ปัจจุบัน การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเป็นการศึกษาในห้องเรียนตามระบบอีกต่อไป การเรียนรู้ได้ก้าวไปไกลกว่าการฝึกอบรมและการศึกษาอย่างเป็นทางการ
ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ในโลกปัจจุบัน จึงได้พัฒนามาตรฐานสำหรับผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีบริการด้านการเรียนรู้ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสร้างการยอมรับและความเชื่อถือในด้านการเรียนรู้และการศึกษาทั่วโลกอีกด้วย

ISO 29993 Learning services outside formal education – Service requirements เป็นข้อกำหนดที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงในด้านความโปร่งใสและความเชื่อถือในตลาดการศึกษาด้วยการจัดเตรียมข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับระดับคุณภาพบริการด้านการเรียนรู้ที่เห็นพ้องต้องกันในระดับระหว่างประเทศ

ข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 29993 เป็นข้อกำหนดสำหรับบริการด้านการเรียนรู้นอกเหนือจากการศึกษาอย่างเป็นทางการ รวมทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น การศึกษาด้านวิชาชีพ อาชีวศึกษา การฝึกอบรมภายในบริษัท และการฝึกอบรมโดยผู้ให้บริการการฝึกอบรม (Learning Service Provider: LSP) เป็นต้น  ซึ่งมีทั้งการเรียนรู้แบบตัวต่อตัว การเรียนรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยีต่างๆ และการเรียนรู้ที่ผสมผสานทั้งสองแบบดังกล่าวเข้าด้วยกัน

แดเนียล กราฟ ประธานคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC  232 ที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าว ซึ่งมีเลขานุการคือ สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน (DIN) กล่าวว่ามาตรฐาน ISO 29993 ทำให้ผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาคุณภาพและมีการจัดเตรียมมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับระหว่างประเทศซึ่งทำให้มาตรฐานในประเทศทั้งภาคเอกชนและภาครัฐรวมไปถึงโรงเรียนในท้องถิ่นมีความสอดคล้องและเป็นไปในทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังทำให้ผู้เรียนรู้ได้รับประโยชน์จากการมีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่คาดหวังด้วย

คณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC  232 ยังได้พัฒนามาตรฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านภาษาและมาตรฐานบริการฝึกอบรมที่ไม่เป็นทางการอีกด้วย ได้แก่ ISO 29990: 2010 – Learning services for non-formal education and training — Basic requirements for service providers และ ISO 29991: 2014 – Language learning services outside formal education — Requirements

ISO 29993 ยอมรับถึงความสำคัญของผู้เรียนรู้ที่ควรจะได้รับทางเลือกที่ได้รับการบอกกล่าวให้ทราบด้วยข้อมูลของผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ที่มีความชัดเจนรวมไปถึงสิ่งที่คาดหวังจากการเรียนรู้  ตลอดจนทำให้รู้จักผู้ให้บริการมากขึ้นด้วย

ISO 29993: 2017 ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์สำหรับโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยที่ให้บริการทางการศึกษาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรด้านการศึกษาและการเรียนรู้ที่ต้องการใช้มาตรฐานเป็นเครื่องมือในการประเมินตนเองและสะท้อนให้เห็นภาพขององค์กรของตนด้วย

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

1.  https://www.iso.org/news/ref2210.html

2. https://www.iso.org/standard/70357.html  

การจัดซื้อที่ยั่งยืนสามารถสามารถช่วยพัฒนาความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์และธุรกิจได้ และมาตรฐานสากลของไอเอสโอ “ISO 20400 การจัดซื้ออย่างยั่งยืน” เพิ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินการจัดซื้อโดยการคำนึงถึงความยั่งยืนอันเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ

การจัดซื้อมีบทบาทสำคัญยิ่งในทุกองค์กรไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก องค์กรที่ได้รับการสั่งซื้อสินค้านั้นจะเป็นผู้ที่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะการทำงานของลูกค้ารวมทั้งสินค้าที่สั่งซื้อนั้นก็จะส่งผลกระทบต่อลูกค้าด้วยเช่นกัน การทำให้มั่นใจว่าซัพพลายเออร์มีวิธีปฏิบัติที่ดีและมีจริยธรรมนั้นเกี่ยวข้องกับทุกๆ เรื่องนับตั้งแต่เงื่อนไขในการทำงาน การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่จะทำให้ธุรกิจดีขึ้นเท่านั้น  แต่ยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนที่อยู่รอบข้างด้วย

