โดยทั่วไป ผู้ปฏิบัติงานในโรงงานหรือสถานประกอบการต่างๆ ต้องปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการจัดการในสถานที่ทำงานหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอันตรายทางกายภาพ ผลกระทบทางจิตวิทยา หรือปัญหาด้านการยศาสตร์ (Ergonomics) องค์กรจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงผู้ปฏิบัติงานให้มีความสามารถในการทำงานได้อย่างสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพและผลผลิตของสถานประกอบการ  และจำเป็นต้องอาศัยวิชาวิทยาศาสตร์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ใช้ในการจัดการดูแลผลกระทบอันเกิดจากการทำงาน สร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ หากองค์กรไม่มีโครงการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างเป็นทางการ ก็อาจจะทำให้ดูแลได้ไม่ครอบคลุมอย่างเพียงพอ ทำให้องค์กรทั่วโลกนำมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001 – Occupational health and safety management systems — Requirements with guidance for use ไปใช้งาน แต่สำหรับองค์กรที่ได้นำเอามาตรฐาน ISO 45001 ไปใช้งานแล้ว ยังพบว่ามีคำถามอยู่มากมายในการนำมาตรฐานไปใช้งานจริง ไอเอสโอก็ได้พัฒนามาตรฐานขึ้นมาอีกฉบับหนึ่งเพื่อให้แนวทางแก่องค์กรในการนำมาตรฐาน ISO 45001 ไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กรโดยมีคำแนะนำพร้อมตัวอย่างให้นำไปใช้งานได้ในชีวิตจริงซึ่งก็คือ มาตรฐาน ISO  45002 – Occupational Health and Safety Management Systems — General guidelines for the implementation of ISO 45001: 2018

ไอเอสโอได้เผยแพร่มาตรฐาน ISO  45002 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 283, Occupational Health and Safety Management โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดทำ การใช้งาน การบำรุงรักษา และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OH&S) ที่สามารถช่วยให้องค์กรปฏิบัติตาม ISO 45001 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม

สำหรับข้อกำหนดส่วนใหญ่ในมาตรฐานดังกล่าว มีกรณีที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับวิธีการที่องค์กรประเภทต่างๆ ดำเนินการตามข้อกำหนด แต่ก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำวิธีการนี้วิธีการเดียวหรือวิธีที่ดีที่สุดในการนำไปใช้งาน  เป็นเพียงเพื่ออธิบายวิธีหนึ่งที่องค์กรสามารถนำไปใช้งานได้เท่านั้น แต่องค์กรทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ รวมไปถึงองค์กรข้ามชาติขนาดใหญ่ก็สามารถนำคำแนะนำแต่ละข้อในมาตรฐาน ISO  45002 ไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้ตามข้อกำหนดทั้งหมดของ ISO 45001 พร้อมกับศึกษาตัวอย่างในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี รวมทั้งไอเอสโอยังได้ให้ตัวอย่างที่เป็นวิธีปฏิบัติที่สุดทั้งในระดับพื้นฐานและในระดับสูงด้วย

แนวทางในมาตรฐาน ISO  45002 ครอบคลุมประเด็น OH&S เช่น บริบท การให้คำปรึกษาและการมีส่วนร่วม การระบุอันตรายรวมทั้งปัจจัยทางสังคม และวิธีการจัดการงาน ความเสี่ยงและโอกาส การควบคุมการปฏิบัติงาน รวมทั้งการจัดการการเปลี่ยนแปลง และผู้รับเหมาช่วง  เป็นต้น

ดังนั้น มาตรฐาน ISO  45002 จึงเป็นประโยชน์ต่อองค์กรที่นำไปใช้งานในการสนับสนุนการจัดทำระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานสากลดังกล่าว และทำให้องค์กรได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังมาจากความเห็นพ้องต้องกันของผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศที่ร่วมกันพัฒนามาตรฐาน ISO 45001 มากกว่าความคิดเห็นของแต่ละบุคคลหรือที่ปรึกษาด้านมาตรฐานด้วย จึงทำให้มาตรฐาน ISO  45002 เป็นประโยชน์ต่อผู้นำไปใช้งานอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่น่าสนใจของมาตรฐานใหม่ล่าสุดซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรที่นำมาตรฐาน ISO 45001 ไปใช้งาน

ที่มา:

  1. https://www.jorportoday.com/occupational-health-and-safety/
  2. https://www.iso.org/standard/76619.html
  3. https://committee.iso.org/files/live/sites/tc283/files/Documents/ISO%2045002%20Slide%20Deck%20Sept%202020.pdf

ในวงการธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นที่ทราบกันดีว่าการนำมาตรฐานไปใช้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อองค์กรในหลายด้าน  และไม่ว่าองค์กรนั้นจะมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ “มาตรฐาน” มีส่วนสำคัญเสมอในการสร้างความก้าวหน้าทางธุรกิจและการดำเนินงานในองค์กรต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประโยชน์ที่มองเห็นได้โดยตรงในด้านเศรษฐกิจซึ่งการนำมาตรฐานไปใช้ในองค์กรมีส่วนทำให้เกิดมูลค่าอยู่ระหว่าง 0.15% ถึง 5% ของรายได้จากการขายต่อปี (กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีหรือ EBIT)

การนำมาตรฐานไปใช้ทำให้เกิดประโยชน์มากมาย เช่น ปรับปรุงกระบวนการภายในบริษัท  ลดของเสียและต้นทุนภายใน เพิ่มประสิทธิภาพของการวิจัยและพัฒนา สร้างสรรค์กระบวนการทางธุรกิจและนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม ทำให้ลดความเสี่ยงต่าง ๆ ลง ช่วยให้มีการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดใหม่ เป็นต้น

