี้สามารถต่อสู้กับการขาดแคลนน้ำได้ นอกจากนี้ คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 282 ยังเน้นในเรื่องระบบการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำเพื่อการชลประทานและการใช้งานด้านอุตสาหกรรมด้วย
มาตรฐานหลักตัวอื่นที่เน้น SDG 6 คือ ISO 30500 ในเรื่องระบบสุขาภิบาลที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับท่อน้ำทิ้ง ซึ่งมีประชากรราว 1.8 พันล้านคนทั่วโลกกำลังใช้แหล่งของน้ำดื่มที่ปนเปื้อนของเสียมนุษย์ที่ส่งผลให้เกิดทุพโภชนาการและโรคภัยซึ่งข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับการออกแบบและทดสอบหน่วยบำบัดน้ำเสียแบบแยกส่วนตามมาตรฐาน ISO 30500 จะช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของชุมชนต่างๆ ทั่วโลกได้เป็นอย่างดี
มาตรฐานสองฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมความสามารถในการดำเนินงานทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นการดำเนินงานอย่างยั่งยืนซึ่งองค์กรทั่วโลกต่างให้ความสำคัญและใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมีส่วนทำให้โลกของเราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการเข้าถึงน้ำและสุขาภิบาลของคนทั่วโลกได้ภายในปี 2573 ต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2377.html
สำหรับสังคมที่จะมีการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนแล้ว เราไม่อาจละเลยคนกลุ่มหนึ่งที่มีความบกพร่องทางร่างกายซึ่งมีนับพันล้านคนทั่วโลก (ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561) การให้คนเหล่านั้นมีส่วนร่วมและสร้างพลังให้เกิดขึ้นในสังคมเป็นสิ่งที่สามารถทำได้และจำเป็นต้องสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง
วันที่ 3 ธันวาคม เป็นวันผู้พิการสากล (International Day of Persons with Disabilities: IDPD) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ตามวาระ 2030 ที่กล่าวไว้ว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมาตรฐานสากลของไอเอสโอหลายมาตรฐานถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวโดยยังมีมาตรฐานอีกจำนวนมากที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
จากป้ายสัญลักษณ์บนท้องถนนไปจนถึงการก่อสร้างอาคาร มาตรฐานไอเอสโอช่วยให้ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ นักออกแบบ และผู้กำหนดนโยบายสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการหรือการเข้าถึงของทุกคนได้
ด้วยความร่วมมือระหว่างไออีซี ไอทียูและไอเอสโอ จึงมีการพัฒนามาตรฐาน ISO/IEC Guide 71, Guide for addressing accessibility in standards ขึ้นมาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการช่วยให้ผู้พัฒนามาตรฐานมีการพิจารณาถึงประเด็นด้านการเข้าถึง (accessibility) ของคนทุกประเภทเมื่อทำการพัฒนาหรือทบทวนมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่เคยมีการพิจารณาในเรื่องนี้มาก่อน
สำหรับวันผู้พิการสากลในปีนี้มีการอุทิศให้กับการสร้างโลกที่มีความเจริญรุ่งเรืองและความสงบสุขซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันกับวาระ 2030 และปรากฏอยู่ในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ข้อ เช่นเดียวกับมาตรฐานสากลที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น
นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่มีคุณค่าที่ช่วยให้คนในเมืองมีแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับชุมชน คือ ISO 37101, Sustainable development in communities – Management system for sustainable development – Requirements with guidance for use ซึ่งช่วยให้เมืองมีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และมีบริการที่ครอบคลุมความต้องการของเมือง
ส่วนมาตรฐาน ISO/IEC Guide 71: 2014 Guide for addressing accessible in standards เป็นมาตรฐานที่จัดเตรียมแนวทางให้ผู้ที่ทำหน้าที่พัฒนามาตรฐานให้คำนึงถึงข้อกำหนดด้านการเข้าถึงและข้อแนะนำสำหรับมาตรฐานทั้งทางตรงและทางอ้อมในระบบไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเข้าถึงของคนทุกประเภท โดยมีการสรุปคำศัพท์และประเด็นที่ควรพิจารณาเพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนามาตรฐานเพื่อให้คนทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้ คำอธิบายถึงความสามารถและคุณลักษณะของมนุษย์และกลยุทธ์ที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ และการพิจารณาการออกแบบมาตรฐานให้ผู้ใช้งานทุกประเภทสามารถเข้าถึงได้ ตัวอย่างมาตรฐานที่ใช้แนวทางดังกล่าวประกอบการพัฒนามาตรฐาน เช่น ISO/TS 20646: 2014 Ergonomics guidelines for the optimization of musculoskeletal workload, ISO 17069: 2014 Accessible design – Consideration and assistive products for accessible meeting เป็นต้น
มีตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นสำหรับประโยชน์ของมาตรฐานในด้านการเข้าถึงของทุกคน จากวิดีโอที่เป็นเรื่องราวของชองอีฟ เลอ เมอร์ บุคลากรห้องสมุดดิจิตอลขององค์กรวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (CERN) ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากการตกรถไฟทำให้เสียขาไปข้างหนึ่งตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นและเกือบจะเสียชีวิต แต่ด้วยความอดทนและกำลังใจจากพ่อแม่ ทำให้เขาฟื้นตัว ใช้ขาเทียม หันมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติและเล่นกีฬาหลายประเภท เขาฝึกฝนกีฬาประเภทต่างๆ และไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความพิการ ทำให้ได้รับรางวัลระดับโลกเป็นจำนวนมาก และสามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองด้วยการปีนถึงยอดเขามองบลังค์อันเป็นยอดเขาสูงที่สุดในยุโรปโดยใช้เวลาสองวันซึ่งแม้แต่คนปกติธรรมดาก็ยากที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการเข้าถึงในเรื่องมาตรฐานต่างๆ ในชีวิตประจำวันแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาคงไม่ได้มีความสะดวกสบายอย่างเช่นทุกวันนี้
การที่ทุกคนรวมทั้งผู้พิการสามารถเข้าถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์และบริการได้เพราะ “มาตรฐาน” จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและจำเป็นต้องมีการสนับสนุนให้คนทั่วโลกเห็นประโยชน์และร่วมกันใช้มาตรฐานเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนอย่างเท่าเทียมกันต่อไป
ที่มา :
การขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) เป็นหนึ่งในเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติและยังเป็นหัวข้อในการรณรงค์วันอาหารโลกในปี 2561 ด้วย ซึ่งมาตรฐานไอเอสโอนับว่าเป็นเครื่องมืออันทรงคุณค่าที่จะช่วยให้โลกของเราก้าวไปสู่เป้าหมายในเรื่องดังกล่าวได้
จากข้อมูลขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ระบุว่ามีคนที่ยังมีอาหารไม่เพียงพอและหิวโหยในโลกนี้มีจำนวน 815 ล้านคน ในขณะที่มีคนที่มีน้ำหนักมากเกินไปจำนวน 1.9 พันล้านคน อย่างไรก็ตาม โลกที่ปราศจากความหิวโหยซึ่งเป็นเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติภายในปี 2030 นั้น ไม่เพียงแต่เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้เท่านั้น แต่ยังเป็นหัวข้อที่วันอาหารโลกที่ FAO ทำการรณรงค์ในปีนี้ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ตุลาคม ด้วย
วันอาหารโลกในปีนี้ FAO ได้ให้ความสำคัญในหัวข้อ “เกษตรในครัวเรือน: เลี้ยงโลกและใส่ใจโลก” (Family Farming: Feeding the World, Caring for the Earth.)
สำหรับไอเอสโอ มีมาตรฐานสากลในภาคส่วนการผลิตอาหารมากกว่า 1600 มาตรฐานที่ช่วยให้สามารถยุติความหิวโหยของโลกได้ด้วยการสร้างความมั่นใจในผลิตภัณฑ์อาหาร ปรับปรุงวิธีการด้านเกษตรกรรม และส่งเสริมการจัดซื้ออย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมาตรฐานอีกประมาณ 850 มาตรฐานจากคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 34 – Food products ซึ่งครอบคลุมทุกเรื่องนับตั้งแต่สวัสดิภาพสัตว์ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ธัญพืชและนม และการทดสอบส่วนผสม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังรับผิดชอบชุดมาตรฐาน ISO 22000 ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร ซึ่งครอบคลุมมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร การทำฟาร์ม การทำบรรจุภัณฑ์ การลำเลียงขนส่งอาหารสัตว์ และการผลิตอาหารสัตว์
หัวใจสำคัญของระบบอาหารที่ยั่งยืนคือการทำให้มั่นใจในความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนสำหรับซัพพลายเชนด้านอาหาร และปัจจุบัน ไอเอสโอกำลังดำเนินงานในเรื่องนี้อยู่
กรณีนี้ ชุดมาตรฐาน ISO 34101 sustainable and traceable cocoa beans มีเป้าหมายที่จะอำนวยความสะดวกสำหรับการปฏิบัติด้านเกษตรกรรมที่มีประสิทธิผลซึ่งช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงสภาพทางสังคมของชาวสวนโกโก้ซึ่งเป็นผู้เพาะปลูกรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนาด้วย
ในคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 26030 ซึ่งมีการนำสาขาอาหารไปประยุกต์ใช้ใน ISO 26000 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานสากลที่มีการนำไปใช้อ้างอิงมากที่สุดของโลกในด้านความรับผิดชอบทางสังคม ยังได้ให้แนวทางวิธีการรวมเอาประเด็นหลักของความรับผิดชอบทางสังคมเข้าไว้ด้วยกันกับห่วงโซ่อาหาร ดังนั้น จึงมีส่วนร่วมในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในด้านวิถีที่ยั่งยืน มีจริยธรรม และโปร่งใส
สำหรับผู้สนใจเรื่องของมาตรฐานไอเอสโอกับเกษตรกรรม สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ dedicated page
https://www.iso.org/news/ref2334.html
ปัจจุบัน ทั่วโลกมีความนิยมในการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และนับเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับไอเอสโอในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันท่องเที่ยวโลกซึ่งตรงกับวันที่ 27 กันยายนของทุกปี
จากข้อมูลขององค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization) แห่งองค์การสหประชาชาติ ปีที่แล้ว นักท่องเที่ยว 1.2 พันล้านคนได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้รับผิดชอบในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงถึง 1.8 พันล้านคนภายในปี 2573 (ค.ศ.2030)
ตัวเลขที่มีการคาดการณ์ไว้สูงเช่นนี้ จะนำมาซึ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้กับชุมชนท้องถิ่นที่คนจำนวนมากกำลังพึ่งพาอยู่ และเนื่องในโอกาสวันท่องเที่ยวโลกซึ่งตรงกับวันที่ 27 กันยายนของทุกปี จะมีการสร้างและยกระดับความตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวซึ่งสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ และในปีนี้ องค์การสหประชาชาติได้ให้ความสำคัญกับหัวข้อ Tourism and Digital Transformation ซึ่งให้เน้นในเรื่องของความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และวิธีที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านการมีส่วนร่วมเช่นการให้อำนาจแก่ชุมนชนท้องถิ่นและการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐานสากลของไอเอสโอสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วยการจัดเตรียมภาษาร่วมกัน และวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ได้รับความเห็นพ้องร่วมกันซึ่งเป็นหลีกเลี่ยงการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน จึงสามารถสร้างเวลาที่มีคุณค่าและมีทรัพยากรสำหรับการสร้างสรรค์ และงานที่มีการคิดค้นใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมกรอบการทำงานที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันจากนวัตกรรมที่กำลังได้รับความนิยมด้วย
จากประวัติของไอเอสโอ พบว่ามีมาตรฐานจำนวนหนึ่งที่ได้รองรับไว้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการช่วยให้ผู้ที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถปรับปรุงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งรวมถึงมาตรฐานของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228 การท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง (Tourism and related services) ซึ่งมีตัวอย่างข้อกำหนดทางวิชาการของ ISO/TS 13811 Tourism and related services – Guidelines on developing environmental specifications for accommodation establishments ซึ่งช่วยให้องค์กรลดผลกระทบเชิงลบต่อการจัดหาห้องพักเชิงท่องเที่ยวในด้านสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ
ปัจจุบัน คณะกรรมการกำลังทำงานด้านมาตรฐานที่สำคัญอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมโดยตรงต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงมาตรฐานดังต่อไปนี้
มาตรฐานดังกล่าวเป็นข้อกำหนดที่จะช่วยส่งเสริมให้มีระบบการจัดการอย่างยั่งยืนด้านการท่องเที่ยวและการบริการที่เกี่ยวข้อง วิธีปฏิบัติด้านการท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืน ทั้งในเรื่องของการจัดสรรที่พักและกิจกรรมดำน้ำ เป็นต้น อันจะเป็นการส่งเสริมให้ผู้นำมาตรฐานไปใช้ได้มีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2327.html
การสอบเทียบ เป็นการปฏิบัติประจำวันของห้องปฏิบัติการทดสอบ เช่นเดียวกับการทดสอบและการวิเคราะห์ตัวอย่าง กว่า 60,000 แห่งทั่วโลก แล้วเรา
จะทำให้ลูกค้ามั่นใจในผลของมันได้อย่างไร
เป็นเวลานานหลายปีมาแล้วที่มาตรฐาน ISO/IEC 17025 ข้อกำหนดทั่วไปสำหรับความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ (General requirements for the competence of testing and calibration laboratories) ได้กลายเป็นแหล่งอ้างอิงระดับสากลสำหรับการทดสอบและห้องปฏิบัติการสอบเทียบที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะในการส่งมอบผลที่เชื่อถือได้