การจัดซื้ออย่างยั่งยืนส่งผลต่อการตัดสินใจในการซื้อซึ่งตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรในแบบที่องค์กรให้ประโยชน์ต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมถึงการทำให้มั่นใจว่าซัพพลายเออร์ของบริษัทมีการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม

ส่วนผลิตภัณฑ์และบริการที่ซื้อนั้นก็จะมีความยั่งยืนและการตัดสินใจซื้อนั้นจะส่งผลดีต่อประเด็นต่างๆ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ISO 20400 : 2017 แนวทางการจัดซื้อที่คำนึงถึงความยั่งยืน (Sustainable procurement – Guidance) เป็นมาตรฐานสากลฉบับแรกที่เป็นมาตรฐานด้านการจัดซื้อซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาและนำนโยบายและวิธีปฏิบัติด้านการจัดซื้ออย่างยั่งยืนไปใช้งาน

ชาคส์ ชแรมม์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/PC 277 ที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวบอกว่าประโยชน์ของการจัดซื้ออย่างยั่งยืนนั้นมีผลที่ยาวไกลกว่าที่คิด  ธุรกิจปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่คิดว่าซื้อของจากซัพพลายเออร์แล้วก็แล้วกัน ไม่ต้องมีคำถามอะไรอีก แต่อันที่จริงแล้ว ธุรกิจสามารถได้รับประโยชน์เป็นอย่างมากจากการที่ได้รู้จักซัพพลายเออร์ การมีความเข้าใจในข้อกำหนดที่ต้องการเป็นอย่างดี เพื่อทำให้มั่นใจในความต้องการอย่างแท้จริงและซัพพลายเออร์ที่ธุรกิจติดต่อด้วยนั้นมีวิธีปฏิบัติที่ดีและมีจริยธรรม

ความเสี่ยงของความไม่รู้และไม่มีการบริหารจัดการตลอดทั้งห่วงโซ่นั้นจะทำให้เกิดปัญหาเป็นอย่างมาก อย่างโชคดีที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพจะส่งผลให้สต๊อกสินค้าเสียหาย อย่างโชคร้ายที่สุด ก็อาจเกิดความสูญเสียตามมาอย่างมากมาย เช่นที่เคยเกิดขึ้นในโรงงานแห่งหนึ่งในประเทศบังคลาเทศเมื่อปี 2556 (ค.ศ.2013) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่าพันคนและบาดเจ็บอีกหลายพันคน ดังนั้น การจัดซื้ออย่างยั่งยืนจะช่วยให้ลดความเสี่ยงเหล่านั้นลงได้ด้วยการกระตุ้นให้ผู้ซื้อและซัพพลายเออร์ทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีตามความต้องการ

ISO 20400 : 2017 ให้แนวทางสำหรับการนำเอาความสามารถในการดำเนินการอย่างยั่งยืนไปใช้กับนโยบาย กลยุทธ์ และกระบวนการการจัดซื้อขององค์กร โดยระบุหลักการสำหรับการจัดซื้ออย่างยั่งยืน เช่น ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส การเคารพต่อสิทธิมนุษย์และพฤติกรรมด้านจริยธรรม

ผู้สนใจมาตรฐาน ISO 20400 : 2017 สามารถศึกษาได้จากห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store
ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/Ref2178.html
  2. http://www.bbc.com/news/world-asia-22476774

เรือบางลำทางยุโรปเหนือได้ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) เป็นแหล่งเชื้อเพลิงมานานนับสิบปีแล้ว และมีบันทึกด้านความปลอดภัยที่สูงมาก แต่เมื่อมีการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก  จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานสากลสำหรับปฏิบัติการเกี่ยวกับถังก๊าซธรรมชาติเหลว  ซึ่ง
ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานได้พัฒนามาตรฐานดังกล่าวที่ทำให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัยและมีความยั่งยืน