องค์กรทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วถึงประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมของมาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น

การปฏิบัติตามข้อกำหนดในมาตรฐานจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าร่วมในการค้าระหว่างประเทศ ในทางกลับกัน ก็เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการนำมาตรฐานไปใช้ในองค์กร

ปัจจุบัน เราจะพบเห็นสินค้าและบริการที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาจากประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากโลกใบนี้  ทุกส่วนของชีวิตเราในปัจจุบัน บริษัทต่างๆ แบ่งการดำเนินงานของตนจากทั่วโลก ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์และการผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบและการตลาด การสร้างห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ มีผลิตภัณฑ์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ถือว่า “ผลิตในโลก” มากกว่า “ผลิตในสหราชอาณาจักร” หรือ “ผลิตในฝรั่งเศส” เท่านั้น

โลกาภิวัตน์ได้เชื่อมโยงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมทั่วโลกเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น รถยนต์ที่ขายในแคนาดาสามารถออกแบบในฝรั่งเศสโดยใช้ชิ้นส่วนจากออสเตรเลีย กางเกงที่ขายในสหราชอาณาจักรทำจากผ้าฝ้ายแอฟริกาใต้โดยคนงานในโรงงานในประเทศไทย  ในโลกที่มีรูปแบบทางการค้าเปลี่ยนไป การผลิตมีการแยกส่วนและกระจัดกระจายมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยถูกผลิตขึ้นในหลายประเทศ ในหลายบริษัท ก่อนที่จะมารวมกันเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายสำหรับผู้บริโภค ซึ่งเป็นรูปแบบการค้าที่มักเรียกกันว่าห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก สิ่งเหล่านี้ทำให้การใช้มาตรฐานสากลมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น การปฏิบัติตามมาตรฐานจะทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่ามีความมั่นใจว่าปัจจัยการผลิตสามารถเข้ากันได้ (Compatible) และมีความปลอดภัย

“มาตรฐาน” มีอยู่อย่างแพร่หลาย  การอธิบายถึงประโยชน์ของมาตรฐานมักจะทำได้ดีที่สุดโดยการชี้ไปที่ปัญหาที่เกิดจากการไม่มีมาตรฐานเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น ปลั๊กที่ไม่พอดี กระดาษติดในเครื่องพิมพ์ แล็ปท็อปที่มีพอร์ตประเภทต่างๆ สำหรับแฟลชไดรฟ์ บัตรเครดิตที่มีขนาดต่างกัน เป็นต้น  ปัจจุบัน การค้าโลกได้ขยายความสำคัญของประเด็นเหล่านี้ออกไป เพราะการให้สิทธิทางภาษีจะไม่ช่วยอะไรได้หากสินค้าที่ซื้อขายนั้นไม่สามารถเข้ากันได้กับอุปกรณ์อื่น  หรือหากขาดความมั่นใจว่าสินค้านั้นปลอดภัยหรือมีคุณภาพเพียงพอ

เมื่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวในจุดเดียวสามารถส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก การพึ่งพาซึ่งกันและกันนี้จึงส่งผลอย่างมากต่อมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่แท้จริงกำลังเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้งานมาตรฐานสากลของธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ กำลังดึงดูดการค้าโลกเข้ามา  ทำให้มาตรฐานสากลเป็นส่วนสำคัญของการค้าระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในที่สุด

ที่มา:
https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/news/magazine/ISOfocus%20(2013-NOW)/en/2017/ISOfocus_123/ISOfocus_123_EN.pdf

โลกใต้ทะเลเป็นโลกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่นักดำน้ำต้องการค้นหา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น จากข้อมูลของนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกระบุว่าโลกของเรามีส่วนประกอบของน้ำทะเลถึง 70% ส่วนน้ำบนพื้นดินมีเพียง 30% และภาพของสัตว์และพืชที่อยู่ใต้ทะเลที่เราเห็นนั้นมีสีสันสวยงามอย่างเหลือเชื่อ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะนักดำน้ำ จึงต้องการค้นหาความงดงามที่ซ่อนอยู่ใต้ทะเลด้วยสายตาของตนเอง

การดำน้ำลึกเป็นความหลงใหลอย่างยิ่งสำหรับนักดำน้ำนับล้านคนทั่วโลก พวกเขาต่างมีความรักในโลกใต้น้ำเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม กิจกรรมดำน้ำที่ขาดการฝึกฝนด้วยความรับผิดชอบ สามารถทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้กับสิ่งแวดล้อมทางทะเลได้  ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการผจญภัยใต้น้ำ และช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมให้มีการดำน้ำอย่างยั่งยืน  ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐานขึ้นมา 2 ฉบับ ได้แก่ มาตรฐาน ISO 21416, Recreational diving services – Requirements and guidance on environmentally sustainable practices in recreational diving  และ ISO 21417, Recreational diving services – Requirements for training on environmental awareness for recreational divers