มาตรฐานสากลนี้ ไอเอสโอและไออีซีได้ร่วมกันตีพิมพ์เผยแพร่ ประกอบด้วยชุดของข้อกำหนดที่สามารถทำให้ห้องปฏิบัติการทดสอบมีการปรับปรุงความสามารถในการดำเนินการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำอย่างสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมของห้องปฏิบัติการทดสอบได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่มาตรฐานได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2548 (ค.ศ.2005) ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจที่จะทบทวนมาตรฐานและรวมเอการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญเข้าไปด้วย สตีฟ ซิดนีย์ หนึ่งในผู้ประสานงานของกลุ่มงานที่ทบทวนมาตรฐานอธิบายว่า นับตั้งแต่ ISO/IEC 17025 ฉบับล่าสุดได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2548 เป็นต้นมา เงื่อนไขของตลาดก็ได้เปลี่ยนแปลงไปและจำเป็นต้องมีการปรับปรุงมาตรฐานให้ดีขึ้น
แฮริแบร์ท ชอร์น ผู้ประสานงานกลุ่มงานที่เข้าร่วมในระบบโครงการประเมินความสอดคล้องสำหรับอุปกรณ์และองค์ประกอบอิเล็คทรอเทคนิกส์ (System of Conformity Assessment Schemes for Electrotechnical Equipment and Components) ระบุว่าการทบทวนมาตรฐานมีความจำเป็นเพื่อให้ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิค ซึ่งการพัฒนาเชิงเทคนิคและการพัฒนาในเทคนิคด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่อุตสาหกรรมได้ประสบมานับตั้งแต่มาตรฐานฉบับสุดท้าย นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังได้นำเอามาตรฐาน ISO 9001 ฉบับใหม่ล่าสุดเข้าไปพิจารณาร่วมด้วย
มาตรฐานนี้มีนัยสำคัญเป็นอย่างสูงสำหรับชุมชนการประเมินความสอดคล้องของไออีซีเนื่องจากเป็นการร่างเค้าโครงข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับการทดสอบในโครงการการประเมินความสอดคล้องทั้งหมดและโปรแกรมที่ทำงานภายในระบบการประเมินความสอดคล้องกันของไออีซี ได้แก่ IEC System of Conformity Assessment Schemes for Electrotechnical Equipment and Components (IECEE), IECEx ซึ่งเป็นระบบการเตรียมความพร้อมด้วยการพิสูจน์ถึงความสอดคล้องกับมาตรฐานไออีซีด้วยความสมัครใจ, International Electrotechnical Commission Quality Assessment System for Electronic Components (IECQ) และ IEC system for Certification to Standards Relating to Equipment for Use in Renewable Energy Applications (IECRE)
การทบทวนได้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 (ค.ศ.2015) อันเป็นผลมาจากข้อเสนอร่วมระหว่างองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองห้องปฏิบัติการ (International Laboratory Accreditation Cooperation: ILAC) และสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศแอฟริกาใต้ (the South African Bureau of Standards: SABS) ซึ่งเป็นสมาชิกของไอเอสโอและเป็นเจ้าภาพในคณะกรรมการแห่งชาติของไออีซี
ขณะนี้ กระบวนการทบทวนมาตรฐานระหว่างประเทศ ได้มาถึงร่างมาตรฐานสุดท้ายแล้วและจะมีการตีพิมพ์เผยแพร่ต่อไป
สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของการทบทวนมาตรฐาน ISO/IEC 17025 มี 6 ประการ ดังต่อไปนี้
การใช้มาตรฐาน ISO/IEC 17025 เป็นการอำนวยความสะดวกความร่วมมือระหว่างห้องปฏิบัติการทดสอบและหน่วยงานอื่นๆ นอกจากนี้ ยังช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์และช่วยให้มาตรฐานและขั้นตอนการดำเนินงานมีความสอดคล้องกลมกลืนกันอย่างที่วอร์เรน เมอร์เคล ผู้ประสานงานอีกคนหนึ่งของกลุ่มงานได้กล่าวไว้ว่า มาตรฐานนี้ส่งผลกระทบถึงห้องปฏิบัติการทดสอบในหลายด้าน มาตรฐานจำเป็นต้องถึงเกณฑ์ของความสามารถในด้านบุคลากร การสอบเทียบ และการบำรุงรักษาอุปกรณ์รวมถึงกระบวนการทั้งหมดที่ใช้ในการสร้างข้อมูล ซึ่งจำเป็นต้องมีห้องปฏิบัติการที่คิดและทำงานในแบบที่ทำให้มั่นใจว่ากระบวนการนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมและข้อมูลนั้นเชื่อถือได้ และผลนั้นยังทำให้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางระหว่างประเทศต่างๆ ด้วย
มาตรฐาน ISO/IEC 17025 ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่างไอเอสโอและไออีซีในคณะกรรมการการประเมินความสอดคล้องที่เรียกว่า CASCO
(Committee on conformity assessment) และมาตรฐานนี้จะใช้แทนฉบับเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2005 ซึ่งคาดว่ามาตรฐานฉบับที่พัฒนานี้จะแล้วเสร็จ
ภายในปลายปีนี้