ถังก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นถังประเภทที่ต้องมีปฏิบัติการเฉพาะซึ่งก๊าซธรรมชาติเหลวจะถูกถ่ายจากแหล่งหนึ่งไปยังเรือเพื่อทำการบรรจุ จึงเกี่ยวข้องกับผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกันไป นับตั้งแต่เรือที่จอดอยู่ข้างๆ ซัพพลายเออร์ก๊าซธรรมชาติเหลว ท่าเรือ  บุคลากร ไปจนถึงผู้ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ เป็นต้น

ความต้องการสำหรับท่อส่งก๊าซธรรมชาติกำลังเพิ่มขึ้น ดังนั้น ถังก๊าซธรรมชาติที่ใช้งานได้ดีและมีประสิทธิภาพ  จึงเป็นที่ต้องการมากในทางปฏิบัติสำหรับผู้ให้บริการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานจึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำให้ปฏิบัติการส่งก๊าซธรรมชาติมีความปลอดภัย และได้พัฒนามาตรฐานใหม่ คือ ISO 20519 Ships and marine technology – Specification for bunkering of liquefied natural gas fuelled vessels ซึ่งจะช่วยให้เลือกผู้ให้บริการส่งเชื้อเพลิงทางท่อสามารถตอบสนองต่อมาตรฐานของคุณภาพเชื้อเพลิงและความปลอดภัยที่มีการระบุไว้

เมื่อไม่นานมานี้ เรือและท่อส่งเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเริ่มขยายในวงกว้างขึ้น สามารถส่งผ่านในระยะทางที่ไกลขึ้นและอาจจะทำให้ต้องลำเลียงเชื้อเพลิงในปริมาณมากไปยังท่าเรือในประเทศต่างๆ ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการลำเลียงก๊าซธรรมชาติจึงมีจำนวนมากขึ้นไปด้วย และทำให้จำเป็นต้องมีปฏิบัติการด้านความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งต้องมีข้อกำหนดที่สามารถเข้าใจได้ร่วมกันทั้งหมดนับตั้งแต่ผู้ให้บริการก๊าซธรรมชาติไปจนถึงบุคลากรเดินเรือ

ISO 20519 ประกอบด้วยข้อกำหนดซึ่งไม่ครอบคลุมถึงกฎระเบียบของไอจีซี  (Code for the Construction and Equipment of Ships Carrying Liquefied Gases in Bulk: IGC Code) ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่มีมาก่อนหน้านี้ซึ่งใช้เพื่อการขนส่งก๊าซธรรมชาติอย่างปลอดภัยทางทะเล แต่รวมถึงหัวข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้

สตีฟ โอมอลลีย์ ประธานคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 8 – Ships and Marine Technology คณะอนุกรรมการ SC 11 – Intermodal and short sea shipping และผู้ประสานงานของคณะกรรมการวิชาการ TC 8 ซึ่งได้พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 20519 สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุประสงค์ด้านการจัดการให้เหมาะสมกับโปรแกรมการจัดการที่มีอยู่เดิมและจัดเตรียมความสอดคล้องที่สามารถทวนสอบได้   ซึ่งมาตรฐานนี้มีความสำคัญเพราะข้อกำหนดที่สอดคล้องกับมาตรฐานไอเอสโอมักจะรวมเข้าไปในสัญญาทางธุรกิจและอาจจะใช้อ้างอิงโดยระเบียบของท้องถิ่น สตีฟยังแสดงความชื่นชมคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอ ISO/TC 67 – materials, equipment and offshore structures for petroleum, petrochemical and natural gas industries ซึ่งได้เริ่มทำงานในเรื่องนี้และสรรหาผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเข้ามาทำงานในกลุ่มวิชาการ TC 8