มาตรฐาน ISO 21416 ช่วยส่งเสริมเทคนิคการดำน้ำที่อนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลในขณะที่มาตรฐาน ISO 21417 ช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นของนักดำน้ำในด้านพฤติกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งมีโปรแกรมการฝึกอบรมอย่างมีมาตรฐานที่ทำให้นักดำน้ำมีพื้นฐานที่ดีและมีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและมีแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนสำหรับกิจกรรมต่างๆ อย่างครอบคลุม เช่น การดำน้ำแบบลอยตัวบนผิวน้ำ และการดำน้ำใต้ผิวน้ำ เป็นต้น  ซึ่งช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ศูนย์ดำน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ไม่ว่าจะเป็นนักดำน้ำมือใหม่หรือผู้ที่ช่ำชองแล้ว นักดำน้ำต่างให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมทางน้ำอย่างเต็มที่ เป้าหมายของศูนย์ดำน้ำคือการช่วยให้นักดำน้ำเพลิดเพลินไปกับโลกใต้น้ำได้อย่างปลอดภัยและพัฒนาความตระหนักรู้ถึงธรรมชาติอันละเอียดอ่อน หัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมการดำน้ำคือสถานที่ที่ผู้คนไปดำน้ำ การได้รับประกาศนียบัตรที่รับรองการดำน้ำ และการเช่าอุปกรณ์

โปรแกรมการฝึกอบรมเป็นส่วนสำคัญของการดำน้ำ ดังนั้น การที่ผู้ให้บริการดำน้ำหรือศูนย์ดำน้ำ นำมาตรฐาน ISO 24803, Recreational diving services  – Requirements for recreational diving providers ไปใช้จึงเป็นการยืนยันว่าศูนย์ดำน้ำมีการยึดถือแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในทุกเรื่อง นับตั้งแต่การฝึกอบรมพนักงานไปจนถึงอุปกรณ์ฉุกเฉิน มาตรฐานนี้พัฒนาขึ้นโดยทีมผู้เชี่ยวชาญระดับระหว่างประเทศที่ช่วยสร้างมาตรฐานสำหรับเงื่อนไขการฝึกอบรมในอุตสาหกรรมที่เข้าถึงพื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดในโลก

ISO 24803 เพื่อศูนย์ดำน้ำที่มีคุณภาพและปลอดภัย

การรู้วิธีประเมินศูนย์ดำน้ำมีความสำคัญเนื่องจากความปลอดภัยส่วนบุคคลขึ้นอยู่กับการได้รับอุปกรณ์และการฝึกฝนที่ดี มาตรฐาน ISO 24803 ทำให้นักดำน้ำมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ลึกลงไป 20 เมตรใต้ผิวน้ำในทะเลแคริบเบียนหรือเริ่มดำน้ำครั้งแรกในประเทศไทยก็ตาม พวกเขากำลังดำน้ำกับผู้คนที่ปลอดภัยที่สุดและเป็นมืออาชีพมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ในอียิปต์ได้เห็นประโยชน์แล้วว่าการนำ ISO 24803 ไปใช้ทั่วประเทศส่งผลให้คุณภาพและความปลอดภัยของศูนย์ดำน้ำทั่วประเทศดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล ด้วยเหตุนี้ ประกาศนียบัตรรับรองการดำน้ำจำนวนมากที่ออกในประเทศจึงแสดงมาตรฐานไอเอสโอเพื่อยืนยันคุณภาพและความปลอดภัย

การวิจัยใต้ท้องทะเลลึก

การมีชุดทักษะของนักประดาน้ำหมายความว่าพวกเขาสามารถมีบทบาทสำคัญในการทำงานทางวิทยาศาสตร์ใต้น้ำได้ นับตั้งแต่การรวบรวมตัวอย่างไปจนถึงการปกป้องแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม นักดำน้ำเหล่านี้ต้องผสมผสานความรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์และการปกป้องสิ่งแวดล้อมเข้ากับความถนัดในการดำน้ำและความปลอดภัย

สาขาการดำน้ำอยู่ภายใต้การควบคุมในรูปแบบต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับภูมิศาสตร์และองค์กรที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีการกำหนดให้มีความคล่องตัวด้วยกรอบการดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นหนึ่งเดียว

ปัจจุบัน ไอเอสโออยู่ระหว่างการพัฒนามาตรฐาน ISO 8804  จำนวน 3 ฉบับ  โดยพัฒนาข้อกำหนดการฝึกอบรมสำหรับนักดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ นักดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ (Scientific diver) นักดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ชั้นสูง (Advanced scientific diver) และหัวหน้าโครงการดำน้ำทางวิทยาศาสตร์ (Scientific diving project leader)  ซึ่งให้คำแนะนำสำหรับชุมชนนักดำน้ำเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ปลอดภัยภายใต้สภาวะการทดลองและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน

มาตรฐานไอเอสโอสำหรับการดำน้ำได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 228, Tourism and related services

ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

  1. https://www.iso.org/contents/news/2022/08/beyond-the-sea.html
  2. https://amitydivingclub.com/why-diving-interesting/?lang=th

การบริหารจัดการอาคารสถานที่จัดว่าเป็นงานบริหารจัดการสมัยใหม่ที่เข้ามาทดแทนการดูแลอาคารสถานที่แบบเดิมซึ่งได้แก่ งานดูแลรักษาอาคาร งานจัดการอาคาร และการบริหารจัดการอาคารสถานที่ก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพียงแค่ดูแลอาคารให้เหมาะกับการใช้งานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  แต่ยังครอบคลุมถึงประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน การลงทุน และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอีกด้วย

มาตรฐาน ISO 41001:  Facility management — Management systems — Requirements with guidance for use เป็นมาตรฐานที่ไอเอสโอพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ทีมบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด  โดยให้ความสำคัญกับวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากลซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการบริหารจัดการที่ประกอบด้วยการเปรียบเทียบเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนในด้านกลยุทธ์ ยุทธวิธี และการปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างมีประสิทธิผล

มาตรฐานการจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก หรือ FM (Facility Management) ได้มีการนำเอาความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ บูรณาการเข้าด้วยกันเพื่อให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพ และการเพิ่มผลิตผลทางเศรษฐกิจของสังคม ชุมชน และองค์กร ตลอดจนรูปแบบที่ตัวบุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นซึ่งเมื่อมีการส่งมอบบริการแล้วจะส่งผลต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน การส่งมอบบริการนั้นสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมทุกประเภท ตั้งแต่สำนักงาน สถานศึกษา สถานพยาบาล โรงแรม ไปจนถึงศูนย์กีฬาและสันทนาการ และห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น

สำหรับประโยชน์ของมาตรฐาน FM คือ ทำให้มีการปรับปรุงในด้านต่าง ๆ  ดังต่อไปนี้

โดยสรุป มาตรฐาน FM จะช่วยให้องค์กรสามารถให้บริการที่เหมาะสม ส่งมอบบริการในคุณภาพที่เหมาะสมด้วยต้นทุนที่เหมาะสมตามที่องค์กรลูกค้ากำหนด นอกจากนี้ ยังช่วยในเรื่องการจัดการความเสี่ยงและเรื่องของความปลอดภัยในอาคารสถานที่อีกด้วย

มาตรฐานนี้เหมาะสำหรับองค์กรที่มีความต้องการประยุกต์ใช้มาตรฐาน FM โดยสามารถขอรับการรับรองจากหน่วยงานรับรอง (Certification body) หรือจะรับรองตนเองว่าได้มีการปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับนโยบายการจัดการที่ประกาศเอาไว้ก็ได้

การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นบริการสนับสนุนที่เอื้อประโยชน์ต่อการส่งมอบเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และการดำเนินงานขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลไปพร้อม ๆ กับทำให้มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและสะดวกสบายอีกด้วย

องค์กรและหน่วยงานที่สนใจนำมาตรฐาน FM ไปประยุกต์ใช้สามารถศึกษามาตรฐานดังกล่าวเพิ่มเติ่มได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสังซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ  ISO Store

ที่มา :
1.
https://www.iso.org/news/ref2281.html
2. http://www.thaicondoonline.com/cm-fm/742-todays-facility-management   

เมื่อพูดถึงการทำธุรกรรมทางการเงิน  ในเบื้องต้นจำเป็นจะต้องรู้ว่าใครเป็นใครและใครคือเจ้าของธุรกิจที่แท้จริงเพื่อให้มั่นใจในเรื่องของความโปร่งใสและความมั่นคงปลอดภัย ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า “รหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมาย (Legal Entity identifier: LEI)” เพื่อการทำธุรกรรมอย่างปลอดภัย  ซึ่งปัจจุบัน ไอเอสโอได้ปรับปรุงมาตรฐานบริการทางการเงินด้านรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายแล้ว

โลกของเราได้ผ่านความท้าทายระดับโลกสำหรับวิกฤตทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบธุรกรรมในระบบการเงินเมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) มาแล้ว การมีวิธีระบุรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายได้ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการขออนุญาตผู้ควบคุมกฎในระดับสากลเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการยืนยันตัวตนจากหลายแหล่งด้วยกัน

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กลุ่มประเทศ G20 ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 (ค.ศ.1999) เพื่อเป็นกรอบการหารืออย่างไม่เป็นทางการเพื่อสนองตอบต่อวิกฤตทางการเงิน ประกอบด้วยผู้แทนสหภาพยุโรปและอีก 19 ประเทศ จึงได้สร้างรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงไปยังข้อมูลที่สำคัญเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินรวมไปถึงโครงสร้างที่แสดงความเป็นเจ้าของด้วย

วิธีในการสร้างรหัสเช่นนี้มีการระบุไว้ในมาตรฐาน ISO 17442 ซึ่งเพิ่งมีการปรับปรุงไปเมื่อไม่นานมานี้  แต่เดิมเป็นมาตรฐาน ISO 17442 เพียงฉบับเดียว ปัจจุบัน ได้ปรับปรุงเป็นมาตรฐาน 2 ฉบับได้แก่

  1. มาตรฐานISO 17442-1, Financial services – Legal entity identifier (LEI) – Part 1: Assignment ระบุองค์ประกอบขั้นต่ำของการจัดทำรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายที่มีความชัดเจนเป็นเอกลักษณ์ และมีความสามารถในการระบุตัวตนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินซึ่งรวมถึงธนาคาร บริษัททางการเงินองค์กรอื่นใดที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัย และใครก็ตามที่มีรายชื่ออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ กองทุนบำเหน็จบำนาญ และอื่นๆ
  2. มาตรฐาน ISO 17442-2, Financial services – Legal entity identifier (LEI) – Part 2: Application in digital certificates ช่วยเสริมมาตรฐาน ISO 17442-1 ด้วยการระบุวิธีการที่จะฝังเอารหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายเข้าไปในการรับรองผ่านระบบดิจิตอล

เดวิด บรอดเวย์ ผู้ประสานงานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนามาตรฐานดังกล่าวระบุว่าพวกเขาได้ทำการทบทวนมาตรฐานนี้เพื่อสนับสนุนให้เกิดความชัดเจนและสะท้อนถึงนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปและบทเรียนที่ได้รับนับตั้งแต่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในครั้งแรก

นับตั้งแต่ ISO 17442 ได้มีการนำไปประยุกต์ใช้เป็นครั้งแรก ก็มีการคำนึงถึงนโยบายของชุมชนผู้ควบคุมกฎด้วย ดังนั้น จึงมีความสำคัญที่มาตรฐานจะต้องสะท้อนถึงสิ่งนี้ด้วย

การปรับปรุงมาตรฐานนั้นรวมถึงลักษณะเฉพาะที่เพิ่มเติมเข้ามาและการทบทวนที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในเรื่องสาขานิติบุคคลในระดับสากลรวมทั้งบันทึกข้อมูลรหัสยืนยันตัวตนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องบริษัทแม่และสถานะของนิติบุคคลด้วย

มาตรฐาน ISO 17442-1 และ ISO 17442-2 ได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มงาน WG 4 ซึ่งปฏิบัติงานภายใต้คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 68, Financial services คณะอนุกรรมการ SC 8, Reference data for financial services ซึ่งมีเลขานุการคือ SNV ซึ่งเป็นสถาบันาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ผู้สนใจมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา:

  1. https://www.iso.org/news/ref2548.html
  2. https://www.iso.org/standard/78829.html

เรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยในที่ทำงานไม่เพียงแต่ช่วยรักษาชีวิตของผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญต่อสมรรถนะในการการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วย  ดังนั้น ไอเอสโอจึงได้พัฒนามาตรฐาน ISO 45001 ระบบการจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (OH&S) ขึ้นมาเป็นฉบับแรกและฉบับเดียวของโลกซึ่งเป็นผลมาจากแนวปฏิบัติที่ดีซึ่งทั่วโลกตกลงร่วมกัน  นอกจากนี้ ยังได้จัดทำคู่มือฉบับใหม่เพื่อช่วยให้องค์กรขนาดเล็กสามารถนำไปใช้งานและได้รับประโยชน์สูงสุดด้วย

องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้กล่าวไว้ว่า งานที่ดีคืองานที่ปลอดภัยซึ่งอาจมีคนไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกๆ ปี โลกของเรามีคนเสียชีวิตถึง 2.78 ล้านคนจากโรคภัยหรืออุบัติเหตุจากการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายร้อยล้านคนที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพและอุบัติเหตุที่ไม่ร้ายแรง ทำให้เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้เป็นต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

มาตรฐาน ISO 45001, Occupational health and safety management systems – Requirements with guidance for use มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดสถิติในเรื่องโรคภัยหรืออุบัติเหตุจากการทำงานโดยมีผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาจัดทำกรอบร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงในสถานที่ทำงาน เสริมสร้างสุขภาพ เพิ่มความปลอดภัย และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในที่ทำงาน

สำหรับคู่มือฉบับใหม่เป็นการเผยแพร่ร่วมกันระหว่างไอเอสโอและยูนิโดหรือองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ  (United Nations Industrial Development Organization: UNIDO) ซึ่งให้แนวทางเพิ่มเติมโดยเฉพาะสำหรับองค์กรขนาดเล็กรวมทั้ง SMEs ในการนำ ISO 45001 ไปประยุกต์ใช้

คู่มือฉบับใหม่ ISO 45001:2018 – Occupational health and safety management systems – A practical guide for small organizations จัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้ให้ภาพรวมข้อกำหนดของ ISO 45001 และแนวทางที่องค์กรขนาดเล็กสามารถจัดทำระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยได้ โดยคำนึงถึงความท้าทายและความต้องการเฉพาะของพวกเขา

ประโยชน์ที่จะได้รับจากระบบนี้มีหลายประการ รวมถึงการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่ดีและการบาดเจ็บจากการทำงาน การปกป้องผู้ที่ทำงานให้กับองค์กร  การมีวัฒนธรรมของบริษัทในเชิงบวกมากชึ้น และการทำให้มีชื่อเสียงที่ดียิ่งขึ้นสำหรับลูกค้า ซัพพลายเออร์ และชุมชน

ผู้สนใจคู่มือ ISO 45001: 2018 – Occupational health and safety management systems – A practical guide for small organizations สามารถศึกษาได้จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือสั่งซื้อได้จากเว็บไซต์ของไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2552.html

กีฬาโอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศที่ดึงดูดให้คนทั่วโลกเข้าไปท่องเที่ยวและสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน พร้อมกันนั้นก็นำมาซึ่งความเสี่ยงหรืออันตรายในด้านความมั่นคงปลอดภัยด้วย และเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ไอเอสโอได้พัฒนามาตรฐานใหม่ที่จะช่วยให้เมืองมีการจัดการกับงานใหญ่ๆ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยของสาธารณชนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการจัดงาน

มาตรฐาน ISO 22379, Security and resilience – Guidelines for hosting and organizing large citywide events มีเป้าหมายในการจัดเตรียมแนวทางและความเชี่ยวชาญด้านวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยง ความปลอดภัยของสาธารณชน และความต่อเนื่องของการบริการระหว่างที่มีการจัดงานใหญ่

มาตรฐานนี้จะเป็นมาตรฐานสากลฉบับแรกของโลกที่จะนำเอาความรู้และวิธีการที่ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องในการจัดการใหญ่อย่างโอลิมปิกฤดูร้อนที่โตเกียว ในปี 2020 และโอลิมปิกฤดูหนาวในปักกิ่ง รวมทั้งงานเบอร์ลินมาราธอน เข้ามารวมกัน