กลุ่มการทำงานที่ได้พัฒนามาตรฐาน ISO 20519 ประกอบผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมด้านการเดินเรือ ผู้ผลิตอุปกรณ์ สมาคมที่เกี่ยวข้อง (เช่น Society for Gas as a Marine Fuel: SGMF) บริษัทที่ทำการค้า หน่วยงานจดทะเบียนสากล และหน่วยงานป้องกันชายฝั่ง เป็นต้น การแบ่งปันความรู้ในเรื่องนี้ มีความสำคัญในการสร้างมาตรฐานที่สามารถปฏิบัติได้จริงและส่งเสริมความปลอดภัยระหว่างปฏิบัติการส่งผ่านก๊าซธรรมชาติ

การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นท่อส่งเชื้อเพลิงเป็นเรื่องใหม่ ดังนั้น มาตรฐานจึงต้องมีความทันสมัยเพื่อรวมเอาบทเรียนที่มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งไอเอสโอได้สร้างกลุ่มขึ้นมาเพื่อติดตามอุบัติการณ์การขนส่งและช่วยระบุว่าเมื่อไรควรปรับปรุงมาตรฐานให้ทันสมัย

สำหรับมาตรฐาน ISO 20519:2017 ได้พัฒนาขึ้นเนื่องจากการร้องขอขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization) สหภาพยุโรป (European Commission: EU) และสมาคมทางทะเลระหว่างประเทศบอลติก (Baltic and International Maritime Council: BIMCO)
ซึ่งเป็นสมาคมการเดินเรือระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ISO 20519:2017 ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 8 ซึ่งเลขานุการคือสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศจีน (Standardization Administration of China: SAC) ร่วมกับสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเยอรมัน (Deutsches Institut für Normung: DIN/German Institute for Standardization)

ท่านที่สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อจากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2161

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าที่เราซื้อมาจากร้านค้านั้นมีที่มาหรือแหล่งกำเนิดจากไหน?  มาจากกระบวนการผลิตใด? และมีคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนอย่างไร?

การสร้างความมั่นใจให้กับการสอบกลับ (Traceability) มีความสำคัญในการทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดในท้องตลาด

ปัจจุบัน โลกของเรากำลังให้ความสำคัญกับระบบ CoC (Chain of Custody) มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านความหมาย การนำเสนอและอุตสาหกรรมซึ่งรวมถึงระบบ CoC สำหรับความปลอดภัยของอาหาร เกษตรกรรมแบบยั่งยืน หรือความสอดคล้องในการผลิต  ทั้งนี้ ลูกค้าทั่วโลกต่างก็มีความต้องการในเรื่องของการสอบกลับ (Traceability) และความโปร่งใส (Transparency) มากขึ้น ไอเอสโอหรือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานตระหนักถึง
ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้  จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการ ISO/PC 308 – Chain of Custody ซึ่งจะช่วยดูแลมาตรฐานที่เกี่ยวข้องต่างๆ
ให้มีการสอบกลับที่ง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่อยู่ในซัพพลายเชนด้วยการใช้ ”ภาษามาตรฐาน” ของไอเอสโอให้เหมือนกันทั่วโลก

สำหรับห่วงโซ่ของการดูแลนั้น ระบบการสอบกลับมีความสำคัญอย่างยิ่ง และหากปล่อยให้เนิ่นนานไป ก็จะเกิดความสับสน ซับซ้อน และเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ การสอบกลับและความโปร่งใสยังเป็นหลักประกันสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และสามารถสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับลักษณะของการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพ อันเป็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพ  ซึ่งในหลายกรณี ถือป็นข้อบังคับทางกฎหมายด้วย ดังนั้น ระบบการบริหารจัดการห่วงโซ่ของการดูแล (Chain-of-Custody: CoC Management System) จึงมีความสำคัญมากสำหรับโครงการด้านการประกันคุณภาพและการตรวจสอบรับรอง

ปัจจุบัน คณะกรรมการวิชาการ ISO/PC 308 – Chain of Custody ได้สร้างความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานจากองค์กรที่เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วน เช่น อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน และการก่อสร้าง รวมทั้งโครงการด้านการรับรองและภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้วย โดยไอเอสโอเปิดรับความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวจากผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก และผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศไทย

 

ที่มา: 

  1. http://www.iso.org/iso/home/news_index/news_archive/news.htm?refid=Ref2159  
  2. http://www.scdc5.forensic.police.go.th/forum/index.php?topic=220.0