อีวาร์โคลุนด์ ผู้ประสานงานของกลุ่มงานที่พัฒนามาตรฐาน กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้มาตรฐานนี้ทรงคุณค่าและโดดเด่นไม่เหมือนใครก็คือมาตรฐานนี้จะเป็นผลผลิตของบทเรียนและการเรียนรู้ของเมืองจำนวนมากและผู้จัดงานอีเว้นท์ทั่วโลก

เขากล่าวว่า เมืองจำนวนมากมองว่าอีเว้นท์ระดับสากลเช่นนี้ดึงดูดผู้คนจำนวนมากเข้ามาและเป็นวิธีการหลักในการส่งเสริมเมืองให้ก้าวไปสู่ระดับโลก แต่การที่จะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร

สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในปัจจุบันก็คือแต่ละเมืองเริ่มต้นวางแผนงานจากศูนย์โดยไม่ได้รับเอาความรู้เกี่ยวกับความเชี่ยวชาญหรือความสามารถหรือวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดของเมืองอื่นเข้ามาใช้ ดังนั้น มาตรฐานนี้จะช่วยเมืองหรือผู้ใช้งานได้เรียนรู้และได้รับประโยชน์จากการแบ่งปันเรื่องราวดังกล่าว

ลุนด์กล่าวว่าถึงอย่างนั้นก็ตาม ยังไม่มีมาตรฐานสากลใดที่สามารถกล่าวถึงองค์ประกอบทั้งหมดในการเตรียมงานแบบองค์รวม ตลอดจนการลงมือจัดงานให้ประสบความสำเร็จและประเมินผลการทำงานในลักษณะที่มีความมั่นคงปลอดภัยและมีความยั่งยืน

การใช้มาตรฐาน ISO 22379 จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้การจัดอีเว้นท์ขนาดใหญ่มีการปรับปรุงที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เมืองมีความสามารถในการเป็นเจ้าภาพในแบบที่มีส่วนร่วมต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติด้วย

มาตรฐาน ISO 22379 ยังช่วยให้เมืองตัดสินใจว่าควรจะจัดงานหรือไม่ เนื่องจากจะช่วยให้เมืองสามารถระบุความเสี่ยงที่แท้จริงและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นด้วย

มาตรฐานนี้จะเป็นประโยชน์มากเมื่อใช้เสริมกับมาตรฐาน ISO 20121, Event sustainability management systems – Requirements with guidance for use ซึ่งให้กรอบการทำงานสำหรับการปฏิบัติงานในอีเว้นท์ที่ยั่งยืนในระดับสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน มาตรฐานยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการพัฒนา

มาตรฐานนี้ ได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 292, Security and resilience ซึ่งมี SIS  สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสวีเดน เป็นเลขานุการ

มาตรฐานดังกล่าวมีส่วนในการส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติในข้อ 3 Good Health and Well-being, ข้อ 6 Clean Water and Sanitation, ข้อ 7 Affordable and Clean Energy, ข้อ 8 Decent Work and Economic Growth, ข้อ 9 Industry, Innovation and Infrastructure, ข้อ 10 Reduced Inequality, ข้อ 11 Sustainable Cities and Communities, ข้อ 12 Responsible Consumption and Production, ข้อ 13 Climate Action, Peace และข้อ 16 Justice and Strong Institutions

 

ที่มา:  https://www.iso.org/news/ref2458.html

ปัจจุบัน ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารไม่เพียงแต่จะมาจากความต้องการของผู้บริโภคหรือหน่วยงานควบคุมภาครัฐเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความรับผิดชอบในส่วนผู้ผลิต ผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้ขนส่ง และผู้จัดจำหน่ายด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของการขนส่งและการจัดเก็บ นับว่าเป็นองค์ประกอบที่แยกกันไม่ขาดสำหรับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของอาหาร ปัจจุบัน แนวทางสากลใหม่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้เพื่อช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยทุกๆ จุดตลอดซัพพลายเชนของอาหาร

ข้อกำหนดหลักของมาตรฐาน  ISO 22000 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานสากลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดฉบับหนึ่งของโลกในด้านความปลอดภัยของห่วงโซ่อาหาร จัดเป็นเอกสารโปรแกรมสุขลักษณะพื้นฐาน (Prerequisite Program:  PRPs) สำหรับผู้ผลิตอาหาร ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานและกิจกรรมที่จำเป็นสำหรับองค์กรและซัพพลายเชนทั้งหมดเพื่อดูแลในด้านความปลอดภัยของอาหาร เรื่องเหล่านี้ ไอเอสโอให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จึงได้มีการจัดทำข้อกำหนดทางวิชาการ (technical specifications: TS) เพื่อช่วยควบคุมให้มีความปลอดภัยในกระบวนการผลิตอาหาร

มาตรฐานล่าสุดที่ไอเอสโอได้ตีพิมพ์เผยแพร่ คือ ISO/TS 22002-5, Prerequisite programmes on food safety – Part 5: Transport and storage ซึ่งมีโครงสร้างข้อกำหนดเกี่ยวกับ PRPs สำหรับการขนส่งและการจัดเก็บในห่วงโซ่อาหาร

อาลี รับปินจ์ จากกลุ่มงานที่พัฒนาข้อกำหนดทางวิชาการนี้ กล่าวว่า ISO/TS 22002-5 จะช่วยให้การขนส่งอาหารมีการปกป้องในเรื่องอาหาร ส่วนประกอบ วัตถุดิบ และการบรรจุหีบห่อที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของผู้ผลิต ทำให้มั่นใจว่าอาหารที่ส่งมอบไปยังผู้บริโภคมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง

การใช้ข้อกำหนดดังกล่าวจะช่วยให้แนวทางความปลอดภัยด้านอาหารเป็นไปในแนวทางเดียวกันตลอดทั้งห่วงโซ่อาหารซึ่งง่ายต่อการควบคุมและตรวจสอบ และสามารถลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนลงได้

ISO/TS 22002-5 เป็นหนึ่งในชุดข้อกำหนด 6 ข้อของ PRPs ในเรื่องความปลอดภัยที่มีเป้าหมายในการช่วยให้ผู้นำมาตรฐานไปใช้งานสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดของ ISO 22000 ได้ ชุดมาตรฐานนี้ประกอบด้วย

ส่วน ISO/TS 22002-5 เป็นข้อกำหนดทางเทคนิควิชาการ 1 ใน 6 ของ PRPs ด้านความปลอดภัยของอาหารที่มีเป้าหมายในการช่วยให้ผู้ใช้มาตรฐานสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดตามมาตรฐาน ISO 22000

ISO/TS 22002-5 ได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มงาน WG 10, Transport and storage ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 34, Food products คณะอนุกรรมการ SC 17,  Management systems for food safety โดยมีเลขานุการคณะอนุกรรมการคือ DS ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศเดนมาร์ก

ผู้สนใจชุดมาตรฐานดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากห้องสมุดสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสั่งซื้อได้จากไอเอสโอ ISO Store

ที่มา: https://www.iso.org/news/ref2444.html

วันที่ 27 กันยายนของทุกปี องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNWTO) ได้กำหนดให้เป็นวันท่องเที่ยวโลก ซึ่งไอเอสโอมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนทั่วโลกด้วยการพัฒนามาตรฐานด้านการท่องเที่ยว และในปีนี้ได้มีส่วนร่วมในหัวข้อ “การท่องเที่ยวและงาน: อนาคตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน”

พาลัด ซิงห์ พาเทล รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของอินเดียซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันท่องเที่ยวโลกกล่าวว่า  การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคส่วนชั้นนำที่มีการจ้างงานถึง 10% ของการจ้างงานทั่วโลก และการพัฒนาการท่องเที่ยวมีส่วนเชื่อมโยงโดยตรงต่อการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน มาตรฐานหลายมาตรฐานของไอเอสโอมีส่วนช่วยสนับสนุนให้โลกมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างงานที่ดี มีคุณค่ามากขึ้นด้วย

นาตาเลีย ออร์ทิส เดซาราเต ผู้จัดการคณะกรรมการวิชาการของคณะกรรมการวิชาการไอเอสโอ ISO/TC 228, Tourism and related services คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของไอเอสโอที่ทุ่มเทให้กับอุตสหกรรมท่องเที่ยว กล่าวว่าไอเอสโอมีมาตรฐานจำนวนมากที่มีเป้าหมายในการปรับปรุงความสามารถของบุคลากรที่ทำงานในภาคส่วนการท่องเที่ยว ตัวอย่างเช่น มาตรฐาน ISO 24802, Recreational diving services – Requirements for the training of scuba instructors และ ISO 13970, Recreational diving services – Requirements for the training of recreational snorkelling guides ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นวิธีปฏิบัติในระดับสากลที่ดีที่สุดสำหรับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการดำน้ำ

มาตรฐานเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจในคุณภาพในระดับสูงอันนำมาซึ่งประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมดำน้ำและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ  อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ISO/TR 21102, Adventure tourism – Leaders – Personnel competence ซึ่งเป็นรายงานทางวิชาการที่ให้รายละเอียดว่าตลาดคำนึงถึงอะไรว่าเป็นความสามารถที่จำเป็น ทำให้นายจ้างมีแนวทางในการเปรียบเทียบในระดับสากลและลูกจ้างมีสิ่งที่ใช้เป็นแนวทางเดียวกันในการแข่งขันกับผู้อื่น

ความมั่นคงและความปลอดภัยเป็นใบผ่านทางไปสู่ความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งทำให้มั่นใจในข้อเสนอที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว และยังสร้างสรรค์งานได้มากขึ้นด้วย

ไอเอสโอยังมีมาตรฐานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอีกจำนวนมากที่ช่วยปรับปรุงเรื่องของความยั่งยืน ความปลอดภัย และความเป็นมืออาชีพในกิจกรรมการท่องเที่ยว  ทำให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ISO 21101, Adventure tourism – Safety management systems – Requirements เป็นมาตรฐานที่ทำให้ผู้ให้บริการกิจกรรมท่องเที่ยวแบบผจญภัยมีแนวทางระบบการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมมีประสบการณ์ที่ดี ทำให้ผู้ปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยวแบบผจญภัยมีสมรรถนะด้านความปลอดภัย สามารถตอบสนองความคาดหวังสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมและความปลอดภัยของพนักงาน รวมทั้งสนับสนุนความสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎหมายที่มีการประยุกต์ใช้

ISO 20611, Adventure tourism – Good practices for sustainability – Requirements and recommendations เป็นมาตรฐานที่เป็นเค้าโครงวิธีการขององค์กรการท่องเที่ยวแบบผจญภัยสามารถนำไปใช้ปฏิบัติอย่างยั่งยืนและส่งเสริมวิธีปฏิบัติที่อ่อนโยนสำหรับผู้มีส่วนร่วมและชุมชนท้องถิ่น

ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับช่วยในการวางแผนอย่างรอบคอบและมีการประเมินความเสี่ยง เช่น การใช้แห่งทรัพยากรพลังงานใช้ซ้ำ มีความตระหนักถึงกฎระเบียบเกี่ยวกับของเสียและในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศอันเปราะบาง

ISO 21401, Tourism and related services – Sustainability management system for accommodation establishments – Requirements ช่วยให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านสังคมและการมีส่วนร่วมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่อยู่ในระหว่งการพัฒนาคือ ISO 22525, Tourism and related services – Medical tourism – Service requirements ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มีการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นไปตามระดับที่คนไข้คาดหวัง

มาตรฐานไอเอสโอสำหรับการท่องเที่ยวได้รับการพัฒนาโดยคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 228, Tourism and related services  ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญของไอเอสโอในเรื่องการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง  และรับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานในขอบข่ายของคำศัพท์ ข้อกำหนดของการบริการด้านการท่องเที่ยวของผู้ให้บริการการด้านการท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้บริโภคมีเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกใช้บริการท่องเที่ยว

สำหรับวันท่องเที่ยวโลกเป็นกิจกรรมประจำปีที่จัดขึ้นโดย UNWTO ซึ่งมีส่วนร่วมในคณะกรรมการวิชาการของไอเอสโอที่ทำการพัฒนามาตรฐานด้านการท่องเที่ยวดังกล่าว

ที่มา :

  1. https://www.iso.org/news/ref2440.htm
  2. https://www.iso.org/committee/375396.html  

เมื่อปี 2512 (ค.ศ.1969) ผู้คนทั่วโลกยังคงฟังเพลงจากเทปคาสเซ็ทและไม่มีชิปไมโครโพรเซสเซอร์  แต่ในปีนั้นเอง เป็นปีที่ประวัติศาสตร์โลกได้บันทึกไว้ว่ามนุษยชาติได้เดินทางไปเหยียบดวงจันทร์แล้ว และความตื่นเต้นของมวลมนุษยชาติที่ได้เห็นมนุษย์เดินทางไปเหยียบดวงจันทร์ก็ได้ผ่านไปแล้วเป็นเวลา 50 ปี

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 เป็นวันครบรอบการเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ของยานอพอลโล่ 11 โดยมีนักบินอวกาศที่ลงเหยียบพื้นดวงจันทร์คนแรกเมื่อ 50 ปีที่แล้ว คือ นีล อาร์มสตรอง ตามด้วยบัซ อัลดริน และไมเคิล คอลลินส์ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นาซายังคงดำเนินภารกิจในการสำรวจจักรวาลต่อไป แต่สิ่งที่คนทั่วโลกได้รับประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิมก็คือ “มาตรฐานสากล” ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทในเรื่องความปลอดภัยและปรากฏอยู่ในความสำเร็จของความพยายามในการสำรวจจักรวาลนั้นเอง

มีรายงานว่ามนุษย์คนแรกที่เหยียบดวงจันทร์จะมาร่วมฉลองงาน World Space Week 2019 ระหว่างวันที่ 4 – 10 ตุลาคมนี้ด้วย ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อเฉลิมฉลองสัปดาห์อวกาศโลก โดยในปีนี้มีการให้ความสำคัญในหัวข้อ “ดวงจันทร์: ประตูสู่ดวงดาว” (The Moon: Gateway to the Stars) เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีสำหรับภารกิจการเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ของยานอวกาศอพอลโล 11 และความสำคัญของดวงจันทร์ในอนาคต (สำหรับประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISDA ได้จัดงานมหกรรมอวกาศระดับนานาชาติ 2019 ไปแล้วเมื่อวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2562 ณ อิมแพคท์ ฟอรั่ม เมืองทองธานี )

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 นักบินอวกาศทั้งสามคนได้แก่ นีล อาร์มสตรอง บัซ อัลดริน และไมเคิล คอลลินส์ ได้เดินทางไปเยือนสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติที่กรุงนิวยอร์ค และได้กล่าวในตอนท้ายของงานว่าในเมื่อความหวังที่พลเมืองโลกมีให้กับการแก้ไขปัญหาที่อยู่นอกโลกยังเกิดขึ้นได้ ก็มีความหวังที่จะแก้ปัญหาที่อยู่บนโลกให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน

ไม่ว่าการสำรวจอวกาศจะทำให้อะไรเกิดขึ้นในอีก 50 ปีข้างหน้าก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่จะยังคงอยู่อย่างแน่นอนก็คือการมาตรฐานซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการปรับปรุงความปลอดภัยของยานอวกาศต่อไป

ปัจจุบัน ความพยายามในเรื่องของการมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของยานอวกาศปรากฏอยู่ในการดำเนินงานของคณะกรรมการวิชาการ ISO/TC 20 20, Aircraft and space vehicles ซึ่งมีผลงานการพัฒนามาตรฐานแล้วเสร็จไปถึง 668 ฉบับ และยังมีมาตรฐานที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาอีก 218 ฉบับ โดยมีเลขานุการของคณะกรรมการวิชาการคือ ANSI ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่ได้ส่งนักบินอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์เป็นคนแรกของโลกนั่นเอง

ที่มา :

  1. http://thaiastro.nectec.or.th/library/article/3419/
  2. https://www.iso.org/files/live/sites/isoorg/files/news/magazine/ISOfocus%20(2013-NOW)/en/2019/ISOfocus_136/ISOfocus_136_en.pdf
  3. https://www.worldspaceweek.org/?fbclid=IwAR0i0Byxprn8vu5pRy8RcLCVIQXBspaEhLQ2FlgLE2K4svghz2QV1I_Z4